|
วันนี้ผู้คนบนตึกใหญ่ของฮวงจึงคึกคักผิดธรรมดา ในห้องโถงรับแขกมีเอียเท้าแปดเก้านางทำงานกันอย่างเร่งร้อน บ้างผลัดเปลี่ยนผ้าม่าน บ้างขัดถูเครื่องประดับเงินทอง บ้างถือไม้ตบฝุ่นตามหิ้งชั้น ยังไม่นับบรรดาบุรุษที่ปีนบันไดขัดถูตามเสาและผนังเพดาน
มุมที่จึงจู้ปกติมักนั่งพักผ่อนยิ่งต้องเข้มงวดกวดขันเป็นพิเศษ เล้งจงก้วงถึงกับกำชับด้วยตนเองก่อนจะกลับไปห้องหับของท่าน กระทั่งเก้าอี้นวมสองตัวที่ตั้งเดียวดายอยู่มุมห้องมานานปียังต้องทำความสะอาดอย่างพิถีพิถัน เอียเท้าที่ยืนเช็ดถูเคียงข้างกันสองนางพลันกระซิบกระซาบขึ้นว่า
"เก้าอี้นี้หามีผู้ใดเคยใช้ไม่ พวกเราจึงขัดถูให้เทพยดานั่งแล้ว"
อีกนางหนึ่งพยักหน้าน้อยๆ กล่าวว่า
"ตึกนี้พวกเราทุกวันก็ปัดกวาดเช็ดถูอยู่แล้ว แต่นับจากวันนี้ เล้งจงก้วงกำชับว่าต้องให้หมดจดทุกคืบ ไม่ทราบว่ามีเรื่องราวใดพิเศษ"
"อาจบางทีมีอาคันตุกะสำคัญมาเยือน"
"หากมีอาคันตุกะมาเยือน เล้งจงก้วงมักบอกล่วงหน้าอย่างน้อยเดือนหนึ่ง แต่นี่กระชั้นชิดยิ่ง"
"อาจบางทีอาคันตุกะผู้นี้มิได้นัดหมายไว้ล่วงหน้า"
"เป็นอาคันตุกะสำคัญชั้นใด จึงมาฮวงจึงโดยมิต้องนัดหมายล่วงหน้า"
เอียเท้าสองนางกระซิบกระซาบกันไปมา เอียเท้าอีกนางหนึ่งที่เช็ดถูอยู่ด้านข้างพลันได้ยิน นางผู้นี้สูงวัยกว่าสองนางแรกหลายปี ตอนที่เข้ามาอยู่ฮวงจึงอายุเพียงหกปีเศษ ความนัยในฮวงจึงจะมากจะน้อยก็พอทราบอยู่บ้าง นางจุ่มผ้าเช็ดถูลงในถังน้ำ กล่าวเบาๆ แก่เอียเท้าสองนางว่า
"อาจบางทีมิใช่คนนอกที่มาเยือน หากแต่เป็นคนในที่เริดร้างห่างเหินมานาน"
เอียเท้าสองนางแลดูตากัน รีบกระซิบกระซาบถามว่า
"เป็นผู้ใด"
เอียเท้าที่อยู่มานานกล่าวว่า
"คนในภายในฮวงจึงความจริงมีมากหลาย แต่คนในที่สำคัญอย่างยิ่งน่ากลัวมีไม่เกินสามคน"
เอียเท้าสองนางงงงันวูบ รีบกระซิบถามต่อว่า
"ผู้ใดจึงเป็นคนในที่สำคัญยิ่งของฮวงจึง"
เอียเท้าที่อยู่มานานกลอกตาแลดูผู้อื่นในห้อง ครั้นเห็นว่าไม่มีผู้ใดส่งสายตามาทางนี้ นางจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาอย่างยิ่งว่า
"สามคนที่ข้าพเจ้าว่า หนึ่งคือจึงจู้ฮูหยินคนก่อน สองคือจึงจู้ฮูหยินคนปัจจุบัน และสามคือ... คือ..."
