|
เล้งโกวยามนี้ยันกายขึ้น ในม่านโลหิตพร่างพราย เพียงเห็นเงาร่างสองสาย
...เค้าใบหน้ากลับเลือนราง มิทราบเป็นผู้ใด เพียงเห็นผู้หนึ่งมีชายเสื้อยาว ย่อมเป็นอาวเอี้ยงกุนที่ประมือกับนางเมื่อครู่...
...อีกผู้หนึ่งรูปร่างสูงโปร่ง ในมือยังมีทวน...
เล้งโกวคั่งแค้นจนใคร่คำรามออกมา ย่อมเป็นผู้นี้ที่สอดมือช่วยเหลืออาวเอี้ยงกุน อีกทั้งยังฟาดฝ่ามือใส่นาง
...ฝ่ามือที่รุนแรงหนักหน่วง ฟาดจนหัวใจนางแทบกระดอนออกมา...
ในความเจ็บปวดแสนสาหัส เล้งโกวพลันเบิกตาขึ้น กลับฉุกคิดสิ่งใดได้
พลังที่นางใช้ออกเมือครู่เป็นแชเซียน พลังที่ตบกลับเข้ามาในร่างนางก็เป็นแชเซียนเช่นกัน ทว่าเป็นแชเซียนที่แข็งกร้าวกว่า ดุดันกว่า ยังผสานกับแชเซียนที่นางปล่อยออก หมุนวนกลับเข้าทำร้ายนาง ชีพจรทั่วร่างแทบขาดสะบั้น...
ผู้ที่สามารถใช้พลังในแชเซียน หากมิใช่คนของเทียนมึ้งเก็ง ยังจะมีผู้ใด...
คิดถึงตรงนี้พลันสบถออก ในคำสบถยังมีน้ำขมและโลหิต นางที่แกร่งกร้าวทรนง คิดยันกายลุกขึ้นยืน ทว่ามิอาจกระทำได้ ยิ่งคับแค้นใจจนร่างสั่นระริก
ผู้ที่ร่างสูงโปร่งนั้นพลันก้มลงมา นางยามนี้จึงเห็นใบหน้าเขาถนัดชัดตา ที่สะกิดใจย่อมเป็นดวงตาสุกใสคู่นั้น...
...ดวงตาที่เป็นเช่นเดียวกับเก็งจู้ไม่ผิดเพี้ยน...
ยามนี้พลันนึกขึ้นได้ ต้องร่ำร้องว่า
"เต็งลั่ง?"
นางย่อมรับทราบเรื่องราวของเต็งลั่งมา ต้องเปล่งเสียงหัวร่ออย่างคั่งแค้น ยกมือกุมทรวงอกที่เจ็บร้าว
เต็งลั่งก็แลดูนาง ดูซ้ายดูขวา ดูบนดูล่าง ยังกวักมือเรียกอาวเอี้ยงกุนมาช่วยกันดู ปากก็กล่าวว่า
"กุนเฮีย ท่านว่าน่าประหลาดหรือไม่"
อาวเอี้ยงกุนย่อกายลงข้างเต็งลั่ง ถามว่า
"มีสิ่งใดประหลาด"
เต็งลั่งส่ายหน้าไปมา กล่าวว่า
"ท่านดู พวกเราที่สูงปานนี้ หนักปานนี้ แขนก็ยาวกว่านาง ขายิ่งยาวกว่าหลายคืบ ยามฟาดพลังออกย่อมหนักหน่วง นี่เป็นเรื่องสมเหตุสมผล"
อาวเอี้ยงกุนมิทราบ เต็งลั่งคิดว่ากล่าวกระไร ทว่ายังคงรับคำเออออ เห็นเต็งลั่งแลดูเล้งโกวขึ้นๆ ลงๆ อีกครา พอหันมาก็กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าขบคิดมิเข้าใจ สตรีที่บนผมมีขนเป็ดนางนี้ มิเพียงรูปร่างแบบบาง ช่วงเอวยังคอดกิ่ว ไหล่ยังแคบเล็ก ท้องก็แบนราบ มิทราบใช้สัดส่วนใดเก็บกักพลัง"
อาวเอี้ยงกุนรับฟังจนต้องกลั้นยิ้ม เขาที่มีนิสัยอ่อนโยน มาตรว่าประจักษ์ความโหดเหี้ยมของสตรีที่อยู่ตรงหน้า จะอย่างไรก็มิกล้าว่ากล่าวนาง ได้แต่อ้อมแอ้มรับคำ
...เล้งโกวที่หน้าซีดขาวกลับรับฟังจนโลหิตพลุ่งพล่าน กระอักออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางหลายปีมานี้ติดตามเก็งจู้ที่เย็นชา ย่อมมิคาดฝัน... เต็งลั่งที่ร่วมบิดากับท่าน กลับเป็นเด็กน้อยปากพล่อยผู้หนึ่ง หนำซ้ำยังมีดวงตาซุกซนน่าชิงชังคู่หนึ่ง...
