|
เต็งลั่งประกบฝ่ามือกับจูไต่ลุ้ย อาจหาญหักล้างกันด้วยกำลังลมปราณ...
คนที่ร่างกายมิสมบูรณ์ กำลังภายในหลั่งไหลมิต่อเนื่อง ย่อมหลีกเลี่ยงการปะทะที่ดุดัน
...ทว่าเต็งลั่งที่โดนรุกไล่ตึงมือ อาการบาดเจ็บรุกเร้าขึ้น ในทรวงอกยังมีโลหิตชโลม ลมหายใจพอขาดห้วง ท่าร่างก็เชื่องช้าลง ยามจูไต่ลุ้ยฟาดฝ่ามือออก ได้แต่รับไว้ในสภาพนี้...
...ในพริบตาสุดท้าย ยังใช้ออกด้วยม่อฮ้วยชิ่ว...
ซังแชเกี่ยมแขะสองเฮียตี๋เบิกนัยน์ตาโพลง แลดูเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยใจระทึก พวกเขาย่อมทราบ ม่อฮ้วยชิ่วเป็นฝ่ามือที่มีพิษร้ายเจืออยู่ในโลหิต ยามใช้ออกที่กลางฝ่ามือพลันมีจุดโลหิตปรากฏ เต็งลั่งยามนี้กลับหลั่งโลหิตเป็นสาย คาดว่ามิอาจควบคุมลมปราณ...
...ม่อฮ้วยชิ่วทำร้ายศัตรูให้เกิดอาการชาด้าน สูญเสียความรู้สึก มิอาจขยับกายเคลื่อนไหว...
...จูไต่ลุ้ยมาตรว่ามีกำลังเหนือกว่า ใช่สามารถต้านทานโลหิตอสูร?...
ได้ยินจูไต่ลุ้ยคำรามก้อง ใบหน้าแดงก่ำ นัยน์ตามีประกายระริก ยามตวาดออกอีกคราพลันลากฝ่ามือซ้ายไปทางด้านข้าง เต็งลั่งได้แต่ฝืนเกร็งกำลังทานรับไว้ ยามนี้มิอาจให้จูไต่ลุ้ยสลัดฝ่ามือออก พวกเขาที่ยืนห่างกันเพียงไม่กี่คืบ หากจูไต่ลุ้ยสามารถรั้งฝ่ามือออกจากการประกบ ย่อมตบฟาดลงบนทรวงอกเขาได้โดยง่ายดาย เต็งลั่งต่อให้ว่องไวราวเหยี่ยวตัวหนึ่ง ในระยะใกล้เช่นนี้ย่อมมิอาจหลบเลี่ยง...
...คนใช้ม่อฮ้วยชิ่ว ลมปราณขับโลหิตออกจากร่าง ทว่าร่างกายอ่อนแอมิอาจควบคุมสภาวะ กลับคล้ายโดนกำนัลหลายดาบ ฝ่ามือที่ทาบอยู่ยังสั่นระริก ร่างกายก็เย็นเยียบลง...
จูไต่ลุ้ยย่อมทราบเช่นกัน หากมิเร่งเอาชัยในเวลานี้ เต็งลั่งที่มีไหวพริบปฏิภาณ อีกทั้งพลังฝีมือลึกล้ำ อาจบางทียังมีเล่ห์เหลี่ยมอันใด...
...คนพอครุ่นคิด พลันทุ่มเทกำลังไปทางร่างซีกซ้าย ฝ่ามือที่ทาบอยู่กับของเต็งลั่งยังกดปลายนิ้วเขาไปทางด้านหลัง ผลักดันจนอยู่ห่างทรวงอกเพียงคืบ ขอเพียงสามารถสะบัดฝ่ามือหลุดออก ย่อมสามารถฟาดพลังกระแทกเด็กน้อยให้ตกตายทันที...
เห็นโลหิตหยาดหยดลงจากฝ่ามือเต็งลั่ง ยังไหลย้อนมาเปรอะเปื้อนแขนเสื้อเขา จูไต่ลุ้ยย่อมทราบ นี่เป็นม่อฮ้วยชิ่วที่มีพิษฤทธิ์ร้าย ทว่าคนที่ฝีมือสูงส่ง ทั้งยังดื้อรั้นทรนง ขอเพียงวันนี้สามารถสังหารเด็กน้อย เรื่องอื่นยังคงหาวิธีแก้ไขภายหลัง...
