|
ผิวน้ำสีมรกตต้องสายลมอ่อนยามเช้า ปรากฏระลอกคลื่นน้อยๆ
ฝูงปลาพลันผุดขึ้นด้านบน เกล็ดสีเงินต้องแสงแดดเป็นประกาย...
ลิ้มเต็กเฮียะเช้านี้ลิงโลดอย่างยิ่ง นางเมื่อคืนค้างแรมที่เซียงกงจู้ ลู่เช่าจื้อยังสอนนางเล่นหมากรุกจนดึกดื่น พอตื่นเช้ารับประทานข้าวเสร็จสิ้น เซียงกงจู้พลันกำนัลต่างหูทองคำแก่นางคู่หนึ่ง ต้องรู้สึกหัวใจพองโต โลดแล่นมาที่พำนักของเพ็กกงจู้ คิดบอกเล่าเย้าหยอกเล้งจึงจู้สักครา...
...จึงจู้ท่านดู ข้าพเจ้าเมื่อวานรับประทานไข่หงส์ทอง วันนี้พลันมีต่างหูทองงอกออกมา...
นางพอมาถึงก็เห็นเล้งอิก ทว่าคนพอแลเห็นเขา คำพูดจาที่คิดบอกเล่ากลับชะงักไป...
...เล้งอิกยามนี้อยู่ที่ริมน้ำ ในมือมีทวน ร่ายออกด้วยกระบวนท่าที่รวดเร็ว เห็นเขาพุ่งปราดขึ้นราวนกเหยี่ยว ทวนในมือควงเป็นวง ปรากฏอานุภาพราวพายุสายหนึ่ง พอทรงกายลงกับพื้น ใบท้งที่เบื้องบนก็โปรยปรายลงมานับร้อย ถึงกับใช้คมทวนกรีดจนร่วงหล่น...
สายลมพัดวูบขึ้น พัดเอาใบท้งใบหนึ่งมาติดที่ชายเสื้อลิ้มเต็กเฮียะ นางพอหยิบขึ้นมาก็เห็นรอยตัดที่ราบเรียบ...
มองดูเล้งจึงจู้อย่างสังเกตสังกา เห็นท่านเพียงใช้ทวนไม้ไผ่ มิทราบหยิบยืมจากผู้ใดมา
...ลิ้มเต็กเฮียะมิใช่ผู้สนใจวิชาบู๊ ดังนั้นย่อมมิทราบ ทวนไม้ไผ่ที่มิได้ลับคม กลับสามารถตัดใบท้งราวกระบี่เลอเลิศ เป็นเพราะพลังภายในที่ถ่ายทอดออกมา...
...เล้งอิกที่เมื่อคืนถ่ายทอดเรื่องราวต่อมารดา มิเพียงทำให้ท่านหม่นหมอง ยังมิอาจสืบความเรื่องฮ้วยหงส์ตั๊ก ในใจพลันมีเพลิงเกรี้ยวกราดมิอาจระงับ วันนี้ได้แต่ระบายกับต้นท้งริมน้ำ...
ลิ้มเต็กเฮียะมาตรว่ามิทราบความ ทว่าคนที่อ่อนไหวย่อมรู้สึกได้ เล้งจึงจู้วันนี้อารมณ์ไม่ดีอย่างยิ่ง ยามนี้นางพลันห่อกายลง คิดผละจากไปมิให้รบกวนท่าน
...เล้งอิกความจริงเห็นนางแต่แรก เพียงมิมีจิตใจทักทายผู้ใด ทว่าพอเห็นนางหันหลังกลับ อดมิได้ต้องร้องเรียกว่า
"ลิ้มโกวเนี้ย อย่าได้ไป"
ลิ้มเต็กเฮียะหันกายมา แววตายังหวั่นเกรง มิทราบนางทำลายบรรยาศฝึกทวนของเล้งจึงจู้หรือไม่ ต้องรีบกล่าวว่า
"ขออภัยท่าน ข้าพเจ้าเพียงคิดมา..."
