ในห้องหับของเม่งไอ่ซีมิได้จุดตะเกียง...
มีเพียงแสงสว่างหนึ่งเดียวที่เล็ดรอดเข้ามา...
...ย่อมเป็นแสงจันทร์...

เก็งจู้วางร่างโปร่งบางของนางลงบนเตียง นางที่โดนสกัดจุด นัยน์ตาหลับพริ้ม ความรู้สึกก็ชาด้านไป...
ละอองแสงจันทร์โลมไล้บนใบหน้านาง ปรากฏเป็นความงามพิสุทธิ์ดึงดูดใจผู้คน
...เก็งจู้ก็โน้มกายลงแล้ว...
เขาวันนี้ทุ่มเทกำลังรักษาเต็งลั่ง ทั้งเหนื่อยอ่อน ทั้งกังวล เม่งไอ่ซีกลับมิได้แลเห็น ยังเจรจาใส่เขาอย่างเย็นชา
...ในสายตานางกลับมีแต่เต็งลั่ง...

เก็งจู้ยื่นมือออก แตะปลายนิ้วอย่างแผ่วเบาบนริมฝีปากนาง เม่งไอ่ซีที่อ่อนระทวยอยู่บนเตียง อาภรณ์สีขาวรัดรึงร่างอรชร เก็งจู้ก็ชมดูจนมิอาจห้ามใจ
...ยามนี้ยืดกายขึ้น ถอดเสื้อยาวของตนออก ได้ยินเม่งไอ่ซีส่งเสียงคล้ายละเมอ คำเรียกหายังคงเป็น
..."ลั่งยี้ เราอยู่ที่นี้แล้ว"

ถ้อยคำกลับโหมเพลิงให้คุขึ้นในใจ เก็งจู้ยามนี้ย่างขึ้นบนเตียง ร่างก็ทาบทับลงกับร่างนาง สองแขนท้าวขึ้น มองดูดวงหน้าที่งามราวสวรรค์สรรค์สร้าง
...เขาพอโน้มใบหน้าลง พลันรู้สึก ในอกเสื้อตนมีสิ่งของใดร่วงหล่นลงมา...
...กลับเป็นเศษผ้าสองชิ้นนั้น...

เศษผ้าสองชิ้นย่อมเป็นของเต็งลั่ง เขาเมื่อครู่ให้ซุนเซ่งเง็กวางไว้บนโต๊ะ จากนั้นตนหยิบใส่อกเสื้อ หวังใจเก็บรักษาไว้ให้
...เศษผ้าชิ้นเล็กมีคราบเกรอะกรัง คล้ายเป็นคราบโลหิต บางแห่งแห้งเก่าแล้ว บางแห่งกลับเป็นหยดชุ่มชื้น ย่อมเป็นโลหิตของเต็งลั่งในค่ำคืนนี้...
...ผ้าอีกผืนกลับเป็นผ้าไหมสีซีดจาง เก็งจู้ยามนี้ยันกายขึ้น พอคลี่ออกก็เห็นตัวอักษรสามแถว

สวรรค์เบื้องบนประทานคู่ครอง...
จันทราที่กำหนดดวงชะตากลับกลั่นแกล้ง...
...เพียงหวังพบพานในชาติหน้า...

ตัวอักษรมีเพียงสามแถว ทว่าเก็งจู้กลับจ้องดูเนิ่นนาน แววตายังกลายเป็นซึมเซา
...เต็งลั่งเก็บรักษาผ้าผืนนี้ไว้กับตัว ย่อมเป็นของที่มีคุณค่าทางใจ...
ยามนี้หันมองเม่งไอ่ซีอีกครา มิทราบผ้าผืนนี้เป็นนางจารึกอักษรไว้หรือไม่...
...เขาย่อมมิทราบ ผ้าผืนนี้เป็นของเจี้ยงลุ่ย เต็งลั่งที่ยังมิได้กลับคืนสู่ฮวงจึง ได้แต่เก็บรักษาไว้ คิดมอบแก่เล้งจงก้วงภายหลัง...

เก็งจู้พลันก้าวลงจากเตียง หยิบเสื้อยาวมาสวมใส่ จากนั้นสาวเท้าออกจากห้องไป กระทั่งยังมิได้เหลือบแลมาอีกแม้สักครา...


บนพื้นหญ้านุ่มมีน้ำค้างพร่างพรม
เล้งอิกที่เมามายก็อยู่ใต้แสงจันทร์...

ที่อยู่ใต้ร่างเขาย่อมเป็นลิ้มเต็กเฮียะที่หลับไหล ดวงหน้ายังมีรอยยิ้มบริสุทธิ์...
เล้งอิกเมื่อครู่จุมพิตนางจนทั่ว มือข้างหนึ่งยังดึงแพรโปร่งบางที่คลุมทับเสื้อนางออก ตัวเสื้อสั้นพลันรั้งขึ้น เห็นเนินเนื้อขาวผ่องช่วงท้อง...
...เขาที่ห่างไกลเม่งไอ่ซีเนิ่นนาน ยามนี้ยังแลเห็นลิ้มเต็กเฮียะเป็นนาง...
สายลมริมน้ำพัดมาวูบหนึ่ง ลิ้มเต็กเฮียพลันพลิกกายเป็นนอนตะแคง ต่างหูทองคำที่เซียงกงจู้กำนัลแก่นางยังเป็นประกาย
...เล้งอิกกลับคล้ายถูกน้ำเย็นราดรดบนศีรษะ ต้องยันกายขึ้นอย่างเร่งร้อน...
เม่งไอ่ซีย่อมมิเคยใส่ต่างหู นางที่มิยินดีการตกแต่งประทินโฉม ย่อมมิสนใจมุกอัญมณี...

เล้งอิกพอเห็นต่างหูของลิ้มเต็กเฮียะ ย่อมสำนึกได้... ผู้ที่อยู่ตรงหน้ากลับมิใช่ภรรยาตน
ยามนี้รีบผุดลุกขึ้นยืน จากนั้นช้อนร่างลิ้มเต็กเฮียะขึ้น รีบสาวเท้าไปยังที่พำนักของเซียงกงจู้ เมื่อกลางวันลิ้มเต็กเฮียะทำหมี่ผัดให้พวกเขารับประทาน ยังพาเล้งอิกชมดูห้องหับนาง ดังนั้นเขาย่อมทราบว่านางพักอยู่ด้านไหน
...พอวางร่างแน่งน้อยลงบนเตียง คลุมผ้าห่มลงอย่างเร็วรี่ ก็รีบโลดแล่นจากมาด้วยใจระทึก...

...ในห้วงความคิดมีเพียงถ้อยคำสองประโยควนเวียนไปมา
...ลิ้มโกวเนี้ย ข้าพเจ้าขออภัยท่าน...
...ไอ่ซี เราคิดถึงท่านแทบขาดใจ...


เก็งจู้พอกลับมาที่ห้องพักของเต็งลั่ง ก็แลเห็นกิมแชฮูหยินอยู่ที่นั้น...

กิมแชฮูหยินนั่งอยู่ที่ข้างเตียง พอเห็นเก็งจู้ก็ลุกขึ้นยืน กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ความรู้สึกว่า
"ท่านไฉนทิ้งเขาไว้เพียงลำพัง"
เก็งจู้มิได้สบตานาง เพียงกล่าวว่า
"เรามิได้ออกไปเนิ่นนาน เขาจึงมิเป็นไร"
ดวงตากิมแชฮูหยินมีประกายเจิดจ้าขึ้น ถามว่า
"เม่งเซี่ยวก่าจู้เล่า?"
เก็งจู้ทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ กล่าวว่า
"นางกลับไปนอน"

กิมแชฮูหยินพลันผุดลุกขึ้น สาวเท้ามาที่เบื้องหน้าเก็งจู้ กล่าวว่า
"นางที่ห่วงใยเขาปานนั้น ยามนี้ยังกลับไปนอน?"
เก็งจู้ก็หันศีรษะไปอีกทาง กล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นมัวว่า
"นั่นย่อมเป็นเรื่องของนาง ท่านหากสงสัย นางไฉนกลับไปนอน ยังคงไปถามนางเอง"
กิมแชฮูหยินส่ายศีรษะเล็กน้อย มือยกป้านน้ำชาบนโต๊ะขึ้น รินให้แก่เขาจอกหนึ่ง กล่าวว่า
"ชาจอกนี้เป็นของท่าน"

เก็งจู้กล่าวขอบคุณนาง ภายในห้องกลับเงียบงันลงครู่หนึ่ง กิมแชฮูหยินพลันย่างเท้ากลับมาที่เต็งลั่ง แลดูเขาที่หลับไหลมิได้สติ มือข้างหนึ่งยังลูบคลำศีรษะเขาอย่างเวทนา จากนั้นหันกายมา กล่าวว่า
"มิเพียงชาจอกนั้นเป็นของท่าน สรรพสิ่งใดๆ ในเทียนมึ้งเก็งล้วนเป็นของท่าน กระทั่งชีวิตพวกเราทั้งหลายก็เป็นของท่าน..."
นางชะงักถ้อยคำลง ถอนหายใจยืดยาว เหลียวมองดูเต็งลั่งอีกครา พลางกล่าวสืบไปว่า
"เด็กผู้นี้ที่ร่วมบิดาเดียวกับท่าน ในชีวิตกลับมีของสำคัญเพียงสิ่งเดียว ท่านที่พอถือกำเนิดก็ได้ครอบครองทุกสิ่ง ดังนั้นเราผู้ชราขอร้องต่อท่าน อย่าได้ยื้อแย่งของสำคัญของเขา..."

เก็งจู้ยกน้ำชาดื่มรวดเดียวหมดจอก ลุกขึ้นเดินมาที่เตียง กล่าวกับกิมแชฮูหยินว่า
"ท่านกลับไปเถิด เรายามนี้ต้องรักษาอาการเขาสืบต่อ"
กิมแชฮูหยินพลันรีรออยู่ คล้ายคิดว่ากล่าวอันใด เก็งจู้พลันโบกมือคราหนึ่ง กล่าวด้วยน้ำเสียงที่คล้ายมีแววขมขื่นว่า
"ชีวิตพวกท่านทั้งหลายล้วนเป็นของเรา เราที่เป็นเก็งจู้ย่อมรับผิดชอบ ท่านอย่าได้กลัวไป เราหากมีชีวิตอยู่ ก็มิปล่อยให้เขาตกตาย..."


ราตรียาวนานผ่านพ้น แสงอาทิตย์สาดส่องเจิดจ้า ขับไล่อสูรยามวิกาลคืนสู่นรกโลกันตร์...

เม่งไอ่ซีพอลืมตา รู้สึกแขนขาเคลื่อนไหวมิใคร่สะดวก เลือดลมทั่วร่างผิดประหลาด...
...นางพอตั้งสติครุ่นคิด ย่อมนึกถึงเต็งลั่งเป็นอันดับแรก...

เต็งลั่งที่บาดเจ็บสาหัส เมื่อคืนนางยังเฝ้าปรนนิบัติเขา มิทราบ ตนยามนี้ไฉนกลับมาที่ห้อง ยิ่งมิอาจระลึกออก ตนกลับมาตั้งแต่เมื่อใด...
ยามร้อนรุ่มพลันส่งเสียงเรียกสตรีรับใช้ ถามไถ่นางถึงเรื่องราวเมื่อค่ำคืน สตรีรับใช้นั้นกลับมิได้ทราบความอันใด ยังมิได้เห็นว่าเม่งไอ่ซีกลับมาที่นี้แล้ว...
นางยามนี้รีบชำระร่างกาย ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์อย่างรีบร้อน สาวเท้าราวเหาะเหินไปที่เต็งลั่ง

พอไปถึงก็เห็นเก็งจู้กับกิมแชฮูหยินนั่งอยู่ที่โต๊ะ ซุนเซ่งเง็กนั่งอยู่ข้างเตียงเต็งลั่ง กำลังป้อนยาแก่เขา
นางพลันวิ่งปราดเข้าไป มิได้กล่าวทักทายผู้ใด ที่ห่วงใยที่สุดย่อมเป็นเต็งลั่งที่ยังสลบไสลนั้น
...ซุนเซ่งเง็กกรอกยาสามถ้วยหมดสิ้น พลันหันมากล่าวว่า
"เขายังมิได้ฟื้นขึ้นมา"
เม่งไอ่ซีก็นั่งลงที่ข้างเตียง เห็นเต็งลั่งมีเพียงผ้าห่มผืนเดียว ต้องผุดลุกขึ้นอีกครา เรียกสตรีรับใช้มาถามว่า
"เราเมื่อคืนห่มผ้าให้เขาสองผืน ไฉนยามนี้มีเพียงผืนเดียว"
สตรีรับใช้นั้นชำเลืองมาที่เก็งจู้คราหนึ่ง เอ่ยวาจาอย่างตะกุกตะกัก ตอบคำว่า
"เป็นเก็งจู้เรียกผู้ต่ำต้อยห่มให้เซี่ยวเก็งจู้เพียงผืนเดียว"

คำเรียกหาเซี่ยวเก็งจู้ย่อมหมายถึงเต็งลั่ง เม่งไอ่ซียามนี้หันขวับมาที่เก็งจู้ เขาก็มองสบตานาง กล่าวว่า
"ห้องนี้อบอุ่นพอ ร่างกายเขาก็มิได้เย็นเยียบเช่นเมื่อคืน"
เม่งไอ่ซียังไม่พึงใจคำตอบนั้น พอสาวเท้ากลับมาที่เตียง ยื่นมือไปที่ใต้ผ้าห่ม พบว่าเต็งลั่งมีร่างกายอบอุ่น ยังหันไปกล่าวแก่สตรีรับใช้ว่า
"ท่านรีบไปยกน้ำอุ่นเข้ามา อีกทั้งจัดเตรียมอาภรณ์..."
สตรีรับใช้นั้นรับคำนาง ทว่ายังมิทันล่าถอยไป เม่งไอ่ซีพลันว่ากล่าวขึ้นอีกว่า
"อาภรณ์ชั้นนอกต้องเป็นผ้าฝ้ายเนื้อนุ่ม ชั้นในกับถุงเท้าเป็นฝ้ายบาง เขามิชมชอบอาภรณ์แพร ยามสวมใส่มีเหงื่อออกไม่สบายตัว"

กิมแชฮูหยินยามนี้ลุกขึ้นเดินมาที่นาง กล่าวว่า
"ท่านเอาใจใส่เขาอย่างยิ่ง"
เม่งไอ่ซีหันมองนาง กล่าวว่า
"เขาที่มิอาจดูแลตัวเอง ที่นี้มีแต่ข้าพเจ้าที่รู้จักนิสัยเขา ย่อมต้องดูแลเอาใจใส่เขา"
กิมแชฮูหยินก็แย้มยิ้มขึ้น กล่าวว่า
"ท่านหากยังมิได้รับประทาน ยังคงเชิญที่ห้องด้านข้าง เราให้ผู้คนจัดเตรียมอาหารไว้ เก็งจู้กับพวกเราไปรับประทานพร้อมกัน"

เม่งไอ่ซียามนี้เพิ่งสังเกตเก็งจู้ เห็นเขายังสวมใส่อาภรณ์เมื่อคืน สีหน้ายังซีดเซียวอย่างยิ่ง ต้องถามว่า
"ท่านเมื่อคืนมิได้ไปพักผ่อน?"
เก็งจู้เพียงสั่นศีรษะ มิได้ตอบคำอันใด กิมแชฮูหยินพลันกล่าวว่า
"เขาถ่ายทอดลมปราณแก่เซี่ยวเก็งจู้ทั้งคืน สักครู่รับประทานอาหารแล้วจึงค่อยไปพักผ่อน"
เม่งไอ่ซียังคงมองดูเก็งจู้ ถามขึ้นอีกว่า
"ท่านทราบ? ข้าพเจ้ากลับไปที่ห้องตั้งแต่เมื่อใด"

เก็งจู้พลันลุกขึ้น หันหลังสาวเท้าเดินไปที่ห้องด้านข้าง กิมแชฮูหยินต้องหันมากล่าวกับเม่งไอ่ซีว่า
"เขาอ่อนล้าอย่างยิ่ง ท่านยังคงอย่าได้คาดคั้น"
เม่งไอ่ซีพลันเกิดสงสัยขึ้น กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเพียงไถ่ถามตามความ ย่อมมิได้คาดคั้นอันใด ท่านไฉนว่ากล่าวเช่นนี้"
กิมแชฮูหยินมิได้ตอบคำเม่งไอ่ซี เพียงเรียกซุนเซ่งเง็ก กล่าวว่า
"พวกเราไปรับประทานก่อนเถิด เซี่ยวก่าจู้หากคิดร่วมโต๊ะ ยังคงสามารถติดตามมา"

เม่งไอ่ซีแลดูพวกเขาหันหลังจากไป นางย่อมรู้สึกมีที่ใดไม่ถูกต้อง พอดีสตรีรับใช้ยกอ่างน้ำอุ่นพร้อมอาภรณ์ใหม่เข้ามา ดังนั้นสลัดความคิดทั้งมวล หันมาสนใจเต็งลั่งที่ยังหลับไหล
นางทางหนึ่งเช็ดเนื้อตัวแก่เขา อีกทางก็ถามสตรีรับใช้ว่า
"เซี่ยวเก็งจู้นอกจากรับประทานยา ยังได้รับประทานอันใดอีก"
สตรีรับใช้ก็ตอบว่า
"เล่าฮูหยินให้ผู้คนตุ๋นรากโสม ยังให้ทำน้ำแกงผสมเล้งจือ เก็งจู้ให้พวกเราป้อนแก่เขาทุกสองชั่วยาม ทว่าให้รับเพียงปริมาณน้อย เยี่ยงนี้จึงไม่กระทบกระเทือนร่างกายภายใน"
เม่งไอ่ซีผงกศีรษะ มีสีหน้าพอใจ สตรีรับใช้นั้นก็ลอบถอนใจโล่งอก นางปกติเห็นเม่งเซี่ยวก่าจู้ที่มักนิ่งเฉย อีกทั้งว่ากล่าวน้อยอย่างยิ่ง เมื่อคืนกลับกลายเป็นขุ่นเคืองง่าย วาจาก็มิได้นุ่มนวลเช่นที่เคยเป็น คนพลันครุ่นคิด... เทียนมึ้งเก็งพาลมีกิมแชฮูหยินเพิ่มมาอีกนาง... ต้องรู้สึกหวาดเสียวมิใช่น้อย...

เม่งไอ่ซีพอสวมใส่อาภรณ์แก่เต็งลั่งเสร็จสิ้น ก็หันมากล่าวว่า
"สักครู่ท่านก็นำผ้าห่มผืนใหม่มาเปลี่ยนเถิด ผืนนี้มีเหงื่อซึมใส่แล้ว"
สตรีรับใช้นั้นรีบรับคำ ก้มศีรษะลง เอ่ยถามว่า
"เซี่ยวก่าจู้ใช่คิดไปรับประทานอาหารที่ห้องด้านข้าง?"
เม่งไอ่ซีส่ายศีรษะคราหนึ่ง สตรีรับใช้นั้นก็ถามว่า
"ให้ข้าพเจ้ายกอาหารมาให้ท่านที่นี้หรือไม่"
เม่งไอ่ซีพยักหน้าพลางเอ่ยขอบคุณนาง พอสตรีรับใช้นั้นพ้นประตูไป ก็หันมาที่เต็งลั่ง ก้มกายลงกล่าวว่า
"ท่านยามนี้รับประทานแต่น้ำแกง ในท้องน่ากลัวกลายเป็นห้วงมหาสมุทร..."

ยามเพ่งมองคนที่นอนหลับตาอยู่ตรงหน้า ริมฝีปากยังมีรอยยิ้มอุ่นละมุน พอควานลงใต้ผ้าห่ม คิดเกาะกุมมือเขาสักครา พลันเห็นเต็งลั่งก็มีรอยยิ้มผุดขึ้น ต้องพึมพัมอย่างนึกขันว่า
"เด็กโง่งมนี้ยามบาดเจ็บยังฝันเรื่องอันใด อาจบางทีฝันตนเองเป็นขันทียกสำรับกระยาหาร เห็นหมูเห็ดเป็ดไก่ละลานตา ดังนั้นรู้สึกยินดีปรีดานัก..."
ว่ากล่าวจบคำพลันได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้น
"ท่านสวมใส่เสื้อผ้าแก่เรา หรือมิได้ทราบ เราย่อมมิใช่เป็นขันทีผู้หนึ่ง"
เม่งไอ่ซีตะลึงวูบหนึ่ง ที่เบื้องหน้าพลันคล้ายมีดวงดาวสุกใสปรากฏขึ้น
...ย่อมเป็นดวงดาวในตาเต็งลั่ง...

เม่งไอ่ซีต้องอุทานออกมา กล่าวอย่างตื่นเต้นว่า
"ท่านที่แท้ฟื้นแล้ว"
เต็งลั่งยื่นมือออกจากใต้ผ้าห่ม ลูบคลำใบหน้านาง เม่งไอ่ซีก็ยกมือขึ้นเกาะกุมมือเขาไว้ น้ำตายังหยดหยาดลง เห็นเต็งลั่งยังมีรอยยิ้มที่กวนใจผู้คนนั้น ต้องถามว่า
"ท่านตื่นมาตั้งแต่เมื่อใด"
เต็งลั่งก็ตอบว่า
"ย่อมตื่นตั้งแต่ที่ท่านเข้ามา"
เม่งไอ่ซีพลันยื่นมือตีแขนเขา กล่าวว่า
"ท่านจึงร้ายกาจนัก เมื่อครู่ไฉนจึงมิได้ลืมตาว่ากล่าว"
เต็งลั่งหยุดมองนางคราหนึ่ง นัยน์ตามีประกายลึกซึ้งตรึงตรา กล่าวว่า
"ท่านพอเข้ามาก็ชี้โน่นสั่งนี่ ก่อกวนผู้คนผละจากไป ยังเห็นเราเป็นเช่นตุ๊กตาผ้า คิดทำอันใดก็ทำ อีกทั้งลูบคลำจนแทบขาดใจ มิกล้าลืมตาขึ้นมอง"
เม่งไอ่ซีต้องหัวร่อคิก กล่าวว่า
"ท่านบัดนี้ยังมิรู้จักอาย"
เต็งลั่งเอนศีรษะเข้ามาใกล้นาง กล่าวว่า
"เรามิใช่ทารกเจ็ดขวบ ย่อมรู้สึกอายอย่างยิ่ง ทว่าหากเราลืมตาขึ้นในยามนั้น ยังรู้สึกอายแทบแทรกแผ่นดินหนี"
เม่งไอ่ซีก็ซบหน้าลงบนหมอนใบเดียวกับเขา กล่าวว่า
"เราคิดถึงท่านแทบตายแล้ว"

เต็งลั่งพลิกกายตะแคง ทว่าเพียงขยับตัวก็เจ็บร้าวที่ภายใน ต้องร้องขึ้นคำหนึ่ง เม่งไอ่ซีย่อมตกใจอย่างยิ่ง รีบถามว่า
"ท่านเป็นไร"
เต็งลั่งเอนกายลงเช่นเดิม ลมหายใจยังหนักหน่วง กล่าวว่า
"ย่อมเป็นเจ็บปวดจากถ้อยคำท่าน"
เม่งไอ่ซีมองเขาอย่างขบขันแกมฉงน มิทราบเด็กน้อยที่ช่างก่อกวนนี้พูดเล่นฤาพูดจริง ยามนี้สตรีรับใช้พลันยกถาดอาหารเข้ามา เม่งไอ่ซีพลันนึกถึงสิ่งใดได้ ต้องถามอย่างสงสัยว่า
"เก็งจู้ให้ผู้คนป้อนชาที่เจือมิ้งเช่าแก่ท่าน ท่านไฉนยังตื่นขึ้น"
เต็งลั่งยังหอบหายใจแรง ทว่าฝืนใจกล่าวว่า
"มิ้งเช่าที่เป็นเช่นของเล่นทารก เราเมื่อเยาว์วัยยังมวนสูบกับไช่ไฉ่เจ็ก ไหนเลย..."

กล่าวถึงตอนนี้น้ำตาพลันทะลักทลาย คนพอนึกถึงไช่ไฉ่เจ็ก อาการบาดเจ็บในอกก็กำเริบขึ้น ต้องกระอักโลหิตออกมาอีกครา
เม่งไอ่ซีย่อมตื่นตระหนกอย่างยิ่ง ร้องบอกสตรีรับใช้ว่า
"รีบเรียกหาเก็งจู้มาที่นี้"
นางประคองเต็งลั่งให้นอนโดยสงบ ใช้ผ้าเช็ดหน้าตนเช็ดโลหิตให้เขา กล่าวอย่างแผ่วเบาว่า
"เราชักชวนท่านพูดคุยมากหลาย ย่อมเป็นเราที่ไม่ดี"
เต็งลั่งที่หายใจติดขัดยังฝืนยิ้มขึ้น คิดว่ากล่าวอันใดปลอบใจนาง ทว่าในลำคอมีโลหิตพุ่งขึ้น เขาที่หวั่นเกรงเม่งไอ่ซีตื่นตกใจ ดังนั้นทนกล้ำกลืนไว้...

ยามนั้นเก็งจู้สาวเท้าเข้ามาในห้อง ซุนเซ่งเง็กและกิมแชฮูหยินก็ติดตามอยู่ที่ด้านหลัง
...เม่งไอ่ซีรีบถอยเปิดทางให้เก็งจู้ เขาพอนั่งลงก็ตรวจชีพจรเต็งลั่ง นัยน์ตามีแววครุ่นคิด ถามว่า
"ท่านรับประทานมิ้งเช่าทั้งคืน ไฉนจึงตื่นขึ้นมา"
เต็งลั่งที่สำลักโลหิตย่อมมิอาจตอบคำ เก็งจู้กลับสังเกตได้ เรียกสตรีรับใช้ให้นำชามใบหนึ่งเข้ามา ฝ่ามือพอทาบลงบนหลัง พลังภายในก็ถ่ายทอดออก รีดเค้นโลหิตที่คั่งอยู่ภายใน เต็งลั่งยามนี้ย่อมมิอาจทนทาน ได้แต่กระอักโลหิตออกมาชามใหญ่

เม่งไอ่ซีแตกตื่นแทบสิ้นสติ เก็งจู้พลันมีนัยน์ตาวาวโรจน์ ตวาดใส่นางว่า
"เขาเมื่อฟื้นขึ้นมา ท่านไฉนจึงมิได้เรียกเราในทันที"
...เม่งไอ่ซีย่อมมิอาจตอบคำ พวกนางที่คิดถึงคนึงหา ยามได้พบกันอีกครา ย่อมมีคำพูดมากมาย...
เก็งจู้สะบัดผ้าห่มเต็งลั่งทิ้งบนพื้น จับเขาขึ้นในท่านั่ง คิดถ่ายทอดลมปราณรักษาอาการที่กำเริบในทันด่วน มิคาด เต็งลั่งที่ยังหอบหายใจพลันหันกลับมา สบนัยน์ตาเขาอย่างกราดเกรี้ยว กล่าวกระท่อนกระแท่นว่า
"ท่าน...อย่าได้..อย่าได้..ตวาดใส่นาง"
เก็งจู้ใช้กำลังหันร่างเขากลับไป กล่าวอย่างมีโทสะว่า
"ท่านคิดตาย?"

เม่งไอ่ซีปราดเข้าประคองเต็งลั่ง ข่มกลั้นอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน กล่าวด้วยน้ำเสียงวิงวอนว่า
"ท่านให้เขารักษาก่อนเถิด"
เต็งลั่งเบี่ยงกายออก เก็งจู้ก็กระชากเขากลับมาโดยแรง ปกเสื้อยังถูกดึงจนขาดไป
...กิมแชฮูหยินก็รีบสาวเท้าเข้ามา เม่งไอ่ซีที่ร้อนรุ่มใจพลันตวัดมือลง ตบฉาดลงบนใบหน้าเก็งจู้ ตวาดว่า
"ท่านกระทำเยี่ยงนี้อีกครา เราจึงไม่ละเว้นท่าน"

เก็งจู้คล้ายถูกตีจนมึนงง กิมแชฮูหยินรีบรั้งเม่งไอ่ซีออกไป กระซิบกับนางว่า
"ท่านหากรั้งอยู่ เก็งจู้ก็มิอาจรักษา เซี่ยวเก็งจู้ย่อมเป็นอันตรายยิ่ง"
ซุนเซ่งเง็กก็สะกิดกายเข้ามา จับไหล่เม่งไอ่ซี รุนนางออกจากห้องไป
...เม่งไอ่ซีที่มือยังสั่นระริก เขาได้แต่เตือนสติหลายคำ ที่ว่ากล่าวล้วนให้นึกถึงเต็งลั่ง ดังนั้นนางจึงสงบลง ยอมรอคอยที่ห้องด้านข้างกับพวกเขา...

ภายในห้องยามนี้เหลือเพียงผู้คนสองคน...
เก็งจู้รั้งเต็งลั่งกลับมา กดเขาไว้จนมิอาจขยับเขยื้อน กัดฟันกล่าวว่า
"ท่านจงทราบ เราสามารถสังหารท่านในพริบตา"
เต็งลั่งก็มิยินยอม ยังคงฝืนร่างไว้ ทว่าคนที่อ่อนกำลัง ย่อมมิอาจต้านทานเนิ่นนาน สุดท้ายเก็งจู้ยังฉุดเขาลุกขึ้น ตวาดใส่ว่า
"ท่านหากมิยอมระงับจิตใจ ปล่อยตัวเองตกตายไป อย่าได้คิดว่าเราจะปล่อยนางกลับไปหาเล้งอิก"
...กล่าวจบคำก็ดึงเสื้อเต็งลั่งลง ทาบฝ่ามือถ่ายทอดกำลังแก่เขา เต็งลั่งที่เจ็บปางตายได้แต่ทนอดกลั้น พอรู้สึกลมปราณเริ่มเดินสะดวก คนพลันหันศีรษะมา กล่าวด้วยน้ำเสียงระโหยว่า
"ท่านจำไว้... ต่อให้ทั้งเราทั้งเล้งอิกตกตาย ท่านก็มิอาจได้นาง... ยังมี เมื่อคืนท่านนำพานางไป คิดว่าเรามิได้ทราบ?"

เก็งจู้ต้องสะดุ้งขึ้นในใจ ทว่าอากัปกริยาภายนอกยังคงสงบนิ่ง ได้ยินเต็งลั่งกล่าวสืบไปว่า
"เรามาตรว่ามิอาจเคลื่อนไหวสะดวก ยังสามารถคืบคลาน เมื่อคืนหากท่านมิได้กลับมา เรายังจะติดตามไป..."
เก็งจู้ยามนี้ต้องเพ่งมองดูบุคคลตรงหน้า เขาย่อมมิเคยพบเห็น คนที่บาดเจ็บปานนี้ กลับยังมีใจที่แกร่งปานนี้ โสตประสาทก็ปราดเปรียวปานนี้
...พอครุ่นคิดต้องจับเต็งลั่งให้อยู่นิ่งอีกครา เกร็งกำลังขึ้นถ่ายทอดลมปราณอย่างตั้งใจ ยามเสร็จสิ้นลงก็ประคองเขานอน เห็นเต็งลั่งยังคงจับจ้องมองตนด้วยสายตาเย็นชา ต้องกล่าวว่า
"ท่านโกรธเรา? ดังนั้นท่านสงบจิตใจรักษาตนเองเถิด เมื่อใดที่ท่านเป็นปกติ เราคิดใคร่ทดสอบสักครา ระหว่างเราท่านที่ร่วมบิดา มิทราบเป็นผู้ใดเหนือกว่าผู้ใด..."