ซุนเซ่งเง็กคล้ายเยือกเย็นอย่างยิ่ง ยามนี้ปัดแขนเสื้อไปมา เอ่ยขึ้นว่า
"พวกท่านมิต้องวิตกไป ข้าพเจ้าวันนี้มิได้คิดทำร้ายผู้ใด"
เตี้ยงโหวชี้หน้าเขา ตะคอกว่า
"มิได้คิดทำร้าย? ไฉนสังหารเด็กน้อยของพวกเรามากหลาย ยังตัดนิ้วพวกเขาส่งเข้ามา"
ซุนเซ่งเง็กคล้ายชะงักวูบ เหลือบมองบุรุษร่างสูงใหญ่ที่ใส่หมวกชาวนานั้น ถามว่า
"เป็นผู้ใดกระทำเรื่องเหลวไหล"
บุรุษที่ใส่หมวกชาวนารีบสาวเท้าเข้าใกล้ กล่าวเบาๆ ว่า
"เล้งโกวพาคนของนางมาถึงก่อนท่าน น่ากลัวเป็นพวกนาง"

ซุนเซ่งเง็กลอบถอนใจคราหนึ่ง หันมองเตี้ยงโหวซือเฮียตี๋ กล่าวว่า
"บอกต่อพวกท่าน ข้าพเจ้าวันนี้เพียงมารับคนผู้หนึ่งกลับไป ทว่าพวกเราที่แบ่งเป็นสองสาย คนจำนวนหนึ่งเดินทางมาก่อน พลั้งมือทำร้ายคนของพวกท่าน ข้าพเจ้าย่อมมิได้ตั้งใจ..."
อาวเอี้ยงเทียนที่เงียบอยู่นานพลันข่มใจเอ่ยขึ้น
"ท่านว่ามิได้ตั้งใจ เรากลับเห็นว่าโหดร้ายสามานย์นัก กับเด็กชายหญิงอายุไม่ถึงยี่สิบปี พวกท่านยังกระทำเช่นนี้ได้ คราครั้งก่อนยัง..."
ซุนเซ่งเง็กโบกมือคราหนึ่ง เขาย่อมทราบ คราครั้งก่อนที่อาวเอี้ยงเทียนคิดกล่าว คือคราวที่เทียนมึ้งเก็งบุกรุกฮวงจึงครั้งแรก เข่นฆ่าศิษย์รุ่นเล็กที่พบเห็นจนหมดสิ้น...
ยามนี้ประสานมืออีกครา กล่าวว่า
"เรื่องราวของเทียนมึ้งเก็ง ข้าพเจ้ายี่เก็งจู้ย่อมต้องรับผิดชอบทุกประการ บอกต่อท่านตามสัตย์ ข้าพเจ้าเพียงนำผู้คนมาสี่คน ที่ด้านหลังนี้มีอยู่สอง อีกสองกลับเที่ยวเล่นหลบหนีระหว่างทาง..."
...ที่ว่าอีกสองเที่ยวเล่นระหว่างทาง ย่อมหมายถึงซังแซเกี่ยมแขะที่คิดประลองกับเก้าวิญญาณนั้น...