ที่คิดว่ากล่าวคือ... ข้าพเจ้าเพียงคิดมาหยอกเย้าเหลวไหล... ทว่ากริ่งเกรงเล้งจึงจู้ขัดเคือง ดังนั้นรีบเปลี่ยนถ้อยคำ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเพียงคิดมาทักทายยามเช้า"
เล้งอิกยิ้มขึ้นนิดหนึ่ง กล่าวว่า
"อย่างนั้นไฉนยังมิได้ทักทาย กลับคิดจากไปก่อน"
ลิ้มเต็กเฮียะก็แย้มยิ้มปลอบใจตนเอง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าพอดีนึกออก เมื่อครู่รับประทานอาหารกับเซียงกงจู้ มิได้ช่วยพวกท่านเก็บกวาด ดังนั้นต้องรีบกลับไป"
เล้งอิกแลดูลิ้มเต็กเฮียะ เห็นดวงหน้าขาวผุดผาด ดวงตากระจ่างใสบริสุทธิ์ นางวันนี้สวมเสื้อกระโปรงแพรสีขาวบางเบา ศีรษะถักเปียหลายสาย รู้สึกเป็นความงามที่กลมกลืนกับธรรมชาติเบื้องหน้า ตนที่มักเห็นนางเป็นดรุณีน้อย วันนี้กลับรู้สึก นางคล้ายเติบโตขึ้นมากหลาย ยามลืมตัวทอดสายตาลง เห็นเรือนร่างแบบบางอรชร พลันคิด... ตนก็เคยโอบอุ้มนางมาคราหนึ่ง...
...ยามจิตใจล่องลอย พลันได้ยินลิ้มเต็กเฮียะถามขึ้นว่า
"เล้งจึงจู้ ท่านมองดูสิ่งใด"
เล้งอิกต้องชะงักวูบ รีบถอนสายตากลับ หันหน้าไปอีกทาง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้า... ข้าพเจ้ากำลังครุ่นคิดเรื่องหนึ่ง"
ลิ้มเต็กเฮียะยามนี้พลันนึกไป ฮวงจึงมีเรื่องรุนแรงบังเกิด เล้งจึงจู้ย่อมมีความในใจหนักหนา ดังนั้นกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเป็นคนไร้ประโยชน์อย่างยิ่ง มิสามารถช่วยเหลืออันใด ยังเกะกะขวางมือเท้าท่าน"
เล้งอิกรีบสั่นศีรษะโดยพลัน ลิ้มเต็กเฮียะที่เยาว์วัยไร้เดียงสา มิว่าเรื่องราวใดล้วนยอมอ่อนข้อต่อผู้คนก้าวหนึ่ง ต้องรู้สึกสงสารเวทนา ตนที่ร่วมทางกับนางหลายวัน ยามกระวนกระวายท้อถอย ยังมีนางที่ว่ากล่าวปลอบใจ
...ยามนี้ปักทวนไม้ไผ่ลงบนพื้น กล่าวว่า
"ท่านคิดไปเก็บกวาดที่เซียงกงจู้ ข้าพเจ้าไปด้วยได้หรือไม่"
ลิ้มเต็กเฮียะต้องยินดีอย่างยิ่ง บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่สดใสสะคราญ ยังลืมเลือนเรื่องกลัดกลุ้มเมื่อครู่ ถึงกับฉุดดึงมือเล้งจึงจู้ นำพาไปยังสถานที่ของเซียงกงจู้นั้น
พวกเขาพอลับสายตา ม่านหน้าต่างชั้นบนของเพ็กกงจู้พลันเปิดออก เห็นนางยืนอยู่กับสตรีรับใช้นางหนึ่ง
...สตรีรับใช้ทางหนึ่งประดับเครื่องทองรูปผีเสื้อลงบนเรือนผมนาง ทางหนึ่งกล่าวว่า
"โกวเนี้ยน้อยท่านนั้นน่ารักอย่างยิ่ง หากเติบโตกว่านี้อีกปีสองปี รูปหน้าเป็นเช่นดรุณีเต็มสาว ต้องงดงามราวเทพธิดา"
เพ็กกงจู้ก็มีรอยยิ้มนุ่มนวล มองดูแสงแดดส่องลงบนลำน้ำ กล่าวว่า
"เราเพียงเสียดาย นางไฉนเกิดช้าไปสิบปี"
สตรีรับใช้สั่นศีรษะไปมา กล่าวว่า
"มิว่าเกิดช้าหรือเร็ว หากได้พบพาน หรือมิใช่มีวาสนาร่วม"
เพ็กกงจู้พลันหันกายกลับมา นัยน์ตาที่จ้องมองมีแววเอ็นดู กล่าวแก่สตรีรับใช้นางนั้นว่า
"เจ้าเพียงพอใจอยู่ใกล้เรา มิทราบเรื่องซับซ้อนระหว่างบุรุษสตรี..."
