ในค่ำคืนมีจันทร์เสี้ยว ริมฝั่งลำน้ำกลับมีกลิ่นชาหอมหวน...

เล้งอิกกับเพ็กกงจู้นั่งอยู่บนพื้นหญ้าริมน้ำ ที่ข้างกายวางตะเกียงสามดวง ยังมีเตาน้อยๆ อันหนึ่ง บนเตามีกาน้ำที่กำลังเดือด
เพ็กกงจู้ยกกาน้ำลง รอคอยสักครู่ จากนั้นลงมือชงชาด้วยตนเอง ในถุงชามีสมุนไพรสิบเจ็ดชนิด เมื่อส่งกลิ่นหอมได้ที่ยังเติมน้ำผึ้งที่ได้จากเกสรบุปผาลงไป
...นางที่มือยังสาละวน พลันหันมากล่าวกับเล้งอิกว่า
"ชาสมุนไพรที่เจือด้วยกลีบดอกไม้ มิอาจชงด้วยน้ำเดือด ต้องรอให้อุ่นลงก่อน เยี่ยงนี้จึงได้รสชาติที่แท้"

เล้งอิกย่อมทราบ มารดาเป็นคนพิถีพิถันยิ่ง เมื่อเขายังเยาว์วัย นางคราหนึ่งเข้าครัวปรุงอาหาร ทำขาหมูหนึ่งโถยังใช้เวลาเจ็ดวัน ขาหมูที่ต้มแล้วยังต้องเอามาตากแห้ง จากนั้นนำกลับไปต้มอีกครา ผสมเครื่องปรุงนานาประการ เจ็ดวันจึงสำเร็จเสร็จสิ้น
...เขายามนี้เพิ่งได้อยู่โดยลำพังกับนาง ลิ้มเต็กเฮียะเมื่อตอนเย็นร่วมรับประทานกับพวกเขา หลังจากนั้นเซียงกงจู้แวะมา ชักชวนนางไปเที่ยวเล่น...
...เพ็กกงจู้รินชาสองถ้วย เห็นบนข้อมือมีกำไลหยกขาวสองวง สลักเสลาเป็นรูปนาคาเกี่ยวกระหวัด ผู้คนบนพื้นถิ่นนางมิสนใจตำนานมังกร ทว่าเชื่อในการดำรงอยู่ของนาคา นางความจริงมีกำไลสามวง เมื่อตอนเขาตกแต่งเม่งไอ่ซี นางพลันถอดออกวงหนึ่งกำนัลสะใภ้ เม่งไอ่ซีกลับมิได้สวมไว้ เกรงซุ่มซ่ามทำของล้ำค่าเสียหาย...

เล้งอิกที่มีความในใจหนักอื้ง ทว่ามิทราบสมควรเริ่มต้นอย่างไร เพ็กกงจู้พลันถามขึ้นว่า
"เล้งจงก้วงสบายดี?"
เล้งอิกส่ายศีรษะน้อยๆ กล่าวว่า
"เขาระยะหลังมักป่วยไข้ ยามนี้พาลมีเรื่องกลัดกลุ้ม ดังนั้นสุขภาพอ่อนแออย่างยิ่ง"
เพ็กกงจู้ก็มิได้ตื่นตกใจ เพียงถามเรื่อยๆ ว่า
"เขาที่มีเรื่องกลัดกลุ้ม อย่างนั้นเจ้าเล่า?"
เล้งอิกมองสบตามารดา นางที่เฉลียวฉลาดลึกซึ้ง เมื่อเห็นเขามาที่นี้ ย่อมคาดเดาได้ว่ามีเรื่องราว ดังนั้นบอกเล่าตรงๆ ว่า
"ข้าพเจ้าก็มีเรื่องไม่สบายใจ ที่ข้าพเจ้าเดินทางมา เป็นเพราะมีเรื่องคิดใคร่ถามท่าน"
เพ็กกงจู้จิบชาคำหนึ่ง ถามว่า
"เจ้ามีอันใดคิดถามเรา"

