|
บรรยากาศภายในห้องยิ่งมายิ่งชวนอึดอัด คนที่ยืนอยู่ภายนอกยังลำบากใจยิ่งกว่า...
ปึงซิ่วซิ่วแลดูสถานการณ์อย่างเงียบงัน นางที่ติดตามเม่งไอ่ซีมาด้วยใจร้อนรุ่ม ยามนี้ยังคงยืนอยู่ข้างประตู มิกล้าก้าวเท้าเข้าในห้อง
...ใจคนคะนึงหาอาวรณ์ ยามพบพานกลับมิอาจไขว่คว้า น้ำตาต้องหยดหยาดลง ได้แต่กล้ำกลืนฝืนทนโดยลำพัง...
นางความจริงทราบ ตนเองมิสมควรรั้งอยู่ ทว่าคนที่ห่วงกังวลอย่างสุดซึ้ง กลับมิอาจสาวเท้าจากไป...
เต็งลั่งยามนี้หลับตาลงอีกครา ซุนเซ่งเง็กพลันเหลือบแลมาที่เก็งจู้ ถามว่า
"ท่านคิดถ่ายทอดกำลังแก่เขา?"
เก็งจู้เชิดศีรษะขึ้นคล้ายมิได้ใส่ใจ ยังเรียกสตรีรับใช้ยกน้ำชาให้ตนเอง จากนั้นกล่าวกับซุนเซ่งเง็กว่า
"ท่านก็ตรวจชีพจรเขาเถิด"
ซุนเซ่งเง็กลอบถอนใจคราหนึ่ง ยื่นมือตรวจชีพจรเต็งลั่ง กล่าวว่า
"ชีพจรยังคงอ่อนล้ายิ่ง"
เก็งจู้เพียงส่งเสียงรับคำ กลับมิได้ว่ากล่าวกระไร ซุนเซ่งเง็กได้แต่ลุกขึ้นหันรีหันขวาง พอดีสตรีรับใช้ยกชาที่เจือด้วยมิ้งเช่าเข้ามา ดังนั้นรีบประคองเต็งลั่งขึ้น รับชาร้อนที่เพิ่งรินจากกา กรอกให้แก่เขาจนหมดถ้วย...
ยามนี้หันมาทางเก็งจู้อีกครา ในดวงตายังมีแววถามไถ่ ทว่าเก็งจู้กลับคล้ายมิได้เข้าใจ ซุนเซ่งเง็กได้แต่ทรุดกายลงนั่งบนเตียง ตระเตรียมถ่ายทอดลมปราณรักษาอาการบอบช้ำ...
...ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องยังยืนอยู่ที่มุมห้อง ยามนี้แลสบตากัน ต่างฝ่ายต่างครุ่นคิด... เก็งจู้เมื่อครู่กุลีกุจอ ตรวจรักษาเต็งลั่งอย่างเร่งร้อน ทว่าพอเม่งเซี่ยวก่าจู้เข้ามาที่นี้ กลับเปลี่ยนท่าทีเป็นเฉยชา มิทราบไฉนอารมณ์ผันแปรรวดเร็วนัก...
ซุนเซ่งเง็กจัดเต็งลั่งให้อยู่ในท่านั่ง เม่งไอ่ซีก็วางผ้าห่มลงบนหน้าตักเขา จากนั้นถอยมาที่ด้านข้าง
...มิทันที่ซุนเซ่งเง็กจะทาบฝ่ามือลง เก็งจู้พลันผุดลุกขึ้น เอ่ยว่า
"พวกเจ้าทุกคนล้วนออกไป"
ซังแชเกี่ยมแขะและปึงซิ่วซิ่วย่อมกระทำตามโดยพร้อมเพรียง เม่งไอ่ซีรีบหันขวับมา กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
"เราจึงมิไป"
เก็งจู้มิได้สบตานาง เพียงกล่าวว่า
"เราก็มิได้เรียกท่านออกไป"
ซุนเซ่งเง็กที่ตระเตรียมถ่ายทอดลมปราณพลันถามขึ้นว่า
"ข้าพเจ้าเล่า?"
เก็งจู้เรียกเขาลงจากเตียง กล่าวว่า
"ท่านก็รอในห้องด้านข้างก่อนเถิด เราบางทีมีเรื่องต้องเรียกหา..."
