|
ซุนเซ่งเง็กย่อมมิกล้าขยับกาย บนหน้าผากยังมีเหงื่อซึมออกมา เขามิทราบ เต็งลั่งที่รับรู้ความสัมพันธ์ระหว่างสายเลือด ยังสามารถแทงกระบี่ออก?
ผู้ติดตามทั้งสองก็กระวนกระวายยิ่ง ทว่าหามีผู้ใดกล้าเคลื่อนไหวไม่...
เต็งลั่งกลับวาดกระบี่ลงวูบ ตวัดข้อมือคราหนึ่ง ปักปลายกระบี่ลงบนพื้นดินเบื้องหน้าซุนเซ่งเง็ก
...ทุกอิริยาบถล้วนเกิดในพริบตา กระทั่งสุ้มเสียงยังมิปรากฏ...
โอ้วชีที่ทรุดอยู่บนพื้นพลันปรบมือร้องว่า
"กระบี่ที่ว่องไวนัก"
อาวเอี้ยงเทียนแลมองเต็งลั่งมิวางตา เขาย่อมสังเกตออกว่า ระหว่างเต็งลั่งกับซุนเซ่งเง็กมีความสัมพันธ์ใด ทว่าพวกเขารู้จักเต็งลั่งแต่ครั้งเยาว์วัย เพียงทราบเด็กผู้นี้เป็นกำพร้า เรื่องราวความเป็นมาย่อมมิเคยล่วงรู้ ยามนี้จับต้นชนปลายไม่ถูก เต็งลั่งไฉนไปรู้จักผู้คนของเทียนมึ้งเก็ง...
ได้ยินโอ้วชีเอ่ยขึ้นอีกว่า
"ลั่งยี้เอย หากเจ้ามาเร็วกว่านี้สักชั่วยาม โอ้วเจ่กเจ็กก็มิต้องลงมาที่เบื้องล่าง สามารถจิบสุราดื่มน้ำโสมในหอห้อง บางทียังเข้าสู่ห้วงนิทรา ฝันถึง..."
เต็งลั่งพลันมีท่าทีเช่นเด็กซุกซน กระโดดปราดเข้ามาหาโอ้วชี ถามว่า
"เจ่กเจ็กท่านฝันถึงผู้ใด"
โอ้วชีหัวร่อฮาฮา ยามหัวร่อยังเจ็บที่ทรวงอก ทว่าฝืนตอบคำว่า
"ย่อมฝันถึงมารดาเจ้า"
อาวเอี้ยงเทียนมาตรว่ามีความในใจ ยังอดหัวร่อออกมามิได้ เตี้ยงโหวแลดูพวกเขาพลางส่ายหน้าถอนใจ ซาซือตี๋ที่ไม่รู้จักโต ยามพบเจอลั่งยี้กลับคล้ายเป็นคู่สร้างสม กระทั่งในสถานการณ์ตึงเครียดยังกระเซ้าเย้าแหย่
...เต็งลั่งก็หัวร่อฮาฮา ทาบฝ่ามือลงกับทรวงอกโอ้วชี ทางหนึ่งถ่ายทอดพลังแก่เขา ทางหนึ่งยังต่อปากต่อคำ
"หากฝันถึงมารดาข้าพเจ้า ต้องระวังบิดาข้าพเจ้าปรากฏขึ้นทางด้านหลังท่าน ท้าต่อยตีเป็นสำเนียงกวางตุ้ง"
ซุนเซ่งเง็กพลันเชิดศีรษะขึ้น รับฟังจนหัวร่อมิออกร้องไห้มิได้ เต็งลั่งที่เป็นบุตรกอกอเขา มารดายังเป็นถึงธิดาประมุขน่ำตี่ก่า มิทราบหลอมหล่ออย่างไรจึงออกมาเป็นเช่นนี้
ยามนี้นึกขึ้นได้ เต็งลั่งไฉนพลันไปมีกระบี่คู่ของซังแชเกี่ยมแขะ ต้องรีบถามว่า
"กระบี่คู่นี้ไฉนมาอยู่ในมือเจ้า"
เต็งลั่งหันมาตอบว่า
"ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องคิดตากน้ำค้างชมกระต่าย ดังนั้นข้าพเจ้าหยิบยืมกระบี่มาเล่นคราหนึ่ง พวกท่านอย่าลืมเอากลับไปคืนพวกเขา"
...ซุนเซ่งเง็กพลันเดาเรื่องออก ซังแชเกี่ยมแขะที่โชคร้าย ระหว่างทางกลับพบพานเต็งลั่ง ดังนั้นโดนเล่นงานคราหนึ่ง กับสองเฮียตี๋ที่ลอบหนีหาย ยามนี้พบความคับแค้นสักครา ย่อมเป็นบทเรียนที่สาสม...