ในภาวะที่เป็นต่อ จูไต่ลุ้ยเกร็งลมปราณทั้งมวลขึ้น ถ่ายทอดกำลังหนุนเนื่องรุนแรงลงในฝ่ามือซ้าย นัยน์ตาที่จับจ้องมองเต็งลั่งพลันปรากฏความรู้สึกหลากหลาย มิทราบเป็นแค้น... เป็นรัก... เป็นชิงชัง... เป็นเวทนา...
พริบตานั้นจูไต่ลุ้ยพลันหลับตาลง คล้ายมิปรารถนาเห็นเด็กน้อยตรงหน้ายามตกตาย คนพอหลับตาก็กระแทกพลังในกายออกจนหมดสิ้น ฝ่ามือซ้ายเบี่ยงออก จวนเจียนจะสลัดหลุดจากมือของเต็งลั่ง...
...ในยามนั้นพลันได้ยินเสียงร้องว่า
"ระวังนกค้อรับประทานจ๊อเปรี้ยว"
จูไต่ลุ้ยย่อมได้ยินเสียงร้องนั้นเช่นกัน ทว่าเขายามนี้สลัดฝ่ามือหลุดรอดจากม่อฮ้วยชิ่ว พอลืมตาขึ้นก็ตบพลังลง ใช้ออกอย่างรุนแรงถึงขีดสุด...
ในจังหวะที่พลังฟาดออก พลันได้ยินเสียงดังฉึก ตนพอตบฟาดฝ่ามือลงบนทรวงอกเต็งลั่ง พลังกลับสะดุดหยุดยั้ง ที่หมายพุ่งออกสิบส่วนพลันสลายไปสี่ส่วน รู้สึกในทรวงอกด้านขวามีวัตถุเยียบเย็นชำแรกเข้ามา ยังคล้ายอสรพิษร้ายที่คิดวกสู่หัวใจ
...ยามนี้เหลือบตามองดู ต้องสั่นกระตุกวูบหนึ่ง ที่ทรวงอกตนกลับมีกระบี่ปักอยู่ ถึงกับปักจนมิดด้าม...
...เป็นกระบี่ในมือเต็งลั่ง...
จูไต่ลุ้ยส่ายหน้าไปมา เห็นเต็งลั่งมาตรว่าร่างโงนเงน ดวงตายังจับจ้องมองเขา...
เมื่อครู่ที่ตนถ่ายทอดพลังทั้งมวลสู่ร่างกายซีกซ้าย ฝ่ามือขวาที่ประกบอยู่กับเต็งลั่งย่อมลดกำลังลง ในจังหวะที่ฝ่ามือซ้ายของตนหลุดรอดจากม่อฮ้วยชิ่ว เต็งลั่งกลับสะบัดมือซ้ายออก รับกระบี่จากซังแชเกี่ยมแขะ ใช้เรี่ยวแรงสุดท้ายเสือกแทงมาจนมิดด้าม
...เขามิว่าอย่างไรก็มิอาจเข้าใจ ในระยะประชิดเช่นนี้ เต็งลั่งไหนเลยสามารถใช้กระบี่ยาวทิ่มแทงได้ถนัด...
ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องที่แตกตื่นตะลึง เห็นเต็งลั่งและจูไต่ลุ้ยที่สลายพลังหมดสิ้น ทว่ายังคงยืนประชันหน้ากัน พวกตนมิทราบสมควรเข้าแทรกหรือไม่ กับจูไต่ลุ้ยที่สามารถต้านม่อฮ้วยชิ่ว จะอย่างไรก็มิอาจวางใจ...
... พวกตนเมื่อครู่ที่ร้อนรุ่ม ยังระลึกถึงเรื่องราวเมื่อกลางวัน รหัสนกค้อรับประทานจ๊อเปรี้ยว ย่อมเป็นที่เต็งลั่งสอนสั่งมา มิคาด ร่ำเรียนเพียงไม่กี่ชั่วยามก็มีโอกาสใช้ ถึงกับยังใช้ได้ผล เต็งลั่งที่จวนเจียนมิอาจต้านทาน ยังสะบัดมือออกรับกระบี่จากพวกเขาได้ทันการณ์...