ซุนเซ่งเง็กพอจากไป เก็งจู้พลันรินน้ำชาให้เม่งไอ่ซี กล่าวว่า
"เราถ่ายทอดลมปราณแก่เขา ท่านก็มาจิบน้ำชาชมดูที่โต๊ะนี้เถิด"
เม่งไอ่ซีสะบัดศีรษะไปอีกทาง กล่าวว่า
"ในเวลาเช่นนี้เรามิมีแก่ใจดื่มชา"
เก็งจู้ลากเก้าอี้ออกเป็นทำนองเชื้อเชิญ กล่าวอย่างไม่นำพาปรารมภ์ว่า
"เขาหากวันนี้รอดไป ยังต้องพักผ่อนอีกหลายเดือน ท่านหากคิดตรากตรำตนเองตั้งแต่วันแรก น่ากลัวเพียงสามวันก็มิอาจต้านทาน กลับกลายเป็นคนป่วยดูแลคนเจ็บ"
...เม่งไอ่ซีพอฟัง รู้สึกว่าความนี้มีเหตุผลอยู่ ทว่ายังคงขัดเคืองเก็งจู้ที่วางท่าดังมิได้อาทร ดังนั้นกล่าวว่า
"เราย่อมรู้จักรักษาตนเอง ท่านยามนี้รีบถ่ายทอดลมปราณแก่เขาเถิด"
เก็งจู้พอก้าวขึ้นนั่งบนเตียง ถ่ายทอดลมปราณแก่เต็งลั่ง เม่งไอ่ซีก็นั่งลงที่โต๊ะ มองดูน้ำชาในถ้วยคราหนึ่ง สุดท้ายยังยกขึ้นจิบ
...คนมีน้ำใจ ไฉนมักแสร้งเป็นไร้น้ำใจ?...
ในห้องหับแคบเล็ก กลางโต๊ะเพียงตั้งเชิงเทียนอันหนึ่ง...
ปึงซิ่วซิ่วแลดูเปลวเทียนอย่างซึมเซา น้ำตาที่ข้างแก้มยามนี้เหือดแห้ง คนพลันคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านพ้น ยังคล้ายเป็นฝันตื่นหนึ่ง...
...ท่านหากรับประทานพุทรา ข้าพเจ้ายังจะได้เสื้อใหม่ตัวหนึ่ง รองเท้าใหม่คู่หนึ่ง ถุงผ้าใหม่ใบหนึ่ง...
นี่ย่อมเป็นถ้อยคำของเต็งลั่งเมื่อพบนางครั้งแรก เวลานั้นนางยังคิดว่า คนผู้นี้เป็นตัวโง่งมผู้หนึ่ง ถึงกับนอนรับประทานแสงแดดริมน้ำ
...เต็งลั่งเมื่อนำพานางไปที่ฮวงจึง ลูกปัดที่แต่งผมของนางพลันร่วงหล่นไป เขายังมิใช่บอก วันข้างหน้ายังจะซื้อหามาชดใช้...
คิดถึงตรงนี้ในใจพลันร่ำร้อง
...เต็งกงจื้อ หากยังมิได้ชดใช้ลูกปัดแก่ข้าพเจ้า ท่านอย่าได้เป็นไรไป...
ยามนี้ปลุกปลอบใจตนเอง เก็งจู้เก่งกาจปานเทพยดา เต็งลั่งก็เป็นน้องชายร่วมบิดาของท่าน ย่อมต้องรักษาชีวิตไว้อย่างสุดฝีมือ ยังมี... กิมแชฮูหยินย่อมมิปล่อยหลานชายของนางตกตาย นางในอดีตยามสูญเสียสามี สูญเสียบุตรชาย ยังปกครองเทียนมึ้งเก็งโดยลำพัง สตรีที่ยิ่งใหญ่ปานนี้ ย่อมต้องหาวิธีนานาประการช่วยเหลือเขา
...คนพอมีกำลังใจ สีหน้าปรากฏรอยยิ้มขึ้น กลับมิทราบที่ด้านหลังมีคน...