เตี้ยงโหวซือเฮียตี๋ก็หยุดฟังคำ รู้สึกยี่เก็งจู้ผู้นี้คล้ายยโสโอหัง ทว่ายามว่ากล่าวกลับคล้ายมิตรสหายสนทนา มิทราบจริงใจฤามีเล่ห์เพทุบาย โอ้วชีพลันแค่นเสียงดังเฮอะ แสดงท่าทีว่ามิได้เชื่อถือ...
ซุนเซ่งเง็กยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย กล่าวสืบไปว่า
"ข้าพเจ้าวันนี้เพียงมารับคนผู้หนึ่ง หวังสามารถเจรจาด้วยสันติ มิต้องเสียเลือดเนื้ออีก"
โอ้วชีคิดก้าวปราดออก เตี้ยงโหวพลันเกร็งกำลังรั้งเขาไว้ กล่าวว่า
"ให้เราซือเฮียเจรจาก่อนเถิด"
เขาย่อมทราบ ซือตี๋ใจร้อนมุทะลุ ยามว่ากล่าวยังเรียกตนเองเป็นซือเฮีย สะกิดเตือนโอ้วชีให้ใจเย็นลง
ยามนี้สาวเท้ามาข้างหน้า กล่าวแก่ซุนเซ่งเง็กว่า
"ท่านว่ามารับคน มิทราบคิดมารับผู้ใด ยังมี บัดนี้ท่านสามารถบอกเหตุผลหรือไม่ เพราะเหตุใดเทียนมึ้งเก็งจึงรุกรานสำนักใหญ่ ทั้งยังทำร้ายคนของฮวงจึง"

ซุนเซ่งเง็กเชิดศีรษะขึ้น ตอบว่า
"เทียนมึ้งเก็งบุกรุกพวกท่าน ย่อมมิใช่คิดระรานก่อน เรื่องราวน่าอับอายที่เล้งทิเจ็งก่อไว้ น่ากลัวเขามิกล้าบอกเล่าแก่พวกท่าน"
เตี้ยงโหวซือเฮียตี๋เหลียวมองดูกัน ซุนเซ่งเง็กแค่นเสียงคราหนึ่ง กล่าวสืบไปว่า
"เรื่องราวที่เล้งทิเจ็งก่อ รอเก็งจู้เรามาสะสางกับเล้งอิก วันนี้ข้าพเจ้าเพียงคิดมารับคน กับเรื่องอื่นล้วนไม่เกี่ยวข้อง"
เตี้ยงโหวเอ่ยถามว่า
"ท่านคิดมารับผู้ใด"
ซุนเซ่งเง็กขมวดคิ้ว สีหน้าพลันเคร่งเครียดขึ้น ตอบว่า
"มารับสตรีที่พวกท่านจับเป็นเชลยไว้"
...เขาย่อมหมายถึงงึ่นแชฮูหยินที่เป็นภรรยาของตน ยังเป็นมารดาของลิ้มเต็กเฮียะสองพี่น้อง...

เตี้ยงโหวนิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง ท่านยามนี้แบกภาระทั้งมวล ย่อมต้องใคร่ครวญให้รอบคอบ...
โอ้วชีที่ด้านหลังรู้สึกร้อนใจยิ่ง ตั่วซือเฮียมีนิสัยนุ่มนวล อาจบางทียินยอมโดยง่าย ขณะจะร่ำร้องออกไป ได้ยินเตี้ยงโหวเอ่ยกับยี่เก็งจู้นั้นว่า
"ท่านบอก...หากพวกเรายอมปล่อยสตรีนางนั้น พวกท่านก็กลับไปทันที?"
ซุนเซ่งเง็กต้องเผยอยิ้มขึ้น กล่าวว่า
"พวกเราย่อมกลับไปในทันที"
เตี้ยงโหวก็คล้ายแย้มยิ้มเช่นกัน กล่าวว่า
"เยี่ยงนี้ทุกอย่างย่อมสะดวกง่ายดายนัก"
ซุนเซ่งเง็กผงกศีรษะ กล่าวว่า
"ย่อมสะดวกง่ายดายอย่างยิ่ง"