เต็งลั่งพลันเอ่ยกับนางว่า
"ท่านรู้จักนามข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็รู้จักนามท่าน ทว่าข้าพเจ้าจะอย่างไรก็มิอาจเข้าใจ ประดาคนพวกนี้มิได้มีความแค้นเคืองอันใดกับท่าน ท่านสามารถตบสกัดจุดเขา มัดเขาไว้กับต้นไม้ ให้เขาตากน้ำค้างสักคืน ยังสามารถเขียนคำลูกเต่าไว้บนหน้าผากเขา ยามนั้นท่านคิดชิงตัวผู้ใดก็ยังมีเวลาเพียงพอ ทว่าท่านกลับลงมือราวมีความแค้นสังหารบุพการี พอจู่โจมก็มุ่งร้ายหมายชีวิต..."
เล้งโกวข่มกลั้นความเจ็บปวด ยกนิ้วชี้หน้าเต็งลั่ง เค้นเสียงกล่าวว่า
"เจ้าไยมิใช่มุ่งร้ายหมายชีวิตเราเช่นกัน"
เต็งลั่งสั่นศีรษะหลายครา ชี้นิ้วออกเลียนเยี่ยงนาง กล่าวว่า
"เราไหนเลยมุ่งร้ายหมายชีวิตท่าน เพียงตบพลังที่ท่านปล่อยออกกลับคืน ท่านหากลงมือสามส่วน ก็รับกลับเพียงสามส่วน อย่างมากนอนป่วยไข้คืนหนึ่ง รับประทานน้ำโสมหนึ่งถ้วย สงบใจเดินลมปราณ พรุ่งนี้ยังสามารถตีก้นข้าพเจ้าแก้แค้นคืน ทว่าท่านเมื่อครู่ปล่อยพลังถึงสิบส่วน ยังเป็นแชเซียนขั้นสูงสุด มุ่งร้ายตั่วเซี่ยวเจี๊ยะของพวกเราแทบมอดม้วย ข้าพเจ้าพอตบพลังกลับ ท่านจึงกลายเป็นสภาพเช่นนี้"
เล้งโกวรับฟังจนงงงัน มิทราบพลันไปมีตั่วเซี่ยวเจี๊ยะอันใด นางย่อมมิทราบ อาวเอี้ยงกุนเมื่อเยาว์วัยเรียบๆ ร้อยๆ ดังนั้นผู้อื่นเรียกหาเขาเป็นตั่วเซี่ยวเจี๊ยะ
อาวเอี้ยงกุนยามนี้อดมิได้ ต้องยกมือตบศีรษะเต็งลั่งคราหนึ่ง เขาเมื่อครู่อยู่ในห้วงความเป็นตาย เต็งลั่งพอทะยานเข้ามาก็ฉุดดึงทวนเขาเปลี่ยนสภาวะ ยังรั้งเขาไปทางซ้ายของสตรีนางนี้ แทรกตัวเองเข้าระหว่างกลาง ตบพลังแชเซียนของนางกลับคืน ทุกอากัปกริยาต่อเนื่องรวดเร็ว หากมิได้อยู่ในวงย่อมมิอาจสังเกตออก...
...คนที่ฝีมือร้ายกาจปานเทพยดา ทว่าชมชอบล้อเล่นเหลวไหล มิทราบเป็นดาวดวงใดเล็งราศีเกิด...