เล้งอิกถอนใจคราหนึ่ง พลันรู้สึกผิดต่อมารดา เขาที่มาเยี่ยมเยียน สมควรนำสิ่งรื่นเริงมาสู่นาง ทว่าวันนี้กลับคิดถามไถ่เรื่องน่าตระหนก...
เพ็กกงจู้พลันเอ่ยขึ้นว่า
"เจ้ากับบิดาเจ้ามีนิสัยเหมือนกันนัก มิว่ามีเรื่องราวใด ล้วนแสดงออกทางสีหน้า ทว่ากลับมิยินยอมบอกเล่าเท้าความ เพียงเก็บความกังวลไว้ผู้เดียว กระทั่งเราที่เป็นมารดา เป็นภรรยา ยังมิยินยอมให้ล่วงรู้"
กล่าวถึงตอนนี้ต้องทอดถอนใจยาว เล้งอิกต้องรีบเกาะกุมมือท่าน กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าย่อมมิต้องการให้ท่านกลัดกลุ้ม ทั้งยังเกรงท่านรำคาญใจ"
เพ็กกงจู้มองบุตรชายด้วยแววตารักใคร่สุดซึ้ง กล่าวว่า
"เรื่องนี้เราย่อมทราบ ทว่าพวกเราที่เป็นครอบครัวเดียวกัน สุขทุกข์ของเจ้า ย่อมเป็นสุขทุกข์ของเรา หากมิให้เราทราบ เจ้าเข้าใจว่าเราก็พ้นทุกข์นั้น?"

เล้งอิกขยับกายออกนิดหนึ่ง แหงนมองจันทร์เสี้ยวที่คล้ายรอยยิ้ม สักครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า
"เรื่องที่ข้าพเจ้าคิดใคร่ทราบ เป็นเรื่องของฮ้วยหงส์ตั๊ก"
เพ็กกงจู้แลดูเขา ดวงตามีแววฉงนสนเท่ห์ ถามว่า
"เจ้าไฉนคิดใคร่ทราบเรื่องนี้ ฮ้วยหงส์ตั๊กเราสกัดไว้ตั้งแต่ที่เจ้ายังมิได้ถือกำเนิด บิดาเจ้าพลันต่อว่าต่อขาน ดังนั้นเราได้แต่ทิ้งไป"
เล้งอิกพลันร้อนรุ่มใจ ถามอย่างรวดเร็วว่า
"ท่านทิ้งไป? ทิ้งไปที่ใด?"
เพ็กกงจู้มีทีท่าสงบ ยังขบขันท่าทีเล้งอิก คล้ายดั่งฮ้วยหงส์ตั๊กนั้นมิใช่พิษร้ายแรง ทว่าเป็นขนมหวานชนิดหนึ่ง
"อิกยี้ เจ้าตื่นเต้นอันใด เราเมื่อบอกว่าทิ้งไป ย่อมทิ้งไปโดยปลอดภัย มิให้ผู้อื่นเก็บมาใช้ได้"
เล้งอิกส่ายศีรษะไปมา ยังถามอย่างร้อนรน
"ท่านว่าผู้อื่นมิอาจเก็บมาใช้ ใช่แน่ใจอย่างยิ่ง?"

เพ็กกงจู้พลันมีสีหน้าแปรเปลี่ยน มิได้ตอบคำบุตรชาย ทว่ากลับย้อนถาม
"ตุ๊กตานั้นแตกหักไปหรืออย่างไร"
เล้งอิกงงงันวูบ มิทราบมารดาเอ่ยถึงตุ๊กตาอันใด เพ็กกงจู้พลันอธิบายว่า
"เราเมื่อปรุงยาขึ้นแล้วมิได้ใช้ จะห่อด้วยกระดาษน้ำมันแน่นหนา เก็บรักษาในตุ๊กตาดินปั้น..."
เล้งอิกพลันอุทานออกมา รีบถามว่า
"ท่านก็เก็บฮ้วยหงส์ตั๊กนั้นในตุ๊กตาดินปั้น"
เพ็กกงจู้พยักหน้าคราหนึ่ง กล่าวว่า
"เราเก็บฮ้วยหงส์ตั๊กไว้ในตุ๊กตาปั้นรูปมัจฉา เมื่อเจ้าอายุสองขวบเรากำนัลแก่เจ้า เจ้ายังเก็บรักษาไว้หรือไม่"