นางพอหันมาก็สะดุ้งสุดตัว ย่อกายลงคารวะ เรียกหาว่า
"ยี่เก็งจู้"
ซุนเซ่งเง็กมองนางด้วยสายตาอ่อนโยน กล่าวว่า
"เราตั้งแต่รับเจ้ามาจากน่ำไฮ้ก่า หามีเวลาอยู่กับเจ้าไม่"
ปึงซิ่วซิ่วก้มศีรษะลง กล่าวด้วยเสียงแผ่วเบาว่า
"ข้าพเจ้ายามนี้คอยติดตามเม่งเซี่ยวก่าจู้"
ซุนเซ่งเง็กผงกศีรษะนิดหนึ่ง กล่าวว่า
"เราย่อมเห็นแล้ว เจ้าติดตามเซี่ยวก่าจู้นางนั้น ยังคล้ายเป็นเงาของนาง กระทั่งอากัปกริยาก็คลับคล้ายกัน..."
ปึงซิ่วซิ่วเพียงพยักหน้า มิได้เอ่ยคำอันใด ในใจยามนี้หวาดหวั่น นางที่พ้นหน้าที่เจ็ดนางงามไปเนิ่นนาน มิทราบยี่เก็งจู้ที่เข้ามาคืนนี้ ยังคิดเรียกหาให้รับใช้อันใด...
ซุนเซ่งเง็กพลันขยับเข้ามาใกล้ วางมือลงบนไหล่กลมมน พลันก้มศีรษะลงจุมพิตนาง
...ปึงซิ่วซิ่วย่อมมิเคยหลบเลี่ยง กับยี่เก็งจู้ที่มีอำนาจ มิว่าสิ่งใดล้วนต้องกระทำตาม ทว่ายามนี้เกิดความรู้สึกสับสน ต้องถอยกายเบี่ยงศีรษะออก ยังสาวเท้าไปที่มุมห้อง มิกล้าแลสบตา...
ซุนเซ่งเง็กย่อมประหลาดใจอย่างยิ่ง ปึงซิ่วซิ่วที่เขาเคยโปรดปราน แม้พ้นไปยังคิดถึงคะนึงหา ยามนี้พบพานอีกครั้งกลับมีท่าทีผิดไป ต้องถามว่า
"เจ้าเป็นไรไป"
ปึงซิ่วซิ่วลอบถอนใจในอก กล่าวว่า
"วันนี้ข้าพเจ้าเหน็ดเหนื่อยอย่างยิ่ง ยังคล้ายจะเป็นหวัด ดังนั้น... ดังนั้น... มิอาจใกล้ชิดท่าน"
ซุนเซ่งเง็กแย้มยิ้มขึ้น เดินไปโอบกอดนางจากด้านหลัง กล่าวว่า
"เราจึงไม่กลัวติดหวัดจากเจ้า"
คนพอโอบแขนลง มือก็เคลื่อนไหวไปตามครรลอง ปึงซิ่วซิ่วดิ้นรนขึ้นคราหนึ่ง กลับยิ่งคล้ายกระตุ้นเขาให้มีความปรารถนา พอรวบร่างนางได้ก็จับข้อมือน้อยๆ ไว้ จุมพิตไปทั่วดวงหน้าผุดผาด
...ซุนเซ่งเง็กโอบอุ้มร่างแบบบางขึ้น เขาที่เอาแต่ใจ ย่อมมิเคยคิดรอคำตอบจากผู้ใด...
...จนแม้เมื่อทุกสิ่งผ่านพ้น ได้ทุกอย่างดังปรารถนา ยังมิได้แลเห็นน้ำตาที่หลั่งไหลของนาง...
ผ่านพ้นไปสองชั่วยาม...
...สตรีรับใช้สามนางยกถังน้ำเดือดที่เจือด้วยฮ้วยซัวเข้ามาตามคำสั่ง พวกนางพอล่าถอยไป เก็งจู้ก็ก้าวลงจากเตียง อุ้มเต็งลั่งลงแช่ในน้ำอีกครา...
เม่งไอ่ซีก็ติดตามไปที่ข้างถังน้ำนั้น เห็นเต็งลั่งหลั่งเหงื่อที่หน้าผาก ต้องใช้แขนเสื้อเช็ดให้อย่างแผ่วเบา เขาที่บอบช้ำหนักหนา นางเพียงแตะผิวเนื้อยังระวังระไว เกรงทำเขาสะดุ้งตกใจ...
...เก็งจู้ก็หาผ้าสะอาดเช็ดเหงื่อแก่ตนเอง จากนั้นนั่งลงที่โต๊ะ ยังรินน้ำชาแก่ตนเองถ้วยหนึ่ง...
