|
เต็งลั่งปล่อยมือที่เกาะกุมเล้งจงก้วง มิได้ว่ากล่าวกระไรสืบต่อ เพียงรอคอยท่านเอ่ยคำออกมา...
เล้งจงก้วงก็ส่งสายตาไปที่เบื้องหน้า แลดูดอกกุ่ยสีขาวร่วงหล่น สีหน้าแววตาล้วนเป็นเช่นเต็งลั่งเมื่อครู่
...ความรักความหลังที่ผ่านเลย ใช่เหมือนบุปผาผ่านพ้นฤดูกาล มิสามารถหวนคืนกลับ?
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เล้งจงก้วงจึงกล่าวว่า
"ข้าพเจ้ากาลก่อนแซท้ำ ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่กังซู สถานที่เกิดเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ต้นสายแม่น้ำเก็ง...
ที่ใกล้บ้านมีครอบครัวแซ่เจี้ยง พวกเขามีธิดานางหนึ่ง อายุอ่อนกว่าข้าพเจ้าหกปี นางเรียกว่าเจี้ยงลุ่ย...
พวกเราที่รู้จักสนิทสนมกัน เมื่อเติบใหญ่ก็มีความผูกพัน บิดามารดานางก็มิได้ว่ากล่าวกระไร...
...มิคาด เมื่อข้าพเจ้าอายุยี่สิบสองปี พวกเขาพลันคิดย้ายถิ่นฐานกะทันหัน ข้าพเจ้ายามนั้นคิดสู่ขอนาง ทว่าบิดามารดานางกลับปฏิเสธ ยังว่านางมีพันธะหมั้นหมายแล้ว...
พวกเราที่มิอาจขัดขืนบุพการี ได้แต่จำยอมพรากจากกัน พวกนางย้ายไปอยู่สถานที่ใด ข้าพเจ้าล้วนมิได้รับทราบ...
...ข้าพเจ้าย่อมผิดหวังเสียใจอย่างยิ่ง ดังนั้นเดินทางร่อนเร่เรื่อยไป รับจ้างทำงานประดามี เมื่ออายุยี่สิบสี่จึงเข้ามาที่ฮวงจึง...
จึงจู้ท่านก่อนเมตตาข้าพเจ้ายิ่ง ฮูหยินก็ไว้วางใจ พวกท่านพอมีบุตรชาย ยังให้ข้าพเจ้าดูแลรับใช้...
กล่าวถึงตรงนี้พลันน้ำตาหลั่งไหลอีกครา ย่อมระลึกถึงจึงจู้ผู้ล่วงลับ...
เต็งลั่งมิอาจอดทนรอ ต้องถามว่า
"ท่านยังได้พบเจี้ยงลุ่ยโกวเนี้ยนั้นอีก?"
เล้งจงก้วงผงกศีรษะ เช็ดน้ำตาพลางเล่าสืบต่อไปว่า
"ข้าพเจ้าย่อมมิได้คาดคิด ชั่วชีวิตนี้ยังสามารถพบนาง มิคาด วันหนึ่งออกไปที่ด้านนอก กลับพบพานนางโดยบังเอิญ...
...ข้าพเจ้าย่อมยินดีอย่างยิ่ง ทว่าพวกเราเมื่อสนทนากัน นางพลันบอก... ตนเองเป็นสตรีมีสามีแล้ว ทั้งยังมีบุตรกับเขา...
ข้าพเจ้ายามนั้นกล้ำกลืนความเสียใจ ยังอวยพรนางมีชีวิตที่สุขสม นางก็พลันจากไป ในดวงตายังมีหยาดน้ำ..."
เต็งลั่งถามขึ้นอีกว่า
"นางที่จากไป ยังกลับมาอีกคราหรือไม่"
เล้งจงก้วงพยักหน้าคราหนึ่ง เล่าต่อว่า
"อีกปีหนึ่งเรายังพบพานกันอีกครั้ง นางคล้ายเฝ้ารอข้าพเจ้า ที่พวกเราพบกันยังเป็นสถานที่เดิม...