เตี้ยงโหวทวนคำ "สะดวกง่ายดาย" สามสี่ครั้ง อาวเอี้ยงเทียนยามนี้ต้องรุดเข้าใกล้ คิดเจรจาสิ่งใด ทว่าเตี้ยงโหวพลันโบกมือห้าม กล่าวแก่ซุนเซ่งเง็กกว่า
"ที่ท่านว่าสะดวกง่ายดาย ย่อมเป็นพวกท่านสะดวกง่ายดาย... แต่ข้าพเจ้าผู้นี้มิอาจให้เรื่องราวสะดวกง่ายดายปานนั้น"
ซุนเซ่งเง็กงงงันวูบ มิทราบเตี้ยงโหวหมายความอย่างไร เห็นนัยน์ตาสงบเยือกเย็นของท่านกลับคล้ายมีประกายคุขึ้น ยังว่ากล่าวสืบไปว่า
"คิดเข้ามาฮวงจึง อาจบางทีไม่ยากเย็นนัก ทว่าคิดกลับไปในลักษณะนี้ เราแม้ตายก็ไม่ยินยอม..."
พอจบคำพลันหันมาทางซือตี๋ทั้งสอง ดวงตามีแววอุ่นระอุ กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
"วันนี้พวกเรามิเพียงไม่ปล่อยเชลย ยังจะจับเชลยเพิ่มอีกสามคน พวกเจ้าพร้อมแล้วหรือไม่..."

อาวเอี้ยงเทียนและโอ้วชีย่อมรับคำโดยพร้อมเพรียง เอี้ยป้อซัวและเหล่าศิษย์ที่ซุ่มดูอยู่ พลันรู้สึกจิตใจฮึกเหิม ขวัญที่กระเจิงไปก็กลับมาอีกครั้ง ในใจทุกผู้คนล้วนคิด...เตี้ยงซิงแซที่ร่างเล็กซูบผอม ยามยืนประจันหน้ากับศัตรูผู้มา กลับคล้ายดั่งภูผาศิลาสูงตระหง่าน...

เห็นท่านประสานมือแก่ยี่เก็งจู้นั้น กล่าวอย่างเยือกเย็นว่า
"ท่านเป็นยี่เก็งจู้แห่งเทียนมึ้งเก็ง เราเป็นศิษย์คนโตรุ่นที่สาม พวกเรามีศักดิ์ศรีใกล้เคียง เห็นท่านเป็นผู้มาเยือน ดังนั้นเชิญท่านก่อน"
ขาดคำผายมือออกเป็นทำนองเชื้อเชิญ ลมปราณทั่วร่างเกร็งขึ้นเต็มเหนี่ยว อาวเอี้ยงเทียนและโอ้วชีรู้สึกสมใจยิ่ง พวกท่านก็ตั้งท่าออก ตระเตรียมรับมือผู้ติดตามซุนเซ่งเง็กที่ด้านหลัง

เอี้ยป้อซัวที่บนตึกพลันกระโดดปราดขึ้นยืนบนหน้าต่าง ในมือมีทวนเล่มหนึ่ง ส่งเสียงเรียกหาว่า
"ซือแป๋ ข้าพเจ้าส่งทวนท่านลงไป"
เขาปกติเห็นซือแป๋ฝึกแต่วิชาทวน กับเพลงหมัดฝ่ามือนับว่าน้อยกว่าน้อย ยามประมือกับศัตรูกล้าแข็ง ยังคงใช้อาวุธคู่ใจ...
...มิคาด เตี้ยงโหวกลับสะบัดมือเป็นเชิงปฏิเสธ ส่งเสียงกลับมาว่า
"ผู้มามิได้ใช้อาวุธ เราก็ไม่ใช้อาวุธเช่นกัน"
ซุนเซ่งเง็กที่ยืนเผชิญหน้าก็เกร็งกำลังขึ้น ก้มศีรษะลงกล่าวว่า
"ดังนี้เราจึงไม่ยั้งมือ"