นางพอหยุดคำก็ถอนใจคราหนึ่ง จากนั้นกล่าวว่า
"กับคนที่ได้พบพาน บางครั้งมิใช่มีวาสนา หากแต่เป็นชะตากรรม...
...กับคนที่ได้พบแล้วเป็นทุกข์ มิพบพานไยมิใช่ประเสริฐกว่า..."
สตรีรับใช้นางนั้นพลันมิยินยอม สั่นศีรษะกล่าวว่า
"ข้าพเจ้ากลับคิด คนที่เมื่อพบพานแล้วมีความสุข มาตรว่าเป็นเพียงระยะสั้น ยังหวังใจได้พบสักครา...
...เมื่อมีอันต้องพลัดพราก ยังมีความหลังที่หวานชื่นไว้รำลึกถึง..."
เซียงกงจู้ยืนเดียวดายอยู่ที่ริมน้ำ แลดูฝูงนกฮักไล่จิกกันเซ็งแซ่ คนก็ยิ้มแย้มขึ้น คล้ายรำลึกถึงความหลังที่หวานชื่น...
ลู่เช่าจื้อพอล้างชามเก็บที่นอนเสร็จสิ้นก็ไปเยี่ยมเยียนญาติมิตร ลิ้มเต็กเฮียะเมื่อเช้าได้ต่างหูคู่หนึ่งก็โลดแล่นลับหาย นางจึงมาเดินเล่นที่ริมน้ำเพียงลำพัง เห็นฝูงนกฮักที่ชอบต่อยตีรุกไล่แย่งชิงอาหาร ต้องชมดูจนขบขัน เมื่อกาลก่อนนางย่อมรู้จักคนผู้หนึ่งที่ชมชอบดูนกอย่างยิ่ง ยามรับประทานจนท้องอิ่มหนำ ยังสามารถนอนดูนกได้ครึ่งค่อนวัน...
...ยามคิดถึงคนที่น่ารักผู้นั้น แววเย็นชาบนดวงหน้าพลันสลายคลาย นัยน์ตาหงส์คู่งามมีประกายอ่อนโยน รอยยิ้มที่ผุดขึ้นยังหวานซึ้ง เล้งอิกกับลิ้มเต็กเฮียะพอชมดูยังหันหน้ามองกัน มิว่าผู้ใดก็มิเชื่อสายตา...