...นางคราวนี้กล่าวว่า ต้องโยกย้ายตามสามีไปยังที่ไกล ต่อไปจะมิได้พบกับข้าพเจ้าอีก ดังนั้น..."
ท่านพลันหยุดยั้งลง หลับตาคล้ายนึกภาพแต่ก่อนเก่า เต็งลั่งต้องรีบเขย่าแขนท่าน ถามว่า
"ดังนั้นเป็นเช่นไร"
เล้งจงก้วงลืมตาขึ้นอีกครา กล่าวสืบไปว่า
"นางกล่าว... พวกเราที่จะมิได้พบกันอีกชั่วชีวิต สามารถมีวันเวลาอยู่ร่วมกันเจ็ดวัน นางบอกกล่าวที่บ้านสามีว่ามาพักอยู่กับญาติ ความจริงกลับคิดมาอยู่กับข้าพเจ้า ทว่าข้าพเจ้าที่เป็นบ่าวไพร่ของฮวงจึง ย่อมมิอาจนำพาผู้คนเข้ามาโดยพลการ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขออนุญาตต่อจึงจู้ผู้ล่วงลับและฮูหยินท่านก่อน ทั้งยังบอกเล่าเรื่องราวนี้แก่ฮูหยิน นางพอฟังก็เห็นใจพวกเราอย่างยิ่ง อนุญาตให้เจี้ยงลุ่ยมาพำนักที่นี้...
...ในเวลานั้น เจี้ยงลุ่ยปฏิบัติต่อข้าพเจ้าราวสามีภรรยา ยามข้าพเจ้าเสร็จงานที่ฮวงจึง พวกเรายังเล่นต่อกลอนเขียนอักษร พูดคุยกันจนดึกดื่น หากมิได้กระทำผิดประเพณี เวลาเข้านอนยังแยกคนละเตียง พวกเราในแต่ละวัน พยายามลืมเลือนว่าต้องจากพรากอีกครา ทว่าสีหน้าแม้ยิ้มแย้ม ในใจกลับมีโลหิตไหลหลั่ง..."
เต็งลั่งรับฟังจนนิ่งงัน กับเรื่องราวเช่นนี้ ตนย่อมซึมทราบลึกซึ้งกว่าผู้ใด
ได้ยินเล้งจงก้วงกล่าวสืบไปว่า
"ฮูหยินท่านก่อนก็เมตตาเจี้ยงลุ่ยอย่างยิ่ง ยามที่ข้าพเจ้าต้องทำงานในฮวงจึง นางยังสอนวิชาขิมแก่เจี้ยงลุ่ย ทั้งยังสอนปั้นตุ๊กตาดินเผา..."
เต็งลั่งครุ่นคิดไปมา สุดท้ายถามว่า
"หรือที่ท่านเมื่อครู่บ่งบอก คนแปลกหน้าที่เข้ามาในฮวงจึง ยังเข้าไปในห้องเก็บอาวุธ คือเจี้ยงลุ่ยโกวเนี้ยที่เป็นคนรักเก่าของท่านผู้นั้น"
เล้งจงก้วงผงกศีรษะกล่าวว่า
"ยังคงเป็นนาง... ทว่าเมื่อนางมา จึงจู้ผู้ล่วงลับยังมิได้รับสาส์นท้าประลอง เรื่องราวอันใดของเทียนมึ้งเก็ง ย่อมมิได้มีผู้ใดทราบ อีกประการ เจี้ยงลุ่ยที่ข้าพเจ้ารู้จักแต่เยาว์วัย หามีวิชาบู๊อันใดติดตัวไม่ ระหว่างที่พำนักอยู่ ก็มิได้สนใจเรื่องราวของจึงจู้แต่อย่างใด นางที่ติดตามข้าพเจ้าลงไปในห้องเก็บอาวุธ เพียงเพราะต้องการใช้เวลาอยู่ด้วยกัน"
เต็งลั่งก็มิทราบ เรื่องนี้มีอันใดลึกซึ้งหลบซ่อนหรือไม่ ยามนี้ถามต่อไปว่า
"ระหว่างที่นางอยู่ในห้องเก็บอาวุธ ท่านเห็นนางแตะต้องสิ่งใด?"
