ท้องฟ้าสดใสกระจ่าง เมฆขาวลอยอยู่ประปราย
ลิ้มเต็กเฮียะตากแดดจนพวงแก้มเป็นสีแดงเรื่อ ความอิดโรยบนดวงหน้าล้วนสลายคลาย นัยน์ตายังแจ่มใสดังลูกกวางน้อย...

นางมิว่าเหลียวไปทางใดล้วนเห็นเป็นสนุกสนาน ผู้คนรอบกายที่ยิ้มแย้มอบอุ่น ต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจี มาตรว่าอากาศร้อน ยังมีสายลมพัดให้ความเย็น ...
สถานที่นี้งามสะพรั่งด้วยพฤกษานานาพันธ์ ที่ไกลตายังมีเนินเขาทอดยาว ฟังว่าลำน้ำใหญ่ที่ไหลผ่านมีต้นกำเนิดจากหุบเขานั้น เบื้องบนยังมีน้ำตกสายหนึ่ง...
...บ้านช่องผู้คนกลับผิดแผกจากที่นางเคยอยู่อาศัย ประดาคนที่นี้ใช้หญ้าแห้งสานขึ้นเป็นฝาผนัง ก่อเกิดลวดลายวิจิตรพิสดาร บนหลังคายังมีไม้เลื้อยขึ้นปกคลุม บ้างยังออกดอกสลับสีพราวตา
...นี่ย่อมเป็นเทียนไล้กังที่เลื่องลือ...

นางหันไปทางด้านหลัง เห็นเล้งอิกเดินเคียงข้างเซียงกงจู้ ผู้คนมากหลายดาหน้ามาต้อนรับพวกท่าน กับเซียงกงจู้ยังว่ากล่าวในอีกภาษาหนึ่ง สำเนียงกลับคล้ายทำนองดนตรี ลิ้มเต็กเฮียะต้องรับฟังจนเคลิบคลิ้ม
ยามนี้สะกิดแขนลู่เช่าจื้อ ถามว่า
"ลู่กอกอ พวกท่านล้วนถือกำเนิดที่นี้?"
ลู่เช่าจื้อผงกศีรษะหลายครา กล่าวว่า
"ใช่แล้ว ใช่แล้ว เราเกิดที่นี้ปีวอก อานั้มเกิดที่นี้ปีมะโรง"
ลิ้มเต็กเฮียะพลันกล่าวว่า
"ข้าพเจ้ากลับคิดถือกำเนิดจากสถานที่งดงามเช่นนี้บ้าง"
ลู่เช่าจื้อหัวร่อคักคัก กล่าวว่า
"ที่ผ่านไปแล้วย่อมมิอาจเรียกกลับ ท่านแม้มิได้เกิดสถานที่นี้ ยังสามารถตกแต่งสามีให้กำเนิดบุตรที่นี้"
ลิ้มเต็กเฮียะที่ไร้เดียงสาพอฟังก็มิได้เอียงอาย ยังปรบมือร้องว่า
"ดีอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าจึงหาสามีพื้นถิ่นนี้ ให้กำเนิดบุตรที่นี้หลายคน"

เซียงกงจู้กับเล้งอิกก็สาวเท้าขึ้นมา เห็นลิ้มเต็กเฮียะปรบมือร่ำร้อง สีหน้าสดชื่นแจ่มใส มิทราบพูดคุยกันเรื่องใด เซียงกงจู้พลันถามว่า
"พวกท่านมีเรื่องน่ายินดี"
ลู่เช่าจื้อรีบตอบว่า
"ย่อมเป็นเรื่องน่ายินดี ลิ้มเซี่ยวโกวเนี้ยคิดตกแต่งบุรุษในเทียนไล้กัง ให้กำเนิดบุตรหลานแก่พวกเรา"
เซียงกงจู้ครึ่งยิ้มครึ่งบึ้ง มิได้ว่ากล่าวกระไร เล้งอิกก็ได้แต่กระแอมกระไอ ลิ้มเต็กเฮียะเห็นพวกท่านมีสีหน้าประหลาด ดังนั้นกล่าวว่า
"ฤาพวกท่านเห็นว่าเช่นนี้ไม่ดี โอ... ใช่แล้ว ข้าพเจ้ามิอาจตกแต่งก่อนโหงวกอกอ ต้องรออีกหลายปี ให้ท่านแต่งกับเซี่ยวเท้งสมปรารถนา ข้าพเจ้าจึงค่อยเสาะหาสามีผู้หนึ่ง"