...อั่งแชซิงแซแม้ร้อนรนยังมีไหวพริบ ยามพุ่งกระบี่ส่งออก พลันหักกระบี่ออกครึ่งหนึ่ง กระบี่ยาวกลับกลายเป็นมีดสั้นครึ่งศอก ในระยะประชิดเต็งลั่งย่อมสามารถใช้ได้ถนัดมือ...
จูไต่ลุ้ยรับไปหนึ่งกระบี่ หยุดยั้งสภาวะลมปราณทั้งมวล เต็งลั่งมาตรว่าโดนฝ่ามือซ้าย ยังสามารถสลายพลังแรงลงได้หลายส่วน ทว่าคนที่คล้ายว่าวใกล้หลุดลอยจากสายป่าน ยังกระอักโลหิตไม่หยุดยั้ง ซังแชเกี่ยมแขะต้องรู้สึกทุกข์ร้อนอย่างยิ่ง มิทราบคนประหลาดพิสดารนี้สามารถมีชีวิตถึงวันพรุ่ง?...
...คนที่เร่ร่อนพเนจรชั่วชีวิต ใช่มีโอกาสเห็นดินแดนบรรพชนสักครั้งหรือไม่...
พอครุ่นคิดขึ้นด้วยความอัดอั้นใจ เห็นเต็งลั่งย่างเท้าถอยหลังทีละก้าว มือที่จับด้ามกระบี่อยู่ก็คลายออก พอก้าวได้สามครา ร่างพลันล้มหงายลง อั่งแชซิงแซต้องรีบสะอึกกายเข้ารับ
...จี่แชซิงแซก็ชักกระบี่ออก ปราดเข้ายืนขวางจูไต่ลุ้ย เห็นเขายื่นมือจับด้ามกระบี่ที่ปักอก กลับมิมีเรี่ยวแรงดึงออกมา ยังทรุดลงกับพื้นในท่าคุกเข่า มิทราบเป็นผลจากกระบี่หรือพิษจากม่อฮ้วยชิ่ว...
อั่งแชซิงแซที่ประคองเต็งลั่งพลันร้องบอกตี่ตี๋ว่า
"คนผู้นี้หมดพิษสงแล้ว เจ้ารีบสังหารเขาเถิด"
จี่แชซิงแซก็มิรอช้า รีบวาดกระบี่ขึ้น ในท่าร่างที่หมายชีวิตพลันได้ยินเสียงเต็งลั่งดังขึ้น
"อย่าได้ใช้กระบี่ ยังคงใช้เทียนมึ้งจ้อตั๊ก..."
จี่แชซิงแซพลันสะดุดกึก เหลือบตามองกอกอที่โอบอุ้มเต็งลั่ง จูไต่ลุ้ยที่ทรุดบนพื้นก็ย่อมได้ยินความนี้เช่นกัน ยามนี้กระถดกายถอยออก นัยน์ตายังมีแววคั่งแค้น ถ่มถุยโลหิตในลำคอออก ตวาดว่า
"ให้เราตกตายในกระบี่เถิด..."
...วาจายังมิทันขาดคำ ซังแชเกี่ยมแขะกลับโผนทะยานขึ้น นำพาเต็งลั่งจากไปในทันที จูไต่ลุ้ยที่มิทราบรหัสระหว่างพวกเขาย่อมงุนงงสงสัยยิ่ง...
ในความมืดพลันได้ยินเสียงวิหคราตรี...
...จูไต่ลุ้ยล้มหงายลงบนพื้น ดวงตาจับจ้องที่ดวงจันทร์บนฟากฟ้า...
...คนที่มีชีวิตอยู่ด้วยความแค้น คิดตายกลับมิอาจตาย...
...นี่ย่อมเป็นสวรรค์บัญชา...