เม่งไอ่ซีแลดูเต็งลั่งมิได้วางตา ยามนี้พลันเอ่ยถามเก็งจู้ว่า
"เขาไฉนมิได้ตื่นขึ้น"
เก็งจู้ยกถ้วยชาขึ้นรอ สีหน้ามีแววอ่อนล้า ตอบคำว่า
"เราให้คนจัดชาเจือด้วยมิ้งเช่า เขาเมื่อดื่มลงไปรู้สึกผ่อนคลาย ดังนั้นมิอาจฟื้นตื่นโดยง่าย"
...เม่งไอ่ซีย่อมรู้จักมิ้งเช่าเช่นกัน ตัวยานี้ก็มีในน่ำไฮ้ก่า เป็นหญ้าชนิดหนึ่งที่พอแห้งเหี่ยว ใบพลันม้วนลงคล้ายตัวมิ้ง (ดักแด้ของตัวไหม) เมื่อนำมาสกัดจึงได้ยาที่ช่วยกระตุ้นให้นิทรา หากใส่เพียงเล็กน้อยในน้ำดื่มยังช่วยให้รู้สึกปลอดโปร่งสบาย ไช่ไฉ่เจ็กยังเคยใช้ใบหญ้าชนิดนี้มวนเป็นยาสูบ ฟังว่าสูบแล้วอารมณ์ดีมากหลาย เต็งลั่งที่ซุกซนยังเคยทดลองคราหนึ่ง มารดาเขาพอล่วงรู้ยังจับตัวไปลงโทษ...
ยามคิดถึงไช่ไฉ่เจ็ก น้ำตาพลันหยาดหยดลง ท่านที่บาดเจ็บสาหัสปานนั้น น่ากลัวประสบเคราะห์กรรมมากกว่าวาสนา ตนที่ถูกกักอยู่ในเทียนมึ้งเก็ง มิได้ทราบเรื่องราวภายนอก กระทั่งเล้งอิกที่เดินทางออกจากฮวงจึง ตนก็เพิ่งล่วงรู้จากยี่เก็งจู้...
... เต็งลั่งเดินทางมายังสถานที่นี้ คนกลับประสบเภทภัย เขาหากคิดนำพานางออกไป มิทราบต้องผ่านด่านผู้คนมากน้อยเพียงใด คิดไปคิดมาพลันรู้สึก ตนเป็นต้นเหตุชักนำเรื่องยุ่งยากมากหลาย กระทั่งเคราะห์กรรมที่มิควรเกิด ก็เป็นตนที่นำพามาสู่พวกเขา...
...นางที่ดื้อรั้นทรนง ยามนี้พลันรู้สึกตัวเองด้อยค่า ทั้งยังเป็นตัวนำโชคร้าย...
มิทราบผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด เก็งจู้พลันฉุดดึงนางลุกขึ้น กล่าวว่า
"เรานำเขาขึ้นจากน้ำ"
เม่งไอ่ซีผงกศีรษะพลางถอยหลังก้าวหนึ่ง เก็งจู้พอวางเต็งลั่งลงบนเตียง นางก็รีบเข้าไปห่มผ้าให้แก่เขา เต็งลั่งยามนี้ร่างกายอุ่นขึ้น ทว่ามือเท้ายังเย็นเยียบ เม่งไอ่ซีต้องใช้ความอุ่นจากมือตน นวดเฟ้นที่มือทั้งสองของเขา
เก็งจู้ชมดูนางอย่างเงียบงัน สักครู่จึงเอ่ยว่า
"นี่เป็นยามทิ่วแล้ว ท่านก็ไปพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ท่านมิใช่คิดทำขนมชา?"