เซียงกงจู้ยามนี้เพิ่งพบเห็นเล้งอิก ต้องละสายตาจากฝูงนกฮัก เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"เล้งจึงจู้ยังมิไปเที่ยวเล่น ไฉนพาลมาที่นี้"
เล้งอิกชะงักคราหนึ่ง นางกลับคิดให้ตนไปเที่ยวเล่น ยังเจรจาคล้ายมารดาตำหนิบุตร ต้องรีบกล่าวว่า
"ลิ้มโกวเนี้ยคิดมาเก็บกวาดบ้าน ข้าพเจ้าก็ติดตามมา"
เซียงกงจู้หันกายไปอีกทาง กล่าวว่า
"กอกอข้าพเจ้าเก็บกวาดเสร็จสิ้น ลิ้มโกวเนี้ยยังคงพักผ่อนตามสบาย"
ลิ้มเต็กเฮียะพลันรู้สึกคล้ายโดนมารดาตำหนิอีกผู้หนึ่ง ต้องลอบถอนใจขึ้น กล่าวว่า
"กลางวันนี้ข้าพเจ้าผัดหมี่ให้พวกท่านรับประทานดีหรือไม่"
นางกาลก่อนยามโดนผู้คนในบ้านดุด่า ต้องรีบเอาใจพวกเขา ผัดหมี่ใส่ไข่ให้รับประทาน ฝีมือด้านอื่นมาตรว่าไม่เลอเลิศ ทว่ากับผัดหมี่ยังใช้ได้อยู่
เซียงกงจู้พลันกล่าวว่า
"ท่านคิดทำก็ทำเถิด ยามนี้รีบเข้าไปดูในครัว หากขาดข้าวของใด ให้ไปที่บ้านด้านหลังนั้น ถามหาคนที่ชื่อว่าผั่งซิม เขาจึงช่วยเป็นธุระจัดหาแก่ท่าน"
ลิ้มเต็กเฮียะพอฟังก็วิ่งปราดไปในทันที นางรู้สึก เซียงกงจู้ยามอยู่กับนางโดยลำพัง มักนุ่มนวลใจดีกว่ายามอยู่ต่อหน้าเล้งจึงจู้ ดังนั้นคิดเขกศีรษะตนเอง ไฉนนำพาเล้งอิกมาที่นี้ ก่อกวนอารมณ์เซียงกงจู้ไม่ปกติอีกครา...
เล้งอิกก็หันมองจนลิ้มเต็กเฮียะลับสายตาไป เซียงกงจู้พลันเอ่ยขึ้นว่า
"ข้าพเจ้าตอนแรกคาดคิด นางที่ไร้เดียงสามักพัวพันท่าน ยามนี้กลับไม่แน่ใจ ดูคล้ายท่านก็พัวพันนาง"
เล้งอิกพลันสะดุ้งขึ้น มิทราบสมควรตอบคำเยี่ยงไร เซียงกงจู้แลดูเขาไปมา กล่าวว่า
"ท่านหากมิคิดเกี่ยวข้องผูกพัน ต้องระวังตนเองให้มาก นางที่จิตใจบริสุทธิ์ อย่าได้ชักนำเข้าวังวน"
เล้งอิกยังคงมิอาจว่ากล่าวอันใด เซียงกงจู้พลันชี้ให้ดูฝูงนกฮักที่ยังจิกตีกันไม่เลิกรา กล่าวว่า
"ฝูงนกแย่งอาหาร จิกตีคราหนึ่งก็ประสบผล ตัวใดแข็งแรงก็ได้รับประทาน ทว่าเรื่องราวระหว่างชายหญิงหาเป็นเช่นนั้นไม่ คนผู้หนึ่งคาดคิดว่าตนเพียบพร้อมทุกประการ ถึงกับประหัตประหารฝ่ายตรงข้ามล้มตาย ยังมิแน่ว่าจะได้หัวใจที่ปรารถนา..."
เล้งอิกพลันก้มศีรษะลง เซียงกงจู้ก็คล้ายใจอ่อน ว่ากล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้น
"ที่เราเจรจามากหลาย มิใช่คิดตำหนิติเตียน แต่ท่านที่เป็นสหายเต็งลั่ง เราย่อมมิปรารถนาให้กระทำพลาดพลั้ง ชาตินี้ทั้งชาติต้องนั่งรำพึงรำพัน กักตนเองในวังวน มิอาจพังทลายออกไป"
เล้งอิกย่อมสำนึกขอบคุณนาง เขาหลายวันมานี้จิตใจสับสน คนที่คิดถึงคะนึงหาก็อยู่ห่างไกล ยามนิทรายังคร่ำครวญในฝัน เขาที่เป็นบุรุษมีเลือดเนื้อผู้หนึ่ง กับลิ้มเต็กเฮียะที่อ่อนหวานน่ารัก ย่อมยากจะระงับจิตใจ...
...ทว่าตนที่มักเก็บงำความรู้สึก ยามรับฟังย่อมอึดอัดขัดข้อง รู้สึกใบหน้าร้อนผ่าว มิอาจเอ่ยถ้อยคำใดออกมา...