ขาดคำสะบัดแขนเสื้อออก พลังในกายตวัดวูบคล้ายสายลมหอบใหญ่ เห็นประกายสีเขียวเรืองรองคล้ายหิ่งห้อยนับพันปรากฏขึ้นในอากาศ เตี้ยงโหวซือเฮียตี๋ต้องรีบถลันหลบไปที่เบื้องหลัง มิทราบที่พบเห็นเป็นอาวุธลับประเภทใด กลับมิได้ซัดเข้าใส่ เพียงโปรยขึ้นบนท้องฟ้า ประกายสีเขียวนั้นก็ล่องลอยเคว้งคว้าง กลับคล้ายมีชีวิตก็ปาน...
พวกท่านย่อมมิทราบ ที่ซุนเซ่งเง็กใช้ออกเป็นอาวุธลับที่สืบทอดจากน่ำซัวก่า เรียกว่าเล้งเม่าโหว (มังกรฝ่าพิรุณ) อาวุธลับนี้มิได้ซัดใส่ผู้คน เพียงจำกัดพื้นที่ต่อสู้ ท่านหากกระทบถูกเข้า ประกายสีเขียวพลันลุกเป็นเปลวเพลิง ยามดับลงยังปรากฏควันพิษ ผู้ที่สูดดมไม่สามารถใช้กำลังเต็มที่ เรี่ยวแรงถดถอยเสื่อมสภาพ...

ซุนเซ่งเง็กใช้อาวุธลับเช่นนี้ออก ย่อมมั่นใจในตัวเองและผู้ติดตามอย่างยิ่ง อีกทางยังเพื่อป้องกันศิษย์ฮวงจึงทางอื่นลอบโจมตี เขายามนี้สืบเท้าเข้าหาเตี้ยงโหว วาดฝ่ามือออกอย่างรวดเร็ว ใช้ท่าร่างในเซียนชีแม้จี้ (ดรรชนีเทพสถิตยามวิกาล) ที่เน้นความผกผัน...
เตี้ยงโหวที่เกร็งลมปราณเตรียมพร้อม เห็นอีกฝ่ายรุกเข้ามาก็โลดแล่นเข้าหา ท่านทราบ... กระบวนท่าในเซียนจี้บ้างยืดหยุ่นบ้างแข็งกร้าว จุดเด่นอยู่ที่ความว่องไว รุกจู่โจมต่อเนื่องราวน้ำหลาก หากมัวสงบใจชมดู บางทียังคล้ายต้องมนตร์สะกด ดังนั้นคนพอปราดออก ฝ่ามือก็ฟาดเข้าปะทะ ท่านวาดออกทีหนึ่ง เราฟาดกลับไปสอง ถึงกับสามารถใช้ท่าร่างในค้วงโฮ้วที่ดุดัน ผสานแทรกเข้ากับแพ้ไผ่ที่ยืดหยุ่น

ผู้ติดตามซุนเซ่งเง็กก็แยกย้ายกันลงมือ ผู้ที่ใส่หมวกชาวนาจู่โจมเข้าหาอาวเอี้ยงเทียน คนเคราครึ้มอาภรณ์เหลืองพลันปะทะกับโอ้วชี
ศิษย์ที่ซุ่มดูอยู่ล้วนใจระทึก บ้างยังเกร็งกำลังขึ้นโดยไม่รู้ตัว คล้ายตนเองก็อยู่ในวงต่อสู้นั้น...
เอี้ยป้อซัวก็กระโจนขึ้นบนหลังคาตึก ในมือยังถือทวนของซือแป๋ เขายามนี้ย่อมฮึกเหิมถึงที่สุด ยังคิดใคร่ประมือกับยี่เก็งจู้ที่ยโสนั้นสักครา ขณะยืนขึ้นหาที่ทรงกายมั่น พลันรู้สึกที่ด้านหลังมีสิ่งใดผิดปกติ เขาแม้มิได้เหลือบเห็นอันใด ทว่ายามประสาทตื่นตัว ความรู้สึกย่อมฉับไวเป็นพิเศษ
...เอี้ยป้อซัวพอหันกลับไปก็สะท้านเฮือก ที่บนหลังคาตึกห่างไปเพียงไม่กี่วา มีเงาร่างสายหนึ่งยืนอยู่ จากรูปร่างยังบ่งบอก เป็นอิสตรีนางหนึ่ง...

...ย่อมเป็นเล้งโกวที่เล่นกับทิเตี๊ยบจุ้ยฮวยจนหนำใจแล้ว...


