จวนย่ำสนธยา...
วิหคฝูงใหญ่โบยบินกลับรัง...

เต็งลั่งกับซังแชเกี่ยมแขะยืนอยู่ข้างต้นกระบกชรา ลำต้นใหญ่เกินกว่าสามคนโอบ ที่โคนด้านหนึ่งมีกิ่งก้านขัดกันเป็นคบ แลดูคล้ายบัลลังก์มังกร...

เต็งลั่งที่ร่วมทางกับซังแชเกี่ยมแขะสองเฮียตี๋ เมื่อครู่ยังโลดแล่นนำหน้าพวกเขา พอเห็นคบไม้นั้นพลันคล้ายมีแรงดึงดูด ต้องกระโจนขึ้นไปเอนกายลง ยังหลับตาคล้ายคิดพักผ่อนสักครา
จี่แชซิงแซสาวเท้าเข้ามา กล่าวด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนว่า
"ท่านอย่าได้เล่นอีกแล้ว พวกเรายังคงรีบเดินทาง อย่าได้ล่าช้าจนตะวันตกดิน"
เต็งลั่งหรี่ตาแลดูเขา กล่าวว่า
"เรามิได้เล่นสนุกอันใด เพียงคิดนอนพักสักครู่หนึ่ง พวกท่านก็รออยู่ที่นี้ ได้หรือไม่"
อั่งแชซิงแซถอนใจกล่าวว่า
"อีกเพียงสามสิบลี้ก็ถึงเทียนมึ้งเก็ง ท่านอย่าได้..."
คนความจริงคิดกล่าวคำ อย่าได้เหลวไหลไป... ทว่าเมื่อครู่เต็งลั่งสอนวิชาแก่พวกเขาสามกระบวน จะอย่างไรก็นับว่ามีน้ำใจ ดังนั้นเปลี่ยนเป็นกล่าวว่า
"ท่านยังคงไปให้ถึงเทียนมึ้งเก็งก่อนค่อยพักผ่อนได้หรือไม่"

เต็งลั่งยังคงหลับตา พลันส่งเสียงไอคราหนึ่ง เห็นสีหน้าซีดเซียวอิดโรย ซังแชเกี่ยมแขะยามนี้นึกได้ เต็งลั่งเพิ่งพ้นอาการบาดเจ็บมามินาน อีกทั้งยังฝืนใช้กำลังต่อผู้คนของยี่เก็งจู้ หนำซ้ำเมื่อครู่ร่ายรำกระบี่กับพวกตน ดังนั้นอ่อนล้ารวดเร็วยิ่ง
อั่งแชซิงแซพลันรู้สึกเห็นใจเต็งลั่ง เอ่ยขึ้นว่า
"ท่านคิดพักก็ตามใจเถิด ทว่าอย่าให้เนิ่นนานเกินไป"
...พอว่ากล่าวจบคำก็ยื่นส่งถุงผ้าให้ตี่ตี๋ ชักชวนกันมานั่งอีกทางหนึ่ง แบ่งข้าวของที่ยังเหลือจากเต็งลั่งรับประทานด้วยกัน...
จี่แชซิงแซทางหนึ่งรับประทาน ทางหนึ่งกระซิบกับกอกอว่า
"ผู้คนของฮวงจึงครานี้ล้มตายมากหลาย เก็งจู้กับเล้งอิกน่ากลัวใกล้ถึงวันเผชิญหน้า"
อั่งแชซิงแซลอบมองดูเต็งลั่ง เห็นยังนอนนิ่งเฉย ดังนั้นกระซิบตอบว่า
"ด้วยระดับฝีมือของเก็งจู้ เทียนมึ้งเก็งเรายังคงมีชัย ทว่า... มิทราบเต็งลั่งหลังจากกลับเข้าปิตุภูมิ ยังจะถือหางผู้ใด"

