อาวเอี้ยงเทียนแลดูบุตรชายที่นอนสลบไสล ท่านเมื่อครู่ถ่ายทอดกำลังรักษาอาการ รู้สึกหนักหนาสาหัสยิ่ง...

ผู้ที่ประมือกับอาวเอี้ยงกุนมีวิชาร้ายกาจนัก มิทราบ คนของเทียนมึ้งเก็งที่ฝีมือถึงระดับนี้มีมากน้อยเท่าใด คราครั้งนี้มากันกี่คน
...บ่าวผู้หนึ่งยกถังน้ำเข้ามา ตระเตรียมเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าแก่อาวเอี้ยงเซี่ยวเอี้ย เหลือบเห็นอาวเอี้ยงซิงแซมีเหงื่อผุดพราย สีหน้าซีดเผือดไร้โลหิต ต้องรีบกล่าวว่า
"ที่ห้องครัวเพิ่งตุ๋นน้ำโสม ข้าพเจ้ารีบไปยกมาก่อน ดีหรือไม่"
อาวเอี้ยงเทียนผงกศีรษะ ฝืนยิ้มกล่าวว่า
"เจ้ารู้งานคล่องแคล่วนัก เช่นนี้จึงได้รับใช้บนตึกใหญ่"
บ่าวนั้นได้ยินคำชมย่อมลิงโลดยินดี รีบหมุนกายออกไป พลันปรารถนาให้ตนเองมีวิชาเหาะเหินเดินอากาศ ยกน้ำโสมมาให้อาวเอี้ยงซิงแซได้ในพริบตา

เอี้ยป้อซัวพอดีสวนกับบ่าวนั้นที่ประตู เขาพอเข้ามาก็เห็นยี่ซือเจ็กสีหน้าอิดโรย เมื่อครู่ตนยังคิด เสาหลักของฮวงจึงยามนี้ย่อมเป็นท่าน ทว่าท่านที่เห็นบุตรชายบาดเจ็บ คงอดมิได้ต้องถ่ายทอดกำลังรักษา เรี่ยวแรงกลับลดถอยไป...
คนรู้สึกกลัดกลุ้ม ยังข่มอาการไว้ เดินไปที่ข้างเตียง แลดูอาวเอี้ยงกุนที่หลับอยู่ กล่าวว่า
"กุนเฮียร่างกายแข็งแรง พรุ่งนี้มะรืนนี้สามารถฟื้นฟู"
อาวเอี้ยงเทียนย่อมทราบ เอี้ยป้อซัวว่ากล่าวปลุกปลอบจิตใจท่าน เด็กน้อยผู้นี้มักสำรวมเงียบขรึม ตีหน้าคล้ายเป็นผู้เฒ่าชรา กลับคล้ายเตี้ยงโหวมิมีผิดเพี้ยน ยามนึกเอ็นดูต้องกล่าวว่า
"กุนเฮียของเจ้าวันนี้ใช้การไม่ได้ ยี่ซือเจ็กก็เป็นไม้ผุลำหนึ่ง ป้อยี้เจ้าต้องยืดอกไว้ มิว่าเรื่องใดก็สามารถรับหน้าแทน"
เอี้ยป้อซัวก้มหน้ายิ้มคราหนึ่ง ในเวลาตึงเครียด ยี่ซือเจ็กยังสามารถว่ากล่าวล้อเล่น ช่างผิดกับซือแป๋ของเขานัก

ยามนึกถึงซือแป๋ เตี้ยงโหวพลันเดินเข้ามา อาวเอี้ยงเทียนรีบถามว่า
"ซาซือตี๋เป็นอย่างไร"
เตี้ยงโหวโบกมือคราหนึ่ง สีหน้าทั้งเหนื่อยทั้งกังวล ตอบคำว่า
"เราให้เขาสงบสติอารมณ์ ยอมอยู่นิ่งเฉยสักชั่วยาม ทว่ากับคนที่ดื้อรั้นเช่นนั้น มิทราบสามารถระงับไว้ได้นานเท่าใด"
เอี้ยป้อซัวลากเก้าอี้ออกให้ซือแป๋ซือเจ็ก พวกท่านยังมิท่านจะทรุดกายลงนั่ง ที่เบื้องนอกพลันมีสุ้มเสียงระงมขึ้น

