เอี้ยป้อซัวชะงักวูบหนึ่ง อาวเอี้ยงกุนรีบร้องว่า
"อย่าได้สนใจเรา รีบตั้งสมาธิรับมือ"

เมื่อครู่เหล่าศิษย์กรูกันขึ้นบนหลังคาตึกใหญ่ บัดเกิดเสียงเอะอะชุลมุน อาวเอี้ยงกุนพลันฟื้นตื่นขึ้นมา เห็นบิดากับซือแปะซือเจ็กต่อกรศัตรู ต้องรีบสะกดกลั้นความเจ็บปวดภายใน ฝืนกายปราดออกมาที่ด้านนอก ศิษย์ผู้หนึ่งรีบรายงานว่า เอี้ยซิงแซติดตามสตรีที่หน้าตาเย็นชานั้นไป คนพอได้ยินก็สะท้านขึ้น หวั่นเกรงเป็นสตรีร้ายกาจที่ประมือกับตน ดังนั้นให้ศิษย์ในสังกัดรีบแบกขึ้นหลัง ตามติดมามิได้รอช้า เห็นเอี้ยป้อซัวร่ายทวนทะมัดทะแมง ยังสามารถต้านรับอย่างสูสี ทว่ายามว้าวุ่นใจคราหนึ่งกลับเปิดช่องโหว่

อาวเอี้ยงกุนที่ไหวพริบเป็นเลิศ ปฏิกริยาฉับไว กรีดพลังฉีกชายเสื้อตนเอง ตวัดคว้างเข้ากลางวง หันเหความสนใจศัตรู...

เขาที่เฉลียวฉลาดละเอียดอ่อน ประมือกับนางคราหนึ่ง ยังสามารถสังเกตนิสัย...
สตรีผู้นี้ฝีมือบรรลุขั้นสูง ทว่ามีใจคับแคบ หนำซ้ำขี้ระแวงอย่างยิ่ง
...คนที่ในใจมีแต่ความเกลียดชัง ยามนิทรายังมิอาจหลับตาลง ยามต่อสู้ยิ่งเคร่งเครียดกว่าผู้อื่น...
อาวเอี้ยงกุนกลับล่วงรู้ถึงจุดอ่อนนี้ ยังใช้ช่วยชีวิตสหายได้อย่างหวุดหวิด...

เล้งโกวพอเห็นอาวเอี้ยงกุนที่เคยประมือกับตน ยังรับไปหนึ่งดรรชนี ต้องแค่นเสียงขึ้นอย่างหยามหยัน
"ที่แท้เป็นกระต่ายตื่นตัวหนึ่ง เมื่อกลางวันยังวิ่งหนีเรา ยามนี้พิกลพิการให้ผู้คนแบกหาม ฤาคิดรับประทานอีกหลายหมัด"
ขาดคำรุดเท้าโผเข้าใส่ ศิษย์ที่แบกร่างอาวเอี้ยงกุนต้องรีบผงะถอย เขาอยู่ในสังกัดอาวเอี้ยงกุน ย่อมมีวิชาตัวเบาเลิศล้ำ ยามแบกน้ำหนักผู้คน ความเร็วยังไม่ลดถอย...
เอี้ยป้อซัวก็ไม่รอช้า พุ่งกายติดตามมา จู่โจมทวนพัวพันที่ด้านหลัง เล้งโกวมาตรว่ามีฝีมือสูงส่ง ยังไม่สามารถรับมือสองทาง ดังนั้นหันกลับมา กรีดดรรชนีออกเป็นสาย หาช่องทางเข้าประชิดตัวคู่ต่อสู้
...ทวนเป็นศาสตราวุธยาว หากนางสามารถเข้าวงใน อานุภาพทวนพลันลดทอน กลายเป็นเกะกะขวางมือ ยามนั้นนางย่อมใช้พลังดรรชนีจัดการเขาอย่างง่ายดาย...

