เต็งลั่งพอลืมตาขึ้นก็เห็นรอยยิ้มสดใส...
เขากระพริบตาไปมา ขับไล่ความมึนงงในศีรษะ พอลุกขึ้นก็คว้าจับคนที่ยืนอยู่ข้างเตียง
...ย่อมเป็นคนที่มีรอยยิ้มสว่างไสวผู้นั้น...

ได้ยินเสียงร้องอุทาน คนก็ก้มศีรษะลง เรียกหาอย่างแผ่วเบาว่า
"เต็งกงจื้อ..."
เต็งลั่งยามนี้ค่อยเห็นถนัดชัดตา พบว่าเป็นศิษย์สตรีรุ่นกลางนางหนึ่ง จากอาภรณ์บ่งบอกว่าอยู่ในสังกัดอาวเอี้ยงกุน เขามิทราบเคยพบเห็นนางจากที่ใด รู้สึกคุ้นตาอย่างยิ่ง
พอรู้สึกตัวต้องรีบปล่อยนางออก กล่าวว่า
"ขอโทษท่าน"
ศิษย์สตรีนั้นถอยหลังก้าวหนึ่ง นางเมื่อครู่ลอบแลดูเต็งกงจื้อ เข้าใจว่าเขายังสลบไสลมิได้สติ มิคาดเขาพลันลืมตาขึ้น ยังฉวยข้อมือนางไว้ ในใจพลันเต้นแรง ทั้งตกใจทั้งเขินอาย...

ยามนี้ต้องรีบกล่าวว่า
"ข้าพเจ้ารับคำสั่งซือแป๋ คอยเฝ้าดูแลท่านที่นี้ ท่านเมื่อฟื้นคืน ข้าพเจ้ายังคงรีบไปรายงาน"
เต็งลั่งผุดลุกขึ้นนั่ง มองดูนางอย่างพินิจ ถามไถ่ว่า
"ท่านเรียกว่ากระไร พวกเราใช่เคยพบเห็นกันมาก่อน?"
ศิษย์สตรีนั้นน้อมกายลง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าแซ่เจี่ย เรียกว่าอ่วงอ้วง (อ่อนโยนนุ่มนวล) เต็งกงจื้อท่านย่อมมิเคยพบพานข้าพเจ้ามา ทว่าเมื่อคืนท่านช่วยเหลือเจ้เจ๊ข้าพเจ้า ใช้ผ้าเช็ดหน้าห้ามเลือดแก่นาง เจ้เจ๊กับข้าพเจ้ามีรูปโฉมคลับคล้ายกัน นางเรียกว่าซวนซวน (งามชดช้อย)"
เต็งลั่งต้องร้องอ้อคำหนึ่ง เขาย่อมจดจำศิษย์สตรีที่บาดเจ็บบนหลังคาตึกได้ ยามนี้รีบถามขึ้น
"เจ้เจ๊ท่านยามนี้เป็นอย่างไร"
อ่วงอ้วงมองเต็งลั่งอย่างสำนึกขอบคุณ กล่าวว่า
"เจ้เจ๊ข้าพเจ้าพ้นขีดอันตราย นางเมื่อคืนยังย้ำหลายครา ให้ข้าพเจ้าซักผ้าเช็ดหน้าท่านให้สะอาดเอี่ยม จากนั้นจึงค่อยส่งคืน"

เต็งลั่งพลันยิ้มใส่นาง ดวงตาสุกใสกระจ่างราวดวงดาว อ่วงอ้วงแลดูเขาแวบหนึ่ง ในใจพลันเต้นตึกตัก ยามนี้ต้องย่อกายลง จากนั้นสาวเท้าออกจากห้อง รีบไปรายงานอาวเอี้ยงกุนที่ห้องด้านข้าง
...เต็งลั่งผุดลุกขึ้นยืน มองไปยังนอกหน้าต่าง เห็นแดดแผดจ้าอย่างยิ่ง น่ากลัวเป็นยามโง่วแล้ว...
...เมื่อถึงยามโง่ว อดมิได้ต้องครุ่นคิดคำนึง ในใจยังล่องลอยชั่วขณะ จนได้ยินเสียงฝีเท้าผู้คนจึงหลุดจากภวังค์...

