ในห้องหับกิมแชฮูหยินยามนี้มีผู้คนสามคน...
สตรีรับใช้ทั้งสี่นางยืนระวังอยู่ที่ด้านนอก มิว่าผู้ใดก็ห้ามผ่านพ้นเข้าไป

ภายในห้องหามีผู้ใดเอ่ยปากคำ กิมแชฮูหยินเพียงนั่งจิบชาโสมอยู่ที่โต๊ะ ซุนเซ่งเง็กก็นั่งอยู่ตรงข้ามกับนาง เก็งจู้กลับยืนอยู่ที่หน้าต่าง เหม่อมองออกไปที่ภายนอก
...พวกเขาแม้มิได้เจรจา สีหน้าแววตาล้วนมีความกังวล...

ผ่านไปเนิ่นนาน ซุนเซ่งเง็กพลันเอ่ยขึ้นก่อนว่า
"ข้าพเจ้ามิอาจขบคิดเข้าใจ จูไต่ลุ้ยเกี่ยวข้องอันใดกับเรื่องนี้ ยิ่งมิอาจคาดเดา เขาไฉนรู้เรื่องภายในเทียนมึ้งเก็ง"
กิมแชฮูหยินพยักหน้าช้าๆ กล่าวว่า
"อาจเป็นได้... ที่ภายในของพวกเรา ยังมีคนของเขา"
ซุนเซ่งเง็กสั่นศีรษะไปมา กล่าวว่า
"หากมีหนอนบ่อนไส้ พวกเราใช่สามารถสืบเสาะได้?"
นัยน์ตายามนี้มีประกายขุ่นมัว เอ่ยสืบไปว่า
"คนของพวกเรา บ้างเติบโตภายในเทียนมึ้งเก็ง บ้างอาศัยอยู่ภายนอก ข่าวสารล้วนหลั่งไหลสู่กัน พวกเราไหนเลยสามารถสืบทราบ ผู้ใดพาลไปเป็นคนของผู้แซ่จูนั้น"

กิมแชฮูหยินรินน้ำชาให้บุตรชาย กล่าวว่า
"เซี่ยวเก็งจู้มิได้สังหารจูไต่ลุ้ย พวกเราเมื่อส่งคนออกไปสืบเสาะ ก็มิได้พบร่องรอย เขาที่รับไปกระบี่หนึ่ง มิอาจหลบหนีได้ว่องไว แสดงว่ามีผู้คนช่วยเหลือนำพาไป"
...เซี่ยวเก็งจู้ที่นางเอ่ยถึง ย่อมหมายถึงเต็งลั่ง ซุนเซ่งเง็กยามนี้เรียบเรียงความคิดขึ้น กล่าวว่า
"ง้วยตอก่าถูกผู้คนของเล้งโกวถล่มราบคาบ จูตั้งเฮ้ากลับสาบสูญ หากบอกว่าจูไต่ลุ้ยแค้นพวกเรา เขาไฉนมิได้ลงมือกับผู้คนอื่นของเทียนมึ้งเก็ง กลับเจาะจงลงมือกับเซี่ยวเก็งจู้ ยังลงมือกับเล้งอิก"

เก็งจู้ที่เงียบงันอยู่นานพลันหันกลับมา กล่าวว่า
"จูไต่ลุ้ยมีความแค้นกับเทียนมึ้งเก็ง ความนี้มิมีใดชวนสงสัย คนของพวกเราตอนนี้ต้องระวังคนของเขา อีกทั้งสืบเสาะเรื่องราวของเขาให้กระจ่าง พวกท่านก็อย่าเพิ่งโยงเล้งอิกเข้ามา กลับกลายเป็นเรื่องซับซ้อนพัวพัน ยิ่งยากที่จะเข้าใจ"
ซุนเซ่งเง็กหันมองเก็งจู้ ถามว่า
"เราได้ยิน ท่านคิดออกไปที่ด้านนอก?"
เก็งจู้ผงกศีรษะ ซุนเซ่งเง็กก็ถามอีกว่า
"คิดเสาะหาร่องรอยจูไต่ลุ้ยนั้น?"
เก็งจู้สั่นศีรษะ กล่าวว่า
"เราไม่คิดเสาะหาตัวเขา ทว่าคิดสืบเรื่องราวของเขา เราต้องการทราบ จูไต่ลุ้ยเมื่อสี่สิบปีก่อน ไฉนพลันสาบสูญไร้ร่องรอย ยังมี...ระหว่างที่เขาเร้นกาย เขาอาศัยอยู่ที่ใด เกี่ยวข้องกับผู้คนใด"
ซุนเซ่งเง็กพยักหน้ากล่าวว่า
"หากท่านสามารถสืบทราบ ความทั้งหมดอาจบางทีกระจ่างแจ้ง เราทางนี้จึงให้คนสืบเรื่องราวของจูตั้งเฮ้า"
เก็งจู้ย่อมเห็นด้วยกับการนี้ คนพลันคิดจากไป กล่าวว่า
"เราภายในสามวันยังต้องคอยรักษาอาการคนผู้นั้น หากเขาพ้นอันตราย เราจึงค่อยออกไป ทว่าพวกท่านต้องจดจำ ระหว่างที่เราไม่อยู่ อย่าได้ปล่อยให้คนผู้นั้นและเม่งไอ่ซีออกไปที่ด้านนอก..."