เขาในใจยังครุ่นคิด... เต็งลั่งเมื่อปรากฏกายขึ้น แสดงทีท่าชัดเจนว่าอยู่ฝ่ายฮวงจึง ยามนี้อดกลัดกลุ้มมิได้ ดูท่าเด็กน้อยนี้เจรจายากนัก ทว่าหากพวกเขาลงมือสืบต่อ ยังกริ่งเกรงขว้างหินใส่จิ้งจอก กลับกระทบถูกไข่ไก่ที่ทนุถนอม
เต็งลั่งจะอย่างไรก็เป็นบุตรชายกอกอที่ล่วงลับ ย่อมมิอาจให้กระทบกระเทือนไป
...ทว่าหากพวกเขายอมรามือในครานี้เพราะเพื่อเต็งลั่ง มิทราบเตี้ยงโหวซือเฮียตี๋ใช่ยอมถอยหนึ่งก้าวหรือไม่...
อาวเอี้ยงเทียนที่เฝ้าสังเกตดู ยามนี้รู้สึกแน่ใจ ระหว่างเต็งลั่งและยี่เก็งจู้ต้องมีความสัมพันธ์พิเศษ เต็งลั่งเมื่อครู่จ่อกระบี่ใส่เขา ยี่เก็งจู้นั้นกลับมิได้โกรธเคือง ยังหามีปฏิกริยาคิดโต้ตอบไม่ ทว่าในเวลาเช่นนี้ย่อมมิสะดวกที่จะไถ่ถาม...
...พลันฉุกคิดถึงสิ่งใด ต้องร้องขึ้นอย่างร้อนรุ่มใจ
"เมื่อครู่ศิษย์ของพวกเราประมือกับพวกเทียนมึ้งเก็งที่บนหลังคาตึก"
ยามนี้มองไป กลับมิอาจแลเห็นผู้คน อีกทั้งยังไร้สุ้มเสียง คนพลันคิดทะยานขึ้นเสาะหา ทว่าพิษควันจากเล้งเม่าโหวยังมิทันขับออกมา ดังนั้นมิอาจเกร็งลมปราณขึ้น
...เต็งลั่งมองดูก็ทราบทันที รีบกล่าวแก่ซุนเซ่งเง็กว่า
"หนอนเรืองแสงที่ด้านบนมีพิษอันใด ท่านรีบมอบยาขจัดมา"
ซุนเซ่งเง็กสั่นศีรษะนิดหนึ่ง กล่าวว่า
"ของเล่นนั้นหาได้มีพิษร้ายแรงไม่ เพียงระงับกำลังชั่วคราว มิอาจเกร็งลมปราณขึ้น เขาสงบใจชั่วครู่ พิษก็จะสลายคลาย เราความจริงมิได้คิดร้าย เพียงแต่ยามนี้อยู่ในเขตพวกเขา กริ่งเกรงเหล่าศิษย์สอดมือยุ่งเกี่ยว"
โอ้วชีอดรนทนมิได้ ต้องตะคอกว่า
"ศิษย์ฮวงจึงหาใช่สุนัขบ้า มิเคยกลุ้มรุมผู้ใดมาก่อน เจ้าก็มิต้องกลัวพวกเราลอบกัด"
...ในความหมายย่อมแฝงด่าพวกซุนเซ่งเง็กที่ลอบทำร้ายศิษย์ทางภายนอก...