เล้งจงก้วงตอบว่า
"ข้าพเจ้าวันนั้นลงไปบันทึกรายชื่ออาวุธที่เก็บรักษาใหม่ ย่อมมิได้สังเกตว่า นางแตะต้องสิ่งใดหรือไม่ ทว่านางไหนเลยกระทำเรื่องราวเช่นนั้น ท่านคิดดู... เรื่องการท้าประลองของเจ็งเก็งจู้ มีเพียงเจ้าสำนักทั้งห้าและบิดาท่านที่ทราบ ฮ้วยหงส์ตั๊กของเพ็กกงจู้เก็บรักษาที่ใด นางก็มิได้บอกต่อใคร กระทั่งข้าพเจ้าก็มิได้ล่วงรู้ หนำซ้ำเรื่องราวทั้งมวลยังมิได้เกิดขึ้น เจี้ยงลุ่ยที่เป็นสตรีธรรมดาผู้หนึ่ง ย่อมมิสามารถทราบเช่นกัน ยังมี... ต่อให้นางทราบ นางยังจะกระทำไปด้วยเหตุผลอันใด"
เต็งลั่งก็มิสามารถโยงเหตุการณ์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน ตอนนี้ถามว่า
"ท่านทราบหรือไม่ นางตกแต่งให้กับผู้ใด"
เล้งจงก้วงผงกศีรษะ ตอบคำว่า
"นางบอกต่อข้าพเจ้า ตกแต่งให้แก่พ่อค้าแซ่คิ้ว เรียกว่าคิ้วเตาะ นางเป็นภรรยาลำดับที่เจ็ดของเขา พวกนางอาศัยอยู่ที่เข่งไคจึง ด้านตะวันออกติดกับแม่น้ำลก หลังจากที่พวกเราอยู่ด้วยกันครานั้น ข้าพเจ้าลอบไปที่หมู่บ้านของนาง ทว่าพวกเขาจากไปหมดทั้งครอบครัว เพียงทราบว่าย้ายลงทางใต้ ฟังว่าคิ้วเตาะหลบเลี่ยงภาษีทางการ ดังนั้นหลบหนีโดยมิมีผู้ใดระแคะระคาย"
เต็งลั่งพลันถามว่า
"ท่านเคยสอบถามผู้อื่นที่นั้นหรือไม่"
เล้งจงก้วงถอนใจกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าที่คิดถึงนางทุกลมหายใจ ย่อมสอบถามผู้คน ดังนั้นจึงทราบ คิ้วเตาะมีภรรยาสิบเอ็ดนาง บุตรธิดาอีกสามสิบชีวิต พวกคนในเข่งไคจึงยังจำได้ ภรรยาคนที่เจ็ดที่แซ่เจี้ยง มีบุตรชายแก่คิ้วเตาะผู้หนึ่ง..."
เอ่ยถึงตอนนี้พลันหยุดยั้งลงอีกครา เต็งลั่งมองท่านอย่างเห็นใจ สักครู่หนึ่งได้ยินท่านกล่าวขึ้นอย่างแผ่วเบา
"...ข้าพเจ้าตั้งแต่นั้นมา สัญญากับตนเองว่า จะมิพบพานนางอีกชั่วชีวิต เนื่องเพราะกริ่งเกรงตนเองมิอาจระงับใจ เกิดเป็นผลร้ายต่อนาง ดังนั้นเลิกสืบถามข่าวคราว ยังมิได้กลับไปที่นั้นอีก"
เต็งลั่งยามนี้ผุดลุกขึ้นยืน เล้งจงก้วงรีบถามว่า
"ท่านคิดทำอย่างไร"
เต็งลั่งขบคิดคราหนึ่ง กล่าวว่า
"เรื่องที่ท่านบอกเล่า มิได้มีน้ำหนักพอที่จะโยงเข้ากับเหตุร้าย ทว่าท่านกล่าวออกมาเอง ในยามนี้มิว่าสิ่งเล็กน้อยปานใดยังมิควรมองข้าม ดังนั้นข้าพเจ้าคิดไปยังเข่งไคจึง สืบเสาะดูสักครา"
เล้งจงก้วงส่ายศีรษะไปมา กล่าวว่า
"เรื่องราวผ่านไปยี่สิบเจ็ดปี ยังสามารถพบพานสิ่งใดที่นั้น อย่าว่าแต่ มิมีผู้ใดทราบ พวกเขาจากไปแห่งหนตำบลใด..."