เอี้ยป้อซัวพุ่งปราดออกไป ยังตะโกนไล่หลังมาว่า
"ซือแป๋ท่านอยู่ที่นี้ คุ้มครองซือเจ็กทั้งสองและกุนเฮีย"
เตี้ยงโหวนิ่วหน้าสั่นศีรษะ ร้องว่า
"เด็กผู้นี้ถึงกับสั่งเรา"
พอว่ากล่าวก็ยังไม่หยุดเท้า อาวเอี้ยงเทียนต้องรั้งท่านไว้ กล่าวอย่างเร่งร้อนว่า
"ท่านต้องอยู่ที่นี้ ป้อยี้ว่ากล่าวถูกต้อง มีแต่ท่านจึงสามารถรั้งซาซือตี๋ ทั้งยังดูแลกุนยี้ ที่ข้างนอกอย่าได้สนใจ เรากับป้อยี้และศิษย์ทั้งหลายย่อมรับมือได้"
จบคำถลันกายติดตามไป บ่าวที่ยกน้ำโสมเพิ่งขึ้นบันไดมา คนก็พุ่งหายลงไปที่เบื้องล่างแล้ว...

ยามออกมาที่ภายนอก เห็นบนลานด้านหน้ามีศิษย์ห้อมล้อมอยู่มากหลาย เอี้ยป้อซัวก็อยู่ในนั้น ศิษย์ทั้งหลายพอหันมาเห็นท่าน ต้องรีบเปิดช่องทางให้เข้ามา ที่เมื่อครู่ส่งเสียงร่ำร้อง ยังรีบกล้ำกลืนทันควัน
...เอี้ยป้อซัวยกตะกร้าไม้ไผ่ใบหนึ่งขึ้น ขบกรามแน่นจนเป็นสัน ยามหันมาเห็นซือเจ็กยังมิอาจกล่าววาจา
อาวเอี้ยงเทียนใจหายวูบ พอเห็นสิ่งของในตะกร้าไม้ไผ่ คนก็สั่นสะท้าน กำหมัดขึ้น กู่ร้องอย่างคั่งแค้นใจ
...ของในตะกร้ากลับเป็นนิ้วมนุษย์นับร้อยที่เพิ่งถูกตัดออกมา โลหิตสดๆ ส่งกลิ่นคาวคลุ้ง หูตะกร้ามีผ้าขาวผูกไว้ บนผ้าปรากฏตัวอักษรหลายแถว ยังใช้โลหิตเขียนขึ้น...

...คนฝึกเพลงทวน นิ้วพลันขาดหาย ย่อมมิสมควรมีชีวิตอยู่...
...ดังนั้นพวกเราได้แต่ส่งเสริม นำพาพวกเขาสู่นรกโลกันตร์...

อาวเอี้ยงเทียนข่มกลั้นจิตใจ ส่งเสียงถามว่า
"ตะกร้านี้มาได้อย่างไร"
ศิษย์ผู้หนึ่งที่น้ำตายังนองหน้ารีบตอบว่า
"เป็นผูกมากับอาชา ทว่าไร้คนขับขี่"
ศิษย์ใส่เสื้อดำที่ยืนทางซ้ายก็ร่ำไห้เช่นกัน กล่าวด้วยเสียงแหบแห้งว่า
"อาชาเป็นของลี้ซือตี๋ เขาย่อมประสบภัยแล้ว"
เอี้ยป้อซัวที่นิ่งงันอยู่นานพลันกล่าวว่า
"ศิษย์ที่ระวังยามอยู่ภายนอก น่ากลัวประสบภัยมากหลาย ยามเกิดเรื่องยังมิได้จุดพลุสัญญาณ"
อาวเอี้ยงเทียนครุ่นคิดชั่วพริบตา สั่งการว่า
"พวกเราจุดพลุสัญญาณขึ้น เรียกศิษย์ที่ด้านนอกกลับมารวมในฮวงจึง"