ซุนเซ่งเง็กพลันเกิดความละอาย ทางหนึ่งร้องด่าเล้งโกวในใจ อีกทางยังต่อคำกับโอ้วชี
"เราก็มิกลัวพวกเจ้าลอบกัด เพียงหวั่นเกรงพลั้งมือทำร้ายพวกเจ้าเพิ่มจำนวน"
โอ้วชีกำหมัดขึ้นอย่างคั่งแค้น เต็งลั่งพาลกดตัวเขาไว้ กล่าวว่า
"โอ้วเจ่กเจ็กโปรดระงับใจ หาไม่โลหิตหลั่งไหลออกจนหมดร่าง ก็มิอาจฝันถึงมารดาข้าพเจ้าแล้ว"
...อาวเอี้ยงเทียนที่สงบจิตใจเดินลมปราณ พอรู้สึกอาการแน่นในอกสลายคลาย คนก็ทะยานขึ้น รีบเร่งดูเหตุการณ์บนหลังคาตึก...
เตี้ยงโหวกลับรั้งเท้าอยู่ มาตรว่าเป็นห่วงศิษย์ทางด้านนั้น ยังมิอาจปล่อยลั่งยี้กับซาซือตี๋เผชิญหน้าศัตรูฝีมือกล้าแข็งเพียงลำพัง ท่านย่อมมิทราบ ซุนเซ่งเง็กพอเห็นเต็งลั่งก็หวั่นเกรงผลกระทบถึงเขา มิได้คิดหักหาญต่อไป...
ซุนเซ่งเง็กพลันกล่าวแก่เต็งลั่งว่า
"เราที่มาวันนี้ เพียงมารับงึ่นแชฮูหยินกลับคืน"
เต็งลั่งย่อมทราบ ซุนเซ่งเง็กหมายถึงสตรีที่มีดาวเงินนางนั้น ตนยังเคยเจรจากับนางมาคราหนึ่ง ยามนี้ถอนฝ่ามือจากโอ้วชี ลุกขึ้นกล่าวว่า
"เล้งอิกมิได้อยู่ที่นี้ พวกเขาย่อมมิอาจเจรจากับท่าน อีกประการ พวกท่านยกมารุกรานในถิ่นเขา พวกเขาไหนเลยยินยอมปล่อยคน"
ซุนเซ่งเง็กสบตาเต็งลั่งเนิ่นนาน กล่าวว่า
"พวกเขาไม่ยินยอมปล่อยเพราะเพื่อเรา อาจบางทียินยอมเพราะเพื่อเจ้า"
เต็งลั่งแลดูเตี้ยงโหว เห็นท่านส่งสายตามาอย่างงุนงง โอ้วชีที่ยังนั่งอยู่บนพื้นก็มีสายตาคลางแคลง ถามขึ้นว่า
"ลั่งยี้ เจ้าพาลไปเกี่ยวข้องอันใดกับเทียนมึ้งเก็ง"
เต็งลั่งมิได้ตอบคำถามท่าน หันมาทางซุนเซ่งเง็ก กล่าวว่า
"ท่านวันนี้เรียกคนของท่านกลับไป ข้าพเจ้าเมื่อพบพานเล้งอิก สืบเรื่องราวที่เกิดขึ้นแต่หนหลัง ค่อยนำพางึ่นแชฮูหยินกลับคืนท่าน"
ซุนเซ่งเง็กมีสีหน้าไม่ยินยอม เต็งลั่งพลันกล่าวสืบไปว่า
"ข้าพเจ้ารับรอง มิให้ผู้ใดทำร้ายฮูหยินนั้น ท่านวันนี้เลิกราเถิด"
ซุนเซ่งเง็กครุ่นคิดไปมา หากวันนี้ตนหักหาญชิงฮูหยิน เต็งลั่งย่อมช่วยเหลือพวกศิษย์ฮวงจึง เขาเคยเห็นฝีมือเต็งลั่งมา ทว่าที่หวั่นเกรงที่สุด กลับเป็นเกรงเต็งลั่งที่เพิ่งรับบาดเจ็บอาการกำเริบขึ้น
ยามนี้พลันได้ยินเสียงกู่ของอาวเอี้ยงเทียน เต็งลั่งฉุดรั้งโอ้วชีขึ้น แบกท่านไว้บนหลัง หันมากล่าวแก่เตี้ยงโหวว่า
"เตี้ยงแปะแป๊ะ พวกเราไปดูทางโน้น"
เตี้ยงโหวมองไปทางพวกซุนเซ่งเง็ก ย่อมมิอาจละทิ้งทางนี้ไป เต็งลั่งรีบดึงมือท่าน กล่าวว่า
"ท่านเชื่อข้าพเจ้า พวกเขาย่อมไม่ลงมืออีก"
ยังหันมาทางซุนเซ่งเง็ก กล่าวว่า
"หากท่านยังทำร้ายศิษย์ฮวงจึงอีกแม้เพียงปลายนิ้ว ข้าพเจ้าจึงมิยินยอมให้คนของเทียนมึ้งเก็งรอดกลับไป กระทั่งท่านก็มิอาจเช่นกัน..."