สายลมยามค่ำคืนพัดย้อนจากชายฝั่งลงสู่ห้วงสมุทร
ในเสียงหวีดหวิวอึงอล ยังคล้ายมีความคั่งแค้นอัดอั้น...
ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้อง ชั่วชีวิตมิเคยใช้ท่าร่างที่รวดเร็วปานนี้ ยังมิเคยคาดฝัน ตนเองสามารถโลดแล่นได้ราวเซียนเหาะเหิน
...คนที่มิเคยมีเหตุการณ์พรั่นพรึง เรี่ยวแรงแฝงเร้นย่อมมิเคยใช้ออก ยามนี้กลับล่วงรู้ถึงความลี้ลับของมนุษยชาติ...
เขาสองพี่น้องผลัดเปลี่ยนกันแบกร่างเต็งลั่งที่สลบไสล ลิ่วล่องสู่เทียนมึ้งเก็ง เสื้อผ้าโชกชุ่มไปด้วยโลหิตของเต็งลั่ง ยังมีน้ำขมที่เขาอาเจียนออกมา
พวกเขาย่อมมิเคยคาดฝัน นอกจากเฮียตี๋ร่วมสายโลหิต ยังมีผู้คนอื่นที่ทำให้ตนห่วงใยได้เท่านี้ จี่แชซิงแซยังหลั่งน้ำตามิขาดสาย
...รู้สึกร่างเต็งลั่งบนหลังเย็นเยียบอย่างยิ่ง การเต้นของหัวใจก็แทบมิได้รู้สึก พวกเขาความจริงคิดใคร่กอดคอกันบอกเล่าความเจ็บปวดในใจ ทว่ายามนี้หามีเวลาไม่...
...พอได้ยินเสียงคลื่นสาดซัดหินผา ทั้งคู่ย่อมรู้สึกราวได้ยินเสียงสวรรค์...
...ในที่สุดก็ถึงเทียนมึ้งเก็งแล้ว...
จี่แชซิงแซพลันร้องออกมาว่า
"เต็งกงจื้อ พวกเราถึงเทียนมึ้งเก็งแล้ว"
คนมาตรว่าทราบ เต็งลั่งมิได้ยินถ้อยคำเขา ยังคงคิดตะโกนออกมา มิเพียงตะโกนให้ดัง ยังใคร่จับเต็งลั่งยืนขึ้น เขย่าให้ฟื้นตื่น แลดูสถานที่เบื้องหน้าอันเป็นดินแดนบรรพชน เถ้าธุลีของบิดามารดาเขายังโปรยปรายลงที่นี้...
อั่งแชซิงแซก็ยกมือขึ้นปาดน้ำตา ร่ำร้องว่า
"เต็งกงจื้อ พวกเราเมื่อมาถึง ท่านก็ลืมตาขึ้นสักคราเถิด"
เขาทั้งสองร่ำร้องกู่ก้อง คิดระบายความคับแค้นในใจออกมา ยามนี้พลันเห็นที่เบื้องหน้ามีเงาร่างหลายสายพุ่งปราดมา ย่อมเป็นคนของเทียนมึ้งเก็งที่ระวังยามอยู่ด้านนอก ต้องรีบร้องบอกไปว่า
"รีบไปรายงานเก็งจู้โดยเร่งด่วน เต็งลั่งบาดเจ็บสาหัส"
เห็นเงาร่างที่มาพลันพุ่งกลับหลังไปสองสาย ที่เหลือยังสืบเท้ามาจนถึงพวกเขา ผู้ที่นำหน้าเป็นชายฉกรรจ์เคราครึ้ม สวมใส่อาภรณ์เหลือง ที่หน้าผากยังมีสัญลักษณ์เป็นรูปวงรีคล้ายจันทร์เสี้ยว ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องพอแลเห็นก็ร้องเรียกพร้อมกันว่า
"ป่าซิงแซ (ท่านเสือดาว)"
ป่าซิงแซสาวเท้าเข้ามาโดยพลัน มองดูคนบนหลังจี่แชซิงแซ อุทานว่า
"เป็นเต็งลั่งมิผิด"
อั่งแชซิงแซรีบกล่าวว่า
"ย่อมเป็นเขามิผิด เขาประมือกับผู้แซ่จูของง้วยตอก่า บอบช้ำมิใช่น้อย พวกเราพาเขาวิ่งตะบึงกลับมา ยังกระทบกระเทือนอีกมากหลาย ยามนี้ต้องรีบพาเขาเข้าไปที่ด้านใน"
...ป่าซิงแซผงกศีรษะ พลันพุ่งปราดนำหน้า เปิดทางแก่พวกเขาโดยสะดวก
ซังแชเกี่ยมแขะพอเข้ามาในคูหา สตรีรับใช้สองนางที่ทราบเรื่อง ต่างรีบนำพาพวกเขาไปยังห้องหับที่จัดไว้ ผู้คนในเทียนมึ้งเก็งยามนี้จุดไฟขึ้น ภายในคูหายังสว่างไสวยิ่งกว่าเวลากลางวัน...