จี่แชซิงแซใคร่ครวญไปมา พลันกล่าวว่า
"แค้นฆ่าบิดาย่อมสำคัญกว่า โลหิตจะอย่างไรก็เข้มข้นกว่าน้ำ เต็งลั่งมาตรว่ามิคิดทำร้ายเล้งอิก ยังคงมิอาจขัดขวางเก็งจู้ที่เป็นกอกอเขา"
อั่งแชซิงแซก็ผงกศีรษะเห็นด้วย ขณะล้วงมือหยิบเนื้อเค็มในถุง พลันรู้สึกเย็นวาบขึ้นที่ลำคอ รังสีกระบี่ที่ดุดันเกรี้ยวกราดแผ่ซ่านมาจากด้านหลัง ถุงผ้าในมือยังร่วงหล่นลง
...ชำเลืองแลดูจี่แชซิงแซ เห็นนัยน์ตาเบิกโพลง ย่อมประสบเรื่องราวเช่นเดียวกัน...
ยามนี้เพิ่งตระหนัก เต็งลั่งที่เมื่อครู่นอนอยู่บนคบไม้ใหญ่ มิทราบใช้ความเร็วระดับใด กลับชักกระบี่คู่กลางหลังของพวกเขาออก จ่อคมลงบนต้นคอคน...
อั่งแชซิงแซมิทราบเต็งลั่งไฉนเกิดคลุ้มคลั่ง ต้องลนลานถามว่า
"ท่านคิดทำอันใด... นี่ใช่ล้อเล่นอีกหรือไม่..."

เต็งลั่งกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นว่า
"เรามิคิดทำอันใด เพียงคิดฆ่าคนผู้หนึ่ง"
จี่แชซิงแซรีบถามว่า
"ท่านคิดสังหารเราสองพี่น้อง?"
เต็งลั่งตวัดเท้าเตะเขาจนตัวงอ กระบี่ยังจ่อตามมา แค่นเสียงกล่าวว่า
"เราบอกว่าคิดฆ่าคนผู้หนึ่ง ย่อมมิได้คิดฆ่าทั้งสอง ท่านเข้าใจหรือไม่"
อั่งแชซิงแซพลันคล้ายรู้สึกเจ็บแทนตี่ตี๋ ต้องกัดฟันกล่าวว่า
"ท่านหากคิดสังหารพวกเราคนหนึ่งคนใด ยังคงสังหารข้าพเจ้าเถิด"
จี่แชซิงแซที่ล้มกลิ้งนั้นต้องหันกายกลับมา ความหวั่นเกรงต่อคมกระบี่ยังคล้ายสลายไป ระล่ำระลักกล่าวว่า
"มิอาจฆ่าเขา ท่านยังคงฆ่าข้าพเจ้า"

เต็งลั่งตวัดกระบี่ในมือขึ้นสูง ซังแชเกี่ยมแขะยามนี้สะอึกกายโดยพร้อมเพรียง มิว่าอย่างไรก็มิยอมให้เฮียตี๋ตกตายในสภาพนี้
...ได้ยินเสียงดังวืด เต็งลั่งกลับถอยกายออก กระบี่ในมือหายวับไป ซังแชเกี่ยมแขะทั้งสองพอเหลียวมอง พบว่ากระบี่ถูกส่งกลับคืนฝัก ต้องถอนใจอย่างหนักหน่วง มิทราบเต็งลั่งผู้นี้ใช่มีโลหิตพิษในกายหรือไม่ อารมณ์กลับปรวนแปรเข้าใจยากยิ่ง...

เต็งลั่งจ้องมองพวกเขา สีหน้าราบเรียบ ดวงตาก็สงบนิ่ง กล่าวว่า
"พวกท่านเมื่อครู่สงสัย... ข้าพเจ้าคิดถือหางฮวงจึงฤาเทียนมึ้งเก็ง ดังนั้นข้าพเจ้าได้แต่แสดงให้ท่านดู ระหว่างข้าพเจ้ากับเล้งอิก ก็เป็นเช่นพวกท่านสองพี่น้อง หากผู้หนึ่งตกตาย อีกผู้หนึ่งย่อมไม่ยินยอมพร้อมใจ ยังสามารถสละชีวิตตน..."
...ซังแชเกี่ยมแขะแลสบตากัน ในใจพลันรู้สึกเต็มตื้น ยามมองดูเต็งลั่ง แววตายังอ่อนโยนขึ้นมากหลาย พวกเขายามนี้เพิ่งเข้าใจความรู้สึกของผู้ที่อยู่ตรงหน้า...