เม่งไอ่ซียังคงมิได้หยุดมือ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้ายังมิง่วง"
เก็งจู้พลันทรุดกายลงนั่งข้างเตียง จับมือนางออกจากเต็งลั่ง ดวงตาคล้ายมีระลอกคลื่นถั่งโถม น้ำเสียงที่ว่ากล่าวกลับสงบอย่างยิ่ง
"เราถามท่านคำหนึ่ง... หากวันใดเราบาดเจ็บปางตาย ท่านก็สามารถลืมเลือนข้อห้ามระหว่างบุรุษสตรี ยังปฏิบัติต่อเราเช่นนี้หรือไม่"
เม่งไอ่ซีต้องชะงักวูบ เบี่ยงมือออกจากการเกาะกุม กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าย่อมมิอาจกระทำต่อท่านเช่นเดียวกับที่ปรนนิบัติลั่งยี้"
เก็งจู้มองสบตานาง น้ำเสียงคล้ายขุ่นมัวขึ้นเล็กน้อย
"เพราะเหตุใด"
เม่งไอ่ซีมิได้หลบสายตาเขา นางมาตรว่าอ่อนไหว อีกทั้งยามนี้ยังทุกข์ใจนัก ทว่าคนยังเป็นตัวของตัวเอง หนำซ้ำมีความเชื่อมั่นในสิ่งที่กระทำ
...ได้ยินเก็งจู้ถามซ้ำอีกครา นางพลันเหลียวมองเต็งลั่ง ดวงตามีประกายนุ่มนวล กล่าวว่า
"วันหน้าหากท่านบาดเจ็บต่อหน้าข้าพเจ้า ข้าพเจ้าย่อมช่วยเหลือดูแล ข้อห้ามระหว่างบุรุษสตรี ข้าพเจ้าก็สามารถละเว้น เพียงแต่... ที่ข้าพเจ้ากระทำต่อท่าน ย่อมมิได้เป็นเช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้ากระทำต่อเต็งลั่ง..."
เก็งจู้ส่ายศีรษะไม่เข้าใจ เม่งไอ่ซีพลันกล่าวสืบไปว่า
"หากข้าพเจ้าปรนนิบัติท่าน ย่อมเป็นไปโดยหน้าที่ เฉกเช่นมนุษย์พึงกระทำต่อกัน ทว่าที่ข้าพเจ้าปฏิบัติต่อเต็งลั่ง ล้วนเป็นความปรารถนาจากใจ..."
เก็งจู้ยามนี้แลดูนางเนิ่นนาน มิได้ว่ากล่าวกระไรอีกแม้เพียงคำเดียว
...เต็งลั่งที่นอนอยู่พลันพลิกกายคราหนึ่ง เม่งไอ่ซีแลดูเขาอย่างรักใคร่ เห็นใบหน้าคล้ายมีสีเลือดเจือจาง ต้องรู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย...
ในภาวะที่มิได้ระวังตัว เก็งจู้ที่ด้านข้างพลันยื่นมือตบสกัดจุดนาง คนพออ่อนระทวยก็ล้มลงในอ้อมแขนเขา กระทั่งเมื่อถูกโอบอุ้มออกจากห้องไปก็มิได้รับรู้อันใดแล้ว...
พื้นนภายามค่ำคืนมีดวงดาว...
...ในมือลิ้มเต็กเฮียะก็มีชังง้วย (จันทร์สีคราม)
ชังง้วยย่อมมิใช่ดวงจันทร์บนฟากฟ้า ทว่าเป็นสุราชนิดหนึ่ง หมักด้วยข้าวเหนียว ใบไผ่ ดอกอัญชัญ ยังมีเครื่องเทศอีกเก้าชนิด บ่มอยู่ใต้พื้นดินสามปี จากนั้นขุดขึ้นมา ฝังลงอีกคราในเชิงเขาที่มีหินเย็นทับถม รอคอยอีกสามปีจึงได้ชังง้วยที่มีสีครามใส มิเพียงมีสีสันแปลกตา ยังมีรสหวานหอม ยามดื่มก็มีวิธีพิเศษ ต้องแช่จอกลงในจานรองที่ใส่น้ำเย็นจากภูเขา ในจอกยังจัดวางกุหลาบขาวกลีบหนึ่ง...
...ลิ้มเต็กเฮียะย่อมมิเคยดื่มสุรา ทว่ากับชังง้วยที่หอมหวนปานนี้ อีกทั้งมีกรรมวิธีน่าสนใจปานนี้ ได้แต่ทดลองสักครา
แถบเทียนไล้กังอากาศอบอ้าว ผู้คนจึงมักนอนดึกอย่างยิ่ง ยามค่ำคืนจึงเป็นเวลาพบปะสนทนา เหล่าบุรุษช่วยกันก่อไฟบนลานกว้าง สตรีตระเตรียมข้าวของอิ่มท้อง ลิ้มเต็กเฮียะวันนี้ยังได้รับประทานข้าวย่างไฟหลายคำ
...เห็นลู่เช่าจื้อช่วยเหล่าสตรีปั้นข้าวสวยเป็นก้อนกลม ด้านนอกจุ่มน้ำผึ้งเกสรบุปผา เสียบไม้ไผ่ที่เหลาเป็นแท่งยาว ช่วยกันถืออังไฟคนละไม้ พอสุกส่งกลิ่นหอม ยังโรยงาขาวก่อนรับประทาน...
