แสงแดดแผดจ้าสาดส่องบนเตียง
เล้งอิกเมื่อตื่นขึ้นก็มีเหงื่อชุ่มโชก...

สตรีรับใช้ที่รอคอยปรนนิบัติพลันรุดเข้ามา รายงานแก่เขาว่า เพ็กกงจู้ออกไปแต่เช้า นางที่ทราบว่าเขากลับมาดึกดื่น ดังนั้นมิได้ปลุกขึ้นรับประทานอาหาร
เล้งอิกกล่าวขอบคุณนาง ยามนี้สาวเท้าลงไปที่ห้องด้านล่าง ศีรษะยังคล้ายมึนงงอยู่บ้าง ดังนั้นคิดแช่น้ำเย็นสักครา
...ที่ด้านหลังมีห้องโล่งเปิดหลังคา เพ็กกงจู้ให้ผู้คนขุดบ่อน้ำขึ้น ฝาผนังกลับมิใช่ดินเหนียว ทว่าเป็นต้นไม้ที่ผลิใบตลอดปี บ้างสูงบ้างต่ำลดหลั่นกัน ผู้คนมองเข้ามาจากภายนอกมิสามารถแลเห็นอันใด เพ็กกงจู้กลับใช้สถานที่นี้เป็นห้องอาบน้ำของนาง ยามเช้าแลเห็นดวงอาทิตย์ขึ้น ยามค่ำยังมีดวงจันทร์กระจ่างตา...

เล้งอิกก็ลงไปแช่ในบ่อน้ำนั้น คิดขับไล่พิษสุราที่ยังหลงเหลือ เขาพอนึกถึงเรื่องเมื่อคืน ต้องร้องย่ำแย่ในใจ หากตนมิอาจรั้งสติกลับคืน ผลที่เกิดย่อมหนักหนาสาหัสยิ่ง...
ยามนี้นึกถึงลิ้มเต็กเฮียะ ต้องรู้สึกละอายแก่ใจนัก มิทราบนางสามารถจดจำเรื่องราวที่เกิดได้หรือไม่...
...หากนางจดจำได้ เขายังสามารถบอกปัดอันใด อย่าว่าแต่ มาตรว่านางจำมิได้ เขายังมีหน้าไปพบนาง?...

ได้ยินสตรีรับใช้ส่งเสียงอยู่ที่ประตูว่า
"เล้งเซี่ยวเอี้ย ลู่เช่าจื้อมาที่นี้ ท่านคิดพบเขาหรือไม่"
เล้งอิกร้องถามออกไปว่า
"เขามีเรื่องพบเรา?"
สตรีรับใช้ก็ตอบมาว่า
"เขาว่ามีเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง"

เล้งอิกพลันลุกขึ้นจากน้ำ เช็ดตัวอย่างรวดเร็ว จากนั้นสวมใส่อาภรณ์ที่สตรีรับใช้จัดวางไว้ พอเดินออกมาก็เห็นลู่เช่าจื้อรอคอยอยู่ที่ห้องด้านหน้า ต้องรีบถามว่า
"ท่านมีเรื่องราวใด"
ลู่เช่าจื้อกระโดดไปมา กล่าวว่า
"ม่วยม่วยข้าพเจ้าออกไปที่ด้านนอกแต่เช้า พอกลับมาก็รีบมาหาท่าน ทว่าระหว่างทางพบพานเพ็กกงจู้ เห็นนางบอกว่าท่านยังนิทราอยู่ ดังนั้นม่วยม่วยข้าพเจ้าได้แต่กลับไป ยามนี้กลับร้อนใจจนมิอาจทนรอ จึงเรียกข้าพเจ้ามาดูอีกครา"
เล้งอิกผงกศีรษะ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าจึงไปพบนางในเวลานี้"
สตรีรับใช้ที่ด้านหลังพลันถามว่า
"เซี่ยวเอี้ยมิคิดรับประทานก่อน"
ลู่เช่าจื้อพลันตอบแทนเล้งอิกว่า
"เขาสามารถรับประทานที่พวกเรา ลิ้มโกวเนี้ยวันนี้ทำไก่ต้มเค็ม ข้าวสวยก็เพิ่งหุงสุกมินาน"

