|
บ่ายคล้อย ตะวันสาดแสงเล็ดรอดร่มไม้...
เส้นทางนอกเมืองจิ่งเอี๊ยงกลับเปล่าเปลี่ยวไร้ผู้คน...
เส้นทางนี้เดิมคึกคักอย่างยิ่ง ยังเป็นทางลัดไปสู่เมืองท่าถึงสามแห่ง ทว่าหลายปีมานี้ผู้เดินทางมักสาบสูญไร้ร่องรอย ดังนั้นเกิดเป็นเสียงเล่าลือเรื่องภูตผีปิศาจ บ้างยังว่าเห็นนกกระสายักษ์ไล่ดักจับผู้คน ชาวบ้านที่หวาดกลัวพลันเปลี่ยนไปใช้เส้นทางเรือ ยอมล่าช้าวันหนึ่งยังดีกว่าต้องลงท้องนกกระสายักษ์นั้น...
...บนหนทางรกร้าง มิเพียงหญ้าสูงท่วมเข่า ยังมีดงไม้หนามดกหนา ยามนี้กลับปรากฏผู้สืบเสาะมาสองคน...
เห็นพวกเขาโลดแล่นเหนือยอดหญ้า ผู้หนึ่งสวมอาภรณ์สีม่วง อีกผู้หนึ่งสวมอาภรณ์สีแดง ที่ด้านหลังยังสะพายกระบี่
...ที่แท้เป็นซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องเอง...
ซังแชเกี่ยมแขะคราวก่อนลอบออกจากขบวนซุนเซ่งเง็ก คิดประลองกระบี่กับเก้าวิญญาณ ยามประมือสามารถใช้กลยุทธที่เหนือกว่า แม้มีเพียงสองยังเกือบเอาชัยผู้คนทั้งเก้า มิคาด เก้าวิญญาณพอเห็นควันสีเขียวพวยพุ่ง กลับมิได้คิดต่อสู้สืบต่อ ยังหลบหนีเร้นกายหมดสิ้น พวกเขาสองพี่น้องมิอาจสืบเสาะพบ ได้แต่รีบเร่งเดินทางสู่ฮวงจึง หวังสมทบซุนเซ่งเง็กที่ล่วงหน้าไป ทว่าคนที่ผิดหวังยังประสบเคราะห์กรรม พบพานเต็งลั่งที่ก่อกวนผู้คนแทบคลั่งใจตาย ต้องตากน้ำค้างชมกระต่ายหนึ่งคืน กระบี่คู่ยังถูกช่วงชิงไป...
...พวกเขาที่มิเคยขาดอาวุธคู่กาย พอสามารถเคลื่อนไหวก็รีบเร่งเสาะหาช่างตีดาบกระบี่ ได้กระบี่คู่เล่มใหม่มาใช้แทนชั่วคราว ในใจมาตรว่าก่นด่าเต็งลั่ง ยังต้องยอมรับคนผู้นี้มีฝีมือราวภูติผี เพียงพุ่งออกก็สกัดจุดพวกเขาทั้งสอง กระทั่งกระบวนท่ายังมิได้เห็นถนัดชัดตา...
พวกเขาที่เสียเวลาอยู่ภายนอกหลายวัน ยามนี้เร่งร้อนกลับเทียนมึ้งเก็ง ทราบว่าต้องรับโทษจากยี่เก็งจู้ ดังนั้นในใจหนักอึ้ง ตลอดทางมิได้ว่ากล่าวพูดคุย
...คนที่โลดแล่นด้วยความเร็ว พลันได้ยินเสียงนกค้อร้องที่ข้างทาง อั่งแชซิงแซพลันกล่าวขึ้นว่า
"น่ากลัวสักครู่จึงมีฝนตก"
จี่แชซิงแซแค่นเสียงคราหนึ่ง กล่าวว่า
"เรามิใช่บอกต่อท่าน ยังคงใช้เส้นทางในเมือง หากฝนตกยังมิต้องลำบากเปียกปอน"
อั่งแชซิงแซก็มีสีหน้าบูดบึ้ง กล่าวว่า
"พวกเราที่ล่าช้าปานนี้ ท่านยังนึกถึงความสะดวกสบาย?"
โลดแล่นผ่านมาอีกระยะ ยังได้ยินเสียงนกค้อนั้น ต้องหันมองหน้ากันอย่างสงสัยใจ จี่แชซิงแซกล่าวขึ้นว่า
"นกนั้นยังบินตามพวกเรามา"
อั่งแชซิงแซชะงักเท้าลง จี่แชซิงแซก็ต้องหยุดตาม ถามว่า
"มีอันใดผิดสังเกต?"