ซุนเซ่งเง็กก็รับคำคราหนึ่ง คนผู้นั้นที่เก็งจู้ว่ากล่าวย่อมหมายถึงเต็งลั่ง...
เก็งจู้สาวเท้าไปที่ประตู ก่อนออกไปยังสำทับว่า
"หากคนผู้นั้นคิดแผนการยอกย้อน พวกท่านมิอาจสกัดรั้งโดยง่าย ก็สังหารเสียทั้งคู่..."
...ซุนเซ่งเง็กพอฟังต้องชะงักค้าง กิมแชฮูหยินก็ผุดลุกขึ้นยืน กล่าวอย่างตื่นตระหนกว่า
"พวกเราไหนเลยสามารถทำเช่นนั้น เซี่ยวเก็งจู้ร่วมบิดากับท่าน ยังเป็นหลานชายของเรา..."
เก็งจู้หันมาทางนาง แววตามีประกายเยียบเย็น น้ำเสียงยิ่งไร้ความรู้สึก
"ท่านที่เก็บความแค้นมายี่สิบเจ็ดปี ขอเพียงสามารถทำความเจ็บช้ำน้ำใจแก่ผู้คนของฮวงจึง มิว่าสิ่งใดล้วนยอมกระทำ วันนี้ไฉนพลันเห็นแก่หลานชายผู้หนึ่ง ยอมเปิดโพรงทำลายแผนการตนเองเสียเล่า..."

กิมแชฮูหยินพลันคล้ายเจ็บปวดใจ ต้องทรุดกายลงนั่งอีกครา เก็งจู้ก็กล่าวขึ้นอีกว่า
"...เป็นท่านที่บอกต่อเรา ชีวิตพวกท่านล้วนเป็นของเรา เรายามนี้ก็บอกต่อท่าน สิ่งที่ท่านปรารถนาเนิ่นนาน เราย่อมบันดาลให้สมดังหวัง ท่านคิดให้เราสังหารเล้งอิก เราก็มิได้ปฏิเสธ เพียงแต่เราทราบ หากคนผู้นั้นไปที่ด้านนอก ย่อมมิปล่อยให้เราเผชิญหน้าเล้งอิกโดยง่าย เรากำนัลเล้งอิกหนึ่งกระบี่ คนผู้นั้นยังเสนอรับแทนสามกระบี่ ดังนั้น หากท่านต้องการให้หลานชายมีชีวิตอยู่ ก็อย่าได้ปล่อยเขาคืนกลับไป..."
กล่าวถึงตรงนี้ยังสบตากับกิมแชฮูหยินแน่นิ่ง จากนั้นเอ่ยต่อไปว่า
"ยังมี... เราหากต้องเลือกระหว่างชีวิตเขากับความปรารถนายี่สิบเจ็ดปีของท่าน เรายังเลือกอย่างหลัง ท่านก็โปรดจดจำไว้..."

ว่ากล่าวจบคำก็สาวเท้าออกไป ซุนเซ่งเง็กมองดูมารดาที่นั่งซึมเซา ต้องเอ่ยว่า
"นี่ย่อมเป็นท่านบ่มเพาะเขา"
กิมแชฮูหยินพยักหน้าช้าๆ นัยน์ตาที่เหม่อลอยพลันมีแววแข็งกร้าว กล่าวว่า
"ที่เขาพูดนั้นถูกต้อง เรามิอาจเห็นแก่เด็กของบุตรชาย ทำลายสิ่งที่เทียนมึ้งเก็งตั้งปณิธานมาถึงยี่สิบเจ็ดปี"
ซุนเซ่งเง็กถอนใจหลายครา กล่าวว่า
"พวกเรามิเพียงมีเรื่องที่ภายนอก ภายในยังมีหม้อน้ำเดือด"
กิมแชฮูหยินยามนี้คล้ายสงบจิตใจได้ กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"ที่ต้องระวังยังมีอีกประการ..."
ซุนเซ่งเง็กสบตานาง ถามว่า
"เป็นเรื่องอันใด"