จี่แชซิงแซวางเต็งลั่งลงบนเตียง สตรีรับใช้นางหนึ่งก็คลี่ผ้าห่มลงบนร่างเขา อีกนางรีบออกไปที่ด้านนอก จัดเตรียมน้ำอุ่นโดยพลัน...
...อั่งแชซิงแซจับแขนเต็งลั่ง ทดลองเรียกเขาอยู่หลายคำ ทว่าเต็งลั่งยังคงมิได้สติ ลมหายใจก็แผ่วอย่างยิ่ง...
ซังแชเกี่ยมแขะยามหันรีหันขวาง พลันได้ยินเสียงผู้คนชุลมุนที่ด้านนอก ที่แท้เป็นเก็งจู้และยี่กงจู้มาถึงแล้ว กิมแชฮูหยินยังติดตามอยู่ที่ด้านหลัง...
ทั้งสามพอเข้ามาในห้องก็ปราดไปที่เต็งลั่ง เมื่อครู่ย่อมได้รับรายงาน ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องนำพาเต็งลั่งที่บาดเจ็บสาหัสกลับมา
เก็งจู้นั่งลงที่ข้างเตียง จับชีพจรเต็งลั่งคราหนึ่ง พลันเปิดผ้าห่มออก ทาบฝ่ามือลงบริเวณทรวงอก ตรวจอาการบอบช้ำภายใน
กิมแชฮูหยินมองดูเต็งลั่งด้วยสายตารักเวทนา พึมพัมว่า
"เรามิเคยคิด เจ้ามาเยี่ยมเยียนพวกเราในสภาพเช่นนี้"
...ซุนเซ่งเง็กหันมาทางซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้อง ถามอย่างร้อนใจว่า
"เขาไฉนเป็นเช่นนี้"
จี่แชซิงแซรีบบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทั้งสามพอฟังต้องงุนงงยิ่ง ซุนเซ่งเง็กกล่าวกับเก็งจู้ว่า
"จูไต่ลุ้ยไฉนพลันมาปรากฏขึ้น"
เก็งจู้ย่อมขบคิดมิเข้าใจเช่นกัน เขาดึงปกเสื้อเต็งลั่งลง ตรวจดูรอยฝ่ามือที่ประทับ เห็นผิวเนื้อบริเวณนั้นเป็นสีแดงช้ำ ย่อมเป็นตกเลือดภายใน น่ากลัวยังกระทบกระเทือนถึงอวัยวะอื่น
กิมแชฮูหยินเอ่ยถามเก็งจู้ว่า
"สาหัสถึงขั้นใด"
เก็งจู้กลับมิได้ตอบคำนาง หันไปทางสตรีรับใช้ที่ยกน้ำอุ่นเข้ามา กล่าวว่า
"ให้คนรีบต้มน้ำเดือดใส่ถังใหญ่ ละลายผงฮ้วยซัว (ขุนเขาอัคคี) ลงไปสองชั่ง จากนั้นยกมาที่นี้"
ยามนี้จึงค่อยหันมาทางกิมแชฮูหยิน กล่าวว่า
"ท่านออกไปรอที่ห้องด้านข้างสักครู่ หากมีเรื่องราวใด ข้าพเจ้าค่อยให้ผู้คนไปเชื้อเชิญ"
...กิมแชฮูหยินรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจอยู่บ้าง ทว่านางมิเคยขัดคำเก็งจู้ ดังนั้นได้แต่สาวเท้าออกไป...