อั่งแชซิงแซยกนิ้วปรามมิให้ส่งเสียง พลางกวาดสายตามองโดยรอบ เส้นทางสายนี้เป็นป่าละเมาะ ดังนั้นมีต้นไม้หนาทึบอย่างยิ่ง ยากที่จะแลเห็นสิ่งใด ทว่าพวกเขามีโสตประสาทปราดเปรียว หากมีผู้ใดเคลื่อนไหว ย่อมสามารถได้ยินเสียง
...หยุดยั้งอยู่นานมิได้พบเห็นอันใด นกเจ้ากรรมกลับส่งเสียงมิเลิกรา...
อั่งแชซิงแซก้มลงหยิบหินก้อนหนึ่งขึ้น คนนิ่งเงียบจำแนกเส้นทางที่มา พอรู้แน่ก็ตวัดหินไปโดยฉับพลัน
ได้ยินเสียงดังฟึบ นกก็พลันหยุดร้องไป ที่ได้ยินกลับเป็นเสียงครืดคราด อั่งแชซิงแซหันมายิ้มกับตี่ตี๋ กล่าวว่า
"กำจัดตัวน่ารำคาญไปแล้ว"
คนพอตระเตรียมพุ่งขึ้นอีกครา พลันรู้สึกเจ็บแปลบที่ไหล่ซ้าย พอเอื้อมมือคว้าจับ กลับได้หินที่ขว้างไปนั้นคืนมา ยามนี้ต้องตื่นตระหนกขึ้น ร้องบอกจี่แชซิงแซที่ยังงงงันว่า
"ระวังอันตราย ที่นี้มีคน"
พอบอกออกไป พลันเห็นเงาคนปรากฏออกมาที่เบื้องหน้า ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องพอเห็นถนัดชัดตา ต้องร้องแย่แล้วในใจ คิดใคร่หันหลังหลบหนีโดยพลัน จี่แชซิงแซยังหันมาต่อว่ากอกออีกครา
"เรามิใช่บอกให้ใช้เส้นทางในเมือง"
...คนที่ยืนเบื้องหน้าพลันแย้มยิ้มขึ้น โบกมือกล่าวว่า
"พวกท่านอย่าได้ขุ่นเคืองกัน ข้าพเจ้าวันนี้รับรอง มิให้พวกท่านตากน้ำค้างชมกระต่ายอีกครา"
...ที่แท้ผู้มากลับเป็นเต็งลั่ง...
เต็งลั่งในมือยังมีนกค้อ ที่ปากนกยังผูกเศษผ้าผืนหนึ่งไว้ เมื่อครู่ที่อั่งแชซิงแซเขวี้ยงหินไป เต็งลั่งย่อมรับไว้ พลันคิดกลั่นแกล้งอั่งแชซิงแซให้หลงดีใจ ใช้เศษอาภรณ์ของไช่ไฉ่เจ็กมาผูกปากนกมิให้ร่ำร้อง จากนั้นตวัดหินกลับมาที่ผู้ขว้าง
...ยามนี้ยื่นมือแก้เศษผ้านั้นออก นกก็ร่ำร้องเจื้อยแจ้วอีกครา เต็งลั่งชี้มาที่อั่งแชซิงแซ กล่าวว่า
"ท่านทำนกข้าพเจ้าตกใจ ต้องปรับเป็นบะหมี่เนื้อห้าชาม"
ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องแลสบตากันอย่างเงื่องหงอย มิทราบพวกตนไฉนพลันมีเคราะห์ไม่รู้จบสิ้น จี่แชซิงแซพลันกล่าวขึ้นว่า
"พวกเราที่อยู่บนเส้นทางรกร้าง ไหนเลยมีบะหมี่เนื้อมาจ่ายท่าน"
เต็งลั่งมองดูห่อผ้าที่สะพายหลังพวกเขา กล่าวว่า
"หากไม่มีบะหมี่เนื้อ อาจบางทีมีหมั่นโถวหลายก้อน ขนมเปี๊ยะหลายอัน เนื้อเค็มอีกหลายชิ้น ใช่หรือไม่ หากข้าพเจ้าทายถูก ท่านก็รีบมอบมา..."