เซียงกงจู้พลันเรียกเขานั่งลง เปลี่ยนหัวข้อสนทนา กล่าวว่า
"เราเมื่อวานเรียกผู้คนสืบเสาะเรื่องราวของจูเพ่งเอ็ง ท่านก็คิดใคร่ฟังหรือไม่"
เล้งอิกพลันลืมเลือนเรื่องที่คิดอยู่ ร้อนรนถามว่า
"ท่านสืบทราบได้ความแล้ว?"
เซียงกงจู้สั่นศีรษะคราหนึ่ง กล่าวว่า
"คนของข้าพเจ้าเพิ่งออกไปเมื่อวาน ย่อมยังมิทราบความใด ทว่ากับวิชาสะกดจิตใจที่พิสดารนั้น มีอดีตกงจู้ท่านหนึ่งของเราบอกเล่าต่อข้าพเจ้า"
เล้งอิกก็เคยรับรู้อานุภาพของวิชาสะกดจิตใจนั้นมา ดังนั้นถามว่า
"วิชานั้นใช่มีอยู่จริง อดีตกงจู้ที่ท่านว่ากล่าวไฉนจึงรู้จัก"
เซียงกงจู้แลดูสายน้ำพลางเรียบเรียงถ้อยคำ กล่าวว่า
"กงจู้ท่านนั้นยามเยาว์วัยเคยอยู่ที่ดินแดนทะเลทราย ยังเคยพบเห็นผู้ร่ำเรียนวิชาเช่นนั้น ท่านกล่าวว่า วิชานี้มีสองแขนง แขนงหนึ่งคือสะกดจิตผู้คนให้เคลิบเคลิ้มงงงวย มิเป็นตัวของตัวเอง คนที่อยู่ในภาวะเช่นนั้น สามารถย้อนรำลึกเหตุการณ์ในอดีตได้อย่างแม่นยำ คล้ายกับเวลาหวนคืนกลับ บางคราผู้สะกดยังสามารถชักนำให้เกิดภาพลวงตา..."
เล้งอิกก็พยักหน้ารับ เซียงกงจู้กล่าวสืบไปว่า
"วิชาแขนงที่สองยังลี้ลับพิสดารยิ่งกว่า กลับมิได้เรียกว่าสะกดจิต หากเรียกว่าถอดวิญญาณ..."
เล้งอิกรับฟังจนสนเท่ห์ ถามว่า
"นั่นเป็นวิชาเยี่ยงไร"
เซียงกงจู้ก็ส่ายศีรษะไปมา ตนเองก็ยังคล้ายมิเชื่อ กล่าวว่า
"วิชานี้แปลกประหลาดนัก กงจู้ท่านนั้นเล่าว่า ผู้คนสำคัญของดินแดนทะเลทรายนั้น หากถึงเวลาล่วงลับดับสังขาร สามารถถอดวิญญาณไว้ที่ร่างบุคคลอื่น คนผู้นั้นกลับกลายเป็นตัวท่าน วิญญาณเดิมกลับล่องลอยสู่ปรโลก ตกตายโดยมิรู้ตัว"
เล้งอิกพลันนึกย้อนเรื่องราวที่ประสบมา จูเพ่งเอ็งที่เป็นดรุณีน้อย บางครากลับมีอากัปกริยาคล้ายสตรีวัยกลางคน กระทั่งสีหน้าแววตาก็เปลี่ยนไป มัจฉาคราหนึ่งยังเคยว่ากล่าว... นางสามารถสะกดจิตตนเอง... เขาที่มิเคยพบพานมา ย่อมพิศวงงุนงงอย่างยิ่ง
...ได้ยินเซียงกงจู้เอ่ยขึ้นอีกว่า
"ข้าพเจ้าเมื่อพบจูเพ่งเอ็งครั้งแรก รู้สึกว่านางมีสิ่งใดมิถูกต้อง ทว่ามิได้มีกลิ่นอายชั่วร้าย กระทั่งวันที่นางลงมือต่อท่าน จึงเห็นว่านางคล้ายเป็นคนละคน ยามจู่โจมยังเลือดเย็นยิ่ง มิคล้ายดรุณีเยาว์วัย"
เล้งอิกย่อมรู้สึกเช่นนั้น เขายามนี้ใคร่ครวญอีกครา พลันนึกถึงถ้อยคำของมัจฉาและจูเพ่งเอ็งที่โต้ตอบกัน ต้องรีบเอ่ยว่า
"พวกเขายังกล่าวถึงซือแป๋ท่านหนึ่ง คล้ายมีอันใดเกี่ยวข้องกับลิ้มโกวเนี้ย ยังว่าลิ้มโกวเนี้ยทำร้ายคนกันเอง..."