เต็งลั่งหดศีรษะหลบหนี อาวเอี้ยงกุนกล่าวกับเขาว่า
"มิทราบผู้คนที่ด้านอื่นเป็นอย่างไร"
เต็งลั่งยกมือขึ้น ตบสกัดจุดช่วงล่างของเล้งโกว กล่าวว่า
"ผู้คนที่ด้านอื่นท่านมิต้องเป็นห่วงไป คนของเทียนมึ้งเก็งที่ประมือกับพวกเตี้ยงแปะแป๊ะ ยามนี้คงถอนกำลังแล้ว ส่วนประดาที่มากับสตรีนางนี้ พวกเตี้ยงแปะแป๊ะย่อมจัดการได้"
อาวเอี้ยงกุนสงสัยใจอย่างยิ่ง ถามว่า
"ผู้ที่ประมือกับซือแปะซือเจ็กและบิดาข้าพเจ้า ไฉนพลันถอนกำลัง ฤาท่านลงมือต่อพวกเขา"
เต็งลั่งสั่นศีรษะคราหนึ่ง กล่าวว่า
"ท่านคืนนี้หากต้มหมี่แก่ข้าพเจ้าสามชาม ข้าพเจ้าย่อมบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้รับฟัง ยามนี้รีบเรียกศิษย์ของท่านออกมา นำสตรีนางนี้ไปควบคุมไว้ก่อน"
เล้งโกวที่บาดเจ็บสาหัส อวัยวะภายในบอบช้ำ หนำซ้ำยังโดนสกัดจุดท่อนล่าง รู้สึกไม่ยินยอมอย่างยิ่ง พอดิ้นรนคิดร่ำร้อง เต็งลั่งพลันก้มลงกล่าวว่า
"ท่านก็คิดรับประทานหมี่? ยังคงเอาไว้ก่อนเถิด พรุ่งนี้หากข้าพเจ้ามีเวลา อาจบางทีต้มมาให้ท่านหนึ่งชาม..."
ยามนี้หันมาทางอาวเอี้ยงกุน กล่าวว่า
"นางรับพลังแชเซียนที่หนักหน่วง ยังดีข้าพเจ้ายั้งไว้ส่วนหนึ่ง ทว่านางภายในห้าปีมิอาจใช้กำลัง กระทั่งเข้าครัวต้มน้ำแกงยังเหน็ดเหนื่อยแทบล้มตาย ฮวงจึงหากคิดว่าจ้างนาง ยังคงใช้เพียงงานเบาๆ อย่างเช่น... ยัดฟูกขนเป็ดที่ห้องด้านล่าง..."
เล้งโกวรับฟังจนแทบกลั้นใจตาย กับเต็งลั่งที่ฝังรอยแค้นแก่นาง เพียงเข่นฆ่าสังหารยังมิเพียงพอ ยังต้องฉีกร่างออกเป็นหมื่นชิ้น โยนให้ฝูงแร้งกา
...ทว่านางที่สูญเสียวิชาฝีมือ ยามนี้ยังสามารถกระทำสิ่งใด...
คิดถึงตรงนี้พลันหลั่งน้ำตาออกมา...
...เป็นน้ำตาหยาดแรกในชีวิต...
ฮวงจึงยามนี้ชุลมุนวุ่นวายอย่างยิ่ง จากวิกาลจนเจียนอรุณรุ่ง ยังหามีผู้ใดได้พักผ่อนหลับนอนไม่...
เหล่าศิษย์รุ่นกลางและบ่าวไพร่ดูแลผู้บาดเจ็บ น้ำตายังมิได้เหือดแห้ง ยามคิดถึงพี่น้องที่เสียชีวิต หัวใจพลันปวดร้าว ที่หลั่งไหลออกมายังคล้ายเค้นจากโลหิต...
บนตึกใหญ่ยังตึงเครียดยิ่งกว่า ยามนี้ห้ามบ่าวไพร่ผู้ใดขึ้นไป มีเพียงศิษย์รุ่นใหญ่หกคนที่อนุญาตให้รั้งอยู่
...ในเสียงร่ำไห้ยังมีผู้คนบ่นพึมพัม ห่วงใยอาการเป็นตายของเอี้ยซิงแซ ยังกังวลกับเล้งจงก้วงที่ล้มป่วยกะทันหัน...