เอี้ยป้อซัวควงทวนออกถี่ยิบ เขาในตอนแรกใช้กระบวนท่าเรียงจากหนึ่ง ยามนี้กลับแปรเปลี่ยนพลิกแพลง ใช้กระบวนท่าสุดท้ายร่ายย้อนกลับ กระทั่งท่าเท้ายังพลิกจากซ้ายไปขวา จากหน้ากลับหลัง จากล่างขึ้นบน บังเกิดเป็นท่วงท่าพิสดาร อานุภาพยังเพิ่มขึ้น...
เหล่าศิษย์ที่ชมดูต้องโห่ร้องออกมา กระทั่งอาวเอี้ยงกุนยังยันกายขึ้น คล้ายคิดโผนเข้าในวง ศิษย์ที่แบกร่างเขาต้องรีบฉุดรั้งข้อเท้าไว้...
เล้งโกวพลันรู้สึกเคร่งเครียดขึ้น นางยามปกติมิเคยเห็นผู้อื่นอยู่ในสายตา เอี้ยป้อซัวผู้นี้มีพลังลมปราณด้อยกว่านาง ทว่าเขามิเพียงไม่สนใจกระบวนท่าหลอกล่อ ยังสามารถตั้งสติร่ายทวนโหมจู่โจม ทุกกระบวนล้วนหนักแน่นแม่นยำ ใช้ออกคราใดยังมีจังหวะเช่นเดิม นางตอนแรกเข้าใจว่า รับมืออีกชั่วครู่ก็สามารถมองจุดอ่อนในกระบวนท่าออก ทว่าที่แท้ตนคาดผิดไป บางคราคล้ายเห็นจุดอ่อนปรากฏ ยามสอดดรรชนีเข้ากลับพบว่าเป็นจุดลวง ล่อนางเข้าสู่มุมอับ ยังดีที่นางมีความไวเป็นเลิศ สามารถผละออกทันเวลา

ยามนี้คล้ายปรากฏเพลิงขึ้นในใจ เหลียวมองดูตัวตึกวูบหนึ่ง งึ่นแซฮูหยินย่อมถูกคุมขังไว้ที่นี้ นางความจริงมิได้สนใจไยดีผู้อื่น ทว่าวันนี้จงใจฉีกหน้ายี่เก็งจู้ หากนางชิงตัวงึ่นแชฮูหยินได้ก่อน เขาย่อมละอายขายหน้ายิ่ง
...ยี่เก็งจู้ที่หยิ่งยโส คิดกระทำการคราใดมักมีแผนนอกแผนใน นางที่ร่วมขบวนมาพลันนึกรำคาญใจ...
นางที่ทรนงในฝีมือ มีเหล่าซออัวที่กระทำการเฉียบขาดรวบรัด เข้าใจว่าหากจู่โจมโดยฉับพลัน ย่อมประสบผลกว่าแผนซับซ้อนคิดรั้งผู้คนของยี่เก็งจู้ ทว่ายามว่ากล่าวออกไป ยี่เก็งจู้มิเพียงไม่สนใจฟัง ยังว่ากล่าวเหยียดหยามนาง
...มีแต่สุนัขตัวเมียที่บ้าคลั่ง จึงขย้ำฟัดไม่เลือกหน้า...

คิดถึงตอนนี้พลันมีโทสะบังเกิด ใบหน้าซีดเซียวแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวเรืองรอง ปลายนิ้วคล้ายมีแสงฉาบเคลือบไว้ ย่อมคิดใช้แชเซียนจี้จัดการเอี้ยป้อซัว
...แชเซียนจี้บัญญัติโดยเจ็งไฮ้ รวมปมเด่นของเซียนจี้ทุกแขนง ยามปรากฏพลันบ่งบอกนิสัยผู้ใช้ ท่านอ่อนโยนนุ่มนวล กระบวนท่ายังคล้ายร่ายรำ ท่านเข้มแข็งฮึกหาญ กระบวนท่าหนักแน่นจริงจัง ท่านเจ้าอารมณ์ไร้เมตตา กระบวนท่าโหดร้ายหมายชีวิต ดรรชนีร่ายล่างขึ้นบน ร่ายซ้ายมาขวา กลับมีเป้าหมายสุดท้ายที่เดียว...
...ที่หัวใจ...