เซียงกงจู้ก็ครุ่นคิดอย่างหนัก พึมพัมว่า
"ทว่าท่านเคยบอก... มัจฉายืนยันหนักแน่น พวกเขามิใช่คนของเทียนมึ้งเก็ง"
เล้งอิกผงกศีรษะ กล่าวว่า
"หากพวกเขาเป็นคนของเทียนมึ้งเก็ง ก็หามีความจำเป็นใดที่ต้องปิดบังศักดิ์ศรี พวกเราทุกคนล้วนทราบ เทียนมึ้งเก็งบุกรุกฮวงจึงแล้ว"
เซียงกงจู้นิ่งงันอยู่นาน สักครู่พลันถอนหายใจ กล่าวว่า
"หากเต็งลั่งอยู่ที่นี้ พวกเราย่อมได้ความกระจ่างชัดกว่า เขาที่บางคราซุกซนเหลวไหล ทว่าใคร่ครวญเรื่องราวลึกซึ้งอย่างยิ่ง..."
เล้งอิกก็ยอมรับความข้อนี้ เซียงกงจู้พลันถามขึ้นว่า
"ท่านว่าเพิ่งพบพานเต็งลั่งที่ฮวงจึง ยามนี้มิทราบเขายังอยู่ที่นั้นหรือไม่"
เล้งอิกสั่นศีรษะคราหนึ่ง ในใจบังเกิดความรู้สึกยากบรรยาย ทว่ายังคงบอกออกไป
"ภรรยาข้าพเจ้าคิดสอบถามเรื่องราวนี้จากบิดานาง ดังนั้นเต็งลั่งร่วมทางกับนางสู่น่ำไฮ้ก่า"
เซียงกงจู้หันขวับมา ทวนคำว่า
"เขาร่วมทางกับฮูหยินท่าน?"
เล้งอิกเพียงผงกศีรษะ มิได้ว่ากล่าวกระไร เซียงกงจู้ก็เบือนหน้าไปอีกทาง เล้งอิกลอบแลดูนาง เห็นจ้องมองฝูงนกอย่างซึมเซา เขากลับมิกล้าพูดคุยสืบต่อ ทั้งยังมิกล้าบอกลาลุกไป ในฉับพลันรู้สึกคล้ายเข้าใจนางอย่างยิ่ง...
...ท่านรู้สึกเช่นใด ข้าพเจ้าก็รู้สึกเช่นนั้น...
...หัวใจคนละดวง ความเจ็บช้ำกลับเป็นเช่นเดียวกันมิผิดเพี้ยน...
ผ่านไปสามวัน ที่ฮวงจึงยังสับสนวุ่นวาย...
...ทว่าในกลุ่มศิษย์พลันมีข่าวดี เอี้ยป้อซัวที่ไม่ได้สติถึงสามวันสามคืน ยามนี้กลับฟื้นตื่นแล้ว...
เอี้ยป้อซัวแม้ได้สติกลับมิอาจลุกขึ้น ที่แท้เตี้ยงโหวมัดเขาไว้กับเตียง มิให้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว กระทบกระเทือนถึงอาการบาดเจ็บ
...คนมาตรว่าเจ็บปวดทั่วสรรพางค์ ยังคิดใคร่ทราบเรื่องราวในคืนนั้น อาวเอี้ยงกุนก็บอกเล่าต่อเขาหมดสิ้น ยามเล่าถึงตอนที่เต็งลั่งลงมือต่อเล้งโกว เอี้ยป้อซัวยังรู้สึกตื่นเต้น พอรับฟังสมใจคิดใคร่ว่ากล่าวออกมา ทว่าสุ้มเสียงแหบแห้ง คอยังร้อนผ่าว อาวเอี้ยงเทียนต้องร้องสั่งบุตรชายหยุดปากคำ พลันหันมากล่าวแก่เอี้ยป้อซัวว่า
"ป้อยี้ เจ้าสงบใจอีกสักหลายวัน ร่างกายกลับเป็นปกติแล้วจึงค่อยรับฟังสืบต่อ"
เอี้ยป้อซัวยังมิยินยอม เอ่ยออกมาด้วยเสียงแผ่วเบาว่า
"เต็งลั่งเล่า?"