...อั่งแชซิงแซเบิกตาจ้องมองเต็งลั่ง มิทราบคนผู้นี้มีตาทิพย์ฤามีจมูกจิ้งจอก ที่ตนสะพายไว้บนหลัง ย่อมเป็นข้าวของที่ใช้รับประทานระหว่างทาง ยังเป็นดังที่เต็งลั่งจาระไนมิผิดเพี้ยน ทว่าของห่อในกระดาษน้ำมันอย่างดี เต็งลั่งไฉนทราบว่าเป็นสิ่งใด...
ยามนี้ได้แต่ยื่นส่งห่อผ้าให้ เต็งลั่งก็รับไปอย่างชื่นบาน คนพอปล่อยนกไป มือก็ล้วงขนมเปี๊ยะออกมารับประทานหมดสิ้น เห็นซังแชเกี่ยมแขะสองเฮียตี๋มองดูตนราวพบภูติผี ต้องลอบขบขันขึ้น...
...เขาความจริงมิได้มีตาทิพย์ จมูกแม้ไวอยู่บ้าง ยังมิอาจได้กลิ่นสิ่งของที่ห่อกระดาษแน่นหนา ทว่าเห็นซังแชเกี่ยมแขะสีหน้าบอกบุญไม่รับ รู้สึกกลั่นแกล้งสองพี่น้องนี้สนุกสนานยิ่ง ดังนั้นมิบอกเล่าเรื่องราวออกไป...
เต็งลั่งเมื่อออกจากเข่งไคจึง ยังสืบเสาะไปที่เก้าฮุ้นเก็ง พลันพบที่นั้นกลายเป็นสถานที่ร้าง ยามสำรวจถ้วนถี่ เห็นว่ารกร้างมาเป็นปี ในอ่างดินที่เก็บน้ำยังมีหยากไย่ อาหารในครัวก็หามีสำรองไม่ แสดงว่าจงใจโยกย้ายออกไปเนิ่นนาน มิใช่อพยพหลบหนีกะทันหัน
...เขาตอนแรกคิดเดินทางสู่ฮวงจึง ทว่าเมื่อใคร่ครวญดูพลันเปลี่ยนใจ กลับคิดสืบเสาะไปที่เทียนมึ้งเก็ง...
...ทางหนึ่งคิดไปรับเม่งไอ่ซีกลับคืน อีกทางยังเพื่อรับทราบสภาพการณ์ที่นั้น...
ระหว่างค้นหาหนทาง พลันพบซังแชเกี่ยมแขะเข้าอีกครา ดังนั้นลอบติดตามดู เห็นระหว่างทางพวกเขาแวะซื้ออาหาร ดังนั้นย่อมทราบว่าคนมีสิ่งใดในถุงผ้า ก่อกวนจนสองเฮียตี๋สมองพองโต...
รับประทานขนมเปี๊ยะเสร็จสิ้น ยังหยิบหมั่นโถวอีกสามก้อน เนื้อเค็มอีกสองชิ้น จากนั้นยื่นส่งห่อผ้าคืนแก่อั่งแชซิงแซ ทางหนึ่งรับประทานหมั่นโถวกับเนื้อเค็ม ทางหนึ่งกล่าวว่า
"พวกเราไป"
ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องต้องสบตากันอย่างงุนงง ทวนคำว่า
"พวกเรา?"
เต็งลั่งพยักหน้าขึ้น กล่าวว่า
"ย่อมเป็นพวกเราทั้งสาม หมายถึงท่านกับข้าพเจ้า"
ซังแชเกี่ยมแขะใจหายวูบ รีบถามว่า
"ท่านคิดให้พวกเราไปที่ใด"
เต็งลั่งส่ายหน้าไปมา กล่าวว่า
"พวกท่านไฉนพาลเข้าใจยาก ท่านคิดเดินทางสู่สถานที่ใด ข้าพเจ้าก็คิดไปที่นั้น ด้วยเหตุนี้จึงเรียกพวกท่านเดินทางร่วมกัน ระหว่างทางมิต้องทนเหงาเปล่าเปลี่ยว"
จี่แชซิงแซโพล่งขึ้นว่า
"ท่านคิดไปเทียนมึ้งเก็ง?"