เล้งอิกพลันมีเหงื่อผุดพราย มารดาที่มีความคิดพิสดาร ถึงกับเก็บรักษาฮ้วยหงส์ตั๊กที่ร้ายแรงนั้นไว้ในตุ๊กตาดิน ยังกำนัลแก่เขาเมื่อเป็นทารกเยาว์วัย
เพ็กกงจู้พลันกล่าวว่า
"เจ้าเข้าใจว่าเราคลุ้มคลั่งไป ยังให้เจ้าที่เป็นเด็กน้อยถือพิษร่อนไปมา บอกต่อเจ้า... ฮ้วยหงส์ตั๊กนั้นอยู่ในกระดาษน้ำมัน ยังมีผ้าหุ้มไว้อีกชั้นหนึ่ง บนผ้าเขียนตัวอักษรชัดเจนว่าเป็นสิ่งใด หากมีผู้พลั้งเผลอทำตุ๊กตานั้นตกแตก ยังต้องมองเห็นข้อความนั้น มิกล้าผลีผลามสัมผัส เราที่กำนัลให้เจ้า เนื่องเพราะเจ้ามิใช่เด็กซุ่มซ่าม ย่อมมิทำตุ๊กตาแตกหัก..."
กล่าวถึงตอนนี้พลันจ้องมองเล้งอิกอย่างคาดคั้น ถามว่า
"บอกต่อมารดา ตุ๊กตานั้นใช่แตกหักไป?"

เล้งอิกส่ายหน้าไปมา ยามนี้ครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง ตุ๊กตามัจฉาที่มารดาว่ากล่าว เขาเก็บรักษาไว้ที่ใด
...ที่ห้องนอนเขามีหิ้งเล็กอันหนึ่ง บนหิ้งจัดวางตุ๊กตาดินปั้น ทว่าเล้งอิกกลับมิอาจนึกภาพ บนหิ้งนั้นใช่มีตุ๊กตาที่ปั้นเป็นรูปมัจฉาหรือไม่...
เห็นมารดาจ้องมองอย่างสงสัยใจ ต้องรีบตอบคำว่า
"ข้าพเจ้าย่อมมิได้ทำตุ๊กตาแตกหัก ทว่ากลับจำตุ๊กตามัจฉานั้นมิได้"
เพ็กกงจู้ส่ายหน้าอย่างระอา กล่าวว่า
"เล้งจงก้วงมักช่วยเจ้าเก็บรักษาตุ๊กตา เจ้าก็กลับไปถามไถ่เขาเถิด"
เล้งอิกพลันโพล่งขึ้นว่า
"มีผู้ใดทราบหรือไม่ว่าท่านเก็บรักษาฮ้วยหงส์ตั๊กในตุ๊กตาดินปั้น"
เพ็กกงจู้ตอบคำว่า
"ย่อมไม่มี"
เล้งอิกถามอีกว่า
"เล้งจงก้วงเล่า"
เพ็กกงจู้ถอนใจอีกครา แสร้งทำสีหน้าเหนื่อยหน่าย กล่าวว่า
"เราว่าไม่มีผู้ใดทราบก็คือไม่มี เจ้ายังถามไถ่อันใด"

เล้งอิกว้าวุ่นใจอย่างยิ่ง ต้องผุดลุกขึ้นยืน ใคร่คิดโลดแล่นกลับฮวงจึง ถามหาตุ๊กตาดินปั้นรูปมัจฉานั้น เพ็กกงจู้ยามนี้ย่อมทราบ มีเรื่องราวร้ายแรงเกิดขึ้น ดังนั้นยุดมือบุตรชายลงนั่ง ยกมือขึ้นลูบคลำใบหน้าเขาอย่างแผ่วเบา กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลปรานีว่า
"ยามนี้เจ้าบอกต่อมารดา มีเรื่องราวใดเกิดขึ้น ยังเกี่ยวข้องอันใดกับฮ้วยหงส์ตั๊กนั้น"
...เล้งอิกพยายามข่มใจลง มองดูมารดาอย่างทดท้อ ในที่สุดตัดสินใจเล่าให้ท่านฟังทุกเรื่องราว ตั้งแต่เรื่องการประลองระหว่างบิดาและเก็งจู้ผู้นั้น จนกระทั่งที่เทียนมึ้งเก็งบุกรุกฮวงจึง เข่นฆ่าผู้คนทวงถามชีวิต...