เซียงกงจู้หันไปว่ากล่าวสิ่งใดแก่ลู่เช่าจื้อคราหนึ่ง นางที่เจรจาเป็นภาษาในเทียนไล้กัง เล้งอิกกับลิ้มเต็กเฮียะย่อมมิอาจเข้าใจ เห็นลู่เช่าจื้อได้แต่หดศีรษะลง กล่าวคำว่า
"ต่อไปเราจึงมิกล้าแล้ว"
ลิ้มเต็กเฮียะมิอาจระงับความสงสัยใคร่รู้ ได้แต่ถามว่า
"พวกท่านว่ากล่าวกระไร"
เซียงกงจู้พลันออกเดินขึ้นหน้าไป ลู่เช่าจื้อหันมากระซิบว่า
"นางเรียกเราคราหลังอย่าได้ชักชวนท่านออกนอกลู่ทาง"
ลิ้มเต็กเฮียะยังงุนงงมิเข้าใจ คิดถามไถ่สืบต่อ ทว่าที่เบื้องหน้าพลันมีสุ้มเสียงอึงอล เล้งจึงจู้ก็แทรกกายผ่านผู้คนไปอย่างรีบร้อน ต้องรีบสาวเท้าติดตามไปที่ด้านหลัง

เห็นเสลี่ยงคันหนึ่งถูกแบกหามมาจากที่ไกล ผู้ที่อยู่บนนั้นสวมใส่อาภรณ์สีเขียวอ่อน ยามเข้ามาใกล้ลิ้มเต็กเฮียะจึงเห็นว่าเป็นสตรีนางหนึ่ง...
...สตรีที่งดงามสุดดินแดนนางหนึ่ง...

บนอาภรณ์ไหมที่นางสวมใส่ ปักไว้ด้วยเพชรพลอยสีขาว ยามต้องแสงแดดยังมีประกายวิบวับ ต่างหูและเครื่องประดับศีรษะกลับเป็นมรกต...
ลิ้มเต็กเฮียะชมดูจนลมหายใจชะงักค้าง ผู้ที่งดงามสูงส่งราวสุรางค์จากฟากฟ้า นางไหนเลยเคยพบเห็นมาก่อน
...ยามตะลึงงันกับภาพเบื้องหน้า เห็นเล้งอิกก้าวออกไป ส่งเสียงเรียกว่า
"มารดา..."
...สตรีนางนี้กลับเป็นเพ็กกงจู้แห่งลำน้ำสวรรค์กราย...

บุรุษที่หามเสลี่ยงพลันย่อกายลง วางเสลี่ยงนั้นลงบนพื้น เพ็กกงจู้ก็เยื้องย่างลงมา ท่ามกลางผู้คนห้อมล้อมหน้าหลัง นางยังสามารถแลเห็นเล้งอิกจากที่ไกล
เล้งอิกรีบคำนับมารดา เพ็กกงจู้ก็แย้มยิ้มขึ้น เรียกชื่อเขาคำหนึ่ง ทว่ามิได้แสดงกริยาอื่นใด ลิ้มเต็กเฮียะพลันรู้สึกผิดประหลาด หากนางยามนี้พบพานมารดา ต้องรีบโถมเข้ากอดท่านให้หายคิดถึง ทว่าเล้งจึงจู้เพียงคำนับท่านคราหนึ่ง มารดาท่านก็เรียกนามบุตรชายคำหนึ่ง ช่างเป็นบุตรกับมารดาที่ห่างเหินนัก...