อาวเอี้ยงกุนที่ชมดูด้านข้างต้องกลั้นใจขึ้น ดรรชีนี้เขาเพิ่งรับทราบมา โชคดียามนั้นสะกิดกายหนีทัน มิได้รับมาตรงๆ ยามนี้คิดใคร่โลดแล่นเข้าใส่ ร่วมรับมือกับสหายร่วมสำนัก ทว่าตนทราบ... เอี้ยป้อซัวที่ตั้งรับเล้งโกวได้เนิ่นนาน เป็นเพราะจรดจ่อจิตใจไว้กับเพลงทวน มิอาจให้สิ่งใดทำลายสมาธิ ดังราวบังคับม้าป่าพยศ ท่านเคลื่อนไหวผิดเพียงปลายนิ้ว ละสายตาเพียงเล็กน้อย ย่อมโดนสลัดหล่นในชั่ววูบ

เห็นเล้งโกวสืบเท้าเข้าหา คมทวนที่ร่ายควงราวจักรผันยังตัดผมเผ้านางขาดไป เอี้ยป้อซัวย่อมทราบอานุภาพของแชเซียนจี้ มิอาจให้นางเข้าประชิดตัวเขาเด็ดขาด ทว่าคนที่ใช้อาวุธหนัก พัวพันอยู่เป็นเนิ่นนาน จะอย่างไรย่อมอ่อนล้าลง ยามนี้ตัดสินใจในฉับพลัน เกร็งลมปราณลงสู่เบื้องล่าง พุ่งกายขึ้นสูงเหนือศีรษะเล้งโกว ทวนในมือจู่โจมลง ย่างเท้ากลางอากาศราวเหยียบบนพื้นพสุธา
...อาวเอี้ยงกุนชมดูจนชะงักงัน เขาย่อมมิเคยคาดคิด เพลงทวนยี่สิบสามกระบวนของฮวงจึงสามารถพลิกแพลงเช่นนี้ ยังถึงกับย่างเท้าร่ายควงบนอากาศ...

...ฤานี่เป็นกระบวนท่าที่ยี่สิบสี่...

เพลงทวนฮวงจึงบัญญัติไว้เพียงยี่สิบสามกระบวน ทว่าเล้งตงน้ำบัญญัติกระบวนท่าที่ยี่สิบสี่ขึ้นเป็นพิเศษ ถ่ายทอดให้ศิษย์เพียงผู้เดียว
...ย่อมเป็นโอ้วชี...
อาวเอี้ยงกุนคิดไปคิดมายังมิทราบ โอ้วชีใช่ถ่ายทอดเพลงที่ยี่สิบสี่นั้นให้เอี้ยป้อซัวหรือไม่...
...ที่เอี้ยป้อซัวใช้ออก ใช้กระบวนท่าพิเศษเฉพาะนั้นหรือไม่...

เล้งโกวยามนี้ถลึงตาด้วยโทสะแรง เด็กน้อยนี้กลับมีขวัญกล้าแข็งนัก รู้ตัวว่าเป็นรองนาง ยังกล้าใช้กระบวนท่าเสี่ยงชีวิต...
...เห็นเขาถือทวนเหล็กหนักกว่าเจ็ดสิบชั่ง กลับเหินขึ้นกลางอากาศ ใช้กระบวนท่าที่ประหลาดพิสดาร หมายเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับนาง...
หากเขาลงมือไม่ประสบผล ยามร่วงหล่นลงพื้น คนที่ถืออาวุธหนักปานนั้น ต้องใช้เวลาชั่วขณะตั้งมั่นอีกครา มิอาจเคลื่อนไหวฉับพลัน ยามนั้นนางพอพุ่งดรรชนีออก เขาย่อมตกตายทันควัน...
...ยามลงมือกับคนไม่คิดชีวิต นางพลันรู้สึกสมใจอย่างยิ่ง เกิดเป็นความเร่งเร้าภายใน วูบขึ้นราวกับเปลวเพลิงโหม...
ยังกระหายใคร่เห็นโลหิตที่ฉีดพุ่งออกมา...

ขณะครุ่นคิด เห็นคมทวนพุ่งวาบลง ระดับความเร็วยังไม่ผิดกับยามอยู่บนพื้นดิน คนผู้นี้คิดเสี่ยงตาย นางย่อมยินดีสนอง ยามนี้เกร็งกำลังขึ้นเต็มที่ แยกออกเป็นสองสาย มือซ้ายยังใช้พลังในแชเซียน มือขวากลับสลายพลังนั้นออก ใช้ออกด้วยเซียนไล้จี้ที่กล้าแกร่ง ถึงกับใช้พลังสองแขนงในเวลาเดียว...