พงไพรริมลำธารมืดสนิท ลมที่กรรโชกเมื่อครู่กลับเงียบสงบ
คนผู้หนึ่งนอนคว่ำอยู่บนพื้นดิน ใบหน้าเนืองนองไปด้วยโลหิต ริมฝีปากเปิดออก คล้ายคิดส่งเสียงอันใด ทว่าที่หลั่งไหลออกมาเป็นเพียงเศษเลือดชิ้นเนื้อ
เห็นในมือเขายังกำรองเท้าปักสีแดงข้างหนึ่ง ที่แท้เป็นทิเตี๊ยบเอง...

ทิเตี๊ยบที่มุทะลุดุดัน ยามนี้กระดูกทั่วร่างหักสลาย ที่ลำคอยังมีรู โลหิตหลั่งไหลแทบหมดกาย ร่างสั่นกระตุกไม่หยุดยั้ง
คนมาตรว่ามิอาจเปล่งเสียง ใจที่เข้มแข็งยังมีสำนึก...
...จุ้ยฮวย ท่านอยู่ที่ใด...

ใจพอร่ำร้อง ร่างยังคิดคืบคลานไปข้างหน้า แต่คนที่กระดูกหักหมดสิ้น ย่อมมิอาจกระดิกแม้เพียงปลายนิ้ว ยามนี้เริ่มรับรู้ ร่างกายตนชาด้านทีละน้อย ความเจ็บปวดกลับปลาสนาการไป เมื่อครู่ยังรู้สึกหนาวสะท้าน บัดนี้หามีความรู้สึกใดไม่
...นัยน์ตาที่หรี่ปรือกลับเบิกโพลง เขาที่นิสัยดื้อรั้น กลับมิยินยอมตกตายในลักษณะนี้...

คนหมดสิ้นความรู้สึก นัยน์ตายังสามารถแลเห็น ในฉับพลันกลับคล้ายพสุธาพลิกกลับ ร่างแหลกเหลวยังคล้ายกับลอยขึ้น
...นี่ใช่เป็นวิญญาณออกจากร่างหรือไม่...
จิตสำนึกเริ่มเลอะเลือน หูพลันได้ยินสุ้มเสียงหนึ่ง ยังคล้ายล่องลอยมาจากที่ไกล
"ท่านคือทิเตี๊ยบแห่งเล้งซัวจึง?"
ทิเตี๊ยบคิดผงกศีรษะ ทว่าร่างกายย่อมมิอาจขยับเขยื้อน ยามนี้พลันคิด... ย่อมเป็นยมทูตมารับวิญญาณเราแล้ว...
...จุ้ยฮวย เราติดตามท่านไป...
ในความคิดสุดท้าย คนพลันสิ้นลมหายใจ ที่มุมปากยังคล้ายมีรอยยิ้มผุดขึ้น...

เต็งลั่งประคองร่างทิเตี๊ยบ เห็นนัยน์ตาเขากระตุกคราหนึ่ง ร่างกายเย็นเยียบในฉับพลัน
ที่ทิเตี๊ยบเข้าใจว่า พื้นดินพลิกกลับขึ้น ย่อมเป็นเต็งลั่งโอบอุ้มเขาขึ้นมา
...เขากลับมิได้แลเห็นเต็งลั่ง...

เต็งลั่งยกร่างทิเตี๊ยบขึ้น เขามาตรว่าเคยพบคนผู้นี้เพียงคราเดียว ทว่ามิอาจปล่อยซากร่างไว้เช่นนี้
...คนพอสะกิดเท้าพุ่งปราด มุ่งหน้าสู่ฮวงจึง ใจยังสั่นระทึก หวั่นเกรงตัวเองมาสายหนึ่งก้าว...