เต็งลั่งย่อมทราบ เรื่องนี้สืบสาวยากเย็นยิ่ง ทว่ายามนี้คล้ายผู้คนล่องลอยในทะเล กระทั่งฟางเส้นหนึ่งยังต้องคว้าไว้...
เข่งไคจึงอยู่ห่างจากฮวงจึงเพียงร้อยลี้
เต็งลั่งยังควบขับอาชามาถึงก่อนตะวันตกดิน...
เขาพอรับประทานเกาลัดคั่ว ยังรับประทานขนมแป้งหมี่ทอด จากนั้นรีบเสาะหากึ่งพั่วพั้ว (พั่วพั้วชวนหัวร่อ) เนื่องเพราะคนขายแป้งหมี่บอกต่อเขา มิว่าเรื่องใหญ่ๆ น้อยๆ ใดในลุ่มแม่น้ำลก กึ่งพั่วพั้วล้วนจดจำแม่นยำ...
หมู่บ้านน้อยห่างไกลเมืองใหญ่ มีเพียงเจ็ดสิบแปดสิบหลังคาเรือน มิว่าเกิดเรื่องราวใด ผู้คนล้วนจดจำเนิ่นนาน...
ดังนั้นเต็งลั่งสืบเสาะไปจนถึงบ้านกึ่งพั่วพั้ว ในมือยังมีน้ำขาวมากำนัล ย่อมเป็นคนขายแป้งหมี่นั้นแนะนำ
...นางหากมีน้ำขาวเข้าคอ มิเพียงบอกเล่าเรื่องราวในเข่งไคจึง กระทั่งยังสามารถย้อนหลังไปถึงสนมน้อยใหญ่ของอึ้งตี่ (จักรพรรดิเหลือง)...
กึ่งพั่วพั้วพอเห็นเต็งลั่งก็หัวร่อคักคัก ที่หัวร่อย่อมเป็นเพราะเห็นน้ำขาว...
...เต็งลั่งความจริงขัดสนเงินทอง เมื่อครู่ก่อนออกจากฮวงจึง ได้แต่ไถอาวเอี้ยงกุนมาเล็กน้อย ซื้อเกาลัดกับแป้งหมี่ทอด ยังจ่ายให้น้ำขาว อีแปะที่ร้อยไว้พลันหมดถุงไถ้...
ยามนี้เป็นเวลาอาหารเย็น กึ่งพั่วพั้วที่อยู่ตัวคนเดียว เพียงรับประทานข้าวต้มผักดอง นางพอรับน้ำขาวจากเต็งลั่ง ยังตักข้าวต้มให้เขาชามหนึ่ง ผักดองอีกชามหนึ่ง เต็งลั่งก็รับประทานหมดสิ้น...
ทั้งคู่ที่อิ่มหนำสำราญ ยามนี้เอกเขนกอยู่บนตั่ง มองดูแสงทองสุดท้ายลับเส้นขอบฟ้า...