อีกด้านหนึ่ง เล้งอิกกับเซียงกงจู้นั่งสนทนากัน ในมือเล้งอิกก็มีชังง้วยที่หอมหวานนั้น
...แสงไฟวอมแวมเกิดเป็นเงา ดวงหน้าขาวผ่องของเซียงกงจู้พลันกลายเป็นสีชมพูเรื่อ นางย่อมมิได้ดื่มชังง้วย ทว่ายามอยู่ใกล้ญาติมิตร ในใจเกิดความอบอุ่น อีกทั้งฟังเสียงเพลงที่พวกเขากอดคอกันร้อง ต้องรู้สึกเป็นสุขนัก...
นางที่อาศัยอยู่ในอึ้งซัวตั่งชึง ทั้งเร้นลับทั้งห่างไกลผู้คน มองออกไปเห็นแต่ทรายเหลืองสุดลูกหูลูกตา แต่ละวันมีเพียงกอกอที่คอยพูดคุยแก้เหงา กับบรรยากาศเช่นนี้ บางครายังถวิลหาในความฝัน...
เห็นเล้งอิกดื่มชังง้วยจนกระปุกแห้ง ต้องเอ่ยขึ้นว่า
"ระวังสุราหวานมีพิษภายหลัง"
เล้งอิกแย้มยิ้มขึ้น ศีรษะคล้ายมึนงง เขาที่ตากน้ำค้างดื่มสุราอยู่จนดึกดื่น ย่อมเป็นเพราะกลัดกลุ้มมิอาจนิทรา เมื่อหัวค่ำที่ฝึกเพลงทวน ในใจยังร้อนรุ่มอย่างประหลาด ยามนี้นั่งอยู่ท่ามกลางผู้คนสรวลสันต์ ย่อมคิดใคร่บรรเทาความอัดอั้นในใจ
...พอได้ยินเซียงกงจู้ว่ากล่าวเช่นนั้น คนยังตอบกลับไปว่า
"สุราหวานยังไม่ร้ายกาจเท่าสตรีที่งดงาม"
เซียงกงจู้พลันเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ นางย่อมมิคาด เล้งอิกที่ปกติอ้ำๆ อึ้งๆ วันนี้กลับว่ากล่าวเหน็บแนมสตรี ยามนี้รับรู้อีกด้านหนึ่งของเขา ต้องต่อคำว่า
"สตรีที่ร้ายกาจ มักมีสาเหตุมาจากบุรุษ"
เล้งอิกสั่นศีรษะไปมา คล้ายมิยินยอมเชื่อถือ กล่าวว่า
"บุรุษที่ซื่อสัตย์จริงใจ อีกทั้งมีรักมั่นคง ในโลกนี้มีอยู่มากหลาย มิทราบสตรีไฉนจึงพึงใจบุรุษที่มักมีปัญหา"
เซียงกงจู้พลันแย้มยิ้มอย่างเบิกบาน นางที่มักรู้สึก เล้งจึงจู้ผู้นี้น่าเบื่ออย่างยิ่ง วันนี้กลับต้องเปลี่ยนความคิดสักครา
เห็นเล้งอิกเรียกหาสุรากระปุกใหม่ ยังดื่มจอกแห้งอย่างรวดเร็ว ดังนั้นกล่าวว่า
"บุรุษที่มีปัญหามักมีเสน่ห์เร้าใจ บุรุษที่สัตย์ซื่อเอาแต่ดื่มสุรา ในที่สุดยังพ่ายแพ้แก่ผู้อื่น"
เล้งอิกชะงักจอกสุราในมือ ถามนางด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
"ท่านว่าข้าพเจ้าต้องพ่ายแพ้แก่เขา"
เซียงกงจู้แลสบตาเล้งอิก สั่นศีรษะเล็กน้อย กล่าวว่า