เต็งลั่งมิได้ตอบคำ คนกัดกินหมั่นโถวหมดไปลูกหนึ่ง กล่าวแก่อั่งแชซิงแซว่า
"แป้งแข็งไปบ้าง คราวหน้ายามซื้อหาอย่าได้รีบร้อน ต้องเลือกที่เพิ่งนึ่งสุกใหม่ ก่อนห่อกระดาษน้ำมันก็ต้องรอให้คลายไอร้อน มิเช่นนั้นแป้งพลันเหนียวหนึบก่อนรับประทาน ความข้อนี้ท่านยังต้องเรียนรู้ไว้"
อั่งแชซิงแซที่เพิ่งรับทราบฤทธิ์เดชเต็งลั่ง ย่อมมิกล้าโต้เถียงมากความ ได้แต่รับคำงึมงัม เต็งลั่งพลันหันมาทางจี่แชซิงแซ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเมื่อครู่มิใช่บอก ท่านคิดเดินทางสู่ที่ใด ข้าพเจ้าก็ติดตามสู่ที่นั้น ยังคงไถ่ถามมากความอันใด"
ซังแชเกี่ยมแขะแลสบตากันอีกครา เต็งลั่งพลันเดินเข้ามาแทรกกลาง กอดคอสองเฮียตี๋ไว้ กล่าวว่า
"พวกท่านที่ผมหงอกขาวแต่เยาว์วัย เป็นเพราะครุ่นคิดมากเกิน ท่านดูข้าพเจ้าเป็นเยี่ยงอย่าง จากนั้นทดลองปฏิบัติตาม รับรองภายในสองเดือน ผมเผ้าต้องกลับดกดำอีกครา"
ซังแชเกี่ยมแขะสองเฮียตี๋ต้องลอบทอดถอนใจ เต็งลั่งวันนี้คิดรังควานพวกตน ย่อมมิอาจดำดินหลบเลี่ยง ยามนี้พลันตัดสินใจ เต็งลั่งจะอย่างไรก็เป็นคนของเทียนมึ้งเก็ง เขาร่วมเดินทางไปด้วยย่อมมิมีอันใดเสียหาย อาจบางทียี่เก็งจู้พอพบเห็นเขา ยังลืมเลือนโทษทัณฑ์ของพวกตนไป...
ผ่านไปเพียงหนึ่งชั่วยาม ทั้งสามก็พ้นเขตป่าละเมาะนั้น ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องรู้สึกเหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจ พวกตนปกติมีท่าร่างมิใช่ชั่ว แต่ยามร่วมทางกับเต็งลั่ง พลันคล้ายกางเขนน้อยคิดไล่ตามพญาเหยี่ยว ยามนี้ต้องหยุดหอบหายใจสักครา...
...เต็งลั่งก็หยุดชมนกชมไม้ชั่วครู่ อั่งแชซิงแซมองดูเขา พลันคิดสิ่งใดขึ้นมาได้ กล่าวอย่างหวั่นเกรงเล็กน้อยว่า
"ท่านที่สามารถเอาชัยพวกเราโดยง่ายดาย ระหว่างร่วมทางใช่สามารถชี้แนะ"
เต็งลั่งหันมาถามว่า
"พวกท่านคิดให้ข้าพเจ้าชี้แนะเพลงกระบี่?"
อั่งแชซิงแซผงกศีรษะหลายครา กล่าวว่า
"ท่านฝึกกระบี่กับโฮ้ยเกี่ยมแขะที่เป็นหนึ่งในแผ่นดิน หากชี้แนะให้พวกเราสักเล็กน้อย ย่อมเป็นพระคุณยิ่งนัก"
เต็งลั่งหัวร่อคักคัก กล่าวว่า
"ข้าพเจ้ารับประทานอิ่มหนำ ยังคงตอบแทนพวกท่านสักครา สักครู่จึงสอนให้สามกระบวนท่า พวกท่านพอใจหรือไม่"
ซังแชเกี่ยมแขะสองเฮียตี๋ต้องโห่ร้องด้วยความยินดี มิว่าอย่างไรก็มิคาดคิด เต็งลั่งที่เล่นยากกลับรับปากชี้แนะพวกตน ยังคิดสอนให้สามกระบวน ยามลิงโลดยังคิดกำนัลหมั่นโถวอีกหลายก้อน เนื้อเค็มอีกหลายชั่ง
เต็งลั่งชักนำพวกเขาเดินทางต่อ ทว่าครานี้ลดฝีเท้าลง เนื่องเพราะคิดกล่าววาจาระหว่างทาง
"พวกท่านสองพี่น้องความจริงฝีมือไม่เลว เพลงกระบี่ยามประสานกันก็สอดคล้องนัก เพียงแต่ยังขาดลูกเล่นชั้นเชิง"
จี่แชซิงแซรีบถามว่า
"เป็นลูกเล่นชั้นเชิงใด"
เต็งลั่งยามนี้ปั้นหน้าเคร่งเครียดเช่นโฮ้ยเกี่ยมแขะ ทว่ายามคิดถึงท่านผู้เฒ่ายังต้องแย้มยิ้มขึ้น กล่าวว่า
"พวกท่านก่อนประมือกับผู้คน อาจบางทีมีแผนการในใจไว้ก่อน ทว่ายามลงมือไป บางครามีเหตุเปลี่ยนแปลง ฤาสมองพลันปลอดโปร่งกะทันหัน คิดอันใดพิเศษพิสดารขึ้นได้ ยามติดพันย่อมมิอาจบอกกล่าวต่อกัน เกรงกลัวฝ่ายตรงข้ามได้ยิน..."