เอียเท้าสองนางเงี่ยหูฟังจนแทบลืมหายใจ ทว่าคำยังมิทันกล่าวออกมา คนกลับสงบปากเงียบงันทันใด ที่แท้เป็นเล้งจงก้วงเดินกลับเข้ามาแล้ว
หากเล้งจงก้วงอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับท่าน ท่านมิเพียงมีความรู้สึกต้องสงวนปากคำ กระทั่งลมหายใจยังบังคับให้แผ่วเบาอย่างยิ่ง เนื่องเพราะเหตุผลสองประการ
ประการแรก ท่านคิดใคร่ทราบ เล้งจงก้วงจะว่ากล่าวอะไรกับผู้ใด
ประการที่สอง เป็นเพราะท่านทราบ เล้งจงก้วงชิงชังผู้ที่ว่ากล่าวเกินความ
ด้วยเหตุนี้ ผู้คนในห้องโถงรับแขกจึงทำงานเงียบเชียบอย่างยิ่ง กระทั่งเอียเท้าที่อยู่มานานผู้นั้นก็แทบมิได้เงยศีรษะขึ้นแล้ว
ปึงซิ่วซิ่วสาวเท้าเดินอย่างเร่งร้อน บนหน้าผากถึงกับมีเหงื่อซึมออกมา ดวงตาที่มักหรุบลงต่ำบัดนี้กลับเบิกกว้าง แววตาก็คล้ายประหวั่นพรั่นพรึง
นางเดินบนทางตัดผ่านลำธาร มุ่งหน้าสู่ทางใต้ของหมู่บ้าน เส้นทางนี้ยามสายย่อมไม่มีผู้คน เนื่องเพราะพวกเขาหากไม่ทำงานในไร่นา ก็นั่งทอผ้าตีเหล็กในบ้านเรือน หาใช่เวลามาเดินเที่ยวเล่นไม่
ปึงซิ่วซิ่วเหลือบตามองรอบข้างตลอดเวลา ในใจถึงกับร่ำร้องเรียกหาคนผู้หนึ่ง
...ไฉนป่านนี้เจ้ายังไม่ออกมา เราผู้นี้กลัวแทบตายแล้ว...
... เจ้าหากยังไม่ออกมาโดยเร็ว ตัวประหลาดนั้นจึงมาจัดการเราแล้ว...
ในใจนางยิ่งร่ำร้อง สองเท้ายิ่งก้าวไวขึ้น สุดท้ายถึงกับออกวิ่ง
นางไม่วิ่งยังพอทำเนา ยามวิ่งกลับขาดความระวังระไว ถึงกับสะดุดกิ่งไม้ล้มลง ทว่าคนยังไม่ทันล้มถึงพื้น พลันมีมือข้างหนึ่งยื่นมารับไว้ ปึงซิ่วซิ่วพลิกตัววูบ ร่ำร้องว่า
"กล้าดีหรือ"
คนผู้นั้นประคองนางขึ้นยืน ปึงซิ่วซิ่วพอเห็นถนัดว่าเป็นผู้ใดถึงกับถอนหายใจออกมา
"เจ้าไปอยู่เสียที่ใด"
คนผู้นั้นค้อมกายลงคารวะนาง กล่าวอย่างนอบน้อมว่า
"ข้าพเจ้าทำให้ท่านตื่นตระหนก ถือว่ามีความผิดแล้ว"
ปึงซิ่วซิ่วไม่ใส่ใจคำพูดเขา หันไปด้านหลัง กวาดตาทั่วบริเวณ
"เจ้าใช่เห็นตัวประหลาดนั้นหรือไม่"
"ข้าพเจ้าเห็น"
"ตัวประหลาดนั้นจึงอันตรายอย่างยิ่ง เรื่องนี้ต้องรายงานขึ้นไป"
คนผู้นั้นผงกศีรษะ กล่าวว่า
"ท่านรีบกลับไปรายงาน ข้าพเจ้าจึงอยู่ที่นี้รอคอยเขา"
ปึงซิ่วซิ่วสั่นศีรษะระรัว
"อย่าได้ประมาทเด็ดขาด ตัวประหลาดนั้นย่อมมิใช่ธรรมดา ทางที่ดีเพียงเฝ้าดูก่อน อย่าให้เขาพบเห็นเจ้า"
คนผู้นั้นถอนใจกล่าวว่า
"เรื่องนี้น่ากลัวทำมิได้ ข้าพเจ้าคาดว่าเขาพบเห็นข้าพเจ้าแล้ว"
ปึงซิ่วซิ่วขมวดคิ้วร่ำร้องว่า
"เขาพบเห็นเจ้าได้อย่างไร..."