ที่เข้ามาย่อมเป็นเตี้ยงโหวซือเฮียตี๋ ยังมีอาวเอี้ยงกุนอีกผู้หนึ่ง อ่วงอ้วงที่เอียงอายนั้นก็ติดตามอยู่ด้านหลัง
โอ้วชีสืบเท้าถึงตัวเขาก่อนผู้ใด มือกว้างใหญ่ลูบคลำศีรษะเขา แยกเขี้ยวยิ้มพลางกล่าวว่า
"เด็กน้อยเจ้าใช่หลอมขึ้นจากเหล็กไหล? พักผ่อนเพียงไม่กี่ชั่วยามก็ฟื้นตื่นมา"
เต็งลั่งชำเลืองดูอ่วงอ้วง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าความจริงก็มิคิดตื่น ทว่าในห้วงนิทราพลันฝันว่ามีผู้คนส่งรอยยิ้มให้ ดังนั้นรีบลุกมาชมดู"
โอ้วชีตบหลังเขาเบาๆ กล่าวว่า
"ที่ส่งยิ้มให้เจ้าน่ากลัวเป็นหนอนในท้องที่คิดรับประทานหมี่"
เต็งลั่งหัวร่อฮาฮา อาวเอี้ยงเทียนรีบกล่าวว่า
"เจ้ารีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เราเมื่อครู่ลงครัวเตรียมหมี่ไว้เจ็ดชาม ยังมีเนื้อแพะตุ๋นอีกโถใหญ่"
เตี้ยงโหวที่เฝ้าดูอยู่ด้านข้างพลันเอ่ยว่า
"เรารู้จักอาวเอี้ยงแปะแป๊ะเจ้ามาแต่เยาว์วัย วันนี้เพิ่งเห็นเขาเข้าครัวปรุงอาหาร"
โอ้วชีรีบร้องว่าไม่ถูกต้อง เตี้ยงโหวย่อมมีสีหน้างุนงง โอ้วชีพลันยิ้มล้อเลียนท่าน กล่าวว่า
"ยี่ซือเฮียไหนเลยมิเคยปรุงอาหารมาก่อน เรายังจำได้ คราวที่กุนยี้อายุครบเดือน ยี่ซือเฮียเข้าครัวต้มไข่หลายใบ* พวกเราล้วนได้รับแจกถ้วนหน้า"
เตี้ยงโหวสั่นศีรษะถอนหายใจ พึมพัมว่า
"ต้มไข่ไหนเลยนับเป็นปรุงอาหาร"

ประดาผู้ที่อยู่ในห้องพลันหัวร่อขึ้นโดยพร้อมเพรียง กระทั่งเตี้ยงโหวที่สัตย์ซื่อก็ยังอดมิได้ต้องหัวร่อไปด้วย อ่วงอ้วงที่ด้านหลังก็รู้สึกคล้ายหัวใจชุ่มชื้นขึ้น
...พวกท่านที่ผ่านพ้นค่ำคืนเลวร้าย นัยน์ตายังแดงช้ำ บาดแผลในใจกดทับหนักอึ้ง ยามนี้สามารถปลดปล่อยอารมณ์ชั่วครู่ ย่อมเป็นนิมิตหมายอันดี...
...ท่านมิว่าประสบเรื่องรันทดปานใด ต้องรู้จักปลุกปลอบตนเอง มิเพียงทรงกายยืนหยัด ยังต้องแย้มยิ้มอีกสักครา...