เซียงกงจู้ยามนี้ก็เดินเข้ามา ย่อกายคารวะนางคราหนึ่ง ได้ยินเพ็กกงจู้เอ่ยอย่างสนิทสนมว่า
"เด็กน้อยที่ดื้อรั้น ยังรอคอยผู้คนในยามโง่ว?"
เซียงกงจู้ก้มหน้าแย้มยิ้ม กล่าวว่า
"ย่อมรอคอยทุกวันคืน กงจู้ท่านสบาย?"
เพ็กกงจู้พยักหน้ากล่าวว่า
"เราสูงวัยปานนี้ เพียงเห็นกระต่ายโลดเต้นวิหคทำรัง ก็เพลิดเพลินสำราญยิ่ง ย่อมอยู่สบายทุกค่ำเช้า"

ยามนี้หันมาทางเล้งอิก กล่าวว่า
"พวกเราไปว่ากล่าวเจรจากันที่บ้าน"
เล้งอิกก้มศีรษะรับคำ เพ็กกงจู้ก็ก้าวขึ้นเสลี่ยงให้ผู้คนหามกลับไป เซียงกงจู้พลันย่างเท้ามาที่เล้งอิก กล่าวว่า
"ข้าพเจ้ายามนี้แยกไปก่อน หากมีเรื่องราวใดค่อยให้ผู้คนไปเรียกหา"
เล้งอิกพยักหน้าคราหนึ่ง เซียงกงจู้กับลู่เช่าจื้อก็แยกไปอีกทาง ลิ้มเต็กเฮียะมิทราบสมควรไปที่ใด ได้แต่สาวเท้าติดตามเล้งอิก

ที่ริมน้ำสุดปลายทางมีบ้านน้อยหลังหนึ่ง กลับมิได้ก่อขึ้นด้วยหญ้าสาน เห็นเพ็กกงจู้พอลงเสลี่ยงก็ก้าวเข้าไปในนั้น เล้งอิกพลันหันมาทางลิ้มเต็กเฮียะ กล่าวว่า
"นี่เป็นบ้านที่สร้างด้วยดินเหนียว"
ลิ้มเต็กเฮียะรู้สึกแปลกใหม่อย่างยิ่ง ถามไถ่ว่า
"ไฉนจึงผิดแผกจากบ้านหลังอื่นที่นี้"
เล้งอิกยิ้มน้อยๆ ตอบว่า
"มารดาข้าพเจ้ามักมีความคิดสร้างสรรค์ ท่านบางคราสร้างบ้านด้วยไม้ไผ่ บางคราด้วยหนังสัตว์ บางคราใช้ดินเหนียว บางคราใช้ดินทรายผสมโคลน มีอยู่ครั้งหนึ่งยังใช้ผ้าไหมหลายพับ"
ลิ้มเต็กเฮียะเบิกนัยน์ตาโต กล่าวว่า
"หากฝนตกจะทำอย่างไรเล่า"
เล้งอิกตอบคำว่า
"นางชมชอบทดลองอย่างยิ่ง ดังนั้นมิเพียงใช้ดินหรือผ้า ยังเคลือบทาด้วยไข บางครั้งยังใช้ขนห่านป่าปกคลุม"
ลิ้มเต็กเฮียะพลันรู้สึก มารดาเล้งจึงจู้พิสดารน่าสนใจยิ่ง หากนางเมตตาตน วันข้างหน้ายังคิดใคร่เรียนวิชาสร้างบ้านด้วยขนห่านป่าดูสักครา ทว่าคิดไปคิดมา กว่าจะได้บ้านหนึ่งหลัง น่ากลัวถอนขนห่านหมดฝูงยังมิเพียงพอ...
...นางมัวแต่ครุ่นคิดเหลวไหล ยามนี้เห็นเล้งอิกสาวเท้าเข้าประตู ต้องรีบวิ่งติดตามไปในทันที...