เตี้ยงโหวประมือกับซุนเซ่งเง็ก รู้สึกคนผู้นี้ฝีมือพลิกแพลงยิ่ง กระบวนท่าแตกต่างหลากหลาย ด้านพลังลมปราณคล้ายเป็นรองท่าน แต่ท่าร่างว่องไวผกผัน บัดเดี๋ยวหลอกล่อ บัดเดี๋ยวจริงจัง ยามประมือมิอาจละสายตาแม้แต่น้อย ยิ่งมิอาจแบ่งสมาธิ ถึงกับมิทราบ ด้านซือตี๋ทั้งสองเป็นอย่างไร เพียงได้ยินเสียงโอ้วชีตวาดไปมา บางครายังส่งเสียงเรียกยี่ซือเฮียดูเรา ต้องรู้สึกใจชื้นขึ้น...
...ท่านย่อมมิทราบ ที่หนักหนาตึงมือกลับมิใช่อาวเอี้ยงเทียนโอ้วชี ทว่าเป็นเอี้ยป้อซัวที่บนหลังคาตึกนั้น...

เอี้ยป้อซัวกระชับทวนในมือ ยืนประจันหน้ากับสตรีที่เพิ่งมา
ที่ข้างกายเขายังมีศิษย์ฮวงจึงอีกหลายคน ที่แท้ล้วนผิดสังเกต ยังรับรู้ได้ถึงการมาของนาง ดังนั้นโจนขึ้นหลังคา ตระเตรียมช่วยกันรับมือ
สตรีนั้นมองดูพวกเขาด้วยสายตาเย้ยหยัน กล่าวว่า
"พวกเจ้ายังมิเรียกมารวมกันทั้งสำนัก?"
เอี้ยป้อซัวที่โดนเย้ยยังหนักแน่นอย่างยิ่ง เขาย่อมระลึกได้ อาวเอี้ยงกุนที่ถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัส ยังบอกว่าประมือกับสตรีนางหนึ่ง มิทราบใช่เป็นสตรีนางนี้หรือไม่...
คนครุ่นคิด ปากเอ่ยถามออกไป
"ท่านเรียกว่ากระไร"
สตรีนั้นเชิดศีรษะอย่างเย่อหยิ่ง กล่าวว่า
"เราเรียกว่าเล้งโกว เจ้าคิดจดจำลงสู่ปรโลก?"

เหล่าศิษย์ฮวงจึงที่อยู่บนหลังคาตึกต้องร้องสบถขึ้น คนหนึ่งกล่าวแก่เอี้ยป้อซัวว่า
"พวกเราลงมือพร้อมกันเถิด"
เอี้ยป้อซัวมิทันว่ากล่าวกระไร เล้งโกวพลันหัวร่อขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม
"เราเมื่อครู่เพิ่งบอก ยังคงเรียกมารวมกันทั้งสำนัก"
เหล่าศิษย์ย่อมโมโหโกรธายิ่ง ยามนี้ฮือโหมออกไป เล้งโกวกลับยืนนิ่งมิได้เคลื่อนไหว พลันได้ยินเสียงชายเสื้อปะทะลม เงาร่างสีดำปรากฏขึ้นหลายสาย ยิ่งมายิ่งเพิ่มจำนวน ถึงกับมีมากกว่าสี่สิบคน นี่ย่อมเป็นผู้คนที่เล้งโกวนำพามา หนำซ้ำยังเป็นสตรีทั้งหมด

ผู้คนที่เล้งโกวฝึกฝน ล้วนแต่เย็นชาเหี้ยมเกรียม ขึ้นเป็นสังกัดหนึ่งในเทียนมึ้งเก็ง เรียกว่าซออัว (ดรุณีร่ายรำ)
สตรีที่ทารุณไร้เมตตา กลับเรียกหาเป็นซออัว พวกนางเมื่อครู่ยังสังหารศิษย์ที่ระวังยามของฮวงจึง หนำซ้ำยังตัดนิ้วพวกเขา...
...เป็นดรุณีร่ายรำที่อันตรายยิ่ง...