กึ่งพั่วพั้วที่ฟันหักหมดปากแลดูเต็งลั่งขึ้นๆ ลงๆ หลายเที่ยว พลันถามว่า
"เด็กน้อยเจ้าแซ่เต็ง เป็นเต็งในตัวอักษรใด"
เต็งลั่งก็ตอบว่า
"ย่อมเป็นเต็งที่มีสองขีด"
กึ่งพั่วพั้วหัวร่ออีกครา กล่าวว่า
"ที่แท้เป็นเต็งที่หมายถึงบุรุษหนุ่ม มิใช่เต็งสี่ขีดที่โดดเดี่ยวเดียวดาย"
เต็งลั่นพลิกกายขึ้น กล่าวว่า
"บางครายังเป็นเต็งสี่ขีดนั้น"
กึ่งพั่วพั้วดีดศีรษะเขา ยังเป็นเช่นผู้ชราหยอกเย้าบุตรหลาน เต็งลั่งยามนี้ถามว่า
"ท่านที่ล่วงรู้ทุกเรื่องราวในเข่งไคจึง ใช่ยังจดจำผู้แซ่คิ้วท่านหนึ่งได้"
กึ่งพั่วพั่วยกจอกน้ำขาวขึ้นดื่ม สีหน้ายิ้มพรายพลางกล่าวว่า
"เราไหนเลยจดจำได้เพียงหนึ่ง ยังจดจำได้ถึงสี่สิบแปดคน เจ้าฟังดู คิ้วย่งเป็นบิดาคิ้วจุ้ย คิ้วจุ้ยเป็นบิดาคิ้วเพ้ง คิ้วเพ้งเป็นบิดาคิ้วท้วงและคิ้วอู คิ้วท้วงเป็นฝีตาย คิ้วอูตกแต่งภรรยากอกอ ให้กำเนิดคิ้วลี่และคิ้วช้ง คิ้วช้งผู้นี้ร่างกายดังยักษ์ปักหลั่น ยังสูงใหญ่กว่าเด็กน้อยเจ้า..."
เต็งลั่งยกมือคิดใคร่ขัดจังหวะ กึ่งพั่วพั้วกลับมิได้สนใจ ยังร่ายโศลกลำดับแซ่คิ้วสืบต่อ
"คิ้วช้งมาตรว่าร่างกายสูงใหญ่ ทว่าใจเสาะอย่างยิ่ง อายุเพียงยี่สิบปีก็ตกตาย ถึงกับแพ้พิษมดแดง ..."
ถึงตอนนี้พลันหัวร่อออกมา เต็งลั่งก็พลอยขบขันไปด้วย ยังกล่าวเสริมว่า
"ข้าพเจ้าเมื่อเยาว์วัยก็เคยใส่มดแดงในกางเกงสหาย"
กึ่งพั่วกั้วยพอฟังยิ่งหัวร่องอหาย เคาะศีรษะเต็งลั่งปงหนึ่ง กล่าวว่า
"เด็กน้อยเจ้าซุกซนนัก"
เต็งลั่งพลันนึกได้ว่าตนเองมาสืบเสาะหาเจี้ยงลุ่ยที่เป็นภรรยาคิ้วเตาะผู้หนึ่ง ดังนั้นรีบถามว่า
"ในบรรดาผู้แซ่คิ้ว ใช่ยังมีคิ้วเตาะ?"
กึ่งพั่วพั้วหรี่ตามองเต็งลั่ง แววตาคล้ายมีนัยใดแอบแฝงอยู่ ยามนี้มองเต็งลั่งขึ้นๆ ลงๆ อีกครา พลันกล่าวกระซิบกระซาบว่า
"เด็กน้อยเจ้าบอกต่อเรานางเฒ่าตามตรง อย่าได้อับอายไป เจ้าใช่เป็นบุตรลับๆ ผู้หนึ่งของคิ้วเตาะนั้น?"
เต็งลั่งต้องรีบปฏิเสธทันควัน กึ่งพั่วพั้วคล้ายมิได้เชื่อถือเขา ยังว่ากล่าวด้วยเสียงกระซิบว่า
"คิ้วเตาะผู้นี้แต่งภรรยาสิบเอ็ดนาง ทว่าที่เบื้องนอกยังมีลับๆ อีกยี่สิบสี่นาง ยามออกเดินทางไกลยังมีอีกนับไม่ถ้วน เราแต่ละปีพบพานเด็กหนุ่มสาวเช่นเจ้ามากหลาย ล้วนเดินทางมาสืบหาคิ้วเตาะ ที่แท้ต่างเป็นบุตรลับๆ ของเขา"
เต็งลั่งมิทราบสมควรยกย่องหรือด่าทอคิ้วเตาะ ยามนั้นได้ยินกึ่งพั่วพั้วว่ากล่าวสืบไปว่า
"คิ้วเตาะผู้นี้เป็นบุตรคนโตของคิ้วลี่ ยังเป็นหลานคิ้วช้งที่โดนมดแดงกัดตายนั้น เขาพอเติบโตก็ทำการค้า เงินทองหลั่งไหลดียิ่ง นับเป็นผู้รุ่มรวยที่สุดของเข่งไคจึงเรา ผู้ใดมีธิดาย่อมคิดให้ตกแต่งกับเขา ดังนั้นคิ้วเตาะมีภรรยาถึงสิบเอ็ดนาง"
เต็งลั่งเห็นว่าบัดนี้มาใกล้ทาง ต้องรีบถามว่า
"พั่วพั้วท่านยังทราบนามภรรยาของคิ้วเตาะ?"