พอย่างเท้าเข้าก็สวนกับสตรีสี่นางที่เดินออก เห็นพวกนางสวมอาภรณ์สีเขียวเข้ม บนศีรษะประดับด้วยห่วงทอง ยามเดินผ่านก็แย้มยิ้มอย่างอ่อนหวาน ลิ้มเต็กเฮียะอดมิได้ต้องคิดถึงกิมแชฮูหยินที่เป็นย่าของนาง ท่านก็มีสตรีรับใช้สี่นาง ทว่าสวมอาภรณ์ชุดแดง สีหน้ากลับกระด้างไร้ความรู้สึก พอพบเห็นต้องรู้สึกหนาวเหน็บ ต่างจากสถานที่นี้ลิบลับ
...ยามนี้ครุ่นคิดขึ้น ทั้งสองล้วนมีตัวอักษร "เทียน" ที่หมายถึงฟากฟ้าหรือแผ่นดินสวรรค์ ที่หนึ่งเป็นเทียนมึ้ง อีกที่เป็นเทียนไล้ ทว่าบรรยากาศกลับแตกต่างนัก พลันรู้สึกสวรรค์ช่างกลั่นแกล้งตน ไฉนส่งไปเกิดในเทียนมึ้ง มิได้ส่งมาที่เทียนไล้แห่งนี้...

ลิ้มเต็กเฮียะสาวเท้าตามเล้งจึงจู้ พอเข้ามาก็เห็นเพ็กกงจู้นั้นยืนหันหลังให้พวกนาง ที่เบื้องหน้ามีภาพวาดขนาดใหญ่ ในภาพเห็นน้ำตกหลั่งไหลเป็นสาย ที่ริมน้ำยังมีนกกระเรียนคู่หนึ่ง...
นางยามนี้เหลียวมองโดยรอบ เห็นภายในบ้านตกแต่งอย่างเรียบง่าย ทว่าเครื่องประดับทุกชิ้นล้วนเป็นของมีราคา ที่ผนังด้านหนึ่งจัดวางหิ้งไม้ บนหิ้งล้วนตั้งไว้ด้วยเครื่องเงินทอง ยังมีขิมตัวหนึ่ง ขลุ่ยเลาหนึ่ง ที่ด้านบนสุดก็จัดวางแจกันหยกขาวเก้าใบ ล้วนแกะสลักอย่างประนีตอ่อนช้อย...

เพ็กกงจู้ยามนี้หันกายกลับมา ย่างเท้าเข้าหาบุตรชาย ตรงเข้าสวมกอดเขาแนบแน่น พอปล่อยออกยังยกมือขึ้น ลูบคลำใบหน้าเขา ดวงตาที่จับจ้องมองมีประกายรักใคร่ลึกซึ้ง กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลไพเราะว่า
"อิกยี้ เจ้าดูคล้ำลงไป สีหน้าก็ยังอิดโรย"
เล้งอิกก็แลดูมารดา ได้กลิ่นหอมที่คุ้นเคยแต่เยาว์วัย จิตใจพลันสงบอย่างประหลาด กล่าวว่า
"ท่านกลับมิได้เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย"
เพ็กกงจู้ก็แย้มยิ้มแล้ว ดวงหน้ากระจ่างจนคล้ายภายในห้องสว่างไสวขึ้น
"เจ้ายามเป็นเด็กน้อย กริยาวาจาคล้ายคลึงบิดา วันหนึ่งว่ากล่าวกับเรานับคำได้ ยามนี้เติบใหญ่ขึ้น จึงรู้จักชมเชยเราที่แก่เฒ่า"
เล้งอิกต้องรีบกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าไหนเลยชมเชย เพียงว่ากล่าวตามจริง"

ลิ้มเต็กเฮียะที่ด้านข้างชมดูจนหัวใจพลันอบอุ่น ที่แท้เมื่ออยู่ที่ด้านนอก เพ็กกงจู้รักษากริยาไว้ มิได้แสดงออกต่อหน้าผู้คน
...คิดไปคิดมา เซียงกงจู้ก็คล้ายเป็นเช่นนี้ พวกนางล้วนเป็นกงจู้นางหนึ่ง ย่อมมีกฎระเบียบของพวกนาง มิอาจเอะอะเร่อร่าเช่นตนที่เป็นดรุณีสวนบุปผา...