ซุนเซ่งเง็กตะลึงวูบ ยังมิทันว่ากล่าวตอบโต้ เห็นเต็งลั่งกับเตี้ยงโหวโลดแล่นสู่หลังคาตึก ต้องรีบสะกิดเท้าติดตาม
พอมาถึงพลันได้กลิ่นโลหิตคละคลุ้ง บนหลังคานอนไว้ด้วยผู้คนกลาดเกลื่อน เป็นศิษย์ฮวงจึงยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดคน ยังมีซออัวอีกสิบสี่นาง...
ประดาพวกนี้บ้างเสียชีวิต บ้างบาดเจ็บสาหัส หลั่งเลือดโทรมกาย เห็นอาวเอี้ยงเทียนกับเตี้ยงโหววิ่งประคองศิษย์ผู้นั้นคราหนึ่ง ผู้นี้คราหนึ่ง ในคำเรียกหายังมีเสียงสะอื้น...
...โอ้วชีก็ลงจากหลังเต็งลั่ง คุกเข่าลงนั่งกับพื้น ทุบหมัดลงราวไม่รู้เจ็บปวด น้ำตายังหลั่งไหลเป็นสาย...
เต็งลั่งกวาดสายตามองไปโดยรอบ เห็นศิษย์สตรีผู้หนึ่งพลิกกายขึ้น จำได้ว่าเป็นศิษย์ในสังกัดอาวเอี้ยงกุนที่เคยเฝ้าระวังงึ่นแชฮูหยิน ต้องรีบสะกิดเท้าเข้าหา คิดถ่ายทอดกำลังแก่นาง
...ศิษย์สตรีนั้นพอลืมตาขึ้นเห็นเต็งกงจื้อ สีหน้ามีแววยินดียิ่ง เห็นที่ทรวงอกและสีข้างนางมีโลหิตหลั่งไหล เต็งลั่งต้องรีบค้นหาผ้าเช็ดหน้า กดบาดแผลห้ามเลือดแก่นาง...
รู้สึกร่างกายนางเย็นอย่างยิ่ง ริมฝีปากยังขยับไปมา คล้ายคิดว่ากล่าวกระไร ต้องรีบก้มศีรษะลงไปฟัง ทว่ามิอาจได้ยินอันใด...
เต็งลั่งรีบถ่ายทอดพลังแก่นาง ยามนั้นพลันเห็นเงาร่างหลายสายโลดแล่นมา คนพอระวังขึ้น พบว่าที่มาล้วนเป็นศิษย์ฮวงจึง
...เตี้ยงโหวสืบเท้าเข้าหา ศิษย์เหล่านั้นพอเห็นพวกท่านก็รีบกรูกันเข้ามา ระล่ำระลักว่า
"เหล่าสตรีชุดดำที่ประมือกับพวกเราบนหลังคาตึก บัดนี้กระจายออกจู่โจม ฝีมือพวกนางยังเหนือกว่าศิษย์ชั้นกลาง ที่ด้านหลังปั่นป่วนอย่างยิ่ง"
เตี้ยงโหวซือเฮียตี๋พอฟังต้องใจหายวูบ เต็งลั่งพลันผุดลุกขึ้นยืน ศิษย์นั้นยังกล่าวอีกว่า
"ยังมี...เอี้ยซิงแซประมือกับสตรีร้ายกาจจากเทียนมึ้งเก็ง บาดเจ็บสาหัสยิ่ง ยามนี้อาวเอี้ยงซิงแซยังติดตามนางเข้าไปในตัวตึก..."