นางว่ากล่าวมิทันจบประโยค พลันร้องอุทานอย่างแตกตื่น...
ที่แท้ตัวประหลาดที่พวกนางกล่าวถึง ยามนี้กลับมายืนที่เบื้องหน้าแล้ว...
ข้าพเจ้าผู้นี้มีความสามารถพิเศษ สามารถติดตามกลิ่นของคนประเภทหนึ่ง...
คนประเภทที่มีกลิ่นรุนแรงยิ่ิง...
กลิ่นฆ่าฟันรุนแรงยิ่ง...
เล้งจงก้วงยกมือขึ้นเคาะประตู ครั้นได้ยินเสียงตอบอนุญาต จึงผลักบานประตูเข้าไป
เล้งอิกยังคงยืนอยู่ข้างหน้าต่าง สองตาเหลือบแลไปที่ด้านล่าง พอดีเห็นเกวียนส่งดอกไม้ของลิ้มเต็กเฮียะแล่นเข้ามาทางประตูด้านข้าง จึงถามว่า
"ท่านสั่งดอกไม้เพิ่ม?"
เล้งจงก้วงผงกศีรษะกล่าวว่า
"ที่สั่งเพิ่มล้วนเป็นดอกไม้ที่ฮูหยินชมชอบ"
เล้งอิกถอนใจหนักหน่วง
"ท่านคิดว่านางจะมาชมดู"
เล้งจงก้วงเงียบงันชั่วขณะ พลันย้อนถามว่า
"ท่านคิดว่านางจะไม่มา"
เล้งอิกกลับเป็นฝ่ายเงียบงันบ้าง เล้งจงก้วงแลดูเขาเนิ่นนาน ดวงตาพลันปรากฏหยาดน้ำใส
เขาย่อมจดจำได้ วันที่เล้งทิเจ็งโอบอุ้มบุตรชายมาส่งให้เขา ถึงกับออกปากฝากฝังกับเขา...
...หากมีเจ้าช่วยดูแล เราก็วางใจ...
เล้งจงก้วงเป็นเพียงบ่าวไพร่คนหนึ่ง หาใช่นักสู้ผู้กล้าไม่ กระทั่งมีดหั่นเนื้อเล่มหนึ่งยังใช้ได้ไม่คล่อง ทว่าเล้งทิเจ็งกลับเชื่อมั่นในตัวเขา เชื่อมั่นในน้ำใจเขา...
เล้งอิกเมื่อเยาว์วัยเฉลียวฉลาดอย่างยิ่ง ใจดีอย่างยิ่ง มาตรว่าถูกผู้คนรอบข้างรักใคร่ทะนุถนอม ก็หาได้เอาแต่ใจเสียนิสัยไม่
คืนก่อนหน้าเล้งจงก้วงจะนำเล้งอิกไปส่งที่โฮ้ยเกี่ยมซัว เล้งทิเจ็งและเพ็กกงจู้ทุ่มเถียงกันรุนแรงยิ่ง เล้งอิกเวลานั้นอายุเพียงแปดปี กลับลอบออกจากตึกใหญ่มาที่ตึกบริวารด้านหลัง ย่อมคิดมาเสาะหาเขา
...ข้าพเจ้ากลัวอย่างยิ่ง หากข้าพเจ้ามิได้อยู่ที่นี้แล้ว มารดาใช่จะกลับไปดินแดนของนางหรือไม่...