(*ประเพณีชาวจีน เมื่อทารกอายุครบเดือน บิดามารดาจึงทำไข่ต้มทาสีแดงแจกจ่ายญาติมิตร)


เต็งลั่งเมื่อรับประทานอิ่มหนำ เข้าไปเยี่ยมดูเอี้ยป้อซัวคราหนึ่ง เห็นเขายังหลับไหลไม่ได้สติ ดังนั้นตนลงมาที่ห้องโถงชั้นล่าง

ยามยืนเดียวดายหันมองรอบห้อง นัยน์ตาพลันหยุดอยู่ที่เก้าอี้นวมสามตัวนั้น...
เก้าอี้ตัวใหญ่ที่ขาแกะสลักเป็นรูปเสือ ย่อมเป็นของเล้งอิก อีกสองตัวกลับเป็นของเขาและเม่งไอ่ซี วันที่เขาหวนกลับมาอีกครั้ง เล้งอิกยังนัดหมายให้มาสนทนากันที่นี้ ทว่าพวกเขายังมิทันเผชิญหน้าพรักพร้อม ผู้คนของเทียนมึ้งเก็งพลันบุกรุกเข้ามา กระทั่งเม่งไอ่ซียังถูกทำร้าย...
...วันนี้เก้าอี้สามตัวยังคล้ายรอพวกตนอยู่ คนกลับอยู่คนละฟากฟ้า มิทราบเมื่อใดจึงสามารถกลับมาโดยพร้อมเพรียง...

คิดถึงตอนนี้พลันทรุดกายลง ในใจปวดร้าวยิ่ง...
คนหากมาโดยพร้อมหน้า ใช่สามารถคืนดีดังกาลก่อน?...
เล้งอิกที่ขุ่นข้องเรื่องระหว่างเขากับเม่งไอ่ซี สุดท้ายสามารถเข้าใจพวกเขา?...
...ยังมี ... เล้งอิกหากทราบฐานะของตนในเทียนมึ้งเก็ง มิทราบคิดทำเช่นใด...
...สถานที่อบอุ่นพักพิงนี้ ตนยังสามารถย่างกรายเข้ามา?

ได้ยินเสียงฝีเท้าต้องรีบลุกขึ้นยืน ที่แท้เป็นเตี้ยงโหวซือเฮียตี๋และอาวเอี้ยงกุน
เต็งลั่งพลันฝืนยิ้มขึ้น เห็นอาวเอี้ยงเทียนจับจ้องมองเขา แววตายังห่วงใยอาทร ทว่าหากมองลึกลงไป ยังเห็นรอยเคลือบแคลงแฝงเร้น...
...เขาย่อมทราบ ท่านไฉนพลันมีแววตาเช่นนี้...
โอ้วชีที่หยาบกร้านก็ตระหนักได้ ท่านเมื่อวานก็ย่อมนึกสงสัยมา มีเพียงอาวเอี้ยงกุนที่มิทราบความอันใด ทว่ารู้สึกบรรยากาศพลันผิดแผก ต้องเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นว่า
"พวกท่านคิดสนทนากันที่นี้? ให้ข้าพเจ้าเรียกบ่าวยกน้ำชามาหรือไม่"
อาวเอี้ยงเทียนกล่าวแก่บุตรชายว่า
"พวกเราคิดไถ่ถามเรื่องราวบางประการจากลั่งยี้ เจ้าให้บ่าวยกน้ำชามา ตัวเจ้าก็ออกไปก่อนเถิด"
อาวเอี้ยงกุนสงสัยใจอย่างยิ่ง ยามหันกายไปพลันได้ยินเต็งลั่งกล่าวว่า
"กุนเฮียโปรดรั้งอยู่ "
ยามนี้ได้แต่หันกลับมาอีกครา เต็งลั่งแลดูพวกเขาทีละคน กล่าวอย่างเชื่องช้าว่า
"เรื่องที่พวกท่านคิดไถ่ถาม กุนเฮียย่อมสามารถรับฟัง"
เตี้ยงโหวพลันเดินเข้ามา จับไหล่สองข้างของเขา กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
"พวกเราที่คิดไถ่ถาม ทว่าหากเจ้ามิต้องการว่ากล่าว ก็มิต้องลำบากใจไป ยังสามารถรอจนจึงจู้กลับมาค่อยสนทนากัน"
เต็งลั่งก้มศีรษะลง ครุ่นคิดคราหนึ่งพลันกล่าวว่า
"เรื่องนี้จะอย่างไรพวกท่านก็ต้องทราบ ดังนั้นมิต้องรั้งรอผู้ใด"