ได้ยินเสียงดังเควี้ยว โลหิตสายหนึ่งสาดกระจายขึ้น พอมีเสียงดังฉาด ร่างสองสายก็ผงะจากกัน เล้งโกวพลิกกายถอยมาด้านหลัง เอี้ยป้อซัวกลับหล่นโครมบนพื้น ทวนในมือหลุดกระเด็น

เหล่าศิษย์ฮวงจึงชมดูจนขวัญกระจาย รีบร้องเรียกเอี้ยซิงแซ กรูกันเข้ามาขวางกั้น มิให้เล้งโกวมีโอกาสซ้ำ อาวเอี้ยงกุนยามนี้ก็กระโดดปราดลงมา คนที่ยังบอบช้ำ กลับโผพุ่งถึงเอี้ยป้อซัวก่อนผู้ใด ประคองเขาขึ้นอย่างระมัดระวัง เห็นคนยังลืมตา ทว่าคล้ายงุนงงเลื่อนลอย ยังว่ากล่าวคำหนึ่ง
"เช้านี้เป็นผู้ใดมิได้มา"
...เหล่าศิษย์พอฟังต้องน้ำตาไหลพราก เอี้ยซิงแซฝึกเพลงทวนแก่พวกตนทุกเช้า ท่านพอมาถึงลานฝึก ที่ถามไถ่ย่อมเป็นประโยคนี้...
อาวเอี้ยงกุนเห็นหน้าผากเอี้ยป้อซัวปรากฏรอยแดงจ้ำใหญ่ ย่อมเป็นเมื่อครู่เขาร่วงหล่นลง ศีรษะฟาดกับพื้นเต็มแรง พอกระชากปกเสื้อออก เห็นทรวงอกข้างซ้ายมีรอยฝ่ามือประทับอยู่ ในรอยยังมีสีเขียวเจือจาง
...เล้งโกวถึงกับใช้ฝ่ามือฟาดออกด้วยพลังในแชเซียนจี้...

เอี้ยป้อซัวยามนี้เพิ่งกระอักโลหิตออกมา อาวเอี้ยงกุนแลดูทั่วร่างเขา เห็นมิได้มีโลหิตที่อื่นใด ทว่าเมื่อครู่ตนเห็นโลหิตสาดกระจายขึ้นฟ้า หากมิใช่ของเอี้ยป้อซัว อย่างนั้นย่อมเป็นของเล้งโกวแล้ว...
ยามนี้หันมองเล้งโกว เห็นนางยังคงตั้งท่าคุมเชิง มิได้ลงมือต่อศิษย์ที่รุมล้อม แขนเสื้อข้างขวาก็ขาดวิ่น โลหิตไหลโทรมจากช่วงไหล่จรดปลายนิ้ว...
...ที่แท้เมื่อครู่เอี้ยป้อซัวใช้ไม้ตายเสี่ยงชีวิต นางที่ดื้อรั้นแกร่งกร้าวก็ยอมสนองกลับ ใช้พลังหนักหน่วงในเซียนไล้จี้ หลอมแขนขวาให้แข็งราวท่อนเหล็ก ฟาดรับทวนหนักเจ็ดสิบชั่งของเอี้ยป้อซัว ยังฉุดรั้งไว้มิให้ปล่อยกระบวนท่า พร้อมกันยังใช้มือซ้ายกรีดพลังในแชเซียน ประทับเข้าสู่กลางทรวงอกเขา...

พลังในแชเซียนที่ทรงอานุภาพ หากประทับเต็มแรงที่หัวใจ คู่ต่อสู้ย่อมมิอาจมีชีวิตรอด ทว่านางเมื่อครู่แบ่งแยกลมปราณออกเป็นสองสาย แขนขวาต้องใช้กำลังมากมายยิ่ง ความแรงของแชเซียนพลันลดทอน เอี้ยป้อซัวจึงยังมีลมหายใจ...