ศิษย์ผู้หนึ่งรีบล้วงชุดไฟสัญญาณออกมา จุดออกโดยไม่ชักช้า...
เอี้ยป้อซัวรู้สึกทั่วร่างขมึงตึงเครียด เขาย่อมทราบ ศัตรูที่มาวันนี้ยังร้ายกาจกว่าคราวที่แล้ว ศิษย์ที่ด้านนอกล้วนเป็นศิษย์รุ่นกลาง ฝืมือมิได้อ่อนด้อยเช่นรุ่นเล็กที่ถูกทำร้ายเมื่อคราวก่อน ผู้ที่ลงมือรวดเร็วจนพวกเขากระทั่งจุดพลุเตือนยังมิได้ ย่อมมิใช่มือชั้นธรรมดา ยามนี้เฝ้าระวังที่เบื้องนอกไปก็ไร้ผล ยังคงกลับเข้ามารวมกันที่ด้านใน
...หันมาแลสบตายี่ซือเจ็ก มาตรว่ามิได้เอ่ยปาก นัยน์ตายังมีคำบอกเล่า...
...ท่านอยู่ ข้าพเจ้าอยู่...
...ท่านสิ้น ข้าพเจ้าสิ้น...


ศิษย์ฮวงจึงที่เฝ้าระวังอยู่ภายนอก ยามเห็นพลุสัญญาณเรียก ต้องรีบโลดแล่นกลับคืน
...ในความชุลมุนสับสน กลับมีเงาร่างสองสายพุ่งสวนทางออกมา ท่าร่างรวดเร็วยิ่ง ย่อมมีฝีมือมิใช่ชั่ว เห็นผู้หนึ่งร่างเตี้ยเล็กศีรษะล้านเลี่ยน อีกผู้หนึ่งมือใหญ่เอวหยาบ สวมอาภรณ์แพรสีชมพู ยังใส่รองเท้าแดงคู่หนึ่ง
...ที่แท้เป็นทิเตี๊ยบจุ้ยฮวย (ผีเสื้อเหล็กบุปผาวารี) สองสามีภรรยาเอง

เล้งซัวจึง (หมู่บ้านหุบเขามังกร) หลังประสบภัย จึงจู้ผู้เฒ่ายังหายสาบสูญ ทิเตี๊ยบจุ้ยฮวยสองสามีภรรยาเดินทางสู่ฮวงจึง คิดปรึกษาเรื่องราวกับเล้งอิก ระหว่างทางยังพบพานเม่งไอ่ซีและเต็งลั่ง ทว่าเมื่อมาถึงฮวงจึง เล้งอิกกลับออกนอกด่าน ดังนั้นเตี้ยงโหวเชื้อเชิญพวกเขารั้งอยู่ คืนนี้พลันทราบว่าเกิดเรื่อง อาวเอี้ยงซิงแซเรียกศิษย์น้อยใหญ่กลับคืนตัวตึก คนที่ใจพลุ่งพล่านดังน้ำบนเตา มิได้รั้งรออยู่ภายใน กลับสืบเสาะออกมา หมายปะทะผู้คนของเทียนมึ้งเก็ง มิเพียงแก้แค้นให้ศิษย์ร่วมสำนัก ยังเค้นคอถามไถ่ร่องรอยจึงจู้