กิมแชฮูหยินยกจอกชาขึ้นหมุนไปมา มองดูภาพนางสวรรค์ร่ายรำที่สถิตบนจอกนั้น กล่าวว่า
"เจ้าย่อมเห็นท่าทีที่เก็งจู้มีต่อเม่งไอ่ซี เรื่องนี้มิว่าอย่างไร พวกเราย่อมมิอาจให้เขาสมปรารถนา"
ซุนเซ่งเง็กก็ผงกศีรษะ กล่าวว่า
"ใช่แล้ว พวกเราจะอย่างไรก็ต้องเห็นแก่เซี่ยวเก็งจู้"
กิมแชฮูหยินพลันสั่นศีรษะไปมา มองบุตรชายอย่างติเตียน กล่าวว่า
"เจ้าที่มักใช้แต่อารมณ์ตัดสิน จึงมิได้เข้าใจที่เราว่ากล่าว"
ซุนเซ่งเง็กย่อมมิได้เข้าใจนาง ดังนั้นถามว่า
"ท่านหมายความเยี่ยงไร"
กิมแชฮูหยินยังคงเพ่งสายตาอยู่ที่นางสวรรค์บนจอกชา กล่าวว่า
"หากเม่งไอ่ซีตกเป็นของเก็งจู้ เล้งอิกต้องคั่งแค้นดังพยัคฆ์พิโรธ ย่อมมิเป็นผลดีต่อเทียนมึ้งเก็ง ทว่าหากนางหวนกลับมาหาเต็งลั่ง เล้งอิกต้องเจ็บช้ำน้ำใจ ขมขื่นปวดร้าวสุดทนทาน ที่เราทำลายฮวงจึงทีละน้อย ย่อมเป็นเพราะปรารถนาให้ทายาทของเล้งทิเจ็งมีชีวิตอยู่มิสู้ตกตาย ผ่านพ้นวันคืนอย่างสะดุ้งผวา ยังสูญเสียผู้คนที่รักไปจนหมดสิ้น..."

ซุนเซ่งเง็กยามนี้ได้แต่นิ่งฟัง มิทราบในใจครุ่นคิดอันใด กิมแชฮูหยินก็กล่าวสืบไปว่า
"เราที่คิดส่งเสริมเซี่ยวเก็งจู้กับเม่งไอ่ซี ย่อมเป็นเพราะเพื่อแผนการ พวกเขาความจริงก็ผูกสมัครรักใคร่ เพียงแต่มีเงาเล้งอิกคอยขวางกั้นกลาง เรายามนี้ได้แต่... รีบส่งเสริมให้พวกเขามิอาจถอยกลับ... ยังมิอาจสู้หน้าเล้งอิก..."
ซุนเซ่งเง็กคล้ายรู้สึกอึดอัดใจ กล่าวว่า
"ทว่าเซี่ยวเก็งจู้เป็นคนดื้อรั้น..."
กิมแชฮูหยินพลันโบกมือขึ้น กล่าวว่า
"เขาที่ดื้อรั้น หากยังเป็นบุรุษผู้หนึ่งฤามิใช่"

ได้ยินเสียงดังเพล้ง จอกชาในมือถูกบีบแตกไป นัยน์ตายังเป็นประกายขณะเอื้อนเอ่ย
"ก่อนที่เขาจะมีแรงแผลงฤทธิ์ เราจึงบันดาลให้เขาสมหวังกับนาง..."


กำยานที่เพิ่งจุดส่งกลิ่นจรุง ควันที่ลอยขึ้นกลับคล้ายหมอกน้ำค้าง...
เต็งลั่งนอนตะแคงอยู่บนเตียง เหม่อมองดูควันที่ลอยอ้อยอิ่ง คนพลันคล้ายยิ้มคล้ายเศร้า มิทราบหัวใจอยู่ที่ใด...