...เต็งลั่งพลันหันกายกลับ ยังคงขึ้นไปพักผ่อนบนคบไม้นั้นอีกครา ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องยามนี้นั่งรับประทานอย่างเงียบงัน มิว่าผู้ใดก็มิคิดเอ่ยปากคำอีกแล้ว...


เต็งลั่งตื่นขึ้นอีกคราหลังตะวันตกดิน ชักชวนซังแชเกี่ยมแขะเดินทางสืบต่อ ระหว่างทางกลับมิได้ว่ากล่าวอันใด
จี่แชซิงแซพลันรู้สึกอึดอัด ดังนั้นเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นว่า
"พวกเราหากรักษาระดับความเร็วเช่นนี้ ย่อมไปถึงเทียนมึ้งเก็งก่อนพ้นยามสุก"
อั่งแชซิงแซก็คิดกล่าวเสริมอันใด ทว่าเต็งลั่งที่เบื้องหน้าพลันหยุดยั้งลง ดังนั้นได้แต่สงบปากคำ กริ่งเกรงเต็งเซี่ยวเอี้ยบังเกิดอารมณ์ผันผวนอีกครา...

เต็งลั่งหันศีรษะไปทางซ้ายที่มีต้นเก็งขึ้นหนาทึบ กล่าวว่า
"ท่านคิดติดตามข้าพเจ้าถึงที่ใด"
ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องงงงันวูบ มิทราบเต็งลั่งว่ากล่าวกับผู้ใด จี่แชซิงแซพลันเฉลียวใจขึ้น ถามด้วยเสียงแผ่วเบาว่า
"หรือมีผู้คนติดตามมา"
เต็งลั่งผงกศีรษะนิดหนึ่ง มิได้ว่ากล่าวกระไรสืบต่อ

ในฉับพลันปรากฏเงาร่างสายหนึ่งพุ่งวาบขึ้นเหนือดงเก็ง คนขยับปราดเดียวก็ย่างเท้ามาถึงเบื้องหน้าพวกเขา
...ซังแชเกี่ยมแขะตื่นตัวขึ้นโดยทันที ผู้มาย่อมมีฝีมือสูงกว่าพวกเขาเฮียตี๋ ดังนั้นหาได้ยินสุ้มเสียงอันใดไม่ มีเพียงเต็งลั่งที่สังเกตทราบ...
เห็นที่ยืนเบื้องหน้าเป็นคนรูปร่างสันทัด สวมอาภรณ์สีเขียวเก่าคร่ำคร่า บนศีรษะสวมหมวกสานใบใหญ่ กลับมิอาจเห็นรูปโฉมถนัดชัดตา
...เต็งลั่งพลันเอ่ยขึ้นว่า
"ท่านวันนี้มิได้ดื่มสุรา?"
คนผู้นั้นก็ตอบอย่างรวบรัดว่า
"เราวันนี้มิคิดเมามาย"

ซังแชเกี่ยมแขะเหลียวมองกันอย่างสงสัยใจ จากการสนทนา แสดงว่าเต็งลั่งรู้จักคนผู้นี้...
...พวกเขาย่อมมิอาจทราบ เต็งลั่งมิเพียงรู้จักคนผู้นี้ ยังลากรถพาเขาชมเมืองรอบหนึ่ง อีกทั้งประมือกับเขามาคราหนึ่ง...
...ที่แท้คือไหสุราที่มีนามว่าจูไต่ลุ้ยนั้น...