เล้งโกวเพียงหลั่งโลหิต ทว่ามิได้บอบช้ำภายใน นางยิ่งบาดเจ็บยิ่งเดือดดาล เห็นศิษย์ฮวงจึงดาหน้าเข้าหา พลันเกร็งลมปราณขึ้น ร่างพอทะยานสู่เบื้องบน ดรรชนีก็จี้ออกเป็นสายยาว...
อาวเอี้ยงกุนที่ประคองเอี้ยป้อซัวอยู่พลันร้องว่า
"อย่าได้ปะทะนาง รีบเข้าสู่ตัวตึก"

เหล่าศิษย์ที่กระเหี้ยนกระหือรือ มาตรว่าทราบ... เล้งโกวฝีมือร้ายกาจยิ่ง ยังทำร้ายเอี้ยซิงแซบาดเจ็บสาหัส ยังคิดเสี่ยงชีวิตกับนางสักครา ทว่าพอได้ยินอาวเอี้ยงซิงแซสั่งลงมา ต้องรีบกระทำตาม พวกเขาที่มีวินัย แม้ไฟแค้นลุกโชติช่วง ยังมิกล้าฝ่าฝืนท่าน...
ยามนี้ถีบเท้าเข้าสู่ตัวตึก ได้ยินเสียงอาวเอี้ยงกุนร้องไล่หลังมาว่า
"รีบใช้จุ้ยเอ๊ง (หิ่งห้อยวารี) สังหารสตรีที่พวกเราจับไว้"
เหล่าศิษย์รับคำเซ็งแซ่ เล้งโกวตอนแรกสาวเท้ามาที่อาวเอี้ยงกุน คิดจัดการเขากับเอี้ยป้อซัวที่ร่อแร่ก่อน ทว่าพอได้ยินเช่นนี้ ต้องรีบโผนเข้าตัวตึก มิอาจให้ผู้คนของฮวงจึงเข่นฆ่างึ่นแชฮูหยิน นางย่อมมิได้ห่วงใยชีวิตคน เพียงเกรงกลัวผู้อื่นตำหนิ นางลงมือผิดพลาด พวกฮวงจึงกลับสังหารงึ่นแชฮูหยินไป...

เมื่อครู่ได้ยินอาวเอี้ยงกุนสั่งให้ใช้จุ้ยเอ๊ง มิทราบเป็นยาพิษฤาอาวุธอันใด นางยามร้อนรนรีบถลันเข้าประตู รู้สึกตัวตึกนี้ประหลาดพิสดาร ภายนอกเอียงซ้ายเอียงขวาผิดสัดส่วน ภายในยังมีพื้นสูงต่ำไม่เท่ากัน หน้าต่างมองจากด้านนอกคล้ายกว้างอย่างยิ่ง ทว่ายามนี้มองจากด้านใน กลับพบว่ามีขนาดเท่าหน้าต่างตึกธรรมดา แบบแปลนกลับซับซ้อนชวนพิศวง...
...นางพอเข้ามา ศิษย์น้อยใหญ่ของฮวงจึงกลับคล้ายสามารถล่องหน มิทราบหลบซ่อนอยู่ที่ใด ฤาบางทีล้วนกรูกันไปที่คุมขังงึ่นแชฮูหยิน คิดใช้จุ้ยเอ๊งอันใดนั่นต่อนาง...
ยามร้อนรุ่มต้องกระทืบเท้าอย่างขัดใจ ได้แต่ข่มสติให้นิ่งลง ใช้โสตประสาทที่เหนือมนุษย์อื่นจำแนกแยกแยะ คล้ายได้ยินสุ้มเสียงใดจากทางซ้าย พอหันกลับไปเพียงพบผนังด้านหนึ่ง
...ผนังที่เอียงลาดคล้ายเชิงผา ด้านซ้ายแขวนภาพตัวอักษรโบราษ ด้านขวาพลันมีรอยแตก...