เพ็กกงจู้พลันหันมาทางลิ้มเต็กเฮียะ ส่งสายตามองเล้งอิกเป็นเชิงไถ่ถาม
ลิ้มเต็กเฮียะต้องรีบย่อกายคารวะ เล้งอิกก็กล่าวว่า
"นางเรียกว่าลิ้มโกวเนี้ย เคยฝึกทวนที่ฮวงจึงมา"
เขามิทราบสมควรอธิบายเรื่องราวของลิ้มเต็กเฮียะเยี่ยงไร ยามนี้ได้แต่บอกเช่นนี้ก่อน
เพ็กกงจู้ก็พยักหน้ารับ กล่าวว่า
"ท่านยังเยาว์วัยยิ่ง ตรากตรำเดินทางคงเหนื่อยยากนัก"
ลิ้มเต็กเฮียะรีบปฏิเสธโดยพลัน กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าทำสวนดอกไม้ ขุดดินถางหญ้าทั้งวัน ร่างกายแข็งแรงดังแม่โคตัวหนึ่ง มิได้เหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย"

เพ็กกงจู้แย้มยิ้มอีกครา ในรอยยิ้มยังมีแววเอ็นดู นางเดินไปที่โต๊ะข้างหน้าต่าง หยิบโถแก้วเจียระไนขึ้นมา เห็นภายในนั้นมีสีเหลืองทองอร่าม มิทราบบรรจุสิ่งของใด
นางเปิดโถออก ยื่นให้ลิ้มเต็กเฮียะ กล่าวว่า
"ลิ้มโกวเนี้ยรับประทานขนม?"

ลิ้มเต็กเฮียะเพิ่งทราบว่าสิ่งของนั้นคือขนม ดังนั้นหยิบออกมาชิ้นหนึ่ง เห็นเป็นลูกกลมสีทอง น้ำหนักกลับเบาอย่างยิ่ง
...เพ็กกงจู้ก็ยื่นส่งขนมใส่ปากบุตรชาย เล้งอิกเห็นมารดายังปฏิบัติต่อเขาเช่นทารกเยาว์วัย ทั้งยังอยู่ต่อหน้าดรุณีน้อย ต้องรู้สึกประดักประเดิดยิ่ง เพ็กกงจู้ย่อมสังเกตสีหน้าเขาออก ยามแย้มยิ้มขบขันพลันหันมากล่าวแก่ลิ้มเต็กเฮียะว่า
"นี่เป็นขนมไข่หงส์ทอง ข้างในทำด้วยไข่แดงชุบน้ำตาล ยังอบร่ำด้วยเครื่องหอมสามวันสามคืน"
ลิ้มเต็กเฮียะย่อมสูดได้กลิ่นหอมนั้น ยามจะหยิบส่งเข้าปาก พลันรู้สึกมีสิ่งใดไม่ถูกต้อง ดังนั้นถามว่า
"ท่านว่าข้างในทำด้วยไข่แดงชุบน้ำตาล อย่างนั้นข้างนอกที่เป็นสีทองนี้เล่า มิทราบทำจากสิ่งใด"
เพ็กกงจู้หยิบขนมออกมาอีกชิ้นหนึ่ง ชูขึ้นพลางกล่าวว่า
"ที่เห็นเป็นสีทองย่อมทำด้วยทองคำบริสุทธิ์ ตีจนเป็นแผ่นบางแล้วเคลือบคลุมไว้"