เก็งจู้เรียกสตรีรับใช้อีกนางหนึ่งเข้ามา สั่งการว่า
"ตระเตรียมยารักษาอาการบอบช้ำ ยาบำรุงหัวใจ ยาบำรุงโลหิต ยังเตรียมชาร้อนเจือด้วยมิ้งเช่า (หญ้าไหมลอกคราบ) ให้ผู้คนจัดไว้ตลอดคืน"
สตรีรับใช้นั้นพอรับคำก็รีบผละไป ซุนเซ่งเง็กพลันถามเก็งจู้ว่า
"ท่านให้เตรียมชาร้อนเจือมิ้งเช่า ฤาคิดให้เขาหลับไหลตลอดเวลา"
เก็งจู้ผงกศีรษะ สายตายังมิได้ละจากเต็งลั่ง กล่าวว่า
"เขาบอบช้ำปานนี้ หากฟื้นตื่นต้องเจ็บปวดยิ่ง ดังนั้นมิอาจให้มีสติโดยเร็ว"
...ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องยังคงยืนอยู่ที่มุมห้อง คนความจริงอ่อนล้าโรยแรง ทว่ายังห่วงใยอาการผู้ที่นำพามา ดังนั้นทรุดกายลงบนพื้น ตั้งใจรอดูอยู่เงียบๆ...
เห็นเก็งจู้หันมาทางยี่เก็งจู้ กล่าวว่า
"ท่านมาช่วยเรา..."
ซุนเซ่งเง็กก็รีบสะกิดกายเข้าไป เก็งจู้เรียกเขาพลิกกายเต็งลั่งขึ้น ปลดอาภรณ์ที่ชุ่มโชกไปด้วยโลหิตออก ในอกเสื้อพลันมีผ้าสองชิ้นร่วงหล่นลง หนึ่งเป็นเศษเสื้อเก่าของไช่ไฉ่เจ็ก อีกหนึ่งย่อมเป็นผ้าไหมจารึกอักษรของเจี้ยงลุ่ย...
ยี่เก็งจู้แลดูเศษผ้าสองชิ้นนั้น ยามย่อกายลงคิดเก็บขึ้นมา เก็งจู้พลันกล่าวว่า
"ท่านวางผ้าสองชิ้นนั้นไว้บนโต๊ะ มิว่าผู้ใดก็ห้ามนำไป เราสักครู่จึงเก็บรักษาให้เขา"
ซุนเซ่งเง็กก็ปฏิบัติตาม มาตรว่าเห็นผ้าชิ้นหนึ่งมีข้อความ ยังคงรีบม้วนเก็บลง มิได้คิดอ่านดู
...พอดีผู้คนพากันยกถังใส่น้ำเดือดเข้ามา จัดวางไว้ตรงกลางห้อง เก็งจู้ก็อุ้มเต็งลั่งขึ้น จัดให้นั่งลงในถังน้ำนั้น...
ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องชะโงกดู เห็นน้ำยังผุดพรายเดือดพล่าน เต็งลั่งกลับมิได้สะดุ้งสะเทือน...
...น้ำที่เจือปนผงฮ้วยซัวย่อมมีสีแดง ทว่าพอสัมผัสร่างเต็งลั่ง พลันกลับกลายเป็นสีครามทีละน้อย...