โลดแล่นถึงริมลำธาร ทิเตี๊ยบพลันชะงักเท้าลง กางแขนออกรั้งภรรยา กระซิบว่า
"ที่นี้มีคน"
วาจามิทันขาดคำ เงาร่างหนึ่งโจนลงจากต้นไม้ใหญ่ ทิเตี๊ยบผลักภรรยาไปที่ด้านหลัง ยกฝ่ามือฟาดออก ย่อมเป็นกระบวนท่าในฮ้วยเล้งชิ่ว (ฝ่ามือมังกรเพลิง) อันลือลั่น
...ร่างที่โจนลงมากลับมิได้พลิกเปลี่ยนสภาวะ ยังคล้ายยืดอกเข้ารับฝ่ามือ ทิเตี๊ยบก็ไม่ออมกำลัง คนพอฟาดออกซ้าย ทางขวายังเกร็งขึ้น ตบออกไปเต็มแรงด้วยอานุภาพยิกเล้ง (มังกรสุริยัน) อันเป็นแนวทางถนัดของเขา...

ได้ยินเสียงดังฉาด ร่างนั้นลอยละลิ่วขึ้น ที่อกเสื้อยังมีควันพวยพุ่ง คล้ายดั่งโดนจี้ด้วยเปลวเพลิง ฮ้วยเล้งชิ่วที่สืบทอดมานานหลายร้อยปี ผ่านการปรับแก้จากอัจฉริยะหลายท่านในเล้งซัวจึง ย่อมมิใช่วิชาชั้นธรรมดา ทิเตี๊ยบพอลงมือประสบผลต้องโผพุ่งขึ้น หมายติดตามกระแทกซ้ำ จุ้ยฮวยเห็นสามีเป็นฝ่ายมีเปรียบ ยังสะกิดเท้าติดตามมาข้างหลัง คนแม้ร่างใหญ่เอวหยาบ วิชาตัวเบากลับพลิกพริ้วสมดังฉายา
...ร่างที่หลบซ่อนในต้นไม้พลันถลันออกมา ทิ้งศีรษะดิ่งลงอย่างประหลาด ครานี้กลับพุ่งมาทางจุ้ยฮวย ทิเตี๊ยบพลันคิดในใจ ท่าร่างคนผู้นี้พิกลนัก เมื่อครู่โดนฝ่ามือเต็มแรง มิทราบสมองหมุนนัยน์ตาลายหรือไม่...
จังหวะที่หมุนกลับ ร่างนั้นพลันหมุนเป็นวง มือเท้าปัดป่ายเปะปะ เท้าข้างหนึ่งยังแทบฟาดถูกศีรษะจุ้ยฮวย นางต้องร้องตวาดขึ้นอย่างมีโทโส เกร็งกำลังฟาดฝ่ามือออก เป็นกระบวนท่าในตี่เล้ง (มังกรปฐพี) อันเป็นวิชาที่แตกแขนงมาจากฮ้วยเล้งชิ่ว ยามใช้คู่กับยิกเล้งของสามี อานุภาพย่อมรุนแรงขึ้นอีกเท่าตัว

จุ้ยฮวยที่นั่งๆ นอนๆ ในฮวงจึงหลายวัน ยามนี้มีโอกาสลงมือ พอฟาดออกครั้งหนึ่ง ยังถลันตามร่างนั้นไม่ลดละ กระบวนท่าหลั่งไหลต่อเนื่อง ใช้ออกถึงสิบเจ็ดสิบแปดกระบวน ทุกฝ่ามือล้วนกระทบถูกเป้าหมาย...
...ยามปล่อยพลังออกคล้ายน้ำป่าทะลักทลาย เข้าใจว่าคู่ต่อสู้ต้องตกตายแน่นอน มิคาด ร่างนั้นยังโผขึ้นเปะๆ ปะๆ บัดเดี๋ยวหมุนซ้าย บัดเดี๋ยวหมุนขวา ยังคล้ายหยอกเย้าพวกนาง