กึ่งพั่วพั้วกระดกน้ำขาวอีกครา หัวร่อลงลูกคอ มองดูนัยน์ตาสุกใสที่อยากรู้อยากเห็นของเต็งลั่ง พลันกล่าวสืบไปว่า
"ภรรยาใหญ่น้อยของคิ้วเตาะ เราไหนเลยเพียงทราบนาม ยังทราบนางมีรูปพรรณสัณฐานเยี่ยงไร กระทั่งไฝฝ้าที่เร้นลับที่สุดยังเคยเห็นมา"
เต็งลั่งรับฟังจนหน้าแดง รีบถามว่า
"อย่างนั้นท่านใช่รู้จักภรรยาลำดับที่เจ็ดของเขา"
กึ่งพั่วพั้วมองเต็งลั่งอย่างสงสัยอีกครา ถามว่า
"ฤาเจ้าเกี่ยวข้องอันใดกับชู้รักนาง"
เต็งลั่งพลันสะดุ้งขึ้น ต้องรีบกล่าวว่า
"มิได้ มิได้ ข้าพเจ้าเพียงถามไถ่โดยบังเอิญ"
กึ่งพั่วพั้วพลันแย้มยิ้มอีกครา จากนั้นร่ายนามภรรยาทั้งสิบเอ็ดของคิ้วเตาะ ยังบอกเล่าถึงภูมิลำเนาเดิม
...ยามเอ่ยถึงภรรยาลำดับที่เจ็ด ยังกล่าวว่านางมีนามเจี้ยงลุ่ย มีบุตรชายหนึ่งคน ย่อมเป็นดังที่เล้งจงก้วงบอกเล่าแก่เขา...
เต็งลั่งพลันตะล่อมถามว่า
"ภรรยาลำดับที่เจ็ดนางนั้น ยามที่พวกเขาโยกย้าย นางก็ติดตามไปเช่นกัน"
กึ่งพั่วพั้วตอบว่า
"นางย่อมติดตามไป เราบอกต่อเจ้า ในบรรดาภรรยาทั้งสิบเอ็ดนาง มีนางน่าสมเพชเวทนาที่สุด ฟังว่านางกาลก่อนเคยมีคู่รัก ทว่าบุรุษผู้นั้นยากจน ดังนั้นบิดามารดานางบังคับให้แต่งกับคิ้วเตาะ..."
เต็งลั่งก็รับฟังจนหมองหม่น กึ่งพั่วพั้วพลันถามเขาว่า
"เด็กน้อยเจ้าหน้าตาคมคายนัก มิทราบมีภรรยากี่คน"
เต็งลั่งหัวร่อออกมา กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าก็เป็นเช่นคู่รักของเจี้ยงลุ่ยนั้น ยากจนข้นแค้นยิ่ง จนบัดนี้ยังมิได้ตกแต่งสักครา"
กึ่งพั่วพั้วพลันลูบศีรษะเขาอย่างเอ็นดู กล่าวว่า
"อย่าได้วิตกไป ที่ท้ายหมู่บ้านเรามีโกวเนี้ยแซ่ลิ้วสองพี่น้อง ปีนี้อายุเกินยี่สิบห้า ยังมิได้ตกแต่งแก่ผู้ใด เจ้าก็แต่งคราเดียวสองนาง มีบุญวาสนานัก พวกนางที่แข็งแรงบึกบึน สะโพกยังใหญ่กว่าแม่ม้าพันธ์ดี รับรองต้องให้กำเนิดบุตรชายหัวปีท้ายปี เด็กน้อยเจ้าก็มิต้องเขินอาย เพียงว่ากล่าวออกมา เรายังจะเป็นแม่สื่อให้"