ลิ้มเต็กเฮียะอ้าปากค้าง มิกล้าส่งไข่หงส์ทองนั้นเข้าปาก ยามรู้สึกตัวจึงกล่าวว่า
"ทองคำไฉนรับประทานได้"
เพ็กกงจู้ทั้งขบขันทั้งเอ็นดูนาง กล่าวว่า
"ทองคำมิเพียงนำมาใช้จ่ายซื้อหา ยังสามารถรับประทาน เราตั้งแต่เยาว์วัยก็รับประทานทองคำทุกวัน ท่านยามนี้รีบทดลองดู ขนมเช่นนี้ ทั่วทั้งแผ่นดินน่ากลัวหาที่อื่นมิได้ มีเพียงในเทียนไล้กังจึงได้รับประทาน"
...ลิ้มเต็กเฮียะส่งขนมเข้าปาก รู้สึกทั้งหวานทั้งหอม นางต้องระมัดระวังอย่างยิ่งมิให้กลืนลงคอเร็วเกินไป มิทันรับทราบรสชาติทองคำล้ำค่า...


ในสวนหลังตึกใหญ่ฮวงจึงมิเพียงมีกวางและกระต่าย ยังมีกระเรียนคู่หนึ่ง...

เต็งลั่งนอนอยู่ที่ข้างธารน้ำ หรี่ตาหลบแสงแดดเจิดจ้า...
นัยน์ตาแห้งผาก หัวใจกลับเย็นเยียบ ดังนั้นคิดรับประทานแสงแดดเฉกเช่นกาลก่อน...

เขาเมื่อครู่ความรู้สึกพลุ่งพล่าน มิอาจระงับใจ ดังนั้นเอ่ยถ้อยคำที่ไม่สมควรออกไป
ยามนี้มิอาจเรียกคืนกลับมา ต้องรู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง...
...เขาพลันถามตนเอง ที่กลับมาฮวงจึงอีกครั้ง เป็นเพราะสามารถทำใจ ฤายังคิดใคร่ทวงถาม...
ความรักที่คล้ายรากไม้พันลึกลงในหินผา ใช่มีวันสลายคลาย?

กระเรียนตัวหนึ่งก้าวโหย่งๆ ผ่านไป เต็งลั่งก็มองตาม ยามใจลอยพลันนึกถึงขลุ่ยเลาหนึ่ง ย่อมเป็นขลุ่ยที่พิเศษเฉพาะอย่างยิ่ง ถึงกับทำขึ้นจากขากระเรียน
...ขลุ่ยที่พิเศษเฉพาะ ผู้เป็นเจ้าของย่อมมิใช่ธรรมดา...
เต็งลั่งพลันสลัดเรื่องวุ่นวายในใจออก นึกถึงเล้งอิกที่เดินทางสู่เทียนไล้กัง ยามนี้ตนปะติดปะต่อเรื่องราว เล้งอิกที่ออกจากฮวงจึงกะทันหัน ฤาทราบเรื่องการประลองของบิดา ยังทราบเรื่องฮ้วยหงส์ตั๊กที่คร่าชีวิตผู้คน?...
เล้งทิเจ็งหากมิได้บอกเล่าเรื่องนี้ต่อเตี้ยงโหวซือเฮียตี๋ เล้งอิกพลันไปทราบจากผู้ใด...

ได้ยินสุ้มเสียงฝีเท้าที่ด้านหลัง เต็งลั่งยังมิได้ลุกขึ้น อีกทั้งมิได้เหลียวไปมอง
คนผู้นั้นลากเท้าอย่างเหนื่อยอ่อน พอมาถึงเต็งลั่งก็เรียกหาว่า
"เต็งกงจื้อ"
เต็งลั่งพลันสะดุ้งขึ้น พอผุดลุกขึ้นก็หันกลับมา นัยน์ตาพลันเป็นประกายวูบ ในใจครุ่นคิดขึ้น
...ฤาที่แท้เป็นท่าน...