เมื่อศัตรูล่าถอยหมดสิ้น เตี้ยงซิงแซจับดรุณีชุดดำเป็นตัวประกันได้หลายคน พวกเขายามนั้นพลันพบว่า เล้งจงก้วงมิทราบหายไปที่ใด
ยามร้อนรนวิ่งวุ่นหา สุดท้ายพบท่านอยู่ในตึกหลังที่สอง นอนคว่ำมิได้สติที่หน้าประตูห้องเก็บอาวุธ บ่าวไพร่ที่พบท่านต้องร้องขอบคุณสวรรค์ หากท่านล้มลงที่ด้านใน มิว่าผู้ใดก็มิสามารถช่วยเหลือ เนื่องเพราะผู้ที่ถือกุญแจห้องเก็บอาวุธ มีเพียงจึงจู้กับจงก้วงท่านเท่านั้น กระทั่งเตี้ยงซิงแซก็มิได้มีสำรอง...
...ฟังว่ายามนี้อาวเอี้ยงซิงแซกับเต็งกงจื้อผลัดกันถ่ายทอดลมปราณ เหนี่ยวรั้งสายใยชีวิตแก่เอี้ยซิงแซ...
...เตี้ยงซิงแซก็ถ่ายทอดพลังแก่อาวเอี้ยงเซี่ยวเอี้ย ยังคิดถ่ายทอดต่อโอ้วซิงแซ ทว่าท่านมิยินยอม กริ่งเกรงศัตรูย้อนกลับมา หามีผู้เข้มแข็งหลงเหลือรับมือ...
...เล้งจงก้วงก็พักรักษาตัวบนตึกใหญ่ เนื่องเพราะท่านมีความสำคัญยิ่ง ต้องมีผู้เฝ้าระวัง
...จึงจู้ยามนี้อยู่ที่แดนไกล ฮวงจึงเกิดเหตุร้ายแรงคร่าชีวิต ขวัญผู้คนพลันร่วงหล่นหาย เพียงหวัง... มิได้มีผู้เสียเลือดเนื้ออีก...
ในห้องทางปีกซ้ายตึกใหญ่ เต็งลั่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง ฝ่ามือทาบบนหลังเอี้ยป้อซัว ถ่ายทอดลมปราณรักษาอาการเขา ตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงบัดนี้ ยังมิได้พักผ่อนแม้แต่น้อย
อาวเอี้ยงเทียนก็นั่งอยู่ที่โต๊ะ ท่านความจริงคิดถ่ายทอดพลังสลับกับเต็งลั่ง ทว่าเขาตั้งแต่เริ่มลงมือ จนบัดนี้ยังมิยินยอมลุกขึ้น เห็นสีหน้าเขาอ่อนล้าอย่างยิ่ง นัยน์ตาสุกใสยังหม่นลง คิดว่ากล่าวให้เขาหยุดมือ กลับกริ่งเกรงทำลายสมาธิ เกิดผลร้ายต่อเอี้ยป้อซัว
...ท่านยามนี้ครุ่นคิดไตร่ตรอง ที่ทำร้ายเอี้ยป้อซัวเป็นแชเซียน เต็งลั่งก็ล่วงรู้วิชาแขนงนี้ หนำซ้ำยังรู้ลึกซึ้งอย่างยิ่ง สามารถถ่ายทอดลมปราณ สกัดความบอบช้ำมิให้ลุกลาม ถึงกับเชี่ยวชาญราวผู้บัญญัติ...
ความจริงเต็งลั่งรู้วิชาในแชเซียนมิใช่เรื่องประหลาด เม่งไอ่ซีที่เป็นจึงจู้ฮูหยิน ยังมีศักดิ์เป็นเซี่ยวก่าจู้ของน่ำไฮ้ก่า วิชาเหล่านี้ย่อมสามารถร่ำเรียนมา เล้งอิกที่เป็นสามีนางก็สามารถใช้บางท่า เต็งลั่งที่เป็นสหายสนิทของพวกเขาย่อมสามารถร่ำเรียนเช่นกัน ทว่าท่านคิดอย่างไรก็มิเข้าใจ หากเพียงร่ำเรียนจากเม่งไอ่ซี ไฉนพลันบรรลุถึงขั้นสูง...