เต็งลั่งรับฟังจนหัวร่อมิออกร้องไห้มิได้ นึกภาพลิ้วโกวเนี้ยเจ๊ม่วยที่สะโพกใหญ่กว่าแม่ม้า ยามค่ำคืนพลันนอนขนาบเขา มิทราบสามารถรอดมาถึงรุ่งเช้าหรือไม่ ต้องรีบกล่าวว่า
"ขอบคุณท่าน ทว่าข้าพเจ้ายังคงกลับไปถามไถ่มารดาก่อน"
กึ่งพั่วพั้วผงกศีรษะหงึกหงัก กล่าวว่า
"เป็นบุตรที่ประเสริฐอย่างยิ่ง รู้จักถามไถ่มารดา"
เต็งลั่งเห็นกึ่งพั่วพั้วนัยน์ตาหรี่ปรือ หนำซ้ำยังปิดปากหาว น่ากลัวพิษน้ำขาวบังเกิด ดังนั้นรีบถามต่อไปว่า
"ท่านทราบหรือไม่ คิ้วเตาะภายหลังย้ายไปที่ใด เจี้ยงลุ่ยที่ติดตามสามีไป บัดนี้ยังอยู่กับเขาหรือไม่"
กึ่งพั่วพั้วโบกมือไปมา กล่าวว่า
"คิ้วเตาะหลีกเลี่ยงภาษีทางการ เขายามหลบหนีย่อมมิบอกเล่าต่อผู้ใด เราก็มิคิดใคร่ทราบ กริ่งเกรงเป็นภัยแก่ตัว ทว่าเจี้ยงลุ่ยนางนั้นอาภัพอย่างยิ่ง นางติดตามสามีเดินทางไกล เมื่อไปถึงสถานที่นั้น บุตรชายกลับเจ็บป่วย ถึงกับล้มตายลง เจี้ยงลุ่ยที่โศกเศร้าพลันแยกจากสามี เดินทางกลับมาที่เข่งไคจึง ใช้ชีวิตอยู่ที่นี้"
เต็งลั่งกระโดดปราดขึ้น ร้องว่า
"นางกลับมาอยู่ที่นี้?"
กึ่งพั่วพั้วเอนกายลงนอน เต็งลั่งพลันเขย่าตัวท่านไปมา กึ่งพั่วพั้วที่ศีรษะสั่นคลอนต้องลุกขึ้นมาอีกครา รีบบอกเล่าอย่างรวบรัดว่า
"นางย่อมกลับมาอยู่ที่นี้ เนื่องเพราะนางหามีที่อื่นใดไม่ นางจากไปเพียงปีเดียวก็กลับมา ใช้ชีวิตอย่างเดียวดาย มิได้ย่างเท้าออกจากเข่งไคจึงแม้เพียงครึ่งก้าว"
เต็งลั่งพลันมีลมหายใจชะงักค้าง รีบถามว่า
"ท่านบอกต่อข้าพเจ้า นางยามนี้อยู่ที่ใด"
กึ่งพั่วพั้วแลดูเต็งลั่ง เห็นเขากระวนกระวายว้าวุ่น รู้สึกเห็นใจเด็กน้อยยากจน หนำซ้ำยังไร้บุตรภรรยา ดังนั้นกล่าวต่อไปว่า
"นางกลับมาอยู่ที่นี้ ยังชีพด้วยการรับจ้างปะชุนเสื้อผ้า ยังช่วยตัดหญ้าให้วัว ทว่านางที่อ่อนแออยู่ก่อน ทั้งตรอมใจเรื่องบุตรชาย อายุจึงไม่ยืนยาว กลับมาอยู่ที่เข่งไคจึงได้เพียงสามปีก็ป่วยตายไป เจ้าคิดชมดูสุสานนาง ยังไปที่ท้ายหมู่บ้านนั้น พวกเราแม้ยากจน ยามนางตายไปยังช่วยกันทำบุญให้นาง เผากระดาษเงินทองให้นาง..."
จันทร์แรมปรากฏขึ้นบนฟ้า สุสานท้ายหมู่บ้านเงียบเหงาวังเวง...