ซุนเซ่งเง็กพอแลดูต้องอุทานขึ้น
"ภายในกายเขาเย็นถึงเพียงนี้"
เก็งจู้จุ่มมือลงในน้ำร้อน ทาบลงกับทรวงอกเต็งลั่ง กล่าวว่า
"เขาเมื่อครู่ใช้ม่อฮ้วยชิ่ว ลมปราณมิอาจควบคุมโลหิต เก้าตั๊กฮวยกลับกระจายทั่วร่าง"
ซุนเซ่งเง็กมิเคยฝึกม่อฮ้วยชิ่วมา เพียงทราบเก้าตั๊กฮวยมีพิษร้ายแรง ต้องถามอย่างตื่นตระหนกว่า
"ใช่เป็นอันตรายหนักหนาหรือไม่"
เก็งจู้สั่นศีรษะ ดึงเก้าอี้มาตัวหนึ่ง นั่งลงที่ด้านข้างถังน้ำ ทาบฝ่ามือถ่ายทอดพลังแก่เต็งลั่งครู่หนึ่ง จากนั้นหันมากล่าวกับซุนเซ่งเง็กว่า
"เก้าตั๊กฮวยผสานกับโลหิตเขาตั้งแต่เยาว์วัย ย่อมมิได้ทำอันตราย ทว่าเขายามใช้ออกมิอาจควบคุม พิษในกายพลันก่อเป็นความเย็นภายใน"
ซุนเซ่งเง็กยามนี้เพิ่งเข้าใจ กล่าวว่า
"ดังนั้นท่านคิดใช้น้ำเดือดผสมฮ้วยซัว เพิ่มความอบอุ่นแก่ร่างกายเขา จากนั้นจึงค่อยรักษาอาการ ใช่หรือไม่"
เก็งจู้ผงกศีรษะ ผุดลุกขึ้นยืน กล่าวว่า
"ฝ่ามือที่เขาโดนก็สาหัสยิ่ง เราคืนนี้ต้องถ่ายทอดลมปราณแก่เขา ท่านก็ช่วยจัดผู้คนอยู่ที่นี้"
...ยามนั้นสตรีรับใช้ที่ไปจัดยาเดินอย่างเร่งร้อนเข้ามา ในมือยังถือถาดใบหนึ่ง บนถาดจัดวางถ้วยสามใบ หนึ่งเป็นยาบำรุงหัวใจ อีกหนึ่งบำรุงโลหิต อีกหนึ่งเป็นน้ำแกงที่ผสมเล้งจือพันปี ย่อมเป็นกิมแชฮูหยินสั่งเพิ่มเข้ามา...
นางเหลือบแลสภาพภายในห้อง เห็นเต็งกงจื้อแช่อยู่ในถังน้ำ ดังนั้นรีบจัดวางถาดลงบนโต๊ะ จากนั้นถอยกายไปยืนที่ด้านนอก รอฟังคำสั่งอยู่ที่นั้น
เต็งลั่งที่นั่งอยู่ในถังน้ำพลันเงยศีรษะขึ้น ซุนเซ่งเง็กก็ย่อกายลง เรียกชื่อเขาหลายครา เก็งจู้พลันหยิบถ้วยยาในถาด มือหนึ่งจับศีรษะเต็งลั่งไว้ อีกมือกรอกยาลงไปจนหมดสิ้น
...ซังแชเกี่ยมแขะก็ผุดลุกขึ้นยืน เห็นเก็งจู้ยื่นมือตรวจชีพจรเต็งลั่งอีกครา จากนั้นอังมือกับใบหน้าเขา กล่าวกับซุนเซ่งเง็กว่า
"ร่างกายเขาเริ่มอุ่นขึ้น"
เต็งลั่งส่งเสียงเล็กน้อย มิทราบคิดว่ากล่าวอันใด สายตาจับจ้องอยู่ที่ซุนเซ่งเง็ก มือสองข้างจับถังน้ำ ยังยันกายหมายลุกขึ้น...
...เก็งจู้ที่ด้านหลังรีบกดเขาลงอีกครา เต็งลั่งก็หันศีรษะมา คิดใคร่ชมดูเป็นผู้ใด ซุนเซ่งเง็กพลันกล่าวว่า
"เก็งจู้รักษาอาการเจ้า อย่าได้เคลื่อนไหวไป"
เต็งลั่งผงกศีรษะคราหนึ่ง ได้ยินเสียงเก็งจู้ที่อยู่ด้านหลังนั้นกล่าวว่า
"นำน้ำถังใหม่เข้ามา จากนี้ทุกสองชั่วยามให้ยกเข้ามาผลัดเปลี่ยนอย่าได้ขาด"
สตรีรับใช้ที่รออยู่ด้านนอกรับคำพลางล่าถอยไป ที่ประตูพลันปรากฏเงาร่างสองสายขึ้น...