เม่งไอ่ซีเมื่อครู่กลับไปที่ห้องของนาง คิดผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ที่เปรอะเปื้อนโลหิต ตั้งแต่ยามเช้าเป็นต้นมา เต็งลั่งมิว่ารับประทานอันใดลงไป ยังคงกระอักโลหิตกลับคืน...
...เต็งลั่งยามนี้เพิ่งยอมรับ ร่างกายตนอ่อนล้าอย่างยิ่ง อาการบาดเจ็บทั้งเก่าใหม่รุมเร้า ยากจะฟื้นคืนในเวลาอันสั้น ทว่าเขาที่แบกรับเรื่องราวมากหลาย ย่อมมิอาจทนรอจนสมบูรณ์พร้อม...
...ผู้คนรอบข้างปรารถนาให้เขาเข้าสู่เทียนมึ้งเก็ง คิดให้พบพานรากของตนเอง ยามนี้ตนพลันเข้ามา กลับรู้สึกยิ่งอ้างว้างวังเวง...

สตรีรับใช้นางหนึ่งเดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ หวั่นเกรงฝีเท้ารบกวนสมาธิเขา ยามเรียกหายังแผ่วเบาอย่างยิ่ง
"เซี่ยวเก็งจู้"
เต็งลั่งฝืนยิ้มขึ้น กล่าวว่า
"ท่านยังคงเรียกหาเราด้วยคำอื่นเถิด"
สตรีนางนั้นก้มศีรษะลง ถามอย่างอ่อนน้อมว่า
"มิทราบเซี่ยวเก็งจู้คิดให้บ่าวเรียกหาอย่างไร"
เต็งลั่งแม้เจ็บปางตายยังรู้สึกขบขัน เขาที่เติบโตในหมู่บ้านน้อย พอหกเจ็ดขวบก็อาศัยบนขุนเขากับโฮ้ยเกี่ยมแขะ ยามนี้พาลมามีคนเรียกเป็นเซี่ยวเก็งจู้ พลันนึกถึงต้นกระบกในป่าที่มีบัลลังก์มังกรนั้น หากสามารถหวนกลับไป ต้องจารึกอักษร 'บัลลังก์นี้เซี่ยวเก็งจู้เคยนอน' ไว้สักครา

สตรีรับใช้เห็นเซี่ยวเก็งจู้เงียบอยู่นาน ต้องเงยหน้าขึ้นลอบชำเลืองมอง พลันเห็นดวงตาสุกใสของเต็งลั่งก็จับจ้องที่นาง ต้องรีบหลบสายตาโดยพลัน เซี่ยวเก็งจู้ผู้นี้มีทีท่าผิดแผกจากเก็งจู้ยี่เก็งจู้มากหลาย ยามแย้มยิ้มยังชวนผู้คนใจสั่นระทึก...
ได้ยินเต็งลั่งเอ่ยถามนามนาง ต้องรีบตอบคำออกไป
"ข้าพเจ้าเรียกว่าเซี่ยวช่ำ"
เต็งลั่งยังถามอีกว่า
"เป็นตัวช่ำที่มีความหมายใด"
นางพลันก้มหน้าจนคางจรดอก กล่าวว่า
"เป็นตัวช่ำที่หมายถึงอดกลั้น"

เต็งลั่งร้องอ้อคำหนึ่ง จากนั้นกล่าวว่า
"ท่านเรียกว่าเซี่ยวช่ำ ข้าพเจ้าก็เรียกท่านว่าเซี่ยวช่ำ ข้าพเจ้าเรียกว่าเต็งลั่ง ท่านก็เรียกข้าพเจ้าว่าเต็งตั่วกอ เยี่ยงนี้ดีหรือไม่"
เซี่ยวช่ำต้องสั่นศีรษะโดยพลัน กล่าวว่า
"บ่าวย่อมมิอาจเรียกหาท่านเช่นนั้น"
เต็งลั่งคิดไปคิดมา พลันกล่าวว่า
"อย่างนั้นก็เรียกว่าเต็งเซี่ยวเอี้ย"
เซี่ยวช่ำย่อมรู้สึก เยี่ยงนี้ก็ยังมิได้ เต็งลั่งที่ได้แหย่ผู้คน เห็นนางอ้ำๆ อึ้งๆ ต้องรู้สึกสนุกสนานอย่างยิ่ง ดังนั้นปั้นหน้าเคร่งเครียด กล่าวว่า
"เป็นท่านฟังคำสั่งเรา หรือเราฟังคำสั่งท่าน เราสั่งให้เรียกอย่างไร ท่านพาลปฏิเสธหมดสิ้น ประเสริฐนัก... ท่านในเมื่อเป็นเซี่ยวช่ำที่อดกลั้น เราสักครู่สั่งผู้คนลงโทษ ใคร่ชมดูท่านสามารถอดกลั้นได้นานเพียงใด"