จูไต่ลุ้ยยามนี้ถอดหมวกออก ใบหน้ายังมีรอยยิ้ม กล่าวว่า
"เราเมื่อพบพานเจ้า พลันยินดีที่มิได้ราดรดสุราลงท้อง"
เต็งลั่งก็ยิ้มให้เขา กล่าวว่า
"ท่านคราวก่อนเมามายปานนั้น ยังมีระดับฝีมือเทียบเคียงข้าพเจ้า"
จูไต่ลุ้ยก็เลียนเยี่ยงเต็งลั่ง กล่าวว่า
"เจ้าคราวก่อนบาดเจ็บปานนั้น ยังมีระดับฝีมือเทียบเคียงเรา"

เต็งลั่งพลันหันมาทางซังแชเกี่ยมแขะ เอ่ยถามว่า
"คราวที่เทียนมึ้งเก็งบุกรุกง้วยตอก่า พวกท่านทราบความหรือไม่"
ซังแชเกี่ยมแขะสั่นศีรษะพร้อมกัน ตอบคำว่า
"ครานั้นเป็นเล้งโกวนำผู้คนไป พวกเรามิเคยเข้าง้วยตอก่ามาก่อน ดังนั้นมิได้ทราบเรื่องราวอันใด"
จูไต่ลุ้ยพลันเอ่ยแทรกขึ้นว่า
"เด็กน้อยเจ้าทราบเราเป็นผู้ใด?"
เต็งลั่งยิ้มอย่างเฉยชา กล่าวว่า
"ท่านมีนามยิ่งใหญ่นัก ข้าพเจ้าเมื่อฟังครั้งแรกกลับมิได้รู้จัก เมื่อสืบเสาะภายหลังจึงทราบ ท่านเป็นศิษย์ง้วยตอก่าที่มีชื่อเสียงกระเดื่องดัง ทว่าสาบสูญไร้ร่องรอยถึงสี่สิบปี"

ซังแชเกี่ยมแขะพอฟังถึงตอนนี้ ต้องร้องออกมาพร้อมกันว่า
"คนผู้นี้คือจูไต่ลุ้ย?"
...ง้วยตอก่าถูกจัดเป็นลำดับสุดท้ายในห้าสำนักใหญ่ ศิษย์ที่สร้างชื่อเสียงแก่พวกเขาที่สุดย่อมเป็นจูไต่ลุ้ย ยามนั้นอายุเพียงยี่สิบเศษ ยังสามารถเอาชัยเจ็ดนักพรตจากเทียนซัว ทว่าเขาพอขึ้นถึงอันดับหนึ่ง กลับคล้ายสาบสูญไปจากแผ่นดิน ทอดทิ้งภรรยาที่เพิ่งมีธิดาอายุเพียงขวบเดียว ฟังว่านางภายหลังเสียสติไป ธิดานั้นก็ล้มป่วย เสียชีวิตในปีถัดมา หลังจากนั้นข่าวคราวของง้วยตอก่าก็มิปรากฏสู่ภายนอก ก่าจู้ท่านปัจจุบันก็มักเก็บตัว เพียงทราบท่านเรียกว่าจูตั้งเฮ้า มีบุตรชายสี่คน ธิดาหนึ่งนาง...

เต็งลั่งหันมาถามซังแชเกี่ยมแขะอีกว่า
"ง้วยตอก่ามีอันใดเกี่ยวพันกับเทียนมึ้งเก็งหรือไม่"
อั่งแชซิงแซมีสีหน้างุนงง ตอบคำว่า
"พวกเขาย่อมเป็นหนึ่งในห้าสำนักใหญ่ที่มีความแค้นกับพวกเรา"
เต็งลั่งหรี่ตาลงเล็กน้อย กล่าวว่า
"จูไต่ลุ้ยผู้นี้กลับล่วงรู้ ข้าพเจ้าเป็นผู้ใดในเทียนมึ้งเก็ง หนำซ้ำยังทราบ บิดาข้าพเจ้ามีบุตรชายสองคน มิเพียงเท่านี้ เขายังคล้ายรู้จักสตรีนางหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับข้าพเจ้า..."
จี่แชซิงแซถามขึ้นว่า
"เป็นสตรีนางใด"
เต็งลั่งสั่นศีรษะคราหนึ่ง ตอบคำว่า
"ข้าพเจ้ารู้จักสตรีมากมายหลายนาง ดังนั้นมิอาจคาดเดา"