เอี้ยป้อซัวร้องเตือนทุกผู้คนให้ระวัง ตัวเขาก็เกร็งกำลังสุดเหนี่ยว จู่โจมทวนเข้าใส่เล้งโกว มิคาด นางกลับโผร่างขึ้น ร้องเรียกยั่วโทสะว่า
"ลูกเต่าน้อยรีบตามมารดามา"
เอี้ยป้อซัวย่อมพุ่งปราดติดตามอย่างไม่คิดชีวิต เห็นนางโลดลิ่วโจนทะยาน ท่าร่างว่องไวอย่างยิ่ง ยังคล้ายมีระดับเดียวกับจึงจู้ คนแม้ทราบว่าอันตราย ใจยังเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว นึกถึงซือแป๋ที่พัวพันบนลานตึก ใช้เพียงเพลงหมัดฝ่ามือยังสูสีกับยี่เก็งจู้ผู้นั้น ยามครุ่นคิดพลันรู้สึกคล้ายโลหิตฉีดพล่านทั่วร่าง ตนต่อให้ตกตาย สตรีร้ายกาจนี้ก็ต้องบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน...

เห็นนางโลดแล่นไปทางซ้าย ผ่านสวนกวางที่เล้งจงก้วงเสาะหามาไว้ คล้ายคิดมุ่งสู่ตึกในสังกัดอาวเอี้ยงกุน
เอี้ยป้อซัวใจหายวาบ ตึกนั้นย่อมเป็นที่คุมขังสตรีที่พวกเขาจับได้คราวก่อน มาตรว่ามีผู้คนระวังยามแน่นหนา ยังอดประหวั่นขึ้นมิได้ เห็นนางพอผ่านสวนกวางก็ข้ามบ่อน้ำไป มุ่งหน้าสู่ตัวตึกนั้นดังที่ตนคาด...

ยามนี้เร่งร้อนติดตาม ท่าร่างยังเร็วขึ้น กระทั่งตนยังมิคาดฝัน พลังในกายคล้ายถูกปลุกเร้า เพิ่มความเร็วขึ้นอีกระดับหนึ่ง พอเล้งโกวพุ่งถึงลานตึก เอี้ยป้อซัวก็ทะยานถึงด้านหลังนางแล้ว
เล้งโกวพลันหันขวับมา กรีดนิ้วออก ร่ายใส่อย่างดุดัน ลงมือกระบวนแรกก็เป็นแชเซียนจี้ เอี้ยป้อซัวที่ระมัดระวังอยู่ก่อนก็ตั้งทวนขึ้น ปัดป่ายพลังดรรชนีสลายคลาย ยังรุกไล่นางล่าถอยหนึ่งก้าว
...เล้งโกวกลับคล้ายพอใจอย่างยิ่ง นัยน์ตาเป็นประกายวูบ ตวาดว่า
"ฮวงจึงยังมีทารกมีฝีมือ?"

นางว่ากล่าวออกมา เรียกผู้อื่นเป็นลูกเต่า ยังเรียกเป็นทารกน้อย นิสัยยโสโอหังยิ่ง หากประมือกับโอ้วชี ต้องกระตุ้นโทโสท่านออกมา ทว่าเอี้ยป้อซัวที่หนักแน่นสุขุม ย่อมมิได้สนใจถ้อยคำนาง เขาเพียงตั้งสติมั่น จู่โจมออกด้วยเพลงทวนยี่สิบสามกระบวนท่าของฮวงจึง...
...เพลงทวนที่เร่าร้อน คนที่แข็งแกร่ง...