ผู้ที่มาพลันทรุดกายลงนั่งทางด้านหนึ่ง หอบหายใจเล็กน้อย กล่าวว่า
"ขออภัยที่รบกวนท่าน"
เต็งลั่งส่ายหน้าน้อยๆ กล่าวว่า
"ท่านมิได้รบกวนข้าพเจ้า"
คนผู้นั้นแลดูเต็งลั่งเนิ่นนาน ดวงตาพลันมีหยาดน้ำรื้น มือที่วางบนตักยังสั่นระริก
...ที่แท้เป็นเล้งจงก้วงเอง...

เล้งจงก้วงก้มศีรษะลง เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า
"ข้าพเจ้าเมื่อครู่ฟังเรื่องจากอาวเอี้ยงซิงแซ..."
เต็งลั่งร้องอ้อคำหนึ่ง เล้งจงก้วงได้แต่ว่ากล่าวสืบต่อ
"ข้าพเจ้าเป็นเพียงบ่าวไพร่ผู้หนึ่ง กับเรื่องสำคัญเช่นนี้ย่อมมิมีศักดิ์ศรีรับทราบ อาวเอี้ยงซิงแซที่บอกเล่าออกมา เป็นเพราะข้าพเจ้าเคยทราบเรื่องการประลองของจึงจู้ท่านก่อน ความลับครั้งนั้นความจริงควรเป็นจึงจู้ที่บอกกล่าวต่อพวกท่าน ทว่าขณะนี้สถานการณ์เลวร้าย จึงจู้ยังมิได้กลับมา ข้าพเจ้าวันนี้จึงตัดสินใจ คิดบอกเล่าต่อซิงแซทั้งสาม มิคาด... พวกเขากลับทราบเรื่องราวจากท่านอยู่ก่อน..."
เต็งลั่งพลันหันขวับมา ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"ท่านบอกเล่าเรื่องนี้ต่อเล้งอิก"
เล้งจงก้วงพยักหน้ากล่าวว่า
"ข้าพเจ้าความจริงมิคิดบอกเล่าออกไป ทว่าเทียนมึ้งเก็งเมื่อบุกรุกมา จึงจำเป็นต้องให้เขารับทราบ"
เต็งลั่งทอดสายตาแลดูที่ไกล กล่าวว่า
"ดังนั้นเขาจึงเดินทางสู่เทียนไล้กัง"
เล้งจงก้วงถอนใจคราหนึ่ง กล่าวว่า
"ท่านก็ทราบเรื่องฮ้วยหงส์ตั๊กนั้น จึงจู้จำเป็นต้องสืบเสาะให้แน่ชัด คิดถามไถ่เรื่องนี้ต่อมารดา"

เต็งลั่งครุ่นคิดเนิ่นนาน เล้งจงก้วงมิอาจเดาใจเขา ได้แต่ถามว่า
"ท่านต่อไปคิดทำอย่างไร"
เต็งลั่งมองดูท่าน เห็นใบหน้าผู้ชรามีแววห่วงใย ยังคงเป็นเช่นกาลก่อนมิผิด ดังนั้นทอดเสียงอ่อนลง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าสามารถทำอย่างไรกลับมิสำคัญ ที่ควรคิดคือ... เล้งอิกสามารถทำอย่างไร"
เล้งจงก้วงย่อมตามความคิดเขาไม่ทัน ต้องถามว่า
"ท่านหมายถึง..."