เซี่ยวช่ำที่อยู่ใต้อำนาจผู้คนมาแต่น้อย พอได้ยินเซี่ยวเก็งจู้ว่ากล่าวเช่นนั้น ต้องรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึง มือสองข้างพลันสั่นเทา น้ำตายังหลั่งไหลออกมา
...เต็งลั่งพอเห็นน้ำตานางก็ตกใจยิ่ง รีบกล่าวว่า
"ท่านอย่าได้ร่ำไห้ เราเพียงล้อเล่นเหลวไหล พรุ่งนี้หากมีเรี่ยวแรง จะออกไปซื้อขนมโก๋ให้ท่าน"
เซี่ยวช่ำเงยหน้ามองดูเขาทั้งน้ำตา เห็นเซี่ยวเก็งจู้ยิ้มแย้มแจ่มใส หามีแววขึ้งโกรธไม่ ยามนี้พลันรู้สึกโล่งใจ ต้องแย้มยิ้มออกมาคราหนึ่ง พอนึกได้ว่าตนไม่ควรแสดงกริยาต่อหน้าเซี่ยวเก็งจู้ กลับรีบร้อนก้มศีรษะลง...
...เต็งลั่งชมดูนางพลางถอนใจ เทียนมึ้งเก็งที่ยิ่งใหญ่เทียมฟ้า บ่าวไพร่มีสถานะราวมดปลวก ยังผิดกับฮวงจึงลิบลับ...

ยามนั้นพลันมีเงาคนปรากฏที่ประตู พอหันไปมองก็เห็นซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องยืนรีๆ รอๆ อยู่ มิกล้าเข้ามาด้านใน
...เซี่ยวช่ำยามนี้รีบหันไป เอ่ยถามว่า
"พวกท่านคิดมาเยี่ยมเยียนเซี่ยวเก็งจู้?"
ซังแชเกี่ยมแขะก็รีบรับคำ เห็นพวกเขาถือจานที่มีฝาครอบใบหนึ่ง พอเข้ามาก็ประสานมือคารวะเต็งลั่ง ถามอย่างห่วงใยว่า
"ท่านวันนี้รู้สึกดีขึ้น?"
เต็งลั่งแม้ขยับนิ้วยังเจ็บไปทั่วสรรพางค์ ต้องปั้นหน้าขึ้นอีกครา กล่าวว่า
"ท่านดูเราเหมือนคนเจ็บ?"
ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องมองดูเต็งลั่งขึ้นๆ ลงๆ อั่งแชซิงแซพลันกล่าวว่า
"ท่านมีสีหน้าดีอย่างยิ่ง อีกไม่กี่วันคงทุเลา"
เต็งลั่งได้แต่ร้องโอดโอยในใจ ชี้ไปที่จานในมือจี่แชซิงแซ ถามว่า
"ท่านนึ่งไก่มากราบซือแป๋หรืออย่างไร"
จี่แชซิงแซรีบสั่นศีรษะ กล่าวว่า
"นี่เป็นขนมชาที่ในครัวเพิ่งทำเสร็จ ข้าพเจ้ายกมาให้ท่าน"

เซี่ยวช่ำที่ฟังอยู่ด้านข้างต้องรีบกล่าวว่า
"เซี่ยวเก็งจู้มิอาจรับประทานอาหารอื่นใด เก็งจู้สั่งเอาไว้ เพียงป้อนน้ำแกงทุกสองชั่วยาม"
ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องได้แต่แลสบตากัน เต็งลั่งพลันกล่าวว่า
"ขนมเมื่อเอามาแล้วก็วางไว้บนโต๊ะเถิด มาตรว่ามิอาจรับประทาน ยังคงชมดูเป็นอาหารตา"
ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องคล้ายโล่งใจยิ่ง ต้องรีบวางขนมไว้บนโต๊ะ กล่าวว่า
"เห็นท่านอาการดีขึ้น พวกเรายังคงรีบกลับไป คราวหน้าค่อยมาเยี่ยมเยียนอีกครา"

เต็งลั่งก็ผงกศีรษะส่งพวกเขา พอซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องลับตาไป คนพลันหันมาทางเซี่ยวช่ำ เรียกนางเข้ามาจนใกล้ กล่าวด้วยเสียงแผ่วเบาว่า
"ท่านยืนอยู่ที่ข้างเตียงนี้ หลับตาลงอย่าได้มอง ยังยกสองมืออุดหูไว้ ห้ามลอบฟังอันใด"
...เซี่ยวช่ำย่อมรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง ทว่าเซี่ยวเก็งจู้สั่งการลงมา นางจึงมิอาจขัดขืน...
...ได้ยินเสียงคล้ายผู้คนเคลื่อนไหว ใจพลันร้อนรนขึ้น เก็งจู้เมื่อเช้าบ่งบอก ห้ามเซี่ยวเก็งจู้ขยับลงจากเตียง ทว่ายามนี้ตนห้ามมองดู ทั้งยังห้ามมิให้ลอบฟัง มิทราบสมควรทำเยี่ยงไร...