...เป็นเม่งไอ่ซีกับปึงซิ่วซิ่ว...
เม่งไอ่ซีวิ่งปราดเข้ามาในห้อง เห็นเต็งลั่งนั่งอยู่ในถังน้ำร้อน ยังลืมตาคล้ายมีสติ ต้องทรุดกายนั่งลงที่ด้านข้าง ถามอย่างร้อนใจว่า
"ลั่งยี้ ท่านไฉนเป็นเช่นนี้"
เต็งลั่งพอแลเห็นนางก็ฝืนยิ้มขึ้น ถ้อยคำที่คิดว่ากล่าวมีมากหลาย จนใจทรวงอกเจ็บร้าว คำพูดมิอาจล่วงพ้นลำคอ...
เม่งไอ่ซีหันมาทางเก็งจู้ ถามว่า
"ท่านบอกต่อข้าพเจ้า เขาไฉนเป็นเช่นนี้"
เก็งจู้เพียงมองดูเต็งลั่ง มิได้สบสายตากับนาง กล่าวว่า
"เขาประมือกับคนผู้หนึ่งของง้วยตอก่า บาดเจ็บสาหัสยิ่ง ทว่าท่านก็เห็น เขายังมิได้ตกตาย ดังนั้นอย่าได้ร้อนใจไป"
ซุนเซ่งเง็กพลันสืบเท้าเข้ามา บอกเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นแก่เม่งไอ่ซี ทว่านางที่ใจคอจรดจ่ออยู่กับเต็งลั่ง คล้ายได้ยินคล้ายไม่ได้ยิน ฟังซุนเซ่งเง็กยังมิทันจบคำก็หันกลับมาที่เต็งลั่งอีกครา มือเรียวงามสัมผัสใบหน้าเขาอย่างทนุถนอม ยังปัดผมเผ้าที่รุ่ยร่ายบนหน้าผาก เรียกหาว่า
"ลั่งยี้ เราอยู่ที่นี้แล้ว พรุ่งนี้ยังจะทำขนมชา..."
เต็งลั่งพลันมีรอยยิ้มขึ้น ใช้ดวงตาสุกใสแลดูนาง เม่งไอ่ซีย่อมยินดีจนน้ำตาหยดหยาด เก็งจู้ที่ชมภาพเบื้องหน้าอยู่นาน พลันวางมือลงบนไหล่ของเม่งไอ่ซี กล่าวว่า
"ท่านออกไปก่อนได้หรือไม่"
เม่งไอ่ซีสั่นศีรษะ กล่าวว่า
"เราจะอยู่ที่นี้กับเขา"
ซุนเซ่งเง็กกล่าวว่า
"เก็งจู้ต้องรักษาอาการเขา ท่านเป็นสตรี อยู่ที่นี้ย่อมมิสะดวก"
เม่งไอ่ซีมิได้สนใจอันใด ยังคงดื้อรั้นกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเติบโตมากับเขา พวกท่านคิดรักษาอย่างไรก็รีบทำเถิด ข้าพเจ้ามิว่าอย่างไรก็จะรั้งอยู่"
เก็งจู้พลันนั่งลงบนเก้าอี้ สีหน้าปรากฏแววเย็นชา หันมาทางซุนเซ่งเง็ก กล่าวว่า
"ท่านก็นำเขาขึ้นจากน้ำเถิด"
...ซุนเซ่งเง็กได้แต่ปฏิบัติตาม โอบอุ้มเต็งลั่งขึ้น วางลงบนเตียงอีกครา เม่งไอ่ซีก็รีบหาผ้าผืนหนึ่งมาเช็ดตัวแก่เขา จากนั้นคลุมผ้าห่มลงสองผืน มือยังคงเกาะกุมมือเขาแนบแน่น...
นางที่เติบโตมากับเต็งลั่ง ทั้งยังมีใจผูกพันลึกซึ้ง ยามนี้เขายังบาดเจ็บสาหัส ย่อมมิได้สนใจข้อห้ามระหว่างหญิงชาย เก็งจู้ที่จับจ้องมองอยู่พลันเบือนศีรษะไปอีกทาง มิทราบชมดูจนหัวใจเกิดรสชาติใด...
|