"ท่านหากคิดว่าตนต้องพ่ายแพ้ เยี่ยงนี้ก็มิอาจเอาชนะตั้งแต่ต้นแล้ว"
เล้งอิกส่ายหน้าไปมา กล่าวว่า
"ท่านครั้งหนึ่งบอกต่อข้าพเจ้า เรื่องความรักมิใช่เป็นเช่นนกจิกตีแย่งอาหาร ผู้ชนะอาจบางทียังมิได้หัวใจมาครอง"
เซียงกงจู้ก็พยักหน้า กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าบอกต่อท่านเช่นนั้น ทว่าผู้ชนะที่ยังมิได้หัวใจ มิได้หมายความว่าชาตินี้ต้องหม่นหมองระทม รับประทานน้ำตาต่างสุรา คนเราเมื่อกาลเวลาผันผ่าน ความคิดย่อมเปลี่ยนแปลงไป ท่านดูก้อนหินริมทะเล ไฉนจึงมักกลมมน นี่มิใช่เป็นเพราะผ่านคลื่นซัดสาดดอกหรือ"
เล้งอิกราดสุราลงคอ ก้มศีรษะลง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นถามว่า
"หินศิลามีเหลี่ยมยังกลายเป็นกลมมน ใจมนุษย์ย่อมเปลี่ยนแปลงได้?"
เซียงกงจู้มองดูแสงไฟที่พวยพุ่ง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าย่อมมีความหวังเช่นนั้น"
เล้งอิกก็แลดูนาง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเพียงหวัง สตรีที่แบบบาง มิได้มีใจที่แกร่งเกินหินศิลา"
เซียงกงจู้ยังคงแย้มยิ้มให้เขา พลันกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า
"ข้าพเจ้าผู้นี้มีใจที่กระด้างอย่างยิ่ง ทว่ายังมิได้แกร่งเกินหินศิลา ดังนั้นท่านสามารถวางใจ มิว่าเป็นสตรีนางใดในโลก ย่อมมิอาจมีใจที่แข็งแกร่งไปกว่านั้น"
เล้งอิกมองนางด้วยสายตาที่มีแววขอบคุณ เซียงกงจู้ก็มิได้ว่ากล่าวอันใดอีก ยามนั้นมีคนผู้หนึ่งเดินมาที่นาง ยังกระซิบข้างหูอันใด เซียงกงจู้พอฟังก็รีบขอตัวจากเล้งอิก สาวเท้าจากไปอย่างเร่งร้อน
เล้งอิกเหลียวมองจนนางลับตา คาดว่ามีเรื่องสำคัญยิ่ง อาจบางทีเป็นผู้ที่ไปสืบเรื่องราวของจูเพ่งเอ็งกลับมา
...ยามนี้วางกระปุกสุราลง คิดกลับคืนสู่เคหสถาน พอดีเหลือบไปเห็นลิ้มเต็กเฮียะก็ลุกขึ้นยืน นัยน์ตากลมโตมีแววง่วงงุน ต้องลุกขึ้นเดินไปที่นาง ถามว่า
"ท่านก็คิดกลับแล้ว"
ลิ้มเต็กเฮียะที่รับประทานข้าวย่างไฟแกล้มชังง้วย ยามนี้รู้สึกในท้องร้อนผ่าว มองดูกองไฟยังเห็นเป็นสองกอง เล้งจึงจู้ที่ยืนตรงหน้านางก็คล้ายมีสองเศียรสี่กร ต้องรู้สึกขบขันยิ่ง...