โอ้วชีพลันลากเก้าอี้ออกมา ทั้งยังร้องหาบ่าวรับใช้ให้จัดน้ำชา ท่านเรียกเต็งลั่งให้นั่งลงเคียงข้าง โอบไหล่เขา นัยน์ตายังมีแววรักใคร่ดุจเดิม กล่าวว่า
"เจ้าบอกต่อโอ้วเจ่กเจ็ก ไฉนพาลไปรู้จักยี่เก็งจู้ผู้นั้น"
ท่านที่น้ำใจคุกรุ่น เฉียบขาดเยี่ยงชายชาตรี ยามนี้ครุ่นคิด ต่อให้เต็งลั่งเป็นสหายของยี่เก็งจู้นั้น ตนก็ยังจะรักเอ็นดู หนำซ้ำยังไว้เนื้อเชื่อใจ...
เต็งลั่งแลสบตาพวกท่าน กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเพียงพบยี่เก็งจู้นั้นสองครา ทว่าก่อนที่จะเล่าเรื่องอื่นใด พวกท่านสมควรทราบสาเหตุที่เทียนมึ้งเก็งบุกรุกฮวงจึงและห้าสำนักใหญ่"
เตี้ยงโหวซือเฮียตี๋ย่อมกระหายใคร่ทราบอย่างยิ่ง ดังนั้นเต็งลั่งบอกเล่าแก่พวกท่าน เริ่มจากการแตกแยกของน่ำก่าทั้งสี่ จนกระทั่งถึงการประลองของเล้งทิเจ็งและเจ็งไฮ้ ล้วนเป็นดังที่เขารับทราบมาจากน่ำไฮ้ก่าจู้

เตี้ยงโหวซือเฮียตี๋รับฟังจนนิ่งงัน อาวเอี้ยงกุนก็พึมพัมว่า
"จึงจู้ท่านก่อนประมือกับเจ็งเก็งจู้ผู้นั้น กลับมิได้มีคนในรับทราบ"
เต็งลั่งพยักหน้าคราหนึ่ง โอ้วชีพลันส่ายศีรษะไปมา กล่าวอย่างคับแค้นว่า
"ทว่ากับเรื่องฮ้วยหงส์ตั๊กนั้น ย่อมมิใช่ท่านลงมือ เราแม้ตกตายเกิดใหม่อีกร้อยครั้ง ยังไม่เชื่อว่าเป็นผู้ใดของฮวงจึงกระทำเรื่องสามานย์เช่นนี้"
อาวเอี้ยงเทียนคิดอย่างรอบคอบ พลันกล่าวว่า
"พวกเราย่อมเชื่อว่าจึงจู้ท่านก่อนมิใช่คนเช่นนั้น ทว่าพวกเทียนมึ้งเก็งย่อมมิอาจเชื่อ..."
เตี้ยงโหวก็กล่าวเสริมขึ้นว่า
"พวกเขาที่บุกรุกครานี้ เป็นเพราะความเข้าใจผิดจากครั้งก่อน หากแต่... พิษอยู่ที่ปลายทวน พวกเรายังสามารถอธิบายอันใด"