จูไต่ลุ้ยพลันหัวร่อขึ้น ส่ายหน้ากล่าวว่า
"เรายามเมามายกลับว่ากล่าวมากหลาย เด็กน้อยเจ้าที่ชาญฉลาด หากสืบเสาะต่อไปย่อมปะติดปะต่อเรื่องทั้งหมดได้..."
ยามนี้ถอนใจยาว สีหน้าก็คล้ายมีแววเศร้าสร้อย มองดูเต็งลั่งพลางกล่าวว่า
"เสียดายอย่างยิ่ง"
เต็งลั่งพลันถอยกายก้าวหนึ่ง นัยน์ตายังจับจ้องอยู่ที่จูไต่ลุ้ย ทว่าวาจาที่เปล่งออกกลับว่ากล่าวแก่ซังแชเกี่ยมแขะ
"พวกท่านรีบไปเถิด"
ซังแชเกี่ยมแขะงงงันวูบหนึ่ง ถามว่า
"ไฉนให้พวกเราไป"
เต็งลั่งยังมีท่าทีสงบ กล่าวว่า
"จูไต่ลุ้ยคิดลงมือต่อข้าพเจ้า พวกท่านที่มิได้เกี่ยวข้อง ยามนี้ยังคงรีบไป"

จูไต่ลุ้ยพลันมีสีหน้าเคร่งเครียด นัยน์ตาที่จ้องมองเต็งลั่งเป็นประกายวูบหนึ่ง กล่าวว่า
"เจ้าช่างฉลาดลึกซึ้งนัก ที่เรียกพวกเขาไป ใช่เป็นเพราะเจ้ามิได้มั่นใจ วันนี้สามารถมีชีวิตรอดจากเงื้อมมือเรา?"
เต็งลั่งผงกศีรษะยอมรับ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้ามิได้มั่นใจ"
จูไต่ลุ้ยหัวร่อขึ้นอีกครา กล่าวว่า
"ดังนั้นเจ้าเรียกพวกเขากลับคืนถิ่นฐาน บอกเล่าเรื่องราวนี้ต่อผู้อื่น มาตรว่าเจ้าตกตาย ผู้อื่นยังสามารถสืบเสาะความจริง"
เต็งลั่งก็มิได้ปฏิเสธ ยังกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นว่า
"ข้าพเจ้าย่อมคิดเช่นนี้"
อั่งแชซิงแซพลันโพล่งขึ้นว่า
"พวกเราหากอยู่ที่นี้ สามารถลงมือช่วยเหลือท่านอีกแรง"
เต็งลั่งหันขวับมา ตวาดขึ้นว่า
"ข้าพเจ้าให้ไปก็รีบไปเถิด"