ทิเตี๊ยบพลันพบว่าผิดท่า ฮ้วยเล้งชิ่วอานุภาพดังอสนีบาต มาตรว่าฝ่ายตรงข้ามมีลมปราณขั้นสูง โดนฟาดเต็มแรงหลายฝ่ามือ อวัยวะภายในย่อมแหลกสลาย ไหนเลยยังสามารถโลดเต้นราวภูติผีตนหนึ่ง
...ยามนี้คิดเรียกภรรยาให้วกกลับ ทว่าคนยังมิทันเปล่งเสียงออก ที่หางตาพลันเห็นเงาร่างหนึ่งยืนอยู่ที่ริมลำธาร...
พอหยั่งเท้าถึงพื้น เงาร่างนั้นก็หันมาทางเขา เห็นเป็นบุรุษร่างสูงสง่า ใบหน้าคมสัน สวมใส่อาภรณ์ปักดิ้นเงินทอง...
บุรุษนั้นพอหันมาก็ยิ้มที่มุมปากอย่างเหยียดหยาม เอ่ยว่า
"ท่านที่ปล่อยหมัดฝ่ามือ ต่อยตีคนตายผู้หนึ่ง มิทราบสนุกสนานหรือไม่"

ขาดคำมีเสียงดังฟึบใหญ่ ร่างที่เต้นซ้ายร่ายขวานั้นพลันร่วงหล่นลงมา ท่าทางที่กองลงบนพื้น บอกชัดว่ากระดูกทั่วร่างหักสลาย เห็นใบหน้าช้ำเป็นสีม่วง ย่อมสิ้นใจตายมาไม่ต่ำกว่าชั่วยาม
...ทิเตี๊ยบสั่นสะท้านไปทั้งตัว ซากศพที่ปรากฏขึ้นสวมใส่อาภรณ์ที่เขาคุ้นตา ที่แท้เป็นศิษย์ฮวงจึงผู้หนึ่ง...
...เมื่อครู่ที่เขากับจุ้ยฮวยโหมฟาดฝ่ามือใส่ กลับเป็นซากศพที่ถูกบังคับด้วยลมปราณ...
พอคิดได้ต้องรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงยิ่ง หมัดที่กำยังสั่นระริก

ในฉับพลันมีเสียงหัวร่อประสานกัน ร่างอีกสองสายปรากฏขึ้นตรงหน้า มิทราบผุดขึ้นจากที่ใด
คนทางซ้ายสวมอาภรณ์สีดำ รูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าเย็นชา ที่หน้าผากมีรอยแผลเป็น ยังใส่หมวกชาวนาใบหนึ่ง... คนทางขวาสวมอาภรณ์สีเหลือง หนวดเครารกครึ้ม...
ทิเตี๊ยบหันรีหันขวาง พลันพบว่าภรรยาคล้ายล่องหนหายไป ยามร้อนรนต้องรีบเรียกหาว่า
"จุ้ยฮวย เจ้าอยู่ที่ใด"

ขาดคำมีเสียงแหวกฝ่าอากาศมาจากด้านหลัง มิทราบเป็นของใดลอยละลิ่วมา ทิเตี๊ยบพอถลันหลบ ที่หางตาเห็นเป็นประกายสีแดง ต้องรีบยื่นมือคว้าจับไว้
...ของที่อยู่ในมือนุ่มเนียนดังแพรไหม ที่แท้เป็นรองเท้าปักข้างหนึ่ง...
...ย่อมเป็นรองเท้าของจุ้ยฮวย...

ทิเตี๊ยบยามนี้เบิกตากว้าง หางตายังแทบฉีกขาด ยกมือชี้หน้าผู้คนทั้งสาม แผดเสียงตะโกนว่า
"พวกเจ้าทำร้ายภรรยาเรา"
เห็นคนทั้งสามยังยืนนิ่งเฉยมิได้ตอบคำ ที่ด้านหลังกลับมีสุ้มเสียงเอ่ยขึ้น
"พวกเขามิได้ทำสิ่งใด กลับเป็นเราที่ท่านถามหา"