...ท่านย่อมรับทราบพลังฝีมือของจึงจู้ฮูหยิน นางแตกฉานหลายแขนง ทว่าเพียงฝึกฝนระดับหนึ่ง มิได้ก้าวสู่ขั้นสูงสุด...
นึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนวาน เต็งลั่งพอปรากฏกาย ยี่เก็งจู้ก็หยุดยั้งลง หนำซ้ำยังว่ากล่าวเจรจาราวญาติมิตร...
ท่านยามนี้มองดูเต็งลั่ง มั่นใจว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับเทียนมึ้งเก็ง... เพียงมิทราบ... เด็กน้อยที่ตนรักเอ็นดูนี้ มีศักดิ์ฐานะใดกับศัตรูของฮวงจึง...
คิดไปคิดมาพลันเห็นเต็งลั่งขยับกาย คิดใคร่ลงจากเตียง ต้องรีบลุกขึ้นถลันเข้าหา เรียกหาว่า
"ลั่งยี้ เจ้าเป็นอย่างไร"
เต็งลั่งประคองเอี้ยป้อซัวนอนลง สีหน้าคนบาดเจ็บยามนี้ปรากฏเลือดฝาด คนถ่ายทอดลมปราณกลับซีดเซียวกว่า
อาวเอียงเทียนพอเข้าใกล้เต็งลั่งก็คล้ายปะทะลมร้อนวูบ ต้องรีบยื่นมือขึ้นแตะหน้าผากเขา ร้องว่า
"เจ้าตัวร้อนอย่างยิ่ง"
...เต็งลั่งฝืนยิ้มขึ้น ในฉับพลันมีโลหิตซึมขึ้นที่มุมปาก บาดแผลลึกที่ทรวงอกกำเริบอีกครา เขาใช้เวลาหลายชั่วยามถ่ายทอดกำลังแก่เอี้ยป้อซัว ขับโลหิตเสียออกจากร่าง ยังเปิดชีพจรให้ลมปราณเดินสะดวก ใช้พลังออกไปมากมาย กระเทือนถึงตนเองที่ยังไม่สมบูรณ์ ยามนี้รู้สึกดวงตาพร่าพราย กระทั่งอาวเอี้ยงแปะแป๊ะที่เบื้องหน้ายังมองเห็นมิชัดแจ้ง...
คนพอฝืนกายทรงตัว ร่างพลันสั่นระริก ศีรษะหนักหน่วงอย่างยิ่ง พอก้าวมาข้างหน้ายังเสียหลักล้มลง อาวเอี้ยงเทียนที่จับตาอยู่ต้องรีบรับไว้ ร้องเรียกศิษย์ที่อยู่ภายนอกให้เข้ามา
...ศิษย์สองคนที่เฝ้าระวังอยู่รีบผลักประตูเปิดออก เห็นยี่ซือเจ็กโอบอุ้มเต็งลั่ง ต้องระล่ำระลักถามว่า
"เต็งกงจื้อเป็นไรแล้ว"
อาวเอี้ยงเทียนสั่งพวกเขาเรียกบ่าวไพร่จัดห้องหับด้านข้าง เตรียมน้ำอุ่นสองถังใหญ่ ถังหนึ่งสำหรับเอี้ยป้อซัว อีกถังสำหรับเต็งลั่ง ท่านยามนี้ประคองเต็งลั่งลงบนพื้น ทาบฝ่ามือคิดถ่ายทอดพลังแก่เขา ทว่าเต็งลั่งกลับเบี่ยงกายออก กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
"อาวเอี้ยงแปะแป๊ะอย่าได้วิตกไป ข้าพเจ้ารับประทานหมี่สามชาม จากนั้นนอนหลับตื่นหนึ่ง ก็จะกลับเป็นเช่นเดิมแล้ว"
อาวเอี้ยงเทียนพลันมีน้ำตารื้น ลูบศีรษะเขา กล่าวว่า
"ไฉนรับประทานเพียงสามชาม ยังต้องรับประทานเจ็ดชาม เราจึงเข้าครัวต้มหมี่แก่เจ้าด้วยตนเอง ยังจะตุ๋นไก่..."