เต็งลั่งในมือถือขนมชาก้อนหนึ่ง ฝืนความเจ็บปวดเดินมาที่ประตู พอออกมาก็คว้าข้อมือคนผู้หนึ่งไว้ นัยน์ตาทั้งสองพลันประสานวาบ
...ที่ข้างประตูกลับมีผู้คนแอบซ่อนอยู่...
...เป็นปึงซิ่วซิ่ว...

เต็งลั่งทรุดกายลงนั่ง รู้สึกทรวงอกเจ็บร้าว ปึงซิ่วซิ่วก็รีบประคองเขา กล่าวอย่างอาทรร้อนใจว่า
"ท่านไฉนออกมา"
เต็งลั่งก็เลียนเยี่ยงนาง กล่าวว่า
"ท่านไฉนไม่เข้าไป"

ปึงซิ่วซิ่วต้องร้อนรุ่มใจนัก นางย่อมมิได้คาดคิด เต็งลั่งที่บาดเจ็บยังมีโสตประสาทปราดเปรียว ถึงกับทราบว่านางติดตามซังแชเกี่ยมแขะมา ทว่าเพียงแอบซ่อนอยู่ที่ประตู มิกล้าเสนอหน้าเข้าไป...
...ในมือเต็งลั่งยังมีขนมชา ปึงซิ่วซิ่วพอมองดูเขา ในใจยิ่งเจ็บปวดร้าวราน...
ตนเมื่อคืนก่อนมาที่นี้พร้อมเม่งไอ่ซี ได้ยินนางว่ากล่าว คิดทำขนมชาให้เต็งกงจื้อรับประทาน ปึงซิ่วซิ่วย่อมจดจำได้ เต็งลั่งยามอยู่ที่เฮียงเทียนเล้า โปรดปรานขนมชาอย่างยิ่ง เม่งไอ่ซีคิดทำขนมชา ทว่านางที่ต้องดูแลเต็งลั่ง น่ากลัวหาเวลาปลีกกายมิได้ ตนเมื่อเช้าจึงลงไปในครัว ไถ่ถามผู้คนถึงวิธีทำ ลองผิดลองถูกหลายครั้งหลายครา สุดท้ายจึงได้ขนมชาสิบก้อน พอทำเสร็จกลับมิกล้ายกมาเอง ได้แต่ขอร้องซังแชเกี่ยมแขะที่บังเอิญพบพาน

เห็นเต็งลั่งในมือถือขนมชา ต้องรีบกล่าวว่า
"ขอโทษท่าน ข้าพเจ้ามิทราบ ท่านมิอาจรับประทานของอื่นใด"
เต็งลั่งยิ้มให้แก่นาง คนแม้เจ็บร้าวในทรวง รอยยิ้มยังอบอุ่นนุ่มนวล กล่าวว่า
"ที่แท้ขนมนี้เป็นของท่าน"
ปึงซิ่วซิ่วก้มศีรษะลง ใบหน้าร้อนผ่าว กล่าวว่า
"ข้าพเจ้ามิเคยทำขนมมาก่อน อาจบางทีรสชาติมิชวนรับประทาน"
เต็งลั่งกลับยื่นส่งขนมมาตรงหน้านาง กล่าวว่า
"ท่านลองชิมดู รสชาติขนมเป็นอย่างไร"
ปึงซิ่วซิ่วรู้สึกเอียงอาย ทว่ายังคงอ้าปากกัดขนมคำหนึ่ง เต็งลั่งก็ถามว่า
"รสชาติดีหรือไม่"