จูไต่ลุ้ยสาวเท้ามาข้างหน้า กล่าวกับเต็งลั่งว่า
"เจ้าคำนวณเรื่องราวโดยสุขุมนัก เราคราก่อนมิได้ลงมือต่อเจ้า ยามนี้ยังรู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง ทว่าครั้งโน้นเราประเมินเจ้าต่ำไป ยังประเมินเล้งอิกต่ำไป"
เต็งลั่งต้องสะท้านขึ้นในใจ ถามว่า
"ท่านพบพานเล้งอิก?"
นัยน์ตาจูไต่ลุ้ยพลันมีประกายขุ่นเคือง กล่าวว่า
"เราหากพบพานเขา เขาย่อมมิอาจมีชีวิตรอด เรื่องราวทั้งหลายก็มิต้องเป็นเช่นนี้ เรายิ่งมิต้องตัดใจลงมือกับเจ้า"
เต็งลั่งครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว พลันกล่าวว่า
"ท่านเนื่องเพราะมิอาจสังหารเล้งอิก ดังนั้นจึงคิดสังหารข้าพเจ้า?"
จูไต่ลุ้ยมิได้ตอบคำ ยังคงจ้องมองเต็งลั่ง กล่าวว่า
"เราเมื่อฆ่าเจ้า ย่อมบรรลุเป้าหมายได้เช่นกัน"
เต็งลั่งพลันคล้ายค้นพบทางสว่างสายหนึ่ง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเข้าใจแล้ว... ท่านมีความแค้นกับเทียนมึ้งเก็ง ที่คิดเข่นฆ่าเล้งอิก น่ากลัวเป็นเพราะต้องการตัดหน้าพวกเขา ทว่าเมื่อมิอาจลงมือต่อเล้งอิก กลับลงมือต่อข้าพเจ้าทดแทน ต้องการให้เทียนมึ้งเก็งสูญเสียผู้คน..."
จูไต่ลุ้ยต้องหัวร่อเบาๆ ส่ายหน้าไปมาพลางกล่าว
"เจ้าคำนวณเรื่องราวแม่นยำ เสียดายวันนี้มิอาจมีชีวิตสืบต่อ"

เต็งลั่งยามนี้พลันว้าวุ่นใจ ตนมาตรว่าคาดเดาออก จูไต่ลุ้ยมีความแค้นต่อเทียนมึ้งเก็ง ทว่าคนที่สาบสูญไปถึงสี่สิบปี ไฉนยามนี้จึงค่อยปรากฏกาย...
...บิดาของตนที่ออกต่อกรห้าสำนักใหญ่ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อยี่สิบเจ็ดปีก่อน จูไต่ลุ้ยยามนั้นเร้นกายแล้ว ย่อมมิได้เพาะความแค้นในครานั้น ฤาหากพวกเขาประมือกัน น่ำไฮ้ก่าจู้ย่อมทราบความนี้...
...จากคำบอกเล่าของน่ำไฮ้ก่าจู้ ผู้คนรุ่นก่อนของน่ำเทียนก่า เมื่อถอนกายก็มิได้ติดต่อผู้ใด มิทราบ... จูไต่ลุ้ยพลันไปมีความแค้นกับพวกเขาแต่ปางไหน...
ยังมี... จูไต่ลุ้ยบอกว่าต้องตัดใจฆ่าตน หากเขามีความแค้นกับเทียนมึ้งเก็ง ยามเข่นฆ่าผู้คนย่อมรู้สึกสาสมยินดี ไฉนกลับกลายเป็นต้องตัดใจ...

ยิ่งขบคิดยิ่งคล้ายมีปริศนามากมาย ยามนี้จูไต่ลุ้ยพลันชี้มือไปทางซังแชเกี่ยมแขะ กล่าวว่า
"เด็กน้อยเจ้าอย่าได้คิด เราวันนี้จะปล่อยพวกเขาไปโดยง่าย"
เต็งลั่งพยายามสงบจิตใจ เชิดศีรษะขึ้น กล่าวว่า
"ท่านย่อมมิคิดปล่อยพวกเขา ทว่าหากข้าพเจ้าคิดให้พวกเขาไป ท่านก็มิอาจขัดขวาง ข้าพเจ้ามาตรว่ามิได้มั่นใจ สามารถมีชัยต่อท่าน อีกทั้งมิได้มั่นใจ สามารถรอดชีวิตจากเงื้อมมือท่าน แต่ยังทราบ... ตนเองสามารถรับมือท่านอย่างน้อยครึ่งชั่วยาม เปิดโอกาสให้พวกเขาหลบหนี"