รัตติกาลผ่านพ้น แสงอรุณกระจ่างขับไล่ความมืด

ถ้ำริมสมุทรที่มักสงบเงียบ วันนี้กลับมีเสียงอื้ออึง...
เม่งไอ่ซีมิได้นิทรามาสองวัน ร่างกายอ่อนระโหยโรยแรง ทว่ายามนี้กลับโลดแล่นดังปักษา มุ่งตรงเข้าสู่ที่พำนักของกิมแชฮูหยิน
...นางพอมาถึงก็มิได้สนใจสตรีรับใช้ที่ออกมาขวางกั้น ยังตวัดมือออกด้วยพลังลมปราณ ผลักประตูสาวเท้าเข้าไปในทันที สตรีรับใช้นั้นต้องรีบถลันเข้ามา พลันได้ยินเสียงกิมแชฮูหยินกล่าวว่า
"เซี่ยวก่าจู้คิดเข้ามา พวกเจ้าก็อย่าได้ขัดขวาง"

เม่งไอ่ซีพอเข้ามาก็เห็นกิมแชฮูหยินนั่งอยู่ที่โต๊ะ เก็งจู้กลับยืนอยู่อีกทางหนึ่ง ที่เบื้องซ้ายเป็นบุรุษร่างสูงสง่า สวมอาภรณ์สีขาวปักด้วยดิ้นเงินทอง
...ย่อมเป็นยี่เก็งจู้ที่เรียกว่าซุนเซ่งเง็กผู้นั้น...

เม่งไอ่ซีย่อมทราบเรื่องที่ซุนเซ่งเง็กพาผู้คนไปฮวงจึง เล้งโกวยังนำเหล่าซออัวสมทบไป นางที่มิทราบว่าเล้งอิกเดินทางออกนอกด่าน ย่อมห่วงใยกังวลอย่างยิ่ง
...เมื่อเช้าพลันได้ยินผู้คนว่ากล่าว ยี่เก็งจู้บัดนี้กลับมาถึง ต้องรีบโลดแล่นจากที่พำนักในทันใด

กิมแชฮูหยินแลดูนางพลันกล่าวว่า
"เซี่ยวก่าจู้อิดโรยนัก พวกเรากลับต้อนรับขับสู้ไม่ดี ต้องขออภัยอย่างยิ่ง"
เม่งไอ่ซีที่ร้อนรนย่อมมิต้องการต่อปากต่อคำกับนาง ยามนี้หันไปทางซุนเซ่งเง็ก ถามว่า
"ที่ฮวงจึงเป็นอย่างไร"
ซุนเซ่งเง็กยังมิทันตอบคำ กิมแชฮูหยินพลันกล่าวว่า
"ท่านที่รีบร้อนปานนี้ ที่แท้ห่วงใยคนของฮวงจึง"
เม่งไอ่ซีหันขวับมาที่นาง กล่าวอย่างไม่เกรงใจว่า
"ท่านก็เงียบลงสักครู่หนึ่งเถิด เราคิดถามเรื่องราวจากเขา"