แลตรงไปด้านหน้า เห็นมีบันไดสองทาง ทางซ้ายเป็นขั้นกว้าง ทางขวากลับเล็กชัน พอเงยหน้ามองเพดาน เห็นบางส่วนต่ำลง บางส่วนทะแยงสูงขึ้น มิทราบผู้ที่ออกแบบก่อสร้างมีเจตนาใด
...นางย่อมมิทราบ ผู้ที่สั่งให้สร้างตึกรูปทรงประหลาดเช่นนี้เป็นเพ็กกงจู้ มารดาของเล้งอิก...
...เมื่อมิทราบ ย่อมมิอาจคาดเดาลวดลาย...
นางยามนี้พลันตัดสินใจ เลือกบันไดทางขวาที่เล็กชัน พุ่งโจนลงสู่ด้านล่าง ฝ่ามือทั้งสองเกร็งกำลังขึ้นเต็มเหนี่ยว...
...ในใจพลันคิด มิว่าประสบพบผู้ใด ล้วนสังหารให้หมดสิ้น...


สถานการณ์ที่ตึกด้านหลังตึงเครียด ที่ด้านหน้าก็มิย่อหย่อนกัน...

เตี้ยงโหวกับซุนเซ่งเง็กยังพัวพันต่อเนื่อง หามีผู้ใดเพลี่ยงพล้ำ ทางด้านอาวเอี้ยงเทียนกลับตึงมือยิ่ง
ท่านที่ประมือกับบุรุษใส่หมวกชาวนา ความจริงฝีมือยังเหนือกว่าเล็กน้อย ทว่าโอ้วชีที่ยังบาดเจ็บ ได้ยินเสียงหอบหายใจหนักหน่วง ที่ยังสามารถต้านรับคนเคราครึ้มอาภรณ์เหลือง เนื่องเพราะอาวเอี้ยงเทียนแบ่งแยกสมาธิ สอดมือเข้าช่วยอีกแรง
...ประมือกับผู้เลิศในวิชาบู๊ ยังต้องคอยระวังซือตี๋เป็นอันตราย ท่านย่อมเหน็ดเหนื่อยรวดเร็วอย่างยิ่ง...
...คนพอเหนื่อยอ่อน หยาดเหงื่อยังไหลลงสู่ดวงตา อากัปกริยาก็ช้าลงก้าวหนึ่ง...

ได้ยินโอ้วชีร่ำร้องขึ้น อาวเอี้ยงเทียนชำเลืองแลไป เห็นซือตี๋ผงะถอยหลายก้าว ที่มุมปากคล้ายมีโลหิตไหลซึม ต้องรีบตะโกนถามว่า
"ซาซือตี๋ เจ้าเป็นไร"
โอ้วชีรีบยกแขนเสื้อขึ้นปิดป้อง มิต้องการให้ซือเฮียเห็นโลหิตของตน กัดฟันยืนหยัดขึ้นอีกครา มือยังตั้งรับด้วยกระบวนท่าของแพ้ไผ่ ทว่าลมปราณมิอาจผลักดันขึ้น เพียงเป็นฝ่ามือเปล่าไร้พิษสง
...คนเคราครึ้มอาภรณ์เหลืองนั้นก็ไม่รอช้า ถลันเข้าใส่โอ้วชีอีกครา อาวเอี้ยงเทียนเห็นซาซือตี๋ช่วงขาโงนเงน ย่อมคิดสะอึกกายเข้าช่วย เขามีท่าร่างรวดเร็ว คู่ต่อสู้ยังมิอาจติดตามทัน มิคาด ผู้ใส่หมวกชาวนานั้นพลันสะบัดแขนเสื้อขึ้น โบกพัดประกายเขียวเรืองรองบนอากาศนั้นลงมา