เต็งลั่งเอนกายลงนอนดังเดิม นัยน์ตาแลดูดอกกุ่ยสีขาวร่วงหล่นลงจากต้น กล่าวช้าๆ ว่า
"เล้งอิกคิดใคร่ถามมารดาเขา ท่านเคยใช้ฮ้วยหงส์ตั๊กนั้นหรือไม่ ยังเคยทาที่คมทวนของบิดาหรือไม่... ทว่าคำถามประดานี้ มิว่ามีคำตอบเช่นใด กลับมิอาจช่วยเหลือสถานการณ์วันข้างหน้า"
เล้งจงก้วงรีบถามว่า
"เพราะเหตุใด"
เต็งลั่งยามนี้หลับตาลง กล่าวว่า
"ท่านคิดดู...หากเพ็กกงจู้บอกว่า นางใช้ฮ้วยหงส์ตั๊กนั้น เรื่องนี้ก็หามีทางแก้ไขไม่ เล้งอิกมิอาจหลีกเลี่ยงการปะทะกับเทียนมึ้งเก็ง..."
เล้งจงก้วงกล่าวอย่างรีบร้อนว่า
"หากนางมิได้ใช้เล่า"
เต็งลั่งก็ถอนใจอีกครา กล่าวว่า
"ท่านยังมิเข้าใจ? นางหากมิได้กระทำ อย่างนั้นเล้งอิกได้แต่ติดตามเสาะหาผู้กระทำ ทว่าแผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาล คนผู้นั้นอยู่ที่ใด เทียนมึ้งเก็งที่ลงมือแล้ว ท่านว่าพวกเขายินยอมหยุดรอ? คิดเสาะหาคนในอดีตที่เล้งทิเจ็งเองยังไม่ทราบ ยังมีผู้ใดสามารถให้เบาะแส"

เต็งลั่งกล่าวถึงตอนนี้พลันชะงักลง เห็นเล้งจงก้วงหลั่งน้ำตานองหน้า กล่าวด้วยเสียงแหบโหยว่า
"ข้าพเจ้ายังมีเรื่องหนึ่งที่มิได้บอกต่อผู้ใด เต็งกงจื้อ... จึงจู้มีท่านเป็นสหายที่ผูกพันที่สุด ขอเพียงท่านยอมช่วยเหลือเขา..."
เต็งลั่งมีนัยน์ตากระจ่างวูบ ถามขึ้นว่า
"ฤาท่านยังมีเบาะแสใด"
เล้งจงก้วงส่ายศีรษะไปมา กล่าวว่า
"เรื่องนี้อาจบางทีเหลวไหลยิ่ง อาจบางทีมิได้เกี่ยวข้องแม้แต่น้อย ทว่ายามนี้เกิดเรื่องร้าย แม้เพียงจุดเล็กน้อยก็มิอาจมองข้ามไป..."
เต็งลั่งผุดลุกขึ้น จับมือเล้งจงก้วงแนบแน่น กล่าวว่า
"ท่านล้วนบอกต่อข้าพเจ้า ยังมีจุดเล็กน้อยใด"
เล้งจงก้วงยังหลั่งน้ำตาไม่หยุดยั้ง สุดท้ายข่มใจกล่าวว่า
"ที่ห้องเก็บอาวุธของฮวงจึงนั้น ก่อนที่จึงจู้ท่านก่อนจะได้รับสาส์นท้าประลอง ยังมีคนแปลกหน้าผู้หนึ่งเยี่ยมกรายลงไป"
เต็งลั่งพอฟังพลันใจเต้นระรัว ต้องเขย่ามือเล้งจงก้วงอย่างลืมตัว เร่งท่านให้ว่ากล่าวสืบต่อ...

เล้งจงก้วงหอบหายใจคราหนึ่ง พลันเอ่ยขึ้นอีกว่า
"คนแปลกหน้าผู้นั้นมิได้ลักลอบเข้าฮวงจึง ทั้งยังมิได้เป็นผู้มีวิชาบู๊ จึงจู้ผู้ล่วงลับกับฮูหยินท่านก่อนเป็นผู้อนุญาตให้ข้าพเจ้านำพามาพำนักได้ นางความจริงเป็น..."
ท่านแลดูเต็งลั่งอย่างชั่งใจ สุดท้ายกล่าวออกไปว่า
"...เป็นคนรักแต่ก่อนเก่าของข้าพเจ้า"