พวกท่านว่ากล่าวกันเนิ่นนาน ยังมิสามารถหาข้อแก้ไข ยามนี้อาวเอี้ยงเทียนพลันนึกถึงสิ่งใดขึ้นมา ต้องหันมองเต็งลั่ง เอ่ยถามว่า
"เจ้าทราบเรื่องราวนี้จากผู้ใด"
เต็งลั่งตอบตามตรงว่า
"เป็นน่ำไฮ้ก่าจู้บอกเล่าต่อข้าพเจ้า"
อาวเอี้ยงเทียนถามอีกว่า
"น่ำไฮ้ก่าจู้ไฉนพลันบอกเล่าต่อเจ้า"
เต็งลั่งก้มศีรษะลง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าถือกำเนิดที่น่ำไฮ้ก่า ดังนั้นท่านจึงรู้จักข้าพเจ้า"
...เตี้ยงโหวซือเฮียตี๋พลันอุทานออกมา พวกท่านยามนี้เพิ่งทราบ เต็งลั่งกลับถือกำเนิดในสถานที่เดียวกับเม่งไอ่ซี...
โอ้วชีก็จ้องหน้าเต็งลั่ง ถามอย่างสงสัยว่า
"เจ้าเป็นคนของน่ำไฮ้ก่า เรื่องนี้กลับมิเคยมีผู้ใดเอ่ยถึงมา ฤาจึงจู้ที่เป็นสหายเจ้าก็มิได้ทราบ"
เต็งลั่งสั่นศีรษะกล่าวว่า
"ข้าพเจ้ามิใช่คนของน่ำไฮ้ก่า เพียงแต่พักอาศัยที่นั้นกับมารดา"
อาวเอี้ยงเทียนซักไซ้ว่า
"มารดาเจ้าไฉนรู้จักผู้คนของน่ำไฮ้ก่า"
เต็งลั่งย่อมมิอาจบอกเรื่องราวระหว่างมารดาตนกับน่ำไฮ้ก่าจู้ ดังนั้นได้แต่ตอบว่า
"ท่านที่รู้จักผู้คนของน่ำไฮ้ก่า เนื่องเพราะท่านเป็นธิดาของน่ำตี่ก่าจู้"
อาวเอี้ยงเทียนอุทานดังอา ยามนี้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น ปมที่ขมวดในใจคลี่ออกเปลาะหนึ่ง... เต็งลั่งที่รู้จักยี่เก็งจู้เทียนมึ้งเก็งนั้น ที่แท้เพราะเป็นลูกหลานน่ำก่า...

ยามปลอดโปร่งโล่งใจยังถามต่อไปว่า
"มารดาเจ้าเป็นเซี่ยวก่าจู้ของน่ำตี่ก่า อย่างนั้นบิดาของเจ้าเล่า"
โอ้วชีพลันหัวร่อฮาฮา ตนยามนี้ก็สบายใจอย่างยิ่ง ยังตบหลังเต็งลั่งคราหนึ่ง กล่าวว่า
"บิดาของเด็กน้อยนี้ย่อมเป็นคนกวางตุ้งผู้หนึ่ง คืนนี้ยังคิดท้าต่อยตีเราในฝัน"
ยามแยกเขี้ยวแย้มยิ้มใส่เต็งลั่ง กลับเห็นเขามิได้ว่ากล่าวตอบคำ หนำซ้ำยังนั่งนิ่งอย่างยิ่ง
อาวเอี้ยงเทียนย่อมเห็นว่ามีอันใดผิดไป ดังนั้นถามขึ้นอีกคราว่า
"บิดาเจ้าก็เป็นคนของน่ำก่าสายหนึ่ง?"

เต็งลั่งพยักหน้าช้าๆ ถอนใจหลายครั้งหลายครา สุดท้ายตัดสินใจกล่าวว่า
"บิดาข้าพเจ้าก็เป็นคนของน่ำก่า ท่านใช้แซ่เจ็ง... เป็นเจ็งไฮ้ที่ตกตายในมือบิดาของเล้งอิก"


ห้องพักชั้นบนเงียบสงัดอย่างยิ่ง...
คนแม้ตื่นอยู่ บ่าวรับใช้ยังยืนข้างเตียง กลับหามีผู้ใดว่ากล่าวเจรจาไม่...

บ่าวรับใช้สูงวัยนั้นยืนนิ่งงัน นัยน์ตามองตรงไปที่หน้าต่าง แลดูวิหคที่จับเจ่าบนต้นเอ็ง พวกมันที่รับประทานผลเอ็งอิ่มหนำสำราญ ยังคล้ายคิดพักชมวิวทิวทัศน์...
...เขายามนี้เพียงชมดูวิหค มิกล้าเอ่ยปากอันใด ทั้งยังมิกล้าขยับเขยื้อนกาย...
...หากเล้งจงก้วงยังมิเอ่ยปาก เขาย่อมมิกล้ากระทำก่อน...