เต็งลั่งพลันนึกถึงเถ้าแก่เนี้ยที่เฮียงเทียนเล้า วันสุดท้ายที่ตนพบพาน นางคล้ายบอกว่ามีเนื้อแพะตุ๋นโถหนึ่ง ยามนี้จึงกล่าวว่า
"แปะแป๊ะท่านรู้วิธีตุ๋นเนื้อแพะ? ข้าพเจ้าคิดรับประทานกับบะหมี่"
อาวเอี้ยงเทียนก็ยิ้มออกมาทั้งน้ำตา กล่าวว่า
"อย่าว่าแต่เนื้อแพะ ต่อให้เจ้าวันนี้คิดรับประทานช้างตัวหนึ่ง แปะแป๊ะยังต้องเร่งรีบเสาะหา"
เตี้ยงโหวโอ้วชีพลันเดินอย่างเร่งร้อนเข้ามา ท่านย่อมทราบเรื่องราวจากศิษย์ทั้งสอง ที่ด้านหลังยังมีอาวเอี้ยงกุน ทุกผู้คนล้วนมีสีหน้ากังวล อีกทั้งซีดเซียวเพราะอดนอน
ได้ยินโอ้วชีถามอย่างห่วงใยว่า
"เด็กน้อยที่คิดรับประทานช้างเป็นไรไป"
เต็งลั่งคิดตอบโต้หยอกล้อโอ้วเจ่กเจ็กคราหนึ่ง ทว่าคนพอถูกโอบอุ้มขึ้นก็พลันสลบไสล มิว่าผู้ใดเรียกหาก็ล้วนไม่ได้ยินแล้ว...
อรุณไขแสง ขับไล่ความมืดมนปลาสนาการสิ้น...
เล้งอิกยืนอยู่หน้าลำธาร สีหน้าสดชื่นกระปรี้กระเปร่า เขายามนี้ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ชุดใหม่ เมื่อครู่ยังรับประทานข้าวหอม
...ลำธารน้อยแยกมาจากเทียนไล้กัง (ลำน้ำสวรรค์กราย) สถานที่นี้เป็นต้นทาง สักครู่หากออกเดินทาง เพียงสองชั่วยามก็จะถึงเทียนไล้กังแล้ว...
เมื่อคืนก่อน บุรุษที่ลู่เช่าจื้อนำพามา ช่วยกันขึงกระโจมสี่หลัง ลิ้มเต็กเฮียะกับเซียงกงจู้พักร่วมกันหลังหนึ่ง ลู่เช่าจื้อกับเล้งอิกหลังหนึ่ง ที่เหลือสองหลังย่อมเป็นของบุรุษที่มาจากเทียนไล้กังเหล่านั้น
...พวกเขามิเพียงนำเสื้อผ้าอาภรณ์มาให้ผลัดเปลี่ยน ยังมีข้าวปลาอาหาร ภาชนะหุงต้ม กระทั่งใบชายังนำติดมา...
...ชาที่มีรสหวาน ถึงกับเจือน้ำผึ้งลงไป เล้งอิกยามเยาว์วัยรู้สึกเป็นรสชาติแปลกอย่างยิ่ง เมื่อเติบใหญ่ได้รับประทานอีกครั้ง กลับรู้สึกทั้งอร่อยทั้งหอมหวน...
...ยามนี้คิดใคร่โลดแล่นนำขบวน เดินทางสู่มารดาโดยพลัน ทว่าเซียงกงจู้หลังรับประทานต้องชมวิวทิวทัศน์ ดังนั้นได้แต่สงบใจรอคอย...
ลิ้มเต็กเฮียะก็ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ สถานที่นี้ร้อนอย่างยิ่ง ดังนั้นนางเพียงสวมใส่เสื้อสั้นตัวหนึ่ง กางเกงยาวปักลายบุปผา คลุมทับด้วยกระโปรงแพรสีขาวบางเบา ย่อมเป็นเครื่องแต่งกายของสตรีในเทียนไล้กัง...