อาวเอี้ยงเทียนมาตรว่ามิทราบ ประกายเขียวนั้นมีฤทธิ์ร้ายกาจอย่างใด ทว่าเห็นคนเคราครึ้มอาภรณ์เหลืองวาดฝ่ามือออก โอ้วชีก็หลบเลี่ยงอย่างเปะปะ กระบวนแรกพอพ้นผ่าน กระบวนหลังยังติดตามหลั่งไหล ทราบว่าเขามิอาจยืนหยัดสืบต่อ ย่อมต้องยื่นมือเข้าช่วยในบัดดล กับประกายเขียวเรืองรองที่ขวางหน้าก็มิได้คิดสนใจแล้ว...
...คนพอพุ่งปราดถึงโอ้วชี ฉุดลากเขาหลบพ้นฝ่ามือ บางส่วนของอาภรณ์พลันลุกเป็นไฟ ที่แท้กระทบเข้ากับเล้งเม่าโหว ยามร้อนรนต้องรีบยกมือขึ้นตบฟาด พอหมุนกายออกพลันเห็นคนใส่หมวกชาวนากับคนเคราครึ้มนั้นทะยานเข้ามา คิดจู่โจมจากเบื้องสูงโดยพร้อมเพรียง
...อาวเอี้ยงเทียนรีบเกร็งลมปราณขึ้น จมูกพลันสูดได้กลิ่นพิกล ในช่วงเวลากะทันหันยังฉุกคิดได้ ประกายไฟที่มอดเป็นควันนั้นกลับมีพิษ ต้องรีบตวาดเตือนว่า
"ซือเฮีย ซือตี๋ กลั้นลมหายใจไว้"

ท่านแม้สามารถเตือนผู้อื่น ตนเองกลับสูดควันนั้นเข้าไปก่อน พอเกร็งกำลังรู้สึกเจ็บร้าวในทรวงอก เห็นฝ่ามือคู่ต่อสู้ทั้งสองจวนเจียนจะสัมผัสถึง ต้องรีบล้มกายลง กลิ้งหลบไปอย่างหวุดหวิด
บุรุษที่ใส่หมวกชาวนารีบสืบเท้าตาม เขาย่อมทราบ อาวเอี้ยงเทียนมิอาจเกร็งลมปราณชั่วครู่ ต้องรีบฉวยโอกาสชิงชัย ขณะสะอึกกายเข้าหา พลันได้ยินเสียงควับเควี้ยวฝ่าอากาศ มิทราบเป็นวัตถุสิ่งใด ยามนี้ชะงักท่าร่างวูบ รีบหันไปต้านรับ
...ได้ยินเสียงยี่เก็งจู้ตวาดว่า
"บ้วนซิงแซ ทิ้งกายลง"
ในพริบตาที่ย่อร่างลงพื้น พลันรู้สึกเย็นวาบที่ศีรษะ หมวกชาวนาที่สวมไว้พลันลอยคว้างขึ้น...

ได้ยินเสียงดังฟุบ พอหันไปก็เห็นกระบี่ด้ามหนึ่งปักเฉียงๆ ลงข้างตัว คมกระบี่แปลบปลาบไหวระริก กลับเป็นหนึ่งในกระบี่ของซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้อง...
ยามงุนงงมิอาจขยับเขยื้อน ที่เบื้องหน้าพลันมีเงาร่างสายหนึ่งพุ่งปราดลง
อาวเอี้ยงเทียนและโอ้วชีก็นัยน์ตากระจ่างวูบ โอ้วชีพลันบ้วนโลหิตออก ร่ำร้องว่า
"ลั่งยี้ เป็นเจ้าเอง"
...ผู้มาย่อมเป็นเต็งลั่ง...

ซุนเซ่งเง็กก็แลเห็นเต็งลั่งเช่นกัน เขายามนี้หยุดมือลง ทว่ายังฟาดพลังปะทะเตี้ยงโหวถอยไปหลายก้าว
เห็นเต็งลั่งแบกร่างคนผู้หนึ่งไว้ บนอาภรณ์ยังเปรอะเปื้อนด้วยคราบโลหิต ยามเขม้นมองย่อมทราบ นี่คือทิเตี๊ยบที่เมื่อครู่โดนเล้งโกวหลอกล่อให้ฟาดฝ่ามือใส่ซากคนตาย...
เต็งลั่งวางร่างทิเตี๊ยบลงบนพื้น วิ่งปราดเข้าหาโอ้วชีและอาวเอี้ยงเทียน ทรุดกายลงถามไถ่
"เล้งอิกอยู่ที่ใด"
เขาเมื่อออกจากเฮียงเทียนเล้า พบพานซังแชเกี่ยมแขะเข้าอีกครา พลันทราบว่าซุนเซ่งเง็กนำพาผู้คนบุกเข้าเทียนมึ้งเก็ง คิดทวงถามงึ่นแชฮูหยินกลับคืน เขามาตรว่าร้อนรุ่มใจยิ่ง ทว่าคนชมชอบเล่นสนุกหยอกล้อ ยังช่วงชิงกระบี่ซังแชเกี่ยมแขะมา หนำซ้ำสกัดจุดพวกเขา ผูกมัดไว้ในพงไพร จำเพาะตรงที่มีโพรงกระต่าย หวังให้ซังแชเกี่ยมแขะเฮียตี๋มีสิ่งชมดูเพลิดเพลิน...
...ยามนี้พลันคิดขอบคุณสวรรค์ ประทานสมองประหลาดพิกลแก่ตน หากมิได้กระบี่ซังแชเกี่ยมแขะด้ามนั้น มิทราบสามารถใช้สิ่งใดจู่โจมคนที่ใส่หมวกชาวนาจากที่ไกล หากตนโยนซากศพทิเตี๊ยบเข้ามาย่อมทุลักทุเลยิ่ง ยังเป็นการไม่เคารพผู้ตาย...