เต็งลั่งยืนอยู่หน้าหลุมฝังศพของเจี้ยงลุ่ย เห็นแผ่นไม้เขียนตัวอักษรรางเลือน ยังพออ่านได้ว่า... ที่พำนักสุดท้ายของเจี้ยงสี (สตรีมีสามีแซ่เจี้ยง)...
ในมือเต็งลั่งมีตะเกียงดวงหนึ่ง ย่อมหยิบยืมมาจากกึ่งพั่วพั้วนั้น
เขายามนี้รู้สึกหดหู่อย่างยิ่ง มิทราบเมื่อกลับไปฮวงจึง สมควรบอกเล่าต่อเล้งจงก้วงอย่างไร...
...พวกท่านอยู่ใกล้กันเพียงนี้ ทว่าหนึ่งมิกล้าสืบเสาะมา อีกหนึ่งก็มิกล้าสืบเสาะไป สุดท้ายกลับจากกันในสภาพนี้...
เต็งลั่งทรุดกายลงคุกเข่า วางตะเกียงลงที่ด้านข้าง คำนับผู้ตายสามครา เจี้ยงลุ่ยที่เป็นผู้ต้องสงสัยคนหนึ่ง กลับสิ้นชีวิตไปเมื่อยี่สิบสามปีก่อน ก่อนตายยังมีชีวิตลำเค็ญ ประวัติของนางที่กึ่งพั่วพั้วเล่าแก่เขา ก็ตรงกันกับที่เล้งจงก้วงว่ากล่าว ดูไปหามีสิ่งใดชวนระแวงไม่
...อย่าว่าแต่ ต่อให้มีสิ่งใดชวนสงสัย คนก็ตกตายไปเนิ่นนานแล้ว...
เต็งลั่งยื่นมือออก ถอนหญ้ารกที่ปกคลุมทั่วหลุม ปากก็รำพันว่า
"เจี้ยงโกวเนี้ยเอย ท่านหากย้อนกลับไปที่ฮวงจึง อย่างน้อยยังได้อยู่ร่วมกับเล้งจงก้วงระยะหนึ่ง มิใช่ มิใช่ หากอยู่กับเล้งจงก้วง รับประทานอิ่มหนำสำราญ อาจบางทีมีชีวิตยืนยาว ยังมีบุตรหลานกับเขาหลายคน"
...พอถอนหญ้าที่ปกคลุมแผ่นไม้ พลันเห็นวัตถุสิ่งหนึ่งโผล่พ้นพื้นดินมาเล็กน้อย เห็นเป็นทรงกลมสีดำ ต้องรีบยื่นมือขุดออก สิ่งที่พบกลับเป็นกระบอกไม้ไผ่ท่อนหนึ่ง ยังมีกระดาษน้ำมันปิดหัวท้ายแน่นหนา...
เต็งลั่งต้องรีบแกะกระดาษออกอย่างเร่งร้อน เห็นในกระบอกไม้ไผ่มีผ้าไหมม้วนพับไว้ ตัวผ้าเก่าคร่ำคร่า ทว่ายังมิได้ฉีกขาดไป พอคลี่ออกดูก็เห็นตัวอักษรเลือนรางสามแถว...
สวรรค์เบื้องบนประทานคู่ครอง...
จันทราที่กำหนดดวงชะตากลับกลั่นแกล้ง...
...เพียงหวังพบพานในชาติหน้า...
เต็งลั่งถือกระบอกไม้ไผ่ไว้ในมือ ลุกขึ้นยืนด้วยใจระทดระท้อ ผ้าไหมจารึกอักษรน่ากลัวเป็นของเจี้ยงโกวเนี้ย ยามที่นางเสียชีวิต เพื่อนบ้านที่สงสารเวทนาจึงนำผ้าไหมใส่กระบอกไม้ไผ่ฝังไว้กับนาง
ยามนี้หยิบตะเกียงขึ้น คนก็เดินจากไป ยามออกจากสุสานยังแหงนมองฟ้าคราหนึ่ง...
...มิทราบโกรธขึ้งสวรรค์หรือไม่...
|