เซียงกงจู้ก็แต่งกายคล้ายกัน ทว่าเสื้อด้านในเป็นสีขาว บนผมเผ้าก็ปักปิ่นหยกขาว ต่างหูยังเป็นมุกคู่หนึ่ง...
...ลิ้มเต็กเฮียะที่เดินเป็นเพื่อนนางชมวิวทิวทัศน์ ยามนี้ลอบสังเกตมอง รู้สึกว่าเซียงกงจู้งดงามอย่างยิ่ง หากนางพบพานกลางดึก ย่อมมิเชื่อว่าเป็นผู้คน ทว่าเป็นเทพธิดาจากดวงจันทร์...
เซียงกงจู้พลันเอ่ยขึ้นว่า
"ท่านแลดูเราเป็นครึ่งค่อนวัน ใช่รับประทานใบหน้าเราอิ่มหนำหรือไม่"
ลิ้มเต็กเฮียะต้องรีบแย้มยิ้มขึ้น กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเมื่อเช้ารับประทานข้าวอิ่มหนำ ย่อมมิคิดรับประทานใบหน้าท่าน"
เซียงกงจู้ก้มลงชื่นชมดอกฮู้ที่เบ่งบาน ยังเด็ดดอกหนึ่งขึ้น หยิบยื่นให้ลิ้มเต็กเฮียะ กล่าวว่า
"ดอกฮู้ขาวบริสุทธิ์นี้เหมาะสมกับท่าน ยังคงเสียบไว้ที่มวยผม"
ลิ้มเต็กเฮียะต้องรู้สึกยินดีในใจ เซียงกงจู้ที่มักปั้นหน้าเย็นชา ยามนี้กลับมีน้ำใจต่อนาง ต้องกล่าวขอบคุณหลายครั้ง รีบปักดอกฮู้ไว้ที่มวยผม
เซียงกงจู้แลดูลิ้มเต็กเฮียะครู่หนึ่ง พลันเอ่ยถามขึ้นว่า
"ท่านมิได้โกรธเคืองเรา"
ลิ้มเต็กเฮียะพลันงุนงงขึ้น รีบสั่นศีรษะกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าไหนเลยมีเหตุโกรธเคืองท่าน"
เซียงกงจู้คล้ายยิ้มเล็กน้อย กล่าวว่า
"เราเมื่อวานให้เล้งอิกละทิ้งท่านมา ท่านมิได้โกรธเคืองเรา"
ลิ้มเต็กเฮียะสั่นศีรษะพัลวัน กล่าวว่า
"นั่นย่อมเป็นแผนการล้ำเลิศของท่าน ดังนั้นพวกเราทั้งสามจึงรอดอยู่"
เซียงกงจู้แลดูลิ้มเต็กเฮียะอีกครา ยามนี้ทอดถอนใจกล่าวว่า
"บอกต่อท่าน แผนการที่เราคิดเมื่อวาน กระทั่งเราเองก็มิได้มั่นใจ เราเพิ่งพบพานจูเพ่งเอ็ง ย่อมมิทราบนางเลือดเย็นปานใด อาจบางทีนางพอพบเห็นท่านก็สังหารทิ้ง"
ลิ้มเต็กเฮียะเพียงก้มลงดูชายกระโปรงตนเอง มิทราบสมควรว่ากล่าวอันใด เซียงกงจู้พลันเอ่ยสืบต่อไปว่า
"เรายามนั้นเพียงคิด หากเล้งอิกนำพาเราท่านเดินทางพร้อมกัน ระดับความเร็วย่อมลดลง หากจูเพ่งเอ็งติดตามทัน ย่อมเป็นอันตรายยิ่ง ดังนั้นเราใคร่ครวญว่า ระหว่างพวกเราทั้งสาม ชีวิตผู้ใดมีความสำคัญ..."