เล้งจงก้วงนั่งนิ่งอยู่บนเตียง ตั้งแต่ที่ท่านฟื้นตื่นมา มิเพียงไม่คิดดื่มกิน ยังมิได้ว่ากล่าวอันใด กระทั่งหมอที่มารักษายังโบกมือไล่ไป
...ท่านคล้ายจมนิ่งอยู่ในภวังค์ ตัดขาดสรรพสิ่งภายนอก...
บ่าวชรานั้นหวั่นเกรงอย่างยิ่ง ท่านเมื่อวานล้มคว่ำกับพื้น มิทราบศีรษะกระทบกระเทือนหรือไม่ อาจบางทีมีโลหิตหลั่งไหลภายใน ทว่าท่านมิยินยอมให้ผู้ใดดูอาการ ดังนั้นมิทราบทำอย่างไร
...ตนความจริงคิดรายงานเตี้ยงซิงแซ ทว่าพวกท่านทั้งคืนเฝ้ารักษาอาการศิษย์ที่บาดเจ็บ ยังมีห่วงกังวลที่ด้านของเอี้ยซิงแซและเต็งกงจื้อ ยามนี้ได้ยินว่าพวกท่านอยู่ในห้องโถงสนทนา ห้ามศิษย์และบ่าวไพร่เข้าไปรบกวน ดังนั้นตนจึงมิกล้าเสนอหน้า...

จับเจ่าอยู่เนิ่นนาน พลันได้ยินเล้งจงก้วงเอ่ยขึ้น
"เซี่ยวฮ้ง ขอผ้าเช็ดหน้าให้เราผืนหนึ่ง"
บ่าวนั้นต้องลิงโลดใจยิ่ง เล้งจงก้วงสามารถจดจำนามของเขาได้ ศีรษะย่อมมิได้กระทบกระเทือน ยามนี้เดินเหินอย่างรวดเร็ว หยิบผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำส่งให้ท่าน
...เห็นเล้งจงก้วงลุกขึ้นยืน ยังเรียกหาเสื้อคลุมยาว ต้องรีบถามว่า
"จงก้วงท่านคิดออกไปที่ด้านนอก?"
เล้งจงก้วงผงกศีรษะช้าๆ ถามว่า
"เตี้ยงซิงแซอยู่ที่ใด"
บ่าวนั้นชะงักวูบหนึ่ง เล้งจงก้วงตั้งแต่ฟื้นคืนมา ยังมิได้สนทนากับผู้ใด พวกเขาก็มิกล้ารายงานท่านถึงเรื่องราวเมื่อคืน กริ่งเกรงกระทบกระเทือนจิตใจ ยามนี้ท่านคิดหาเตี้ยงซิงแซ เขาพลันนึกหวาดหวั่น หากท่านรับรู้เรื่องผู้บุกรุกที่สังหารผู้คนราวผักปลา มิทราบอาการพลันกำเริบหรือไม่...
...ยามครุ่นคิดเนิ่นนาน เล้งจงก้วงพลันสะกิดใจขึ้น หันมาจ้องมองเขา นัยน์ตายังวาวโรจน์ ถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดว่า
"ที่แท้เมื่อคืนเกิดเรื่องราวใด เจ้ารีบบอกออกมา"

บ่าวนั้นพลันอ่อนระทวยลงกับพื้น ยามนี้ย่อมมิกล้าปิดบัง ต้องบอกเล่าไปจนหมดสิ้น กระทั่งจำนวนผู้คนที่ล้มตายยังจำแม่นยำอย่างยิ่ง...


ในห้องโถงด้านล่างก็เงียบเหงา ผู้คนทั้งห้าที่นั่งอยู่ หามีผู้ใดเอ่ยปากไม่...