สุ้มเสียงมาตรว่าเย็นชา ยังฟังออกว่าเป็นสตรีนางหนึ่ง ทิเตี๊ยบพอหันมาก็เห็นสตรีร่างสูง สวมเสื้อสั้นรัดเอวทะมัดทะแมง ใบหน้าซีดเผือดราวคนตาย
บุรุษร่างสูงสง่านั้นพลันกล่าวกับนางว่า
"เราไม่คิดเสียเวลาที่นี้ ยังคงรุดไปก่อน"
สตรีนั้นก็ประสานมือแก่เขา กล่าวว่า
"เชิญยี่เก็งจู้... ผู้ต่ำต้อยเล่นกับคนผู้นี้สักครู่ จากนั้นค่อยตามไป"

นางว่ากล่าวไม่ทันขาดคำ บุรุษทั้งสามก็ทะยานออก หายไปในพริบตา...
ทิเตี๊ยบยามนี้ยืนหยัดเผชิญหน้ากับนาง เขาที่มุทะลุดุดัน วันนี้กลับรู้รสชาติความหวาดหวั่น...
...คนพอเกร็งกำลัง พลันได้กลิ่นโลหิตคลุ้งขึ้น มิทราบใช่มาจากรองเท้าแดงในมือหรือไม่...


ฮวงจึงยามนี้จุดไฟสว่างไสว เหล่าศิษย์ล้วนรับคำสั่ง เข้ารายงานตัวตามสังกัด ห้ามมิให้ออกมาที่ด้านนอก
...สถานการณ์รุกเร้าเคร่งเครียด ที่ลานกว้างหน้าตึกใหญ่กลับจัดวางโต๊ะตัวหนึ่ง...
ที่นั่งอยู่เป็นคนสามคน บนโต๊ะมีชาป้านหนึ่ง สุราเหยือกหนึ่ง ยังมีชามน้ำโสมที่เพิ่งเหือดแห้งไป...
...คนนั่งดื่มในยามวิกฤต ท่าทีกลับคล้ายผ่อนคลายยิ่ง ท่านยิ้มแย้มมองดูเรา เรายิ้มแย้มมองดูท่าน ทว่ามิได้เอ่ยปากเจรจา
...พวกท่านย่อมเป็นเตี้ยงโหว อาวเอี้ยงเทียน โอ้วชี สามศิษย์เอกของฮวงจึง...

เอี้ยป้อซัวยืนอยู่หลังหน้าต่างบนตึกใหญ่ จับจ้องมองพวกท่านอย่างเงียบเชียบ เขาได้รับคำสั่ง เฝ้าดูแลอาวเอี้ยงกุน หากซือแป๋ซือเจ็กมิได้เรียกหา ห้ามย่างเท้าลงจากตัวตึก...
พวกท่านทั้งสามเมื่อครู่ถกเถียงกัน เรื่องราววันนี้ใครเป็นผู้ชำระสะสาง ผู้หนึ่งคิดปกป้องผู้หนึ่ง เนิ่นนานยังตกลงกันมิได้...
สุดท้าย โอ้วชีที่แข็งกร้าวเหี้ยมหาญพลันเอ่ย...
...ตั่วซือกอ ยี่ซือกอ... พวกเราวันนี้ลงไปพร้อมกัน...
...ให้โลหิตของพวกเราทาทาบฮวงจึง ก็มิยอมให้ศิษย์ที่เหลือล้มตายแม้แต่ผู้เดียว...

เอี้ยป้อซัวที่หน้าต่างพลันยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดใบหน้า ที่หลั่งลงมากลับมิใช่หยาดเหงื่อ...
...ทว่าเป็นน้ำตา...