จูไต่ลุ้ยแค่นเสียงดังเฮอะ กล่าวว่า
"เราทราบว่าเจ้ายังบาดเจ็บภายใน เจ้าคิดรับมือเราครึ่งชั่วยาม ยังคล้ายประเมินตนเองสูงไปบ้าง"
...เห็นเต็งลั่งยามนี้ก้มหน้าลง ต้องหัวร่อกล่าวว่า
"เจ้าคงคาดคิด ใช้วิชานานาประการผสานกัน ก่อกวนเราเล่นกับเจ้าครึ่งชั่วยาม ใช่หรือไม่"
เต็งลั่งเงยหน้าขึ้น กลับมิได้ปฏิเสธอันใด เขาที่หลายวันมานี้ใช้กำลังมากเกิน หากประมือกับผู้มีวิชาสูงส่ง ย่อมต้องอาศัยกระบวนท่าหลอกล่อ มิอาจเข้าปะทะโดยตรง ทว่าจูไต่ลุ้ยที่เป็นนักเลงเก่า ไหนเลยมิอาจคาดเดาการณ์นี้...

ซังแชเกี่ยมแขะรับฟังทั้งสองโต้ตอบกัน ยามนี้หันมองเต็งลั่ง เห็นยืนซึมเซาราวไร้วิญญาณ จูไต่ลุ้ยกลับสืบเท้าเข้ามา จากท่วงท่ายังสามารถทราบ คนผู้นี้เกร็งลมปราณขึ้นทั่วร่าง รังสีฆ่าฟันพลันกระจายออก ซังแชเกี่ยมแขะที่สัมผัสได้ ต้องรู้สึกหนาวเหน็บขึ้นในใจ
...ยามนั้นได้ยินเต็งลั่งร้องขึ้นว่า
"พวกท่านรีบไปก่อนจะสาย"
อั่งแชซิงแซมาตรว่ารับรู้สถานการณ์อันตราย ยังคงร้องตอบอย่างหนักแน่น
"มิว่าอย่างไรพวกเราก็ไม่ไป"

จูไต่ลุ้ยหรี่ตามองซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้อง กล่าวอย่างเน้นถ้อยคำว่า
"ขวัญช่างกล้าแข็งนัก"
คนพอว่ากล่าวก็ลงมือโดยไม่รีรอ เห็นฝ่ามือควงออกเป็นวง จังหวะสาวเท้ารวดเร็ว ในแสงสลัวย่ำค่ำ ยังดูคล้ายมีสี่เศียรแปดกร ซังแชเกี่ยมแขะที่สมองหมุนตาลาย มิทราบต้องถลันหลบทางใด คนยามรุ่มร้อนยังชักกระบี่ออก ทว่าอาวุธเพิ่งกระชากพ้นฝัก ฝ่ามือจูไต่ลุ้ยก็ฟาดลงแล้ว...

ง้วยตอก่าเป็นสำนักดาบ จูไต่ลุ้ยวันนี้กลับมิได้มีดาบ
...คนมาตรว่าไร้ดาบ กำลังที่ฟาดลงกลับมีรังสีเช่นคมดาบมิผิดเพี้ยน ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องที่ถลามาด้านหลัง ยังได้ยินเสียงดังเควี้ยว อาภรณ์ด้านหน้าถูกกรีดขาดไป ผิวกายยังคล้ายมีคมดาบชำแรกเข้ามา...
ในห้วงความเป็นตาย พลันรู้สึกที่ด้านหลังมีแรงดึงดูดใด กระชากจนพวกตนล้มหงายลง รอดรังสีดาบนั้นไปอย่างหวุดหวิด
...เต็งลั่งย่อมลงมือแล้ว...