มีเพียงเสียงอาวเอี้ยงกุนรินน้ำชา เตี้ยงโหวก็ยกจอกขึ้น ดื่มน้ำชาที่ยังอุ่นจัดรวดเดียวหมดสิ้น...
มิเพียงคิดใช้ชาอุ่นดับความแห้งโหย ยังดับความเย็นเยียบในจิตใจ...
ท่านที่เพิ่งรับฟังเรื่องราวของเต็งลั่ง ทั้งกลัดกลุ้มกังวล ทั้งสะทกสะท้อนเวทนา

อาวเอี้ยงกุนลอบชำเลืองดูเต็งลั่ง เห็นเขายังนั่งนิ่งเฉย น้ำชาในจอกยังมิเคยพร่องไป ดังนั้นเอ่ยขึ้นว่า
"ลั่งยี้ ข้าพเจ้ารินชาจอกใหม่ให้ท่าน?"
เต็งลั่งกลับมิได้ตอบคำ คล้ายมิได้ยินคำว่ากล่าวนั้น โอ้วชีพลันหยิบจอกชาเย็นเยียบของเต็งลั่งขึ้นดื่ม จากนั้นส่งให้อาวเอี้ยงกุน กล่าวว่า
"ชาวันนี้เพียงพอแล้ว เราคิดดื่มสุรา"
อาวเอี้ยงกุนแลดูเตี้ยงโหว ปกติตั่วซือแปะมักห้ามผู้คนดื่มสุรา ทว่าวันนี้กลับมิได้ว่ากล่าวอันใด ต้องรีบกล่าวแก่ซาซือเจ็กว่า
"ข้าพเจ้ามีซำฮวยจิ้ว (สุราสามบุปผา) ซือเจ็กท่านชมชอบหรือไม่"
โอ้วชีร้องสมใจยิ่งสามครา พออาวเอี้ยงกุนขยับลุกขึ้น เตี้ยงโหวพลันตบโต๊ะลง กล่าวด้วยเสียงอันดังว่า
"ในเวลานี้ยังดื่มสามบุปผาอันใด ที่ห้องเก็บสุรายังมีฮุงจิ้ว (สุราขาวรสแรง) จากซานซี ยังมิรีบไปหยิบมา"

อาวเอี้ยงกุนรับฟังจนสมใจ ตั่วซือแปะที่ปกติไม่ดื่มสุรา วันนี้กลับเรียกเขายกฮุงจิ้วที่แรงกว่าเกาเหลียงมา ต้องรีบรับคำลุกขึ้นโดยทันที
...โอ้วชีตบหลังตบไหล่เต็งลั่ง กล่าวด้วยเสียงก้องกังวาน คล้ายให้ได้ยินกันถ้วนหน้า
"พวกเราวันนี้เมามายกันสักครา ลืมเลือนทุกสิ่งหมดสิ้น เราคืนนี้ฝันถึงมารดาเจ้า เจ้าก็ฝันถึงเจ้เจ๊เรา เยี่ยงนี้ดีหรือไม่"
อาวเอี้ยงเทียนก็สะท้อนใจอย่างยิ่ง กับปมปัญหายุ่งเหยิงมิทราบสมควรแก้ไขเยี่ยงไร ยามนี้ได้ยินถ้อยคำซาซือตี๋ พลันคิดสลัดเรื่องราวทั้งมวลลงเช่นกัน กล่าวว่า
"พวกเราพอเมามายก็ไปเสาะหายิ่วยิ้ว (หยาดเยิ้ม) สักนาง... ง่อง้อ (ผุดผาด) สักนาง... รำลึกถึงครั้งเก่าก่อนที่เรานำพาพวกเจ้าไป"