เขาย่อมสงสัยใคร่ทราบ ตั้งแต่ที่ตนฟื้นตื่น เพียงเห็นซือแป๋ซือเจ็ก กระทั่งเล้งจงก้วงก็อยู่ที่นั้น ทว่ากลับมิได้เห็นเต็งลั่งแม้แต่เงา อาวเอี้ยงกุนบอกว่าเต็งลั่งถ่ายทอดลมปราณรักษาเขา ย่อมคิดบอกกล่าวขอบคุณสักครา
อาวเอี้ยงเทียนกับเตี้ยงโหวสบตากันวูบหนึ่ง โอ้วชีก็เดินไปมาอย่างหงุดหงิดใจ อาวเอี้ยงเทียนพลันตอบว่า
"ตอนที่เจ้ายังสลบไสล เต็งลั่งก็แวะมาเยี่ยมเยียน ทว่าเขายามนี้ออกไปที่ด้านนอก"
โอ้วชีมาตรว่ายังร้อนใจ ยังช่วยเอ่ยเสริมขึ้นว่า
"รอจนเขากลับมา เจ้าก็ร่ายทวนประลองกับเขาได้แล้ว"
...เอี้ยป้อซัวต้องแย้มยิ้มขึ้น ทำมือบอกใบ้ว่า เรื่องนี้ยังคงอย่าได้กระทำ เตี้ยงโหวซือเฮียตี๋ต้องหัวร่อขึ้น
อาวเอี้ยงกุนยามนี้แลไปทางเล้งจงก้วง เห็นท่านเดินออกประตูไปอย่างเงียบเชียบ ท่านตั้งแต่เข้ามายังมิได้เอ่ยอันใดแม้สักคำ ทว่าดูจากท่าทางคล้ายมีเรื่องราวคิดใคร่บอกเล่า ต้องหันไปสบตาบิดา ทำสัญญาณให้ท่านตามออกไปที่ด้านนอก
...อาวเอี้ยงเทียนก็เข้าใจได้โดยพลัน พอออกมาพ้นห้องเอี้ยป้อซัว ก็เร่งเท้าไปจนทันเล้งจงก้วง ถามไถ่ว่า
"จงก้วงท่านคล้ายมีความในใจอันใด"
เล้งจงก้วงผงกศีรษะ กล่าวเสียงเบาว่า
"ข้าพเจ้าเมื่อครู่เห็นเอี้ยซิงแซเพิ่งฟื้นคืน ดังนั้นมิคิดบอกเล่าต่อหน้าท่าน"
อาวเอี้ยงเทียนรีบกล่าวว่า
"ยามนี้พวกเราอยู่โดยลำพัง ท่านมีอันใดก็รีบบอกเล่าเถิด"
เล้งจงก้วงกล่าวว่า
"พวกท่านเมื่อครู่เอ่ยถึงเต็งกงจื้อ ข้าพเจ้าทราบว่าพวกท่านเป็นห่วงเขาอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าจึงคิดบอก... เขาเมื่อสามวันก่อนเดินทางสู่เข่งไคจึง ทว่าไฉนยังมิได้กลับมา ข้าพเจ้าก็มิทราบ"
อาวเอี้ยงเทียนงงงันวูบ มิทราบเต็งลั่งไฉนเดินทางสู่เข่งไคจึง ยามนั้นเล้งจงก้วงพลันเอ่ยสืบไปว่า
"เรื่องที่เขาเดินทางไปที่นั้น มีเพียงข้าพเจ้าทราบ ทว่าเหตุผลที่เขาเดินทางไป หากเขาเห็นว่าสมควรบอกกล่าวแก่พวกท่าน ก็ให้เขาเป็นผู้บอกเล่าเองเถิด เนื่องเพราะเรื่องนี้อาจบางทีกระทบกระเทือนผู้คนบริสุทธิ์..."