ซังแชเกี่ยมแขะต้องรีบพยักหน้าขึ้น เหตุการณ์เช่นนี้ย่อมเคยเกิดขึ้นมา อั่งแชซิงแซต้องรีบถามว่า
"อย่างนั้นพวกเราควรทำอย่างไร"
เต็งลั่งต้องนึกถึงตนกับเล้งอิกเมื่อกาลก่อน ยามที่เขาอยู่ด้วยกันในฮวงจึง เตี้ยงแปะแป๊ะมักมีระเบียบเคร่งครัดมากหลาย พวกตนยามอยู่ต่อหน้าท่านย่อมมิอาจนัดแนะกระทำเรื่องซุกซน ยามนั้นพลันคิดรหัสลับขึ้นมาตัวหนึ่ง เรียกว่าจุ้ยเอ๊ง (หิ่งห้อยวารี) หากว่ากล่าวคำนี้ออกมา ประโยคที่ตามติดล้วนเป็นเท็จทั้งสิ้น ห้ามมิให้เชื่อถือปฏิบัติตาม อาวเอี้ยงกุนกับเอี้ยป้อซัวที่สนิทสนมกับพวกเขายังนำไปใช้สอนศิษย์ในสังกัด คราวที่ประมือกับเล้งโกว อาวเอี้ยงกุนยังใช้รหัสนี้ออกมา ลวงเล้งโกวให้เข้าใจว่าพวกเขาคิดสังหารงึ่นแชฮูหยิน ล่อนางเข้าไปติดในตัวตึก ถ่วงเวลาไปได้มากหลาย...
...คิดถึงตรงนี้ต้องยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ พลันเหลือบเห็นซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องมองดูอย่างสงสัย ต้องรีบกล่าวว่า
"ที่ข้าพเจ้าคิดบอกเล่าคือ ระหว่างพัวพันกับศัตรู พวกท่านสมควรมีรหัสลับระหว่างกัน มิเพียงใช้บอกข้อความ ยังต้องสามารถลวงศัตรูให้สมองปั่นป่วน"
ซังแชเกี่ยมแขะถามว่า
"เป็นรหัสลับเยี่ยงไร"
เต็งลั่งครุ่นคิดอย่างฉับไว กล่าวว่า
"สมมุติเช่น ท่านพบพานศัตรูที่ตึงมือ คิดหลีกเลี่ยงหลบหนี หากร้องตะโกนเรียกเฮียตี๋ให้เลิกพัวพัน ศัตรูของท่านย่อมทราบเช่นกัน อาจบางทีรีบสกัดหนทาง พวกท่านก็ตกอยู่ในอันตราย..."
อั่งแชซิงแซรีบถามว่า
"อย่างนั้นสมควรทำอย่างไร"
เต็งลั่งวางท่าเคร่งขรึมอีกครา กล่าวว่า
"ท่านต้องมีรหัสลับสำหรับการณ์นี้ อย่างเช่น เมื่อพบศัตรูร้ายกาจมิอาจต้านทาน ต้องร้องบอกแก่เฮียตี๋ว่า พวกเราใช้เทียนมึ้งจ้อตั๊ก (พิษพุทราทวารสวรรค์) สังหารเจ้าวายร้ายจมูกโตนี้เถิด ศัตรูท่านพอได้ยินต้องรีบถลันหลบเลี่ยง ระแวงระวังมิกล้าคลุกวงใน พวกท่านที่คิดหลบหนีก็มีจังหวะถอยก้าวหนึ่ง"
ซังแชเกี่ยมแขะพลันรู้สึก รหัสลับเช่นนี้ดียิ่ง ทว่ายังมีข้อสงสัย ต้องถามว่า
"หากที่รับมือเป็นสตรีเล่า ย่อมมิอาจกล่าวว่าสังหารเจ้าวายร้ายจมูกโต"
เต็งลั่งต้องหัวร่อขึ้นอีกครา กล่าวว่า
"สตรีส่วนมากมีจมูกเล็กอย่างยิ่ง ดังนั้นหากรับมืออิสตรี ยังคงกล่าวเป็น พวกเราใช้เทียนมึ้งจ้อตั๊กสังหารนาง... นาง..."