...นางที่โงนซ้ายเงนขวา ยามเดินออกจากวงผู้คน ยังแทบเหยียบย่ำไปบนจานอาหาร เล้งอิกต้องรีบจูงมือนาง ประคองมาอีกทางหนึ่ง พอเห็นลู่เช่าจื้อส่งสายตามา ต้องรีบร้องบอกว่า
"ข้าพเจ้าไปส่งนางที่บ้านท่าน"
ลู่เช่าจื้อก็โบกไม้โบกมือ ยังตอบคำมาประโยคหนึ่ง ทว่าในเสียงผู้คนสับสน เล้งอิกมิได้ยินที่เขาว่ากล่าว ได้แต่พาลิ้มเต็กเฮียะออกจากบริเวณนั้น มุ่งหน้าสู่เคหาของเซียงกงจู้
...พอถึงริมลำธาร ลิ้มเต็กเฮียะพลันรู้สึก ที่นี้เงียบสงัดอย่างยิ่ง ต้องไขว่คว้าเล้งจึงจู้ กอดแขนเขาไว้แนบแน่น ในใจพลันนึกถึงโหงวกอกอ มีอยู่คราหนึ่งนางชักชวนเซี่ยวเท้งไปที่ชายป่า คิดดูกวางออกหากินยามค่ำคืน โหงวกอกอที่เป็นห่วงย่อมติดตามไป ขากลับอากาศหนาวเย็น นางกอดแขนโหงวกอกอทางซ้าย เซี่ยวเท้งก็กอดโหงวกอกอทางขวา โหงวกอกอที่วาบหวามใจต้องร้องเพลงออกมา วันรุ่งขึ้นยังอาบน้ำเฉพาะซีกซ้าย กริ่งเกรงความหอมกรุ่นที่ซีกขวาจะสลายไป...
นึกถึงตรงนี้ต้องหัวร่อคิกคัก พลันเล่าเรื่องราวให้เล้งจึงจู้ฟัง ยังกล่าวว่า
"ท่านก็ร้องเพลงออกมาเถิด"
เล้งอิกพอฟังต้องหัวร่อออกมาเช่นกัน กล่าวว่า
"มิว่าเป็นเพลงใด ข้าพเจ้าล้วนร้องไม่จบ"
ลิ้มเต็กเฮียะย่อมมิยินยอม ยกนิ้วน้อยๆ ขึ้น ส่ายหน้าไปมาพลางกล่าวว่า
"ท่านอย่าได้หลอกลวงคน ฤากระทั่งเพลงขนมหวานก็ร้องมิได้?"
เล้งอิกขบคิดไปมา ยังมิทราบเพลงขนมหวานนั้นมีเนื้อร้องเยี่ยงไร ดังนั้นกล่าวว่า
"ท่านร้องให้ข้าพเจ้าฟังเที่ยวหนึ่งก่อน ข้าพเจ้าจึงร้องให้ท่านฟัง เยี่ยงนี้ดีหรือไม่"
ลิ้มเต็กเฮียะพยักหน้าหลายครา จากนั้นร้องออกมา น้ำเสียงที่ทั้งง่วงทั้งเมามาย ยังสดใสราวสกุณาในพงไพร
"... ถามไถ่ท่าน ขนมหวานในมือคิดมอบให้ผู้ใด
...หากมอบแก่ข้าพเจ้า จะกำนัลท่านกลับมากมาย
...หากมอบแก่ข้าพเจ้า จะเย็บเสื้อให้ท่านตัวหนึ่ง
...เย็บรองเท้าให้ท่านคู่หนึ่ง เย็บถุงผ้าให้ท่านใบหนึ่ง
... ถามไถ่ท่าน ขนมหวานในมือคิดมอบให้ผู้ใด..."
เล้งอิกก็รับฟังจนเกิดความอบอุ่นขึ้นในหัวใจ ยามนี้คิดร้องกลับให้นางฟังดังสัญญา ทว่าลิ้มเต็กเฮียะที่จูงมืออยู่พลันสะดุดล้มลง เขาพอรั้งร่างนางกลับมาก็ได้กลิ่นกายดรุณีหอมจรุง...
...จากแสงจันทร์สาดส่อง ยังเห็นดวงหน้างามแอร่ม ลมหายใจมีกลิ่นชังง้วยที่หอมหวาน...
ลิ้มเต็กเฮียะพอหันศีรษะมา เล้งอิกก็โน้มกายลง จุมพิตที่ริมฝีปากนาง...
...จุมพิตแรกแผ่วเบาอย่างยิ่ง ที่ติดตามมากลับหนักหน่วงขึ้น...
ทั้งคู่พอล้มลงบนพื้นหญ้า ลิ้มเต็กเฮียะก็คล้ายล่องลอยบนก้อนเมฆ มิทราบเกิดเรื่องราวใดขึ้น เพียงรู้สึกง่วงอย่างยิ่ง ยังคล้ายมีผู้ใดห่มผ้าผืนใหญ่แก่นาง
...คนพอหลับตาลง ริมฝีปากยังพึมพัม...
...ถามไถ่ท่าน ขนมหวานในมือคิดมอบให้ผู้ใด...
|