เต็งลั่งพอใช้พลังฉุดดึงซังแชเกี่ยมแขะรอดพ้น รู้สึกเจ็บแปลบที่ทรวงอก ทว่าในสภาวะคับขัน คนพลันเหินขึ้นบนอากาศ สลับเท้าก้าวย่างด้วยท่าร่างในเซียนชีแม้จี้ ดรรชนียังวาดผ่านศีรษะจูไต่ลุ้ย มิได้จู่โจมลงตรงๆ...
...ในภาวะที่มีจุดอ่อนด้านกำลัง ย่อมมิอาจต้านปะทะซึ่งหน้า เต็งลั่งความจริงหากคิดหลบหนี อาจบางทีสามารถรอดจากจูไต่ลุ้ย ทว่าซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องมีวิชาตัวเบาที่ห่างไกลจากเขา ย่อมต้องรับเคราะห์กรรมโดยมิต้องสงสัย...
จูไต่ลุ้ยยามนี้ต้องหันมาจู่โจมใส่เต็งลั่ง เขาที่คิดเข่นฆ่าพิฆาตชีวิต ทั้งยังทราบฝ่ายตรงข้ามอ่อนกำลัง ย่อมลงมือหนักหน่วงรุนแรง ในเพลงฝ่ามือพลิกพลิ้วรวดเร็ว พลังที่ใช้ออกกลับเป็นดังภูผาหินที่ทลายลง ท่านหลบหนึ่งยังมิอาจเลี่ยงอีกสอง เต็งลั่งยามนี้เพียงใช้ท่าเท้าในเซียนปวยจี้พลิกกายไปมา มิได้หาจังหวะจู่โจมกลับแต่อย่างใด...

ซังแชเกี่ยมแขะสองเฮียตี๋กระถดกายมาที่ด้านหลัง ในใจร้อนรุ่มกังวลยิ่ง เต็งลั่งมาตรว่ามีท่าร่างรวดเร็ว ทว่ายามนี้ร่างกายมิสมบูรณ์ กลับต้องเผชิญหน้ากับจูไต่ลุ้ยที่เป็นเอกในแผ่นดิน มิทราบสามารถชะลอเวลาได้เนิ่นนานเพียงใด...
เห็นจู่ไต่ลุ้ยร่ายฝ่ามืออย่างดุดัน ในชั่วพริบตายังใช้ถึงสิบเจ็ดสิบแปดกระบวนท่า เต็งลั่งได้แต่หลบหลีกถอยหลัง บนใบหน้ามีเหงื่อชุ่มโชก เรี่ยวแรงมิได้ปะติดปะต่อ ที่จมูกยังมีโลหิตไหลซึมเป็นสาย

จูไต่ลุ้ยก็มิปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป ยามนี้ตวัดเท้าออก ก่อกวนท่าเท้าเต็งลั่งจนปั่นป่วน คนก็คล้ายเชื่องช้าลง...
...ในพริบตา จูไต่ลุ้ยพลันวาดฝ่ามือขึ้นสู่ระดับใบหน้า จากซ้ายมาขวา จากขวาสู่ซ้าย กลับคล้ายเป็นประกายดาบคู่สองคม...
ประกายดาบลวงตาพอปรากฏ ฝ่ามือก็ฟาดลงด้วยกำลังสิบส่วน ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องต้องกระโจนขึ้นโดยพร้อมเพรียง ทว่ายังมิทันถึงตัวพวกเขา พลันได้ยินเสียงดังฉาด เต็งลั่งที่ถอยหลบเลี่ยงกลับสืบเท้าขึ้นหน้า ในภาวะที่มิอาจหนีพ้น ยังฟาดฝ่ามือทั้งสองออก ประกบรับฝ่ามือของจูไต่ลุ้ย...

เห็นเต็งลั่งที่ใบหน้าซีดขาว ยามนี้กลับมีสีโลหิตฉีดขึ้น ฝ่ามือที่ทาบกับฝ่ามือจูไต่ลุ้ยก็มีโลหิตไหลซึมลงเป็นทางยาว...
อั่งแชซิงแซพอเห็นถนัดชัดตาต้องสะดุ้งขึ้นสุดตัว ร่ำร้องว่า
"เป็นม่อฮ้วยชิ่ว (หัตถ์โลหิตอสูร)..."