คิดไปคิดมายังมิทราบ สมควรเรียกหาสตรีเยี่ยงใด จี่แชซิงแซพลันกล่าวว่า
"เป็นนางเท้าโต ดีหรือไม่"
เต็งลั่งสั่นศีรษะจนสมองหมุน กล่าวว่า
"มิได้ มิได้ ท่านหากเรียกหาสตรีนางหนึ่งเป็นนางเท้าโต มาตรว่านางเกรงกลัวพิษพุทรา ยังรู้สึกท่านเหยียดหยามย่ำยีน้ำใจ แทนที่จะคิดเลี่ยงถอย กลับกลายเป็นลงมือหนักหน่วงกว่าเก่า ทางที่ดียังคงเรียกหานางเป็น..."
ยามนี้พลันคิดถึงลิ้วโกวเนี้ยสองพี่น้องที่กึ่งพั่วพั้วแนะนำต่อเขา ต้องรีบบอกว่า
"...เรียกหาเป็นนางสะโพกใหญ่ราวแม่ม้าเทศ เยี่ยงนี้จึงพอรับฟังได้อยู่"
ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องย่อมรู้สึกมีที่ไรไม่ถูกต้องอยู่บ้าง ได้แต่หวังชาตินี้อย่าได้ประมือกับสตรีที่เก่งกาจ มิเช่นนั้นยามใช้รหัสลับยังอดหัวร่อมิได้ อาจบางทีเป็นอันตรายถึงชีวิต
...เต็งลั่งที่ตั้งตนเป็นซือแป๋พลันดึงกระบี่อั่งแชซิงแซออกจากฝัก กวักมือเรียกจี่แชซิงแซเข้ามา กล่าวว่า
"บัดนี้เราสอนกระบวนท่าแรกแก่พวกท่าน สมมุติเรายามนี้เป็นอั่งแชซิงแซ อั่งแชซิงแซกลับเป็นเจ้าวายร้ายจมูกโตผู้หนึ่ง"
ซังแชเกี่ยมแขะสองเฮียตี๋ต้องตั้งใจฟังอย่างยิ่ง เห็นเต็งลั่งวาดกระบี่ไปมา ป่ายซ้ายปาดขวา กลับมิได้เป็นกระบวนท่าอันใด ยามผิดหวังต้องร้องว่า
"ท่านอย่าได้ล้อเล่นกับพวกเรา"
เต็งลั่งจุ๊ปากสั่นศีรษะ หยุดมือพลางกล่าวว่า
"พวกท่านสอนยากยิ่ง หากเรียนกระบี่กับโฮ้ยเกี่ยมแขะ ท่านผู้เฒ่าต้องเรียกท่านแช่น้ำเย็นวันละร้อยครั้ง"
ซังแชเกี่ยมแขะย่อมสงสัยใจ ถามขึ้นว่า
"ไฉนจึงต้องแช่น้ำเย็น"
เต็งลั่งยิ้มพลางกล่าวว่า
"โฮ้ยเกี่ยมแขะมีความอดทนจำกัด หากเรากับเล้งอิกฟังอันใดมิเข้าใจ ท่านผู้เฒ่าคร้านที่จะเฆี่ยนตี ดังนั้นให้ลงไปแช่น้ำในลำธารบนยอดเขา หากท่านมิเรียกหาก็ห้ามกลับลงมา..."
จี่แชซิงแซส่ายศีรษะกล่าวว่า
"แช่น้ำเย็นยังนับเป็นการลงโทษ?"
เต็งลั่งแค่นเสียงใส่เขา กล่าวว่า
"ท่านมิได้รู้อันใด ทราบหรือไม่ลำธารนั้นเย็นอย่างยิ่ง ทว่าที่ร้ายกาจยิ่งกว่ายังเป็นปลาเตี๊ยวลาย..."