ปึงซิ่วซิ่วได้แต่พยักหน้า เห็นเต็งลั่งเอียงศีรษะลงมองดูนาง นัยน์ตายังซุกซนเช่นยามร่วมทางสู่น่ำไฮ้ก่า คนพลันคิดอ้อนวอนต่อสวรรค์ ช่วยย้อนเวลากลับไป จากนั้นหยุดวันคืนไว้...
เต็งลั่งยามนี้ยกขนมขึ้น กล่าวว่า
"ขนมรสชาติดี เราย่อมมิยอมพลาดไป"
พอกล่าวจบก็ยื่นส่งขนมเข้าในปาก เคี้ยวกลืนลงท้องไปในพริบตา ปึงซิ่วซิ่วต้องตื่นตระหนกอย่างยิ่ง กล่าวว่า
"ท่านมิอาจรับประทาน"
เต็งลั่งย้อนถามว่า
"ท่านใส่พิษในขนม?"
ปึงซิ่วซิ่วต้องรีบสั่นศีรษะ เต็งลั่งพลันยกนิ้วขึ้นจรดริมฝีปาก ส่ายหน้าไปมา กล่าวว่า
"ขนมที่มิได้มีพิษ ทั้งยังมีคนตั้งใจทำมากำนัล เราแม้คืนนี้ปวดท้องแทบตาย ยังรู้สึกคุ้มค่าอย่างยิ่ง"

ปึงซิ่วซิ่วมองดูคนที่อยู่เบื้องหน้า น้ำตาพลันหยดหยาดลงมาเป็นสาย เต็งลั่งก็ถอนใจคราหนึ่ง กล่าวกับนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
"เราวันนี้มีปากเป็นภัย มิว่าเจรจาอันใด ผู้คนล้วนหลั่งน้ำตา"
ปึงซิ่วซิ่วรีบยกแขนเสื้อขึ้น เช็ดน้ำตาข้างแก้มจนเหือดแห้ง เต็งลั่งยามนี้พลันลุกขึ้นยืน นัยน์ตามองไปที่ทางเดิน กล่าวว่า
"ท่านกลับไปก่อนเถิด"

ปึงซิ่วซิ่วรีบรับคำพลางผละจากมา พอพ้นหัวมุมก็พบเห็นเก็งจู้ ต้องรีบย่อกายคารวะโดยพลัน ยามนี้ใจครุ่นคิดขึ้น เต็งลั่งที่ให้นางรีบกลับมา ย่อมเป็นเพราะเขาทราบ มีผู้คนเดินผ่านมาทางนี้...
...ยามสาวเท้ากลับห้องพัก พลันนึกถึงมือที่ป้อนขนมชา ในใจย่อมรู้สึกดื่มด่ำ เต็งลั่งที่มักใจดีกับผู้คน มิทราบที่เบื้องนอกมีคนที่คิดถึงคนึงหาเขามากมายเพียงใด...


เก็งจู้ยามนี้อยู่ในห้องกับเต็งลั่ง เซี่ยวช่ำก็ยืนอยู่ที่มุมห้อง มิเพียงยืนนิ่งไม่ไหวติง ศีรษะยังก้มลงมิกล้าแลดู...
ได้ยินเก็งจู้เอ่ยขึ้นว่า
"เรามิใช่บอก ห้ามท่านขยับเคลื่อนไหวอย่างน้อยสามวัน"
เต็งลั่งที่นั่งอยู่ตรงขอบเตียงพลันกล่าวว่า
"เราเมื่อครู่ปวดปัสสาวะ หากมิขยับเคลื่อนไหวสามวัน น่ากลัวเทียนมึ้งเก็งยังมีอุทกภัย"
...เก็งจู้พอฟังได้แต่อึ้งไป เขาที่มีแต่คนนอบน้อมเชื่อฟัง ย่อมมิเคยเจอคนคิดประคารมมาก่อน...
เต็งลั่งพลันเอ่ยขึ้นว่า
"ขอบคุณท่านที่รักษาอาการเรา"

เก็งจู้พยักหน้านิดหนึ่ง จากนั้นหันมาทางเซี่ยวช่ำ เรียกนางออกไปรอที่ด้านนอก
...เต็งลั่งเขยิบขึ้นไปนอนบนเตียง กล่าวว่า
"เรากระหายน้ำยิ่ง"
เก็งจู้หันมองเขาอย่างงุนงง เต็งลั่งพลันกล่าวย้ำขึ้น
"ท่านห้ามเราขยับเคลื่อนไหว ยามนี้เราหิวน้ำ ท่านก็เรียกเซี่ยวช่ำออกไป ยังคงให้เราทำอย่างไร"
เก็งจู้ได้แต่สืบเท้าไปที่โต๊ะ รินน้ำชาใส่จอก ยกมาให้เขาถึงเตียง
เต็งลั่งก็รับมาดื่มจนแห้ง ยังกล่าวว่า
"ชานี้รสชาติดี ท่านก็รินให้เราอีกได้หรือไม่"
เก็งจู้ยกป้านชามาที่เตียง รินให้เต็งลั่งอีกครา เต็งลั่งพอดื่มสมใจพลันกล่าวว่า
"เป็นเซี่ยวเก็งจู้ความจริงยังมีดีอยู่บ้าง นอนบนเตียงยังมีคนคอยกรอกชา"