เล้งโกวยามนี้ก็รู้สึกได้ คนผู้นี้กลับเหนือกว่าที่นางคิดไว้ ในห้าสิบกระบวนท่าย่อมมิอาจเอาชัย นางความจริงคิดเล่นกับเขาสักครู่ จากนั้นบุกเข้าสู่ตัวตึก ชิงตัวงึ่นแชฮูหยินนางนั้นคืนมา ทว่าเอี้ยป้อซัวที่ร่ายทวนอย่างตั้งใจ ไม่มีช่องว่างรอยโหว่ หาจังหวะทำร้ายเขาย่อมยากเย็นยิ่ง
...ควรทราบ เอี้ยป้อซัวเป็นครูฝึกผู้หนึ่งของฮวงจึง แต่ละวันแสดงท่าทางแก่ศิษย์นับร้อยหน ยามละเมอยังปัดมือวาดเท้าเป็นกระบวนท่า ทุกอย่างล้วนเคลื่อนไหวออกโดยธรรมชาติ หลั่งไหลราวน้ำในลำธารที่ถูกดูดวนลงมหาสมุทร เขาแม้มีพลังลมปราณด้อยกว่าเล้งโกว ทว่าคนที่ไม่ระย่นย่อ รู้จักดึงปมเด่นตนเองออกใช้ ดูเผินๆ ยังคล้ายได้เปรียบอยู่...

เหล่าศิษย์ที่ระวังยามในตึกก็พบเห็นพวกเขา ยามนี้กรูกันออกมา คิดหาช่องทางช่วยเหลือเอี้ยซิงแซ ทว่าในท่าร่างที่รวดเร็ว ยังมิอาจหาช่องทางสอดมือ ได้แต่ส่งเสียงให้กำลังใจที่ด้านข้าง
เอี้ยป้อซัวคิดว่ากล่าว... พวกเจ้ากลับเข้าประจำที่... ทว่าในภาวะร้อนรนมิอาจเปล่งเสียงออกไป ยามครุ่นคิดสมาธิพลันเบี่ยงเบน กระบวนท่าชะงักลง เปิดช่องว่างโดยมิคาดฝัน...
...เล้งโกวย่อมมองเห็นจังหวะนี้ นางหมุนตัวจากซ้ายมาขวา ท่าร่างรวดเร็วจนเอี้ยป้อซัวนัยน์ตาพร่าพราย ที่แท้ใช้กระบวนท่าย่างเท้าในเซียนไล้จี้ มือสองข้างยกขึ้น ซ้ายล่อหลอกเรียกทวนให้จู่โจมตาม ขวากลับเป็นของจริงที่ปล่อยออก กรีดนิ้วฝ่าอากาศวูบ หมายจี้ลงบนทรวงอกด้านซ้ายที่เป็นช่องว่างนั้น

เห็นปลายนิ้วจวนเจียนจะสัมผัสอาภรณ์ บนฟ้ากลับมีวัตถุสีขาวร่วงหล่นลงเป็นสาย เอี้ยป้อซัวที่สถานการณ์ตึงเครียดย่อมมิได้สังเกตเห็น เล้งโกวที่สายตาเฉียบคมกลับมิพลาด นางที่ว่องไวราวนางเหยี่ยว ต้องรีบสลายพลังที่พุ่งออก เปลี่ยนท่าร่างสืบเท้าถอยหลัง หลบหลีกจากวัตถุสีขาวนั้น
...เอี้ยป้อซัวที่เชื่องช้ากว่า พอเงยหน้าขึ้นก็รีบขยับถอย ทว่ายังสายไปก้าวหนึ่ง วัตถุสีขาวตวัดลงบนร่างเขาแล้ว...

ยามตื่นตระหนกพลันยกมือขึ้นปัดป่าย ในยามนั้นพลันได้ยินเสียงร้องว่า
"อย่าได้กลัวไป เป็นชายเสื้อของเรา"
คนพอได้ยินเสียงต้องรู้สึกงงงันวูบ นี่มิใช่เสียงอาวเอี้ยงกุนดอกหรือ...
...ยามนี้พลันเหลือบเห็นเงาร่างสายหนึ่งพุ่งลงมา ที่แท้เป็นศิษย์ที่เฝ้ารักษาตึกใหญ่ผู้หนึ่ง มิทราบติดตามมาเมื่อใด บนหลังยังแบกร่างผู้คน
...กลับเป็นอาวเอี้ยงกุนที่บาดเจ็บนั้น...