ลิ้มเต็กเฮียะรับฟังจนอ้าปากค้าง เซียงกงจู้ยามนี้หันหลังให้นาง กล่าวว่า
"เล้งอิกเป็นสหายเต็งลั่ง ชีวิตเขาย่อมสำคัญอันดับหนึ่ง เราจะอย่างไรก็มิอาจให้เขาตกตาย ยิ่งไม่อาจให้ตกตายในขณะที่เราร่วมทาง ดังนั้นเราเกลี้ยกล่อมเขา ให้เขานำพาเราหลบหนีก่อน เรายังบอกเขาว่า ท่านที่เป็นคนของเทียนมึ้งเก็ง พวกจูเพ่งเอ็งย่อมมิกล้าลงมืออันใด เรายามว่ากล่าวออกไป กลับมิได้มั่นใจแม้แต่น้อย หากจูเพ่งเอ็งมิได้หวั่นเกรงเทียนมึ้งเก็ง ท่านย่อมมีอันตรายยิ่ง..."
...คนทอดถอนใจหนักหน่วง นิ่งงันไปชั่วครู่จึงว่ากล่าวสืบต่อ...
"ระหว่างทางเราพูดคุยกับเล้งอิก กล่อมเกลาให้จิตใจเขาสงบลง ในเวลานั้นเราตัดสินใจว่า หากเล้งอิกยังพลุ่งพล่านสับสน เราจึงมิปล่อยให้เขาย้อนกลับมาช่วยท่าน โชคยังดี เล้งอิกสามารถสงบจิตใจ เราที่มาไกลระยะหนึ่ง ทราบว่าตนเองปลอดภัยไร้กังวล ดังนั้นยินยอมให้เขาย้อนกลับไป..."
ถึงตอนนี้พลันหันกลับมา มองสบตาลิ้มเต็กเฮียะ กล่าวว่า
"เราคิดให้ท่านทราบ ชีวิตท่านมิได้มีความสำคัญต่อเรา เราเพียงห่วงใยเล้งอิก และยังห่วงใยตนเอง ดังนั้นต่อไปนี้ ท่านมิต้องสำนึกขอบคุณเรา ท่านมิได้มีอันใดติดค้างเราแม้แต่น้อย"
กล่าวจบพลันสาวเท้าจากไป ลิ้มเต็กเฮียะที่ยืนซึมเซากลับเรียกรั้งไว้ กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
"ข้าพเจ้าก็คิดให้ท่านทราบ เรื่องราวเมื่อวานไม่ว่าท่านที่แท้คิดอย่างไร ข้าพเจ้ายังต้องขอบคุณท่าน หากท่านตัดสินใจโดยลังเล ระหว่างพวกเราอาจบางทีมีผู้บาดเจ็บล้มตาย อีกประการ..."
...ยามนี้นางพลันหยุดลง จ้องมองเซียงกงจู้ครู่หนึ่ง แววตายังคงมีความนับถือเลื่อมใส
เซียงกงจู้พลันถามขึ้นว่า
"ยังมีอีกประการใด"
ลิ้มเต็กเฮียะจ้องมองนางด้วยดวงตากระจ่างดังทารก กล่าวตอบว่า
"...อีกประการ... หากข้าพเจ้าเป็นท่าน ก็จะตัดสินใจเช่นเดียวกัน ดังนั้นข้าพเจ้าทราบ ท่านเมื่อกระทำลงไป ในใจรู้สึกเช่นไร วันนี้ที่ท่านบอกเล่าออกมา ย่อมแสดงว่าท่านหาได้ชืดชาไร้น้ำใจไม่ มารดาข้าพเจ้ามักบอก ผู้ที่เปลือกนอกเย็นชาราวหินศิลา ภายในมักละเอียดอ่อนนุ่มนวล ยังมีน้ำใจอุ่นระอุ..."
เซียงกงจู้พอฟังจบคำก็หันกายไป ลิ้มเต็กเฮียะยังคงเดินตามนาง สีหน้าแจ่มใสเบิกบาน ในใจรู้สึกเป็นสุขยิ่ง...
...ลิ้มเต็กเฮียะที่เป็นสุข เนื่องเพราะก่อนที่เซียงกงจู้จะหันกายไป พลันมีรอยยิ้มปรากฏขึ้น
...เป็นรอยยิ้มที่นุ่มนวลอย่างยิ่ง บริสุทธิ์จริงใจอย่างยิ่ง...
|