อาวเอี้ยงเทียนร้องถามว่า
"พวกเขาอยู่ที่ตึกใด"
...ศิษย์นั้นยังมิทันตอบคำ เงาคนพลันถลันวูบ ที่แท้เป็นเต็งลั่งโลดแล่นออกไปแล้ว...
ซุนเซ่งเง็กพลันทะยานติดตามมา เต็งลั่งก็ทราบว่าเขาอยู่ด้านหลัง ดังนั้นร้องบอกว่า
"ท่านรีบเรียกผู้คนของท่านกลับไป เราก็จะเรียกพวกเขามิให้ทำร้ายฮูหยินท่าน"
ซุนเซ่งเง็กคิดไล่ให้ทันเต็งลั่ง ทว่าระดับความเร็วยังเป็นรองขั้นหนึ่ง ได้แต่ส่งเสียงไปว่า
"ผู้คนที่ทำร้ายศิษย์ฮวงจึงมิใช่คนของเรา ทว่าเป็นกลุ่มดรุณีของเล้งโกว"
เต็งลั่งพลันร้องถามอย่างสงสัยใจว่า
"ฤาเล้งโกวผู้นั้นมิใช่คนของเทียนมึ้งเก็ง"
ซุนเซ่งเง็กทางหนึ่งถอนใจ ทางหนึ่งตอบกลับไปว่า
"ย่อมเป็นคนของเทียนมึ้งเก็ง ทว่า..."
เต็งลั่งยามร้อนรนพลันเกิดโทสะ ตวาดใส่ซุนเซ่งเง็กว่า
"ท่านมิต้องอย่างโน้นอย่างนี้ คนของเทียนมึ้งเก็งที่มิยินยอมหยุดมือ เรายามพบเห็นจึงสังหารให้หมดสิ้น"
ถึงตอนนี้พลันสะบัดหน้าจากไป ยังเร่งความเร็วขึ้นจนซุนเซ่งเง็กมิอาจติดตามทัน เห็นเพียงเงาร่างเขาพุ่งปราดไปทางด้านหลัง ย่อมมุ่งหน้าสู่ตึกของอาวเอี้ยงกุน
ซุนเซ่งเง็กพลันหันหลังกลับ พอดีพบผู้ติดตามทั้งสองที่โลดแล่นตามมา ดังนั้นร้องบอกว่า
"พวกเราออกจากฮวงจึงในบัดดล หลีกเลี่ยงการปะทะทั้งมวล หากพบพานซออัวนางใด ให้เรียกกลับทันทีเช่นกัน"
บ้วนซิงแซที่ใส่หมวกชาวนาพลันถามว่า
"งึ่นแชฮูหยินเล่า"
ซุนเซ่งเง็กโบกแขนเสื้อคราหนึ่ง กล่าวว่า
"เจ้ามิได้ยินที่เต็งลั่งว่ากล่าว เขาคิดนำพานางกลับคืนเทียนมึ้งเก็งเอง กับเรื่องนี้ยังคงเชื่อถือเขา..."
บ้วนซิงแซย่อมทราบเรื่องราวของเต็งลั่ง ดังนั้นพยักหน้าคราหนึ่ง บุรุษเคราครึ้มอาภรณ์เหลืองพลันถามขึ้นว่า
"อย่างนั้นเล้งโกวเล่า"
ซุนเซ่งเง็กพลันมีสีหน้าเย็นชา กล่าวช้าๆ ว่า
"นางถือดีว่ามีฝีมือสูงส่ง ก็ให้นางช่วยเหลือตนเองเถิด อีกประการ... นางเมื่อมิได้สนใจฟังคำ เราก็มิต้องห่วงใยชีวิตนาง..."