อั่งแชซิงแซรีบถามว่า
"ปลาเตี๊ยวลายนั้นมีพิษหรืออย่างไร"
เต็งลั่งสั่นศีรษะ เบิกตากลมโตสุกใสจ้องมองพวกเขา กล่าวว่า
"ปลาเตี๊ยวลายนั้นหามีพิษอันใด ขนาดยังเล็กกว่าฝ่ามือพวกเรา ทว่าปลาชนิดนี้ชมชอบตอดร่างกายผู้คน พวกท่านคิดดู... เรากับเล้งอิกถอดเสื้อผ้าอยู่ในน้ำ ย่อมรู้สึกหวาดเสียวอย่างยิ่ง"
ซังแชเกี่ยมแขะสองเฮียตี๋พอฟังก็คิดหัวร่อออกมา ทว่าคนที่หวั่นเกรงเต็งลั่ง ดังนั้นได้แต่สะกดกลั้นไว้ เต็งลั่งที่บอกเล่าเองกลับอดหัวร่อมิได้
จี่แชซิงแซเห็นเขาคล้ายออกนอกเรื่อง ต้องกระตุ้นขึ้นว่า
"ท่านสอนกระบวนท่าแก่พวกเราก่อนเถิด"
เต็งลั่งก็พยักหน้าไปมา ร่ายรำกระบี่สืบต่อ กล่าวว่า
"เราที่ควงกระบี่อยู่นี้ย่อมเป็นการสมมุติ จี่แชซิงแซท่านก็ร่ายกระบวนท่าหลอกๆ แสร้งทำเป็นปะทะกับกอกอท่านที่เป็นเจ้าวายร้ายนั้นเถิด"
ซังแชเกี่ยมแขะหันหน้าเข้าหากัน แสร้งจู่โจมปะทะใส่กัน เต็งลั่งพลันร้องว่า
"ให้ดุเดือดกว่านั้นสักเล็กน้อยได้หรือไม่"
จี่แชซิงแซรับคำคราหนึ่ง จากนั้นควงกระบี่ราวจักรผันเข้าหากอกอ อั่งแชซิงแซก็คล้ายลงมือจริงจัง ยังทะยานขึ้นลงด้วยกระบวนท่าจู่โจมกลับ เต็งลั่งที่ฟาดกระบี่ใส่ลมอยู่พลันร้องบอกจี่แชซิงแซว่า
"ท่านยามนี้ทำตามที่เราบอก... ย่างเฉียงซ้ายขึ้นหน้า กระบี่จ่อระดับสายตา วกกระบี่กลับลงล่างระดับท้อง เท้าซ้ายกลับลงหลัง กระบี่ยังอยู่ที่ช่วงท้อง จู่โจมออกทางขวา..."
เต็งลั่งบอกกล่าวอย่างรวดเร็วยิ่ง กระทั่งยังมิได้หยุดหายใจ จี่แชซิงแซที่เป็นมือกระบี่ย่อมปฏิบัติตามอย่างคล่องแคล่ว พอจบกระบวนได้ยินเต็งลั่งร้องว่า
"ระวังนกค้อรับประทานจ๊อเปรี้ยว"
ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องสะดุดกึก แหงนหน้ามองฟ้าโดยพร้อมเพรียง ทว่าหาพบเห็นนกค้ออันใดไม่ ต้องถามเต็งลั่งด้วยความงุนงงว่า
"ยังมีนกค้ออยู่ที่ใด"
เต็งลั่งหัวร่อฮาฮา กล่าวว่า
"เมื่อครู่ที่เราสอนกระบวนท่า ยังจบลงที่นกค้อรับประทานจ๊อเปรี้ยว..."
จี่แชซิงแซถามว่า
"เราพอเสือกแทงกระบี่ออกทางขวา นั่นไยมิใช่จบกระบวนหนึ่ง"
เต็งลั่งยื่นมือเคาะศีรษะเขา ตีสีหน้าเช่นบิดาอบรมบุตรหลาน กล่าวว่า
"เราบอกว่าจบที่นกค้อรับประทานจ๊อเปรี้ยว ท่านยังกล้าถกเถียง?"
ซังแชเกี่ยมแขะต้องรีบสงบปากคำ เต็งลั่งวาดกระบี่ขึ้นอีกครา เรียกอั่งแชซิงแซให้จู่โจมใส่เขา จากนั้นตนใช้กระบวนท่าที่เพิ่งสอนแก่จี่แชซิงแซ พอย่างเท้าซ้ายกลับลงหลัง ยังร่ำร้องระวังนกค้อรับประทานจ๊อเปรี้ยวอีกครา จากนั้นตวาดใส่จี่แชซิงแซว่า
"โยนกระบี่ท่านให้เราทางด้านซ้าย"
จี่แชซิงแซก็รีบปฏิบัติตาม เห็นจังหวะที่เต็งลั่งเสือกกระบี่ในมือขวาออกใส่ช่วงท้องกอกอ พลันใช้กระบี่มือซ้ายที่รับจากตนตวัดเป็นวงโค้งกลางอากาศ จู่โจมใส่กลางหน้าผากอั่งแชซิงแซ...