เตี้ยงโหวรับฟังถ้อยคำซือตี๋ เพียงผงกศีรษะเห็นด้วย มิได้คิดระงับแม้สักอย่าง เต็งลั่งกลับก้มหน้าค้อมกายลง หลังไหล่สะท้านขึ้น น้ำตาหยาดหยดลงบนพื้น
...คนที่เก็บกดบาดแผลในใจเนิ่นนาน มิว่ากับผู้ใดก็มิอาจบอกเล่า ที่คิดลืมกลับมิอาจลืม วันนี้บาดแผลโดนสะกิดขึ้น อึดอัดพลุ่งพล่านจนแตกสลาย ทุกเรื่องราวล้วนประเดประดัง ดังนั้นมิอาจอดกลั้นสืบต่อ...
อาวเอี้ยงเทียนลุกขึ้นเดินไปที่เขา ก้มลงโอบกอดไว้ กล่าวอย่างปลอบโยนว่า
"ลั่งยี้ เจ้ามิว่ามีความเป็นมาเยี่ยงไร ที่นี้ยังมีแปะแป๊ะเจ่กเจ็กดังเดิม เรายังกล้ารับประกัน จึงจู้หากทราบเรื่องนี้ ยังนับเจ้าเป็นสหายเช่นเก่าก่อน พวกเจ้าที่เติบโตมาด้วยกัน..."

กล่าวถึงตอนนี้เต็งลั่งพลันดิ้นรนลุกขึ้น เขาที่คล้ายพังทลาย พลันจ้องมองอาวเอี้ยงเทียน กล่าวด้วยเสียงปนสะอื้นว่า
"เล้งอิกหากยึดถือข้าพเจ้าเป็นสหาย ใช่ยอมคืนคนของข้าพเจ้ามาหรือไม่..."
เตี้ยงโหวและโอ้วชีแลสบตากันอย่างงงงัน อาวเอี้ยงเทียนที่เข้าใจเรื่องราวลึกซึ้งกว่าย่อมคาดเดาได้มากหลาย ต้องรีบฉุดรั้งเต็งลั่ง กล่าวว่า
"พวกเราพูดเรื่องนี้กันทีหลังดีหรือไม่"
เต็งลั่งปัดมือท่านออก หันหลังสะกิดเท้าจากไป ยังสวนกับอาวเอี้ยงกุนที่ยกสุรามา เตี้ยงโหวโอ้วชีลุกขึ้นร้องเรียกเขา ทว่าคนมิเพียงไม่หันกลับ ยังพุ่งทะยานออกนอกตึก พอติดตามมาก็มิเห็นแม้เงา

เตี้ยงโหวสั่นศีรษะอย่างงุนงง เอ่ยถามอาวเอี้ยงเทียนว่า
"ที่ลั่งยี้ให้จึงจู้คืนคน ใช่หมายถึงฮูหยินที่พวกเราจับมานั้น"
อาวเอี้ยงเทียนถอนใจหลายครา ซือเฮียซือตี๋ที่สัตย์ซื่อ ผู้หนึ่งทุ่มเทชีวิตให้สำนัก อีกผู้หนึ่งเพียงสนใจมรรคาบู๊ กับเรื่องราวทางโลกยังไร้เดียงสายิ่ง
...ท่านเมื่อครู่ฟังว่าเต็งลั่งเติบโตในสถานที่เดียวกับเม่งไอ่ซี ตนยังมิกล้าคิดเรื่องลึกซึ้งอันใด ทว่ากับถ้อยคำที่เต็งลั่งว่ากล่าวประโยคสุดท้าย ผสานกับเรื่องราวระหว่างเล้งอิกและเม่งไอ่ซีที่ตนรับทราบ ทั้งสองคล้ายมีกำแพงน้ำแข็งคั่นกลาง สิบปีมานี้ยังแยกหอห้อง ท่านย่อมคาดเดาเรื่องราวได้โดยตลอด...

คิดไปคิดมาพลันรู้สึกสับสนยุ่งเหยิง ต้องเรียกบุตรชายรินสุราโดยพลัน อาวเอี้ยงกุนที่มิทราบเรื่องราวใดได้แต่ปรนนิบัติพวกท่านอย่างเงียบงัน ยามว้าวุ่นขัดข้องพลันได้ยินเสียงฝีเท้าที่เชื่องช้า ทั้งหมดพอหันไปมองก็เห็นเล้งจงก้วงเดินลงมา...
...ท่านพอเห็นเตี้ยงโหวซือเฮียตี๋ก็รีบทำความเคารพ กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนล้าระโหยว่า
"ซิงแซทั้งสามท่าน ข้าพเจ้ามีเรื่องสำคัญคิดบอกเล่าสักครา..."