ได้ยินเสียงลมหวีดหวิว นกเค้าแมวยังร่ำร้องมาจากที่ไกล...
เตี้ยงโหวที่เยือกเย็นสุขุมที่สุดพลันตื่นตัวขึ้น เขามาตรว่าหลายสิบปีมานี้มิเคยประมือกับผู้ใด ยามนี้ยังตระหนักได้ถึงการมาของศัตรู
...มือที่ประคองจอกน้ำชากลับคล้ายเย็นลง ในหัวใจยังมีหมอกน้ำแข็งเกาะกุม...
โอ้วชีพลันผุดลุกขึ้น ตวาดว่า
"เมื่อมาแล้วอย่าได้หดศีรษะ"

ท่ามกลางเสียงปักษาราตรี ที่เบื้องหน้าพลันปรากฏเงาร่างผู้คน...
ที่เดินนำเป็นบุรุษร่างสูงสง่า เค้าหน้าคมคาย สวมใส่อาภรณ์ปักดิ้นเงินทอง ย่อมเป็นยี่เก็งจู้แห่งเทียนมึ้งเก็ง อีกสองคนที่ติดตามหลัง ยังเป็นบุรุษที่ใส่หมวกชาวนากับคนเครารกครึ้มอาภรณ์เหลืองนั้น...
เตี้ยงโหวซือเฮียตี๋ยังคงนั่งนิ่ง ยี่เก็งจู้พลันย่างเท้ามาที่หน้าโต๊ะ ประสานมือขึ้น กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าวันนี้มาจากที่ไกล มีผู้ตระเตรียมต้อนรับ รู้สึกยินดียิ่ง"
โอ้วชีกำหมัดแนบแน่น เตี้ยงโหวพลันกดแขนเขา ตัวท่านลุกขึ้นยืนประสานมือตอบ กล่าวว่า
"พวกเราพี่น้องเพียงตั้งโต๊ะดื่มกันในวง มิได้เตรียมต้อนรับผู้ใด ยิ่งมิได้ต้อนรับท่าน..."
อาวเอี้ยงเทียนก็ยืนขึ้นพร้อมตั่วซือเฮีย อดนึกขันในใจมิได้ ตั่วซือเฮียที่เรียบๆ ร้อยๆ ยามว่ากล่าวครานี้กลับแฝงแววประชดประชันหลายส่วน

ยี่เก็งจู้ซุนเซ่งเง็กยังมีสีหน้าเช่นเดิมมิแปรเปลี่ยน เพียงร้องอ้อคำหนึ่ง โอ้วชีพลันตบโต๊ะผาง ป้านน้ำชาเหยือกสุรากระเด็นไป เตี้ยงโหวคิดฉุดรั้งท่านลง ทว่ามือยังไม่ทันยื่นออก ซือตี๋ที่ใจร้อนก็กระโดดขึ้น ยืนประชันหน้ากับศัตรูผู้มา แค่นเสียงกล่าวว่า
"พวกท่านมิต้องเสแสร้ง วันนี้คิดมาฆ่าคน ยังต้องผ่านเราไปก่อน"

วาจาพอขาดคำ คนลงมือในฉับพลัน เขาที่ยังบาดเจ็บภายใน ยามจู่โจมกลับมิได้ออมกำลัง พอเกร็งลมปราณก็ฟาดออกด้วยกระบวนท่าในโฮ้วเจี่ยซัว (พยัคฆ์ขึ้นภูผา) เป็นเพลงฝ่ามือชุดหลังในค้วงโฮ้วแพ้ไผ่ อานุภาพยังรุนแรงที่สุด
...ได้ยินเสียงดังฉาด ซุนเซ่งเง็กที่ยังยืนนิ่งกลับมิได้ถอยไป คนยกมือขึ้นเฉียงๆ เกร็งกำลังต้านรับไว้ เห็นใบหน้าเขาคล้ายมีประกายมรกตเรืองรอง ปลายนิ้วยังมีสีเขียวปรากฏขึ้น
...ที่ใช้ออกย่อมเป็นแชเซียนจี้ (ดรรชนีเทพเขียว)