...นี่ย่อมเป็นกระบวนท่าเผด็จศึก คู่ต่อสู้หลบล่างมิอาจเลี่ยงบน ท่านสามารถเลือกแทงลงจุดใดจุดหนึ่ง...
อั่งแชซิงแซก็เหงื่อกาฬไหลซึม กระแทกนั่งลงกับพื้น จี่แชซิงแซพึมพัมว่า
"ที่แท้เป็นไม้ตายเยี่ยงนี้"
เต็งลั่งผงกศีรษะ กล่าวว่า
"พวกท่านยามต่อสู้พัวพัน หากประมือหนึ่งต่อหนึ่ง บางครามิอาจเอาชัย ยังต้องใช้กลยุทธเช่นนี้ กำจัดศัตรูให้ลดน้อย ด้วยความเร็วของพวกท่าน สามารถใช้กระบวนท่าเช่นนี้ได้ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงสอนรหัสลับ เมื่อได้ยินถ้อยคำ...ระวังนกค้อรับประทานจ๊อเปรี้ยว ให้เข้าใจว่าเฮียตี๋ของท่านจะส่งกระบี่ให้ทางซ้าย ท่านเมื่อใช้กระบี่สองมือ ย่อมสามารถพิฆาตคู่ต่อสู้อยู่หมัด"
อั่งแชซิงแซยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อ ถามว่า
"หากอีกผู้หนึ่งคิดส่งกระบี่ให้ทางขวา ก็ต้องเปลี่ยนรหัสเป็นอีกคำหนึ่ง ใช่หรือไม่"
เต็งลั่งพยักหน้าแย้มยิ้ม กล่าวว่า
"ย่อมเป็นเช่นนั้น หากพวกท่านคิดส่งกระบี่ให้ทางขวา ยังคงร้องว่า ระวังนกค้อรับประทานลูกโต๋ว"
...ซังแชเกี่ยมแขะแลสบตากัน ต่างฝ่ายต่างครุ่นคิด ลูกโต๋วมีรสฝาดอย่างยิ่ง ยังคงเป็นนกค้อโง่งมที่คิดรับประทาน...
จี่แชซิงแซพลันมีข้อสงสัย ต้องถามว่า
"ทว่าคนที่สละกระบี่ให้อีกผู้หนึ่งเล่า ยังสามารถต่อกรเยี่ยงไร"
เต็งลั่งยื่นส่งกระบี่สองเล่มให้จี่แชซิงแซ กล่าวว่า
"เราจึงสอนกระบวนท่าที่สองแก่พวกท่าน ยามนี้สมมุติเรายังเป็นอั่งแชซิงแซ อั่งแชซิงแซกลับเป็นวายร้ายจมูกโตนั้นอีกครา จี่แชซิงแซท่านเมื่อรับกระบี่สองเล่ม พิฆาตศัตรูด่าวดิ้น ให้ควงกระบี่ทั้งสองเป็นวง ทว่าอย่าได้กลับกระบี่ไปทางด้านหลัง เนื่องเพราะเฮียตี๋ของพวกท่านเมื่อไร้อาวุธ ต้องพลิกตัวเยี่ยงนี้..."
เขากลับตัวด้วยท่าร่างรวดเร็ว ย่อลงแล้วโผนขึ้น จำเพาะทาบหลังลงที่ด้านหลังของจี่แชซิงแซ มือขวายังฉุดกระบี่ในมือซ้ายกลับคืนมา กล่าวว่า
"พวกท่านคนหนึ่งพอส่งกระบี่ ก็มิต้องอยู่รอดู ให้กระทำเช่นเรา ปราดมาประกบกับอีกผู้หนึ่ง รับกระบี่กลับคืน พร้อมจู่โจมศัตรูอีกผู้หนึ่งต่อไป..."
ซังแชเกี่ยมแขะสองเฮียตี๋แลสบตากันอย่างยินดี กลยุทธที่เต็งลั่งบอกเล่า สามารถเรียนรู้ได้เร็วอย่างยิ่ง ยังเป็นกระบวนท่าที่ใช้ได้ผล...
...ยามนี้พลันรู้สึก เต็งลั่งที่ชักชวนผู้คนคลั่งใจตาย ยังคล้ายมีส่วนน่ารักอยู่บ้าง ที่ได้ร่วมทางวันนี้กลับเป็นวาสนาในคราเคราะห์...
|