เล้งโกวยามนี้เร่งฝีเท้าลงบันได นางเมื่อครู่เลือกบันไดที่เล็กชัน มิคาด... หนทางกลับเคี้ยวคดลดเลี้ยว นำนางลงไปที่ลึกอย่างยิ่ง...
โลดแล่นจนสุดปลายบันได มิได้พบพานผู้คนแม้สักผู้หนึ่ง กลับเห็นประตูสองบาน...
...นางพลันตวาดอย่างขัดใจ ตึกภูติผีนี้มิทราบมีลวดลายใด ยามนี้ยืนมือดึงประตูทางซ้ายเปิดออก ฝ่ามือเกร็งกำลังเต็มที่...
...มีเสียงดังฟุบคล้ายผู้คนเคลื่อนไหว เล้งโกวตบฝ่ามือฟาดออกโดยฉับพลัน เห็นวัตถุสีขาวปลิวฟูฟ่องขึ้นในอากาศ เล้งโกวรีบถลันไปทางประตูด้านขวา ฟาดด้วยพลังรุนแรง ประตูทั้งบานก็แตกทำลายลง คนพลันกระโจนเข้าไปในทันที...
พอหยั่งเท้าลงพลันพบว่าผิดท่า ภายในห้องกลับมิได้มีพื้นอันใด ที่แท้ทั้งห้องเพียงเป็นบ่อน้ำบ่อหนึ่ง ต้องรีบดึงสภาวะลอยตัวขึ้น โผกลับมาทางเก่า
...ยามนี้ค่อยพบเห็น วัตถุสีขาวที่ล่องลอยในอากาศนั้น เป็นเพียงขนเป็ดที่ใช้ยัดฟูก ห้องทางด้านซ้ายกลับมิได้มีผู้คนลอบทำร้ายนาง เพียงมีฟูกสีขาวซ้อนตั้งเรียงเป็นกองโต วางอยู่แน่นขนัดจนถึงหน้าประตู นางเมื่อครู่พอดึงเปิดออก ฟูกด้านบนพลันล้มลงมา...
...เล้งโกวที่เจ้าโทสะอารมณ์รุนแรง ยามนี้ต้องกรีดร้องอย่างแค้นใจ นางที่ลงบันไดมาถึงที่นี้ เพียงพบห้องเก็บฟูกและบ่อน้ำ หามีสุนัขฮวงจึงโผล่ศีรษะมาไม่...
ยามย้อนกลับมายังเร่งความเร็วขึ้น ชั่วพริบตาก็กลับมาที่ห้องโถงนั้น ยามนี้มิกล้าเลือกใช้บันไดทางซ้าย มิทราบนำพาตนไปพบสุกรภูตผีอันใด ยามร้อนรุ่มพลันตวาดว่า
"พวกเจ้าที่ขี้ขลาดตาขาว ยังมิกล้าออกมาคำนับมารดา"
กล่าวจบคำพลันมีเสียงคล้ายผู้คนเคลื่อนไหว พอเหลียวไปดูหามีผู้ใดไม่ เพียงเห็นภาพวาดอักษรโบราณนั้น นางตวาดออกอย่างคั่งแค้น ตบฝ่ามือใส่ภาพวาด ฉุดดึงร่วงหล่นลง ทว่าที่ด้านหลังหามีช่องทางใด เพียงเป็นผนังหินราบเรียบไร้รอยต่อ นางยามนี้ฟาดพลังออกรอบทาง คิดค้นหาช่องทางลับ นำพาตนไปสู่ที่คุมขังงึ่นแชฮูหยิน...
...นางที่ลนลานอยู่เป็นนาน ยังมิอาจเสาะพบหนทางใด ดังนั้นถลันกลับออกมาที่ด้านนอก...