อาวเอี้ยงเทียนแลดูเล้งจงก้วง เห็นหน้าตาท่านทุกข์ร้อนหมองหม่นนัก ดังนั้นเพียงกล่าวขอบคุณท่าน มิได้สอบถามสืบไป
เล้งจงก้วงพอเดินลงไปที่ชั้นล่าง อาวเอี้ยงกุนก็ออกจากห้องมาสมทบบิดา อาวเอี้ยงเทียนกล่าวแก่เขาว่า
"จงก้วงบอกต่อเรา เต็งลั่งไปที่เข่งไคจึง ทว่ามิได้บอกเหตุผลที่เขาเดินทางไป"
อาวเอี้ยงกุนร้องอ้อขึ้นมา เต็งลั่งเมื่อสามวันก่อนเพิ่งรีดไถสตางค์เขาไป ดังนั้นกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเพียงเข้าใจ เขาออกไปสำรวจชั่วครู่ เข่งไคจึงอยู่ไม่ไกลจากพวกเรา ไฉนจึงไปถึงสามวัน บิดา... ท่านคิดให้ข้าพเจ้าออกไปสืบเสาะหรือไม่"
อาวเอี้ยงเทียนรีบบอกห้ามโดยพลัน กล่าวว่า
"เต็งลั่งกระทำเรื่องราวรวบรัดหมดจด หากเขามิได้ร้องขอ เจ้าอย่าได้สอดมือเข้าไป อาจบางทีทำให้เสียเรื่อง"
อาวเอี้ยงกุนพลันรีรออยู่ครู่หนึ่ง คล้ายรวบรวมความกล้าขึ้น จากนั้นถามว่า
"บิดา พวกท่านที่ทราบความเป็นมาเต็งลั่ง ใช่ยังเชื่อมั่นในตัวเขาหรือไม่"
อาวเอี้ยงเทียนยิ้มขึ้นนิดหนึ่ง ย้อนถามว่า
"เจ้าเล่า?"
อาวเอี้ยงกุนกล่าวอย่างหนักแน่นว่า
"เรื่องบาดหมางระหว่างฮวงจึงกับเทียนมึ้งเก็งรุนแรงยิ่ง ทว่าข้าพเจ้ายังเชื่อมั่นเต็งลั่ง"
อาวเอี้ยงเทียนก็ผงกศีรษะคราหนึ่ง กล่าวว่า
"คำถามนี้ต่อให้จึงจู้ของพวกเราเป็นผู้ตอบ เขาก็ยังตอบเช่นเดียวกับเจ้า"
อาวเอี้ยงกุนก้มศีรษะลง กล่าวว่า
"เสียดายระหว่างพวกเขามีเรื่อง..."
อาวเอี้ยงเทียนส่งเสียงดุโดยพลัน รีบกล่าวว่า
"เรื่องระหว่างพวกเขาเป็นเรื่องส่วนตัว ยังมิใช่เรื่องของพวกเรา เจ้าแม้รู้จักสังเกตผู้คน ยังต้องทราบไว้ เรื่องบางอย่างมิควรพูดออกไป มิว่าต่อหน้าหรือลับหลัง อย่าว่าแต่... เวลานี้เรื่องใหญ่กลับมิใช่เรื่องนั้น พวกเขาทั้งสองหาใช่ทารกสิบขวบ ย่อมรู้จักสะกดกลั้นจิตใจ"
อาวเอี้ยงกุนก็สงบปากคำ ยามหันหลังคิดเดินจากไป กลับมีคำถามขึ้นอีกว่า
"...ท่านว่าผู้คนย่อมรู้จักสะกดกลั้นจิตใจ...
...ทว่าความอดทนของมนุษย์ มิใช่มีขีดจำกัดดอกหรือ..."
|