กิมแชฮูหยินจ้องมองนางแน่นิ่ง ดวงตามีประกายวูบ กล่าวว่า
"ท่านคล้ายกับลิ้วซีซีนัก มิเห็นผู้ใดอยู่ในสายตา"
เม่งไอ่ซีกลับมิได้สนใจฟัง ยามนี้สาวเท้าเข้าหาซุนเซ่งเง็ก ถามอย่างคาดคั้นว่า
"ท่านรีบบอก ที่ฮวงจึงเป็นอย่างไร"
ซุนเซ่งเง็กกระแอมกระไอคราหนึ่ง ย่อมมิต้องการให้พวกนางปะทะกัน ดังนั้นรีบกล่าวว่า
"ท่านมิต้องร้อนใจไป คนที่ฮวงจึงมาตรว่าล้มตายมากหลาย เล้งอิกกลับมิได้กระทบกระเทือน เนื่องเพราะเขามิได้อยู่ที่ฮวงจึง..."
กล่าวถึงตอนนี้แสร้งถอนใจขึ้น กล่าวว่า
"...ที่คิดพบพานกลับมิได้พบ ที่มิคิดพบพานกลับต้องเผชิญหน้า..."
เม่งไอ่ซีงงงันวูบ รีบถามว่า
"ท่านหมายความถึงผู้ใด"
ซุนเซ่งเง็กย่อมทราบความสัมพันธ์ที่คล้ายวังวนของพวกนาง ดังนั้นลดเสียงลง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าหมายถึงเต็งลั่ง"

เม่งไอ่ซีพลันถอยกายก้าวหนึ่ง ลมหายใจก็ชะงักไปชั่วครู่ เมื่อรู้สึกตัวจึงกล่าวว่า
"ท่านพบพานเต็งลั่ง"
ซุนเซ่งเง็กผงกศีรษะ กล่าวสืบไปว่า
"ข้าพเจ้าพบพานเขา เขายังจ่อกระบี่คร่าชีวิตใส่ข้าพเจ้า"
เม่งไอ่ซีรีบถามอีกว่า
"เขายามนี้เป็นอย่างไร ที่บาดเจ็บคราวก่อนใช่ทุเลาแล้วหรือไม่ ยังมี...ไช่ไฉ่เจ็ก..."
ซุนเซ่งเง็กพลันโบกมือคราหนึ่ง กล่าวว่า
"เต็งลั่งบอกต่อข้าพเจ้า บาดแผลภายนอกเขาสมานดีแล้ว ส่วนไช่ไฉ่เจ็กผู้นั้น... ท่านยังคงรอเขามาที่นี้ค่อยถามไถ่ด้วยตัวเอง..."

ว่ากล่าวถึงตอนนี้พลันได้ยินสุ้มเสียงเอะอะภายนอก กิมแชฮูหยินต้องร้องขึ้นว่า
"เป็นผู้ใดมาโวยวายที่นี้อีก"
สตรีรับใช้นางหนึ่งพลันถลันเข้ามา กล่าวอย่างเร่งร้อนว่า
"เล่าฮูหยิน... เป็นเล่งเหล็ง"
กิมแชฮูหยินส่ายหน้าอย่างรำคาญใจ กล่าวว่า
"เด็กน้อยนี้ทำให้เราปวดศีรษะนัก เรียกให้นางเข้ามาเถิด"

เม่งไอ่ซีย่อมมิทราบ เล่งเหล็งนั้นเป็นผู้ใด ยามนี้เห็นทาริกาอายุแปดเก้าขวบวิ่งปราดเข้ามา พอมาถึงก็ตรงเข้าคุกเข่าที่หน้ากิมแชฮูหยินนั้น หลั่งน้ำตาเนืองนอง ร่ำร้องว่า
"ข้าพเจ้ารับทราบจากเหล่าซออัวที่รอดกลับมา มารดาข้าพเจ้าถูกผู้คนของฮวงจึงจับไว้ ยี่เก็งจู้กลับมิได้ช่วยเหลือนาง เล่าฮูหยินท่านได้โปรดกรุณา ส่งผู้คนของเราไปรับนางกลับคืน ยังต้อง..."
ยามนี้หันมาทางซุนเซ่งเง็ก ยกมือชี้หน้าเขา กล่าวอย่างกราดเกรี้ยวว่า
"...ยังต้องลงโทษยี่เก็งจู้ที่ไร้น้ำใจ"