...บิดาส่งข้าพเจ้าไปโฮ้ยเกี่ยมซัว ใช่เพราะข้าพเจ้าซุกซนเกินไป หากข้าพเจ้าเป็นเด็กดี ท่านยังจะไปรับข้าพเจ้ากลับมา?...
ความทั้งหลายนี้เล้งจงก้วงย่อมไม่อาจตอบเขา ยิ่งไม่อาจอธิบายเรื่องราวต่างๆ แก่เขา ระหว่างพวกเขาทั้งสองแม้มีความสัมพันธ์พิเศษเหนือนายบ่าว ทว่าเล้งจงก้วงมิเคยก้าวล้ำเขตของตน
ที่เขาให้แก่เล้งอิกได้ เป็นเพียงคำสัญญาคำหนึ่ง...
...มิว่าวันข้างหน้าเป็นอย่างไร ข้าพเจ้าล้วนเต็มใจรับใช้ท่าน...
...มิว่าผู้อื่นแปรเปลี่ยนไปอย่างไร ข้าพเจ้าจึงเป็นเล้งจงก้วงของท่านตลอดกาล...
เล้งอิกย่อมแลเห็นหยาดน้ำในดวงตาบ่าวชรา ต้องเบือนหน้าไปอีกทางหนึ่ง กล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า
"ไม่ทราบว่าบัดนี้ เขามาถึงที่ใดแล้ว"
เล้งจงก้วงส่ายศีรษะ กล่าวว่า
"คนของเราเห็นเขาเข้ามายังหมู่บ้านหลังหุบผา หลังจากนั้นไม่พบเห็นเขาอีก"
"เขาใช่ทราบว่ามีผู้คนพบเห็น"
"เขาย่อมทราบว่ามีผู้คนพบเห็น
"ข้าพเจ้าปรารถนาจะพบเขาอย่างยิ่ง"
เล้งจงก้วงผงกศีรษะหลายครา กล่าวอย่างมั่นใจว่า
"เขาเองก็ย่อมปรารถนาจะพบท่านอย่างยิ่ง"
เล้งอิกเดินไปหยุดที่กลางห้อง พลันเห็นเงาตนเองปรากฏบนกระจกของมารดา
กระจกเงาบานนี้เก่าอย่างยิ่ง ตรงกลางถึงกับมีรอยขุ่นมัว ยามท่านจ้องมองดู ยังเห็นภาพที่คล้ายเคลือบคลุมด้วยหมอกชั้นหนึ่ง
เล้งอิกจ้องมองตนเองในม่านหมอกนั้น พลางกล่าวช้าๆ ว่า
"หากเขามาที่นี้ นางย่อมต้องมา..."
เล้งจงก้วงก้มศีรษะนิ่งฟัง เล้งอิกกล่าวอีกว่า
"ไม่ว่าเขาจะมาที่นี้ด้วยเหตุผลใด นางย่อมต้องมาพบเขา..."
เล้งจงก้วงพลันกล่าวว่า
"และมาพบท่าน"
เล้งอิกฝืนยิ้ม คิดว่ากล่าวอะไรทว่ากล้ำกลืนฝินไว้ เล้งจงก้วงก้าวเข้ามาใกล้เขา กล่าวว่า
"สิบปีที่ผ่านมา นางมิได้ย่างเท้าออกจากฮวงจึง นี่มิใช่เป็นเพราะท่านดอกหรือ"
เล้งอิกส่ายศีรษะ กล่าวว่า
"นางมิได้ออกจากฮวงจึง เนื่องเพราะมิทราบว่าเขาอยู่ที่ใด จึงได้แต่รอคอย"
เล้งจงก้วงเงียบงันไปครู่หนึ่ง เล้งอิกกล่าวอีกว่า
"พวกเขาความจริงย่อมไม่อยากพบข้าพเจ้าอีก หากแต่ไม่พบก็ไม่ได้...