ได้ยินโอ้วเจ่กเจ็กว่ากล่าว เล้งอิกเดินทางออกนอกด่าน ต้องลอบถอนใจโล่งอก เขาเมื่อครู่เพียงเห็นเตี้ยงโหวซือเฮียตี๋ มิได้เห็นเล้งอิก ย่อมรู้สึกห่วงใยยิ่ง
อาวเอี้ยงเทียนแลดูซากร่างทิเตี๊ยบ ย่อมทราบว่าเป็นผู้ใด ท่านแม้มิทราบเรื่องที่ทิเตี๊ยบสองสามีภรรยาออกจากฮวงจึงไป หากยังสามารถคาดเดาเรื่องราวที่เกิด ยามนี้คิด...โชคดีที่เต็งลั่งพบเห็นทิเตี๊ยบระหว่างทาง ดังนั้นแบกกลับมาที่ฮวงจึง มิต้องทิ้งซากอุจาดแก่สายตา
เต็งลั่งก็มองตามอาวเอี้ยงเทียน กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าพอพบเห็น เขาก็สิ้นใจแล้ว"
โอ้วชีแค่นเสียงดังเฮอะ กล่าวว่า
"ย่อมเป็นคนพวกนี้สังหารเขา"

เต็งลั่งเงยหน้าขึ้นมองซุนเซ่งเง็ก กลับมิได้ว่ากล่าวอันใด ซุนเซ่งเง็กพลันเอ่ยถามว่า
"ร่างกายเจ้าเป็นอย่างไร"
เต็งลั่งผุดลุกขึ้นยืน กล่าวว่า
"บาดแผลภายนอกสวยงามยิ่ง ภายในกลับยังมิสมาน"
เตี้ยงโหวซือเฮียตี๋พลันสบตากันอย่างงุนงง มิทราบเต็งลั่งพาลไปรู้จักยี่เก็งจู้นี้จากที่ใด
ซุนเซ่งเง็กพลันเอ่ยขึ้นอีกว่า
"เจ้าคราวนี้ติดตามเราไป..."
เต็งลั่งพลันโบกมือคราหนึ่ง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้ามีเรื่องต้องกระทำ ยังคงเป็นวันหน้า"

เตี้ยงโหวแลดูเต็งลั่ง ถามว่า
"ลั่งยี้ เจ้ารู้จักพวกประดานี้"
เต็งลั่งได้แต่พยักหน้า มิทราบสมควรบอกเล่าอย่างไร ซุนเซ่งเง็กพลันเอ่ยขึ้นอีกว่า
"เจ้าหากไม่รีบไป หรือไม่กลัวว่านาง..."
ถ้อยคำยังมิทันหลุดออกมา กลับรู้สึกที่เบื้องหน้าเย็นวาบ แสงสีเงินพร่าพรายเข้าดวงตา...
...ที่แท้เป็นกระบี่เล่มหนึ่งจ่อเข้าที่หว่างคิ้วตน...
...เป็นกระบี่ในมือเต็งลั่ง...

ซุนเซ่งเง็กต้องสยิวกายอย่างหนาวเหน็บ เห็นเต็งลั่งแลสบตาเขา สีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง กล่าวอย่างเน้นถ้อยคำว่า
"ท่านอย่าได้ว่ากล่าวแล้ว..."