เก็งจู้ตวัดมือคราหนึ่ง ป้านชาพลันลอยวืดกลับไปที่โต๊ะ เต็งลั่งก็ปรบมือคราหนึ่ง กล่าวว่า
"ท่านหากสอนวิชาเช่นนี้แก่เรา ก็มิต้องลำบากยกชาแล้ว"
เก็งจู้กลับมีความอดทนอย่างยิ่ง เขาย่อมทราบ เต็งลั่งเพียงคิดกลั่นแกล้งเขาให้คลั่งใจ เห็นเต็งลั่งยามนี้มีเสียงหายใจหนักหน่วง แสดงว่าเมื่อครู่ออกแรงมากเกิน กับคนที่ดื้อรั้นเช่นนี้ น่ากลัวยังต้องสั่งมัดไว้...
ยามนี้เดินมาที่เตียง กล่าวว่า
"อีกสามวันเราจึงออกไปที่ด้านนอก สืบเรื่องราวของจูไต่ลุ้ย"
เต็งลั่งร้องอ้อคำหนึ่ง เก็งจู้ก็กล่าวต่อไปว่า
"เราสั่งผู้คนไว้ ระหว่างที่เรามิได้อยู่ที่นี้ หากท่านก่อกวนคิดออกไป ให้พวกเขารั้งไว้จนสุดความสามารถ ทว่าหากมิอาจรั้ง ก็ให้สังหารท่านเสีย..."

เต็งลั่งโงศีรษะขึ้น มองดูเก็งจู้ที่ว่ากล่าวราวมิได้มีความรู้สึกใด
เก็งจู้ก็หันมาสบตาเขา กล่าวว่า
"เราช่วยชีวิตท่าน เพราะเห็นแก่กิมแชฮูหยิน ทว่าหากท่านทำให้เรายุ่งยากใจ เราก็สามารถปลิดชีวิตท่าน"
เต็งลั่งรับฟังจนคล้ายมึนงง สักครู่จึงกล่าวว่า
"ท่านว่ากล่าวได้กระจ่างแจ้ง เรารู้สึกซาบซึ้งยิ่ง"
เก็งจู้ก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ในใจมิทราบมีรสชาติใด อีกเนิ่นนานจึงกล่าวว่า
"เราย่อมมิได้คิดให้ท่านตกตาย ทว่าท่านที่คิดปกป้องฮวงจึง หากวันใดเราสังหารเล้งอิก ท่านก็คงคิดสังหารเรา"

เต็งลั่งเอนกายลงอีกครา กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนล้าว่า
"เราย่อมมิยอมให้ท่านสังหารเล้งอิก แต่ทว่า... หากท่านวันหนึ่งกระทำลงไป เรายังมิอาจสังหารท่าน"
เก็งจู้คล้ายมิได้เชื่อสิ่งที่ได้ยิน ต้องถามย้ำว่า
"หากเราสังหารเขา ท่านมิคิดสังหารเรา?"
เต็งลั่งสั่นศีรษะ นัยน์ตายังคงประสานกับเก็งจู้ กล่าวช้าๆ ว่า
"ท่านที่เป็นเก็งจู้ผู้หนึ่ง มีผู้คนคาดหวังมากหลาย ดังนั้นย่อมกระทำการโดยเฉียบขาด ต่างกับเราที่เป็นเพียงคนสามัญ กอกอเราคิดสังหารสหาย เราย่อมว้าวุ่นใจ ทว่าหากเรียกเราสังหารกอกอเพียงหนึ่งเดียวของตนเอง เรายังมิอาจกระทำ..."

กล่าวจบพลันพลิกกายไปอีกทาง มิได้เอ่ยวาจาอันใดอีก เก็งจู้ที่ยืนอยู่ข้างเตียง ได้แต่จ้องมองดูอย่างซึมเซา
...เขาที่เป็นเก็งจู้มาแต่เยาว์วัย กับญาติพี่น้องยังปฏิบัติต่อกันอย่างเหินห่าง เต็งลั่งยามนี้พลันเอ่ยคำกอกอ คนมิทราบเกิดความรู