ซุนเซ่งเง็กพลันส่ายศีรษะอย่างรำคาญ มิได้ว่ากล่าวอันใด กิมแชฮูหยินมองดูเล่งเหล็งที่ร่ำร้องอาละวาด พลันหันไปทางเก็งจู้ ถามไถ่ว่า
"ท่านคิดอย่างไร ยังคงส่งผู้คนไปช่วยเล้งโกวหรือไม่"
เก็งจู้หันกลับมา นัยน์ตาจับจ้องที่เม่งไอ่ซี พลันตอบคำกิมแชฮูหยินว่า
"นางเมื่อมิได้เชื่อฟังคำสั่งยี่เก็งจู้ ก็ให้รับความลำบากสักครา"
เล่งเหล็งที่เพิ่งหลั่งน้ำตาพลันกระโดดปราดขึ้น มองหน้าเก็งจู้อย่างไม่เชื่อสายตา ตะโกนว่า
"ท่านไฉนว่ากล่าวเช่นนี้ ราวกับมารดาข้าพเจ้ามิได้มีความสำคัญ"
กิมแชฮูหยินต้องส่งสายตาปรามนาง กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดว่า
"เด็กน้อยอย่าได้ไร้มารยาท"

เก็งจู้พลันหันมาทางซุนเซ่งเง็ก กล่าวว่า
"ท่านเมื่อเชื่อมั่นในตัวเต็งลั่ง อย่างนั้นก็รอเขานำพางึ่นแชฮูหยินกลับมา มิต้องนำผู้คนบุกเข้าฮวงจึงอีก"
ยามนี้สาวเท้ามาที่เม่งไอ่ซี ก้มลงกล่าวกับนางว่า
"ท่านก็มากับเรา"
...เม่งไอ่ซีได้แต่เดินออกมากับเก็งจู้นั้น ซุนเซ่งเง็กก็ติดตามมาด้านหลัง ยังได้ยินเล่งเหล็งร่ำร้องเสียงดังไล่หลังมา คล้ายยังคิดอาละวาดกับเก็งจู้ ทว่าสตรีรับใช้ของกิมแชฮูหยินพลันจับตัวนางไว้...

เก็งจู้สืบเท้าออกมาที่ด้านนอก ท่าทียังปลอดโปร่ง คล้ายคิดชมทัศนียภาพยามเช้า ซุนเซ่งเง็กก็ตามมาสมทบกับเขา เอ่ยขึ้นว่า
"เล้งอิกออกไปที่นอกด่าน ท่านคิดให้พวกเราติดตามดู"
เก็งจู้สั่นศีรษะคราหนึ่ง กล่าวว่า
"เขาคิดไปที่ใดก็เป็นเรื่องของเขา พวกเราเพียงดำเนินตามแผนการเดิม เพียงก่อกวนพวกเขาปั่นป่วน ทำลายขวัญผู้คน เรื่องของเล้งอิกย่อมเป็นเราจัดการเอง"
ซุนเซ่งเง็กยังกล่าวอีกว่า
"เต็งลั่งเล่า? เขายามนี้ยังช่วยเหลือพวกฮวงจึง ทำให้พวกเราลำบากใจยิ่ง"
เก็งจู้นั้นเมินศีรษะไปอีกทาง กล่าวว่า
"เต็งลั่งคิดปกป้องสหาย ก็ให้เขาเพลิดเพลินไปอีกระยะหนึ่งเถิด เขาเติบโตที่ภายนอก พวกเราไม่อาจกดดันเขา ท่านก็อย่าได้ร้อนใจไป"

ซุนเซ่งเง็กพยักหน้ารับทราบ จากนั้นถอยกายจากไป เม่งไอ่ซีรับฟังพวกเขาโต้ตอบ ดังราวกับนางมิได้มีตัวตน ยามนี้พลันเอ่ยขึ้นว่า
"ท่านที่แท้คิดทำอย่างไร"
เก็งจู้หันมาจ้องมองนาง นัยน์ตายังมีประกายนุ่มนวล กล่าวว่า
"เรามิได้คิดซับซ้อนอันใด เพียงมีเรื่องต้องทำสามประการ"
เม่งไอ่ซีก็ถามว่า
"เป็นสามประการใด"
เก็งจู้มองดูเกลียวคลื่นที่สาดซัดหินผา กล่าวช้าๆ ว่า
"ประการแรก เราคิดเรียกเล้งอิกมาประมือกันคราหนึ่ง... ทว่ากับเรื่องนี้เรามิได้เร่งร้อน..."
...เม่งไอ่ซีย่อมทราบ เก็งจู้กับเล้งอิกสักวันต้องเผชิญหน้า ตนแม้คาดคิดได้ ยังคงรู้สึกใจหาย...
เก็งจู้พลันกล่าวสืบต่อว่า
"ประการที่สอง เราคิดถามไถ่เต็งลั่ง เขายังต้องการท่านหรือไม่..."
...เม่งไอ่ซีพอฟังต้องเชิดศีรษะขึ้น กล่าวว่า
"เรื่องประดานี้มิใช่เรื่องของท่าน ยังคงอย่าได้ยุ่งเกี่ยว"
เก็งจู้มิได้สนใจท่าทีนาง ยังกล่าวต่อไปว่า
"ประการที่สาม เราคิดถามท่าน หากเต็งลั่งมิต้องการท่านอีก ท่านใช่ยินยอมรั้งอยู่ที่นี้หรือไม่"