บนลานตึกกลับว่างเปล่าไร้ผู้คน เอี้ยป้อซัวที่บาดเจ็บปางตายนั้นก็ถูกเคลื่อนย้ายไป ขณะจะโผทะยานขึ้นที่สูง พลันได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งกล่าวว่า
"เรารออยู่เป็นนาน ท่านกลับไปเสียเวลาอยู่ที่ใด"
สุ้มเสียงกลับดังมาจากในตัวตึกนั้น นางยามนี้พลันพุ่งกลับเข้าไป ย่อมจดจำออกว่าเป็นสุ้มเสียงผู้ใด
...เห็นคนผู้นั้นยืนชิดผนังด้านหนึ่ง ท่าทีสงบสบายอารมณ์อย่างยิ่ง คล้ายยังแย้มยิ้มแก่นาง
...เป็นอาวเอี้ยงกุนที่ทนทายาดผู้นั้น...
อาวเอี้ยงกุนในมือมีทวนเล่มหนึ่ง เป็นทวนเหล็กบางหนักเพียงสี่สิบชั่ง เขาที่ยังบอบช้ำ ย่อมมิอาจใช้ทวนหนักเจ็ดสิบชั่งเช่นเอี้ยป้อซัวเมื่อครู่
เล้งโกวชี้หน้าอาวเอี้ยงกุน ตวาดว่า
"เจ้าเหยียบเท้าลงนรกครึ่งทางแล้ว คิดให้เราส่งเสริมอีกครึ่งทาง?"
อาวเอี้ยงกุนส่ายศีรษะคราหนึ่ง ท่าทียังสุภาพเรียบร้อย กล่าวว่า
"ถ้อยคำที่ท่านว่ากล่าว ความจริงสมควรเป็นคำพูดของข้าพเจ้า"
เล้งโกวแค่นเสียงหัวร่อ เกร็งกำลังขึ้นเต็มเหนี่ยว โผนเข้าใส่อาวเอี้ยงกุนที่ยกทวนขึ้นต้านรับ ในใจนางพลันคิดขึ้น เด็กน้อยนี้ขวัญกล้าเทียมฟ้า วันนี้กลับชะตาขาดแล้ว...
นางพอลงมือ ก็กรีดพลังในเซียนไล้จี้ที่กร้าวแกร่ง เห็นดรรชนีจี้วาบไปมาราวสายฟ้าฟาด อาวเอี้ยงกุนก็มิได้ถอยหนี ยังควงทวนเข้าใส่ กระบวนท่ายังเริ่มต้นเช่นเดียวกับเอี้ยป้อซัวเมื่อครู่...
เล้งโกวต้องยิ้มเยาะขึ้น คิดใช้ศาสตราวุธยาวในที่แคบ ย่อมขัดมือขวางเท้ายิ่ง นางยามนี้สืบเท้าเข้าหา พอปล่อยกระบวนท่าออกพลันพบว่าพื้นเบื้องหน้าต่ำลง ต้องเสียหลักวูบหนึ่ง
...อาวเอี้ยงกุนพลันควงทวนเข้ามา กระบวนท่าแม้มิได้รวดเร็วเช่นเอี้ยป้อซัว ทว่าเขายามย่างซ้ายกลับคล้ายย่อลง ย่างขวากลับเบี่ยงสูง ยามโจนขึ้นยังฉวยโอกาสถีบผนังที่เอียงลาด สามารถครอบครองสภาวะที่มีเปรียบ นี่ย่อมเป็นเพราะพื้นห้องและผนังที่ลดหลั่นไปมา...
อาวเอี้ยงกุนโหมรุกไล่เล้งโกวไม่หยุดยั้ง ท่าย่างเท้ากลับกลมกลืนกับสภาพในห้อง เล้งโกวที่เสียหลักหลายครา พลันรู้สึกคล้ายตกไปในค่ายกลแห่งหนึ่ง
นางพลันฉุกคิด... ที่แท้ตึกประหลาดกลับมีลวดลายเช่นนี้ ถึงกับออกแบบให้สอดคล้องกับท่าย่างเท้าในเพลงทวน ยามสมองหมุนนัยน์ตาพร่า ย่อมมิอาจให้การต่อสู้ยืดเยื้อ...