เนื่องเพราะข้าพเจ้ายืนอยู่ระหว่างกลางพวกเขา...
นี่จึงเป็นชะตากรรมของพวกเรา..."
เต็งลั่งยืนสงบนิ่งอย่างยิ่ง ท่าทีดูไปคล้ายสบายอกสบายใจอย่างยิ่ง ถึงกับยังชมดูนกกระจอกสองตัวหยอกล้อกันบนต้นไม้
ปึงซิ่วซิ่วสบสายตากับบุรุษหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างนาง กล่าวอย่างร้อนรนว่า
"ดูท่าพวกเรามีปัญหาแล้ว"
คนผู้นั้นพยักหน้า ทว่ามิได้ว่ากล่าวอะไร สองตากลับจ้องเขม็งอยู่ที่เต็งลั่ง
ปึงซิ่วซิ่วกระซิบว่า
"ท่านคิดลงมือ"
คนผู้นั้นผงกศีรษะ กล่าวว่า
"เขาย่อมมิปล่อยพวกเราไปเช่นนี้ และพวกเราก็มิอาจปล่อยเขาไปเช่นนี้"
เต็งลั่งพลันละสายตาจากนกกระจอก กล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า
"ท่านผู้นี้เหตุผลดียิ่ง"
ปึงซิ่วซิ่วระงับอกระงับใจ พยายามข่มเสียงกล่าวว่า
"พวกเราล้วนไม่รู้จักท่าน ไม่เคยล่วงเกินท่าน ไยต้องล้ำเส้นทางของกันและกัน"
เต็งลั่งโบกมืออำลานกกระจอกที่พลันบินจากไป ถอนใจกล่าวว่า
"เนื่องเพราะพวกท่านล้ำเส้นทางก่อน"
ปึงซิ่วซิ่วงงงันวูบ กล่าวว่า
"พวกเราย่อมไม่เคยล้ำเส้นทางท่าน ข้าพเจ้ากระทั่งรู้จักท่านยังไม่รู้จัก"
บุรุษหนุ่มที่ข้างกายนางพลันโบกมือ กล่าวอย่างเคร่งเครียดว่า
"ท่านเป็นศิษย์ฮวงจึง?"
เต็งลั่งกล่าวว่า
"ข้าพเจ้ามิใช่คนของฮวงจึง"
"ท่านเรียกว่ากระไร"
"ข้าพเจ้าเรียกว่าเต็งลั่ง"
บุรุษหนุ่มชะงักงันวูบ ปึงซิ่วซิ่วพลันร้องว่า
"ที่แท้เป็นศิษย์ร่วมสำนักของเล้งจึงจู้"
เต็งลั่งสั่นศีรษะกล่าวว่า
"ข้าพเจ้ามิใช่ศิษย์ร่วมสำนักของเขา"
ปึงซิ่วซิ่วงงงันอย่างยิ่ง ขมวดคิ้วกล่าวว่า
"ผู้คนล้วนทราบ เต็งลั่งเล้งอิกเป็นศิษย์ของโฮ้ยเกี่ยมแขะ ท่านไฉนปฏิเสธ"
เต็งลั่งถอนใจยาวอย่างยิ่ง ทอดสายตาไปยังที่ไกล กล่าวอย่างราบเรียบว่า
"เรื่องที่ผู้คนล้วนทราบ ใช่ว่าจะเป็นเรื่องจริงเสมอไป เล้งอิกและข้าพเจ้ามีความสัมพันธ์ต่อกันเยี่ยงใด... ข้อนี้ข้าพเจ้ายังสงสัยใจ..."
|