เม่งไอ่ซีรู้สึกขุ่นใจอย่างยิ่ง ตอนแรกคิดสะบัดหน้าจากไป ทว่ายามนี้พลันหันมา กล่าวว่า
"ท่านอย่าได้ลืมเลือน เราเป็นสตรีมีสามี จะอย่างไรก็ต้องกลับสู่ฮวงจึง"
เก็งจู้พลันคว้าข้อมือนางขึ้น กล่าวอย่างเน้นถ้อยคำว่า
"ท่านเรียกเราอย่าได้ลืมเลือน ตนเองกลับลืมเลือนไป ท่านหากระลึกได้ว่าเป็นฮูหยินของฮวงจึง ไฉนรับประทานยาแก้ของเก้าตั๊กฮวย คิดฉุดดึงเต็งลั่งมาที่นี้"
เม่งไอ่ซีพลันพลุ่งพล่านใจ กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นระริกว่า
"เราคิดให้เขากลับสู่รากเดิม มิต้องเร่ร่อนพเนจรดังคนไร้ญาติขาดมิตร"
เก็งจู้ก็จ้องตรงลงไปในดวงตานาง กล่าวว่า
"...ท่านแน่ใจ? ตนเองต้องการเพียงเท่านั้น...
...ท่านแน่ใจ? หากเต็งลั่งเอ่ยปากขอร้อง ท่านยังสามารถผละกลับไปหาเล้งอิก...
...ท่านแน่ใจ? มาตรว่าเต็งลั่งหันหลังให้ท่าน ท่านสามารถอยู่ร่วมกับเล้งอิกอย่างสุขสันต์.."

เม่งไอ่ซีพลันมีน้ำตาพร่างพราว เก็งจู้ยามนี้ปล่อยข้อมือนาง กล่าวว่า
"เราทราบว่าท่านมิได้แน่ใจ ดังนั้นเราตัดสินใจแทนท่าน..."
เม่งไอ่ซีมองเก็งจู้อย่างงุนงง ได้ยินเขาเอ่ยออกมาว่า
"เราตัดสินใจ... หากเต็งลั่งมิยินยอมลงเอยกับท่าน เราจะรั้งท่านไว้ที่นี้ ตกแต่งท่านเป็นภรรยา..."
เม่งไอ่ซีพลันสะดุ้งขึ้น เก็งจู้ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาแก่นาง กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
"ท่านเคยบอก เรามีดวงตาดุจเดียวกับเต็งลั่ง อาจบางที... ด้านอื่นๆ ของเรายังเหมือนกับเขา"
เม่งไอ่ซีหันหน้าไปอีกทาง กล่าวว่า
"พวกท่านมาตรว่ามีดวงตาดุจเดียวกัน แววตากลับผิดแผก น้ำใจที่มีต่อผู้คนก็แตกต่างกันนัก"
เก็งจู้ยังมีสีหน้าราบเรียบ ถามว่า
"ท่านไฉนเอ่ยเช่นนี้"
...เม่งไอ่ซีคิดถึงทาริกาน้อยที่เรียกว่าเล่งเหล็งผู้นั้น คาดเดาออกว่านางย่อมเป็นธิดาของเล้งโกวที่เคยประมือกับตน ดังนั้นกล่าวว่า
"เล้งโกวที่ถูกจับกุม ท่านกลับมิได้มีท่าทีห่วงใย"
เก็งจู้มองนางไม่วางตา สีหน้ายังคล้ายงุนงง
"ยี่เก็งจู้ไปกับนาง มิได้ช่วยเหลือนางกลับมา ท่านกลับมิได้ต่อว่าเขา ไฉนยามนี้มาต่อว่าเรา"
เม่งไอ่ซีถอนใจคราหนึ่ง กล่าวว่า
"เล้งโกวเป็นคนสนิทของท่านฤามิใช่"