พอตัดสินใจ... คนพลันรวบรวมสมาธิ เกร็งลมปราณขึ้นด้วยพลังในแชเซียนจี้ เห็นใบหน้าและปลายนิ้วมีประกายสีเขียวเรืองรอง เปล่งเสียงท่องมนตร์บทหนึ่งออกมา
...แชเซียนจุติจากฟากฟ้า พำนักบนขุนเขาสูงเสียดเมฆ...
สุ้มเสียงที่เย็นชา บทสวดที่กล่าวกลับไปกลับมา ปรากฏเป็นเสียงสะท้อนในห้องโถง ถึงกับยังมีอานุภาพหนึ่ง...
...อานุภาพที่สะกดผู้คนบทหนึ่ง...
อาวเอี้ยงกุนก็รู้สึกได้ เขาเมื่อครู่ใช้การมีเปรียบของพื้นที่ สามารถจู่โจมเล้งโกวได้หลายกระบวน ทว่าการต่อสู้มิอาจยืดเยื้อเนิ่นนาน เล้งโกวมีพลังลมปราณกล้าแข็ง เพียงสามารถคุมเชิงนางได้ระยะหนึ่ง ยืดเวลาให้นางอ่อนแรง...
เขาย่อมทราบ... หากปล่อยนางออกไปที่ด้านนอก ศิษย์ฮวงจึงที่พานพบนางย่อมเป็นอันตราย ดังนั้นได้แต่รั้งนางไว้ในสภาพนี้...
...คนที่ยังอ่อนแรง ทว่าพอนึกถึงเอี้ยป้อซัวที่ร่อแร่ปางตาย กำลังใจกลับท่วมท้นขึ้น คิดเสี่ยงกับนางสักครา...
ยามนี้พลันได้ยินเล้งโกวกล่าวท่องอันใด สุ้มเสียงที่สอดคล้องกับท่าร่าง กลับคล้ายเป็นพลังลี้ลับประการหนึ่ง อาวเอี้ยงกุนยามรับฟังหลายรอบ พลันรู้สึกตนเองเคลื่อนไหวช้าลง หยาดเหงื่อไหลหลั่งชุ่มโชก ลมปราณภายในเริ่มติดขัด ในคอยังมีโลหิตพุ่งขึ้น ต้องรีบสะกดกลั้นลง...
เล้งโกวเมื่อเรียกสมาธิกลับคืน สีหน้ายังสงบลง หามีร่องรอยโกรธแค้นเช่นเมื่อครู่ไม่ นางยามนี้ถีบร่างขึ้น ล่องลอยในอากาศราวไร้น้ำหนัก ในประกายทวนถี่ยิบยังแลเห็นช่องว่างปรากฏ
...นางพอมีจังหวะก็มิได้รั้งรอ วาดดรรชนีที่เคลือบคลุมด้วยแชเซียนออกไปในบัดดล ความเร็วยังเหนือกว่าสายฟ้าฟาด เมื่อกลางวันนางปล่อยเขาหลุดรอดเพราะความยโสของตน มิได้คิดติดตามสังหาร บัดนี้รับทราบความร้ายกาจคนผู้นี้ ย่อมมิอาจปล่อยให้มีชีวิตสืบต่อ...
...เห็นสายพลังในแชเซียนพุ่งวาบลง ประกายทวนกลับสลายลับ ร่างอาวเอี้ยงกุนก็คล้ายล่องหนไป กลับมีเงาสิ่งใดปรากฏขึ้นทางซ้าย นางพอหันไปก็ได้ยินเสียงดังฉาด พลันรู้สึกร่างลอยละลิ่วขึ้น ที่ทรวงอกคล้ายมีลูกไฟแล่นเข้า ต้องกรีดร้องออกมาสุดเสียง...
...ร่างพอหล่นฟาดลงบนพื้น สายโลหิตฉีดพุ่งกระจาย ยังกระเซ็นใส่ภาพวาดอักษรที่ถูกฉีกดึงลงมา...
เล้งโกวยามนี้ยังโงศีรษะขึ้น จะอย่างไรก็มิอาจเชื่อ...
...โลหิตที่นางกระหายใคร่เห็น กลับเป็นโลหิตที่ตนกระอักออกมาเอง...
|