ทั้งคู่พอปล่อยพลังออก ก็มิได้ติดตามด้วยกระบวนท่า เพียงคิดเอาชัยด้วยลมปราณภายใน โฮ้วเจี่ยซัวที่พุ่งแผ่พลังแข็งกร้าว สมดังฉายาพยัคฆ์ที่ทะยานขึ้น แชเซียนจี้กลับเป็นเช่นเซียนพำนักบนยอดเขา ปล่อยพลังลงต้านทาน...
เตี้ยงโหวสบตากับอาวเอี้ยงเทียน รู้สึกหวั่นไหวอย่างยิ่ง โอ้วชีบอบช้ำภายใน เขายามนี้พลันคิด หากซือตี๋ที่ดื้อรั้นใช้พลังสืบต่อเนิ่นนานย่อมไม่เป็นผลดี ตนยอมอับอายก็มิยินยอมให้เขาตกตาย ต้องลอบเกร็งลมปราณขึ้น หมายหนุนเนื่องช่วยเหลือ...
...ยังมิทันขยับออก ซุนเซ่งเง็กพลันสืบเท้าล่าถอย ประกายมรกตบนใบหน้าสลายไป ที่แท้คลายพลังหมดสิ้น...

โอ้วชีกลับเสียหลักซวนเซ เตี้ยงโหวอาวเอี้ยงเทียนต้องรีบเข้าประคองซ้ายขวา โอ้วชีที่แข็งกร้าวทรนงย่อมมิยินยอม พอตั้งหลักได้ก็สืบเท้ามาข้างหน้า ตะคอกใส่ซุนเซ่งเง็กว่า
"ท่านไฉนสลายพลังไป"
ซุนเซ่งเง็กแลดูโอ้วชี เห็นช่วงขายังสั่นระริก บนเสื้อผ้ายังมีจุดโลหิตซึมออกมา บาดแผลทั่วร่างน่ากลัวเปิดออก อดมิได้ต้องคิดในใจ ...คนผู้นี้อาจหาญนัก...
ยามนี้ประสานมือก้มศีรษะลง กล่าวว่า
"บอกต่อท่านตามตรง ฝีมือเราสองใกล้เคียงกัน ทว่าท่านที่ร่างกายไม่สมบูรณ์ ยามนี้ย่อมมิใช่คู่มือเรา"
โอ้วชีมาตรว่าทราบ ที่ฝ่ายตรงข้ามว่ากล่าวเป็นความจริง ทว่าวันนี้เกิดเรื่องเคร่งเครียด ศิษย์ที่ด้านนอกถูกสังหารมากหลาย ยังถูกตัดนิ้วส่งกลับเข้ามา จิตใจพอพลุ่งพล่าน ย่อมมิยินยอมน้อมรับ ซุนเซ่งเง็กพอว่ากล่าวจบคำ คนก็ทะยานออก กระทั่งเตี้ยงโหวที่ยืนอยู่ใกล้ยังมิอาจสกัดทัน

ซุนเซ่งเง็กเห็นฝ่ายตรงข้ามดื้อรั้น เขาทางหนึ่งต้านรับ ทางหนึ่งสืบเท้าล่าถอย เตี้ยงโหวอาวเอี้ยงเทียนยามนี้รู้สึกได้ ผู้มากลับมิได้คิดลงมือต่อซือตี๋ เห็นโอ้วชีฟาดฝ่ามือออกราวพยัคฆ์นับร้อยโจนทะยาน ต้องใช้กำลังภายในมากมายยิ่ง พอได้คิดพลันพุ่งปราดออกไป หาจังหวะถลันเข้ากลางวง คว้าจับโอ้วชีไว้...
ซุนเซ่งเง็กพอเห็นเช่นนั้นก็พริ้วร่างหลบออก โอ้วชีที่ดุเดือดเลือดพล่านพลันตวาดว่า
"พวกท่านคิดทำอะไร"
เตี้ยงโหวรั้งกายซือตี๋ กล่าวว่า
"ท่านหากใช้กำลังมากกว่านี้ ผู้คุ้มครองฮวงจึงก็จะลดน้อยลงแล้ว"