เก็งจู้ยามนี้มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้น ถามว่า
"ท่านคงรับฟังวาจาผู้คนมามากหลาย"
...เม่งไอ่ซีย่อมเคยได้ยินได้ฟังมา เล้งโกวที่ฝึกวิชาขั้นสูงจากกิมแชฮูหยิน ทั้งยังมักติดตามเก็งจู้อยู่เสมอ ผู้คนย่อมซุบซิบกล่าวขาน ปึงซิ่วซิ่วที่สนิทกับนาง ยังเคยบอกเล่าเรื่องนี้มาบ้าง...
เก็งจู้พลันหันกายไปอีกทาง กล่าวว่า
"เล้งโกวติดตามเรา เป็นนางพอใจเอง เรามิเคยเรียกหานาง"
เม่งไอ่ซีพลันนึกถึงเล่งเหล็งที่ผู้คนคล้ายเกรงอกเกรงใจยิ่ง ดังนั้นถามว่า
"เล่งเหล็งเล่า มิทราบบิดานางเป็นผู้ใด"
เก็งจู้หันขวับมา ตาแลสบตานาง ถามว่า
"ท่านเข้าใจ? ทาริกานางนั้นเป็นบุตรีเรา"
เม่งไอ่ซีก็มองสบตาเขา มิได้ว่ากล่าวอันใด เก็งจู้พลันมีรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก กล่าวว่า
"เรามิเคยหลับนอนกับเล้งโกว นางไปมีบุตรจากที่ใด เราก็มิเคยถามไถ่ กับเรื่องราวของนาง เรามิเคยสนใจใคร่รู้ นางที่มักทำตัวลึกลับ ผู้คนที่นี้ก็โจษจันมากหลาย ทว่าเราที่เป็นบุรุษผู้หนึ่ง ยังเป็นเก็งจู้ผู้หนึ่ง ยังต้องคอยกังวลเรื่องเหล่านี้? คอยอธิบายผู้คนถึงเรื่องเหล่านี้?"

เม่งไอ่ซีพลันลดท่าทีแข็งกร้าวลง เก็งจู้ที่คล้ายยโสเย็นชา ยังคล้ายมีอีกด้านที่เก็บกักไว้ เขาที่พูดจาเอาแต่ใจ ย่อมเป็นเพราะสภาพแวดล้อมบันดาล ถ้อยคำที่เขาว่ากล่าวแก่นางเมื่อครู่ ยังคล้ายเด็กชายที่คิดแย่งยื้อของเล่นผู้อื่น ยามนี้ครุ่นคิด... คนผู้นี้จะอย่างไรก็เป็นกอกอเพียงหนึ่งเดียวของเต็งลั่ง นางหากรับทราบเรื่องราวของเขามากไว้ ย่อมเป็นผลดีต่อเต็งลั่ง อาจบางทียังสามารถปัดเป่าเรื่องร้ายของเล้งอิก...
พอได้คิดพลันกล่าวว่า
"ขออภัยท่าน... วันนี้จิตใจเราไม่ปกติ ว่ากล่าวเรื่องเหลวไหลออกมา"
เก็งจู้ก็ผ่อนคลายลง มองดูดวงหน้าที่ซีดขาวของเม่งไอ่ซี ดวงตาพลันมีประกายอบอุ่นอีกครา กล่าวว่า
"พวกเราก็ไปรับประทานอาหารที่งึ่นแชฮูหยินผู้นั้น ท่านตกลงหรือไม่?"