เล้งอิกพอได้ยินคำลิ้มโกวเนี้ย ต้องรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าว ยามนี้ได้แต่ระงับใจไว้ รีบสาวเท้าเดินไปกับลู่เช่าจื้อ
พอถึงสถานที่ของเซียงกงจู้ ยังมิทันเปิดประตูเข้าไป คนก็วิ่งออกมาอย่างเร่งร้อน...
เล้งอิกต้องรีบถามว่า
"เป็นเรื่องราวใด"
เซียงกงจู้ที่ปกติสุขุมเยือกเย็น ยามนี้กลับคล้ายมิอาจทนรอ กล่าวกับเล้งอิกว่า
"เราทราบเรื่องราวของจูเพ่งเอ็งแล้ว"

เล้งอิกย่อมสนใจใคร่ทราบเช่นกัน ลู่เช่าจื้อพลันเรียกพวกเขาเข้ามาที่ด้านใน ยังจัดเก้าอี้วางสำรับแก่เล้งอิก กล่าวว่า
"พวกเราล้วนรับประทานแล้ว ท่านก็รับประทานไปสนทนาไปเถิด เรายังออกไปสมทบกับลิ้มโกวเนี้ยที่โรงปั้น นางวันนี้คิดไปดูมารดาท่านปั้นตุ๊กตาดินเผา"
...เล้งอิกได้แต่ผงกศีรษะ ยามได้ยินว่าลิ้มเต็กเฮียะมิได้อยู่ที่นี้ ทางหนึ่งรู้สึกโล่งใจ อีกทางกลับรู้สึกมิใคร่สบายอยู่บ้าง มิทราบเป็นความรู้สึกใดแน่

เซียงกงจู้นั่งลงที่ด้านข้าง นางปกติช่างสังเกตอย่างยิ่ง วันนี้กลับมีเรื่องราวอื่นในใจ ดังนั้นมิได้มองท่าทีเล้งอิก เพียงกล่าวว่า
"เรื่องของจูเพ่งเอ็ง ยังเกี่ยวพันกับง้วยตอก่า"
เล้งอิกพยักหน้า จูเพ่งเอ็งก็อ้างกับพวกเขา นางเป็นธิดาเจ้าสำนักง้วยตอก่า เพียงแต่ง้วยตอก่าเป็นสำนักดาบมีคุณธรรม จูเพ่งเอ็งกลับฝึกอวิชา หนำซ้ำคิดทำร้ายพวกเขา ดังนั้นตนจึงมิทราบ นางที่แท้เกี่ยวข้องกับง้วยตอก่าหรือไม่...

ยามนี้ได้ฟังต้องถามขึ้นว่า
"ท่านแน่ใจ นางเป็นคนของง้วยตอก่าจริง?"
เซียงกงจู้รับคำคราหนึ่ง จากนั้นกล่าวต่อไปว่า
"นางเป็นธิดาโทนของก่าจู้รุ่นปัจจุบัน ยังมีกอกอตี่ตี๋อีกสี่คน"
เล้งอิกย่อมรู้จักนามก่าจู้ผู้นั้น เขาเรียกว่าจูตั้งเฮ้า ยังเคยพบพานมาคราหนึ่ง ทว่ามิได้คบหาสนิทสนม เนื่องเพราะผู้คนของง้วยตอก่ายี่สิบปีมานี้ล้วนเก็บตัว หากมิมีเรื่องราวสำคัญอันใด ก็มิได้ออกมาที่ภายนอก
...ได้ยินเซียงกงจู้ว่ากล่าวสืบไป
"จูเพ่งเอ็งที่เป็นธิดาโทน ทว่ามิได้เติบโตภายในสำนัก กลับถูกส่งออกไปที่ภายนอก พวกเขากล่าวกับผู้อื่นว่า ส่งนางไปที่ญาติฝ่ายมารดา ทว่าคนของข้าพเจ้าสืบทราบ ญาติฝ่ายมารดานางมิเคยชุบเลี้ยงจูเพ่งเอ็ง ยังมี... บุตรชายคนโตและคนรองของก่าจู้ ยังถูกส่งไปที่เก้าฮุ้นเก็ง"

ความนี้ย่อมมิใช่เรื่องแปลก สำนักใหญ่ที่ผูกพันเป็นมิตร บางคราย่อมส่งบุตรหลานไปฝึกวิชาฝีมือจากกัน ทว่าตนเมื่อพบจูเพ่งเอ็งครั้งแรก เป็นศิษย์เก้าฮุ้นเก็งนำพามา แสดงว่าเก้าฮุ้นเก็งกับง้วยตอก่าย่อมล่วงรู้แผนการนี้ จูตั้งเฮ้าที่เป็นบิดานาง อีกทั้งเป็นเจ้าสำนัก อาจบางทียังเป็นผู้บงการเบื้องหลัง
...ยามนี้ครุ่นคิดไตร่ตรอง ตนย่อมมิอาจรั้งอยู่ที่นี้เนิ่นนาน ยังคงรีบกลับสู่ฮวงจึง สืบเรื่องราวของเก้าฮุ้นเก็งกับง้วยตอก่าโดยละเอียด...
เซียงกงจู้กล่าวขึ้นอีกว่า
"ยังมีเรื่องที่น่าสนใจกว่านั้น"
เล้งอิกต้องรีบถามว่า
"เป็นเรื่องใด"
เซียงกงจู้ก็คล้ายใคร่ครวญพลางสนทนาพลาง ยามนี้เหม่อมองไปข้างหน้า กล่าวอย่างเชื่องช้าว่า
"จูตั้งเฮ้าตกแต่งภรรยาสองนาง ที่ให้กำเนิดบุตรธิดาแก่เขากลับเป็นภรรยาลำดับที่สอง ภรรยาคนแรกเพียงทราบว่าแซ่จูเช่นเดียวกับเขา ทว่ามิมีผู้ใดทราบนามนาง ผู้คนของง้วยตอก่าที่เคยเห็นนางก็มีน้อยอย่างยิ่ง... ที่สำคัญ นางมิได้ถือกำเนิดในตงง้วน ทว่าเติบโตในดินแดนทะเลทราย..."

เล้งอิกพอฟังต้องสะดุดใจอย่างยิ่ง เซียงกงจู้เคยบอกต่อเขา วิชาสะกดจิตของจูเพ่งเอ็งมีต้นตอมาจากดินแดนทะเลทราย ฤาเป็นภรรยาคนแรกของบิดานางที่สั่งสอนแก่นาง...
ยามนี้ต้องรีบถามว่า...
"ภรรยาลำดับแรกของจูตั้งเฮ้า ใช่ยังอยู่ที่ง้วยตอก่านั้น"
เซียงกงจู้สั่นศีรษะ กล่าวว่า
"นางเพียงเคยอยู่ที่นั้น ทว่าเมื่อสิบสามปีก่อน นางพลันล้มป่วยตายไป"
...เล้งอิกพลันรู้สึกงุนงง หากนางตายไปตั้งแต่สิบสามปีก่อน ยามนั้นจูเพ่งเอ็งเพิ่งเป็นทาริกาอายุสี่ห้าปี ไหนเลยสามารถฝึกวิชาสะกิดจิตได้...
เซียงกงจู้คล้ายสามารถคาดเดาความคิดเขา ยามนี้กล่าวขึ้นว่า
"ข้าพเจ้าเคยบอกต่อท่าน วิชาสะกดจิตยังมีแขนงที่สอง เรียกว่าถอดวิญญาณ..."
เล้งอิกส่ายหน้าไปมา เขาย่อมจดจำได้ วิชาถอดวิญญาณที่นางเคยบอกเล่า ถึงกับถอดวิญญาณคนใกล้ตายมาใส่ร่างผู้อื่น ทว่าเรื่องราวเช่นนี้ไหนเลยสามารถเชื่อถือ...

เซียงกงจู้พลันลุกขึ้นจากโต๊ะ กล่าวอย่างครุ่นคิดว่า
"ท่านบอกเล่าต่อข้าพเจ้า จูเพ่งเอ็งคล้ายสับสน มิทราบผู้ใดเป็นบิดา ผู้ใดเป็นสามี มัจฉานั้นยังว่ากล่าว จูเพ่งเอ็งเป็นภรรยาเขา ทว่านางพอได้ยินกลับรู้สึกโกรธแค้น..."
เล้งอิกย่อมงุนงงต่อเรื่องนี้ มิว่าขบคิดอย่างไรก็มิอาจเข้าใจ พลันนึกสิ่งใดขึ้นมาได้ ต้องรีบถามว่า
"ผู้คนของท่านใช่พบจูตั้งเฮ้าหรือไม่"
เซียงกงจู้ส่ายศีรษะ กล่าวว่า
"เทียนมึ้งเก็งก็บุกรุกพวกเขา ทว่าคืนนั้น จูตั้งเฮ้ากับบุตรภรรยาล้วนออกไปภายนอก ที่ตกตายกลับเป็นเหล่าศิษย์ ภายหลังหามีผู้ใดพบเห็นพวกเขาอีกไม่"
เล้งอิกถามอีกว่า
"ที่เก้าฮุ้นเก็งเล่า"
เซียงกงจู้กล่าวว่า
"ที่เก้าฮุ้นเก็งกลับรกร้างว่างเปล่า คล้ายมิได้มีผู้อาศัยอยู่เนิ่นนาน มิสามารถสืบร่องรอยใด"

เล้งอิกครุ่นคิดจนซึมเซา ข้าวในถ้วยยังเย็นไป เซียงกงจู้ก็กล่าวว่า
"ท่านตอนนี้ก็รีบรับประทานเถิด เรื่องราวที่เราคิดบอกมีเพียงนี้"
เล้งอิกต้องรีบขอบคุณนาง กล่าวว่า
"ระยะทางจากที่นี่ถึงตงง้วนห่างไกลยิ่ง ท่านกลับสามารถสืบเรื่องราวได้ในเร็ววัน มิทราบใช้วิธีใด"
เซียงกงจู้พลันแย้มยิ้มขึ้น กล่าวว่า
"คิดเป็นกงจู้นางหนึ่งของเทียนไล้กัง ย่อมต้องมีฝีมืออยู่บ้าง"

เล้งอิกแย้มยิ้มให้แก่นาง มารดาเขาก็เป็นกงจู้เทียนไล้กังนางหนึ่ง เขาย่อมซาบซึ้งความข้อนี้...
คนพอลงมือรับประทาน พลันได้ยินเสียงผู้คนพูดคุยกัน พอประตูเปิดออกก็เห็นเป็นลิ้มเต็กเฮียะกับลู่เช่าจื้อเอง...
...เล้งอิกต้องสะดุ้งขึ้นในใจ มิกล้าแลมองลิ้มเต็กเฮียะเต็มตา ได้แต่ก้มหน้ารับประทาน...
ได้ยินลิ้มเต็กเฮียะว่ากล่าวกับเซียงกงจู้ไม่หยุดคำ ยังคงเป็นอวดสิ่งของใดที่ได้มา เล้งอิกพอเงยหน้าขึ้น ลิ้มเต็กเฮียะก็นั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับเขา รอยยิ้มยังคล้ายบุปผาเบ่งบาน กล่าวด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วว่า
"เล้งจึงจู้ท่านดู ข้าพเจ้าเรียนวิชาปั้นจากเพ็กกงจู้ วันนี้ยังได้กระต่ายตัวหนึ่ง"

เล้งอิกชำเลืองดูกระต่ายที่หูข้างหนึ่งสั้น ข้างหนึ่งยาว ต้องอ้อมแอ้มตอบว่า
"คล้ายกระต่ายอย่างยิ่ง"
ลิ้มเต็กเฮียะตอนแรกยิ้มแย้ม ภายหลังพลันคิด เล้งจึงจู้เพียงบอกว่าคลับคล้าย หรือหมายความว่านางยังปั้นไม่เหมือนจริง ต้องรีบอธิบายว่า
"กระต่ายที่หูสั้นไปข้างหนึ่ง เป็นเพราะมารดาท่านบอก ปั้นสิ่งของใดสมควรมีเอกลักษณ์ของตน กระต่ายหูยาวสองข้าง มิว่าผู้ใดก็ปั้นได้ ท่านวันนี้ปั้นกระต่ายหูยาวตัวหนึ่ง อีกห้าสิบปีมาดูอีกครา ยังมิได้แน่ใจ นั่นเป็นกระต่ายฝีมือท่าน แต่หากท่านปั้นสิ่งใดให้ผิดเพี้ยน กลับเป็นที่จดจำของผู้คน วันข้างหน้าพบเห็นอีกครา ยังทราบว่าเป็นท่านสรรค์สร้าง..."
...เล้งอิกก็พยักหน้าไปมา นี่ย่อมเป็นความคิดพิสดารของมารดาเขา ที่ฮวงจึงยังมีตึกสามหลังที่แปลกประหลาด ภายในยิ่งลึกซึ้งเกินหยั่งคาด มารดาเขาเมื่อกาลก่อน ชมดูบิดาซ้อมเพลงทวนยี่สิบสามกระบวน พลันเกิดความคิดขึ้น จัดสร้างห้องหับที่มีระดับพื้น ผนัง เพดาน สอดคล้องกับท่าย่างก้าวในเพลงทวน...

เขายามนี้เห็นลิ้มเต็กเฮียะยังคงแจ่มใสร่าเริง ย่อมรู้สึกโล่งใจขึ้น นางคล้ายจดจำเรื่องเมื่อคืนมิได้ ลิ้มเต็กเฮียะที่ไร้เดียงสามารยา ยังคงเจรจาคิกๆ คักๆ คนก็ชมดูจนใบหน้าร้อนผ่าว ในสถานการณ์เช่นนี้ ตนย่อมมิอาจลุกหนีซ่อนหน้า ได้แต่ว่ากล่าวเออออตามไป
...ได้ยินลิ้มเต็กเฮียะเอ่ยขึ้นอีกว่า
"ข้าพเจ้ายังค้นพบความลับประการหนึ่งของเพ็กกงจู้"
เล้งอิกกับเซียงกงจู้พอฟังต้องรู้สึกสงสัย ถามพร้อมกันว่า
"เป็นความลับใด"
...ลิ้มเต็กเฮียะพลันรู้สึก ตนเองคล้ายมีความสำคัญขึ้นบ้าง เมื่อครู่เพ็กกงจู้ยังชมนางมีสติปัญญา ยามนี้เล้งจึงจู้กับเซียงกงจู้ก็แลดูนางอย่างฉงนสนเท่ห์ ต้องรู้สึกปลาบปลื้มเหลือประมาณ ดังนั้นบอกต่อพวกท่านว่า
"เพ็กกงจู้เมื่อครู่ปั้นนกแร้งตัวหนึ่ง ภายในกลับบรรจุผงหอมหวน"
เซียงกงจู้ถามขึ้นว่า
"ผงหอมหวนเป็นตัวยาอันใด"
ลิ้มเต็กเฮียะตอบว่า
"เพ็กกงจู้บอกต่อข้าพเจ้า ผงหอมหวนสกัดจากอบเชย ลูกกวง ดอกท้ง ดอกมัก ให้กลิ่นหอมอย่างยิ่ง ดังนั้นเรียกว่าผงหอมหวน"
เห็นเซียงกงจู้ยังมีแววตาสงสัย ดังนั้นรีบอธิบายต่อว่า
"เพ็กกงจู้ชมชอบเก็บตัวยาของท่านในตุ๊กตาดินปั้น ทว่านางมิได้บันทึกลงไป ตัวยาชนิดไหนเก็บในตุ๊กตาตัวใด ข้าพเจ้ายามนั้นครุ่นคิดขึ้น นางหากเก็บผงหอมหวนไว้ในนกแร้งที่มีกลิ่นสุดทนทาน หากวันใดสกัดผงเชื่องช้า ย่อมเก็บไว้ในตุ๊กตารูปม้าป่า สกัดผงรวดเร็ว กลับเก็บรักษาในตุ๊กตาเต่าตัวหนึ่ง ท่านเมื่อคิดค้นหาภายหลัง ย่อมสามารถทราบได้ทันที ยังลวงผู้อื่นมิให้ทราบความนัย..."

เซียงกงจู้ก็รับฟังจนขบขัน เล้งอิกที่รับประทานอยู่กลับถือตะเกียบค้าง...
มารดาเมื่อหลายวันก่อนบอกเล่าต่อตน เคยเก็บรักษาฮ้วยหงส์ตั๊กไว้ในตุ๊กตารูปมัจฉา
...คำ 'ฮ้วย' หมายถึงอัคคี มัจฉากลับอยู่ในน้ำ...
ลิ้มเต็กเฮียะที่ช่างสังเกต เห็นเหตุการณ์เพียงครั้งเดียว พลันคิดเรื่องราวนี้ออกมาได้ ครั้งก่อนอาจบางทีมีผู้อื่นคิดได้เช่นกัน...
...คนพอครุ่นคิด ร่างพลันกระโจนขึ้น ลิ้มเต็กเฮียะที่ว่ากล่าวยังมิทันจบสิ้น เพียงเห็นพายุหอบหนึ่งพุ่งวาบออกประตูไป ยามนี้แลดูตรงหน้า ค่อยทราบว่าเล้งจึงจู้จากไปแล้ว...


เล้งอิกโลดแล่นถึงโรงปั้นของเพ็กกงจู้ในชั่วพริบตา...
เห็นมารดายืนอยู่กับสตรีรับใช้สองนาง ที่แท้คิดกลับสู่เคหา ทว่าเขาที่ร้อนใจ พอก้าวลงพื้นก็ฉุดดึงแขนท่าน กล่าวอย่างร้อนรนว่า
"ข้าพเจ้ามีเรื่องคิดใคร่ถาม"

เพ็กกงจู้ส่งสัญญาณให้สตรีรับใช้ล่าถอยไป กล่าวว่า
"เจ้าเป็นจึงจู้ผู้หนึ่ง ยามนี้วิ่งเอะอะราวกับทารก"
เล้งอิกมิได้สนใจถ้อยคำนั้น ถามขึ้นว่า
"ท่านเมื่ออยู่ในฮวงจึง เคยปั้นตุ๊กตาดินต่อหน้าผู้ใด"
เพ็กกงจู้ย่อมทราบ เรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับฮ้วยหงส์ตั๊กนั้น นางความจริงเมื่อทราบเรื่องจากเล้งอิก ย่อมขบคิดเรื่องนี้เช่นกัน ทว่าในฮวงจึงมีผู้คนมากหลาย ในโรงดินปั้นที่นั้นก็มิได้ปิดกั้นผู้คน จึงมิอาจไตร่ตรองให้กระจ่าง
...ยังมี... เล้งอิกก็มิได้ทราบแน่ ตุ๊กตารูปมัจฉานั้นยังอยู่หรือหายไป อาจบางทีเล้งจงก้วงยังเก็บรักษาไว้ ดังนั้นเรื่องนี้ยังคงเป็นปริศนาประการหนึ่ง...

เพ็กกงจู้มองดูเล้งอิกพลางสะกดกลั้นใจ เรื่องที่บุตรชายบอกเล่าแก่นางเมื่อหลายวันก่อน กัดกร่อนจิตใจนางอย่างยิ่ง
เล้งทิเจ็งที่เป็นสามีนาง ประมือกับผู้คน คนผู้นั้นกลับถึงแก่ความตายด้วยฮ้วยหงส์ตั๊ก สามีนางที่ทุกข์ร้อนแสนสาหัส กลับมิได้ไถ่ถามเรื่องราวนี้ เพียงเก็บไว้ในใจผู้เดียว...
...เขาที่อัดอั้นตันใจ พลันคล้ายคิดห่างเหินนาง นางที่มิได้เข้าใจ เพียรไถ่ถามเพียงใดก็มิทราบความ ดังนั้นรู้สึกน้อยใจอย่างยิ่ง ตลอดหลายปีที่อยู่ด้วยกัน ยังกล่าววาจาแทบนับคำได้...
...เล้งทิเจ็งที่มีทุกข์ถั่งโถม อายุจึงมิยืนยาว เพ็กกงจู้พลันรู้สึก นางยังกระทำผิดต่อเขา...

เล้งอิกเห็นมารดายืนซึมเซา ต้องถามไถ่ขึ้นอีกครา เพ็กกงจู้สาวเท้าเดินมาอีกทาง กล่าวว่า
"มิว่าผู้ใดในฮวงจึง ล้วนเคยเห็นเราปั้นตุ๊กตาดินทั้งสิ้น ยังเคยเห็นเราเก็บตัวยาในตุ๊กตา ทว่าหากพวกเขามิได้เห็นตรงหน้า ย่อมมิทราบว่าเราเก็บตัวยาชนิดใดไว้"
เล้งอิกพลันถามขึ้นอีกว่า
"ยามที่ท่านเก็บฮ้วยหงส์ตั๊กในรูปปั้นมัจฉา มิได้มีผู้อื่นเห็น?"
เพ็กกงจู้สั่นศีรษะคราหนึ่ง ตอบอย่างมั่นใจอย่างยิ่ง
"กับพิษร้ายกาจเช่นนั้น เราย่อมมิได้ให้ผู้ใดเห็น"
เล้งอิกยังถามต่อไปว่า
"ท่านแน่ใจ กระทั่งสตรีรับใช้ของท่าน? กระทั่งเล้งจงก้วง?"
เพ็กกงจู้ยังคงยืนยันคำเดิม นางย่อมแน่ใจอย่างยิ่ง เล้งอิกพลันกล่าวว่า
"อย่างนั้นต้องมีผู้ใดผู้หนึ่งที่เป็นเช่นลิ้มโกวเนี้ย สามารถสังเกตออกว่า ท่านเก็บตัวยาไว้ในรูปปั้นที่มีความหมายตรงกันข้าม"

เพ็กกงจู้ถอนใจกล่าวว่า
"อาจบางทีเป็นเช่นนั้น ทว่ามิเคยมีผู้ใดแสดงต่อเรามาก่อน วันนี้เพิ่งมีลิ้มโกวเนี้ยที่บอกว่านางพลันคิดได้"
เล้งอิกส่ายศีรษะไปมา ยังคงกล่าวอีกว่า
"ท่านลองคิดดู ใช่เคยมีผู้คนที่มิใช่พวกเรา อยู่กับท่านในโรงปั้นที่ฮวงจึง?"
เพ็กกงจู้ครุ่นคิดอีกครา พลันกล่าวขึ้นว่า
"ผู้ที่สามารถพบเรา ล้วนเป็นผู้คนในฮวงจึงทั้งสิ้น เพียงแต่มีคราวหนึ่ง..."

เล้งอิกรีบถามว่า
"มีผู้ใด?"
เพ็กกงจู้ชั่งใจคราหนึ่ง สักครู่จึงตอบว่า
"เราเคยสอนวิชาปั้นตุ๊กตาแก่สตรีนางหนึ่ง นางมิใช่คนของฮวงจึง แต่เป็นสตรีที่เล้งจงก้วงนำพามา"
เล้งอิกต้องชะงักวูบ ถามอย่างเร่งร้อนว่า
"เล้งจงก้วงเคยนำพาสตรีเข้ามา"
เพ็กกงจู้ผงกศีรษะ กล่าวว่า
"เขาพานางมาพำนักอยู่ด้วยเจ็ดวัน ยังขออนุญาตต่อเราและบิดาเจ้าแล้ว สตรีนางนั้นมิได้มีวิชาฝีมือ เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา พื้นเพเดียวกับเล้งจงก้วง..."
เล้งอิกย่อมมิเคยล่วงรู้มาก่อน เล้งจงก้วงกลับมีญาติมิตรที่เป็นสตรี เพ็กกงจู้พลันกล่าวว่า
"เรื่องนี้เป็นความลับประการหนึ่งของเล้งจงก้วง เขาที่ทุกข์โศกตรากตรำ ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับสตรีผู้นี้..."

เล้งอิกถามขึ้นว่า
"นางเป็นผู้ใดของเขา"
เพ็กกงจู้จับมือบุตรชาย กล่าวว่า
"หากมิมีความจำเป็น เจ้าก็อย่าได้ถามไถ่เรื่องนี้ต่อเขา เราบอกต่อเจ้า... สตรีนางนั้นเป็นคนรักเก่าของเล้งจงก้วง ทว่าบิดามารดานางบังคับให้ตกแต่งกับผู้อื่น นางที่มอบหัวใจแก่เล้งจงก้วงแล้ว ยังกลับมาหาเขาคราหนึ่ง เพียงขออยู่ร่วมกันเจ็ดวัน จากนั้นมิพบพานกันตลอดกาล บิดาเจ้ากับเราก็ทราบเรื่องนี้ บิดาเจ้าย่อมเห็นใจเขาอย่างยิ่ง ดังนั้นมักให้เขาคอยดูแลรับใช้เจ้า หวังให้เขามีเรื่องราวอื่นประโลมใจ"
เล้งอิกไตร่ตรองไปมา พลันถามว่า
"นางอยู่ในฮวงจึงเราเจ็ดวัน ข้าพเจ้ายังเคยเห็นนางหรือไม่"
เพ็กกงจู้กล่าวว่า
"เวลานั้นเจ้าอายุเพียงสี่ปี ย่อมมิอาจจดจำนาง"

เล้งอิกพลันคิด สตรีนางนั้นหากเข้ามาพำนักที่ฮวงจึงเมื่อเขาอายุสี่ปี เรื่องราวนี้ย่อมเกิดขึ้นเมื่อยี่สิบเจ็ดปีที่แล้ว...
...บิดาเขาก็ประลองกับน่ำเทียนก่าจู้เมื่อยี่สิบเจ็ดปีที่แล้ว...
ยามนี้ต้องสะบัดศีรษะอย่างงุนงง มิทราบความใช่เกี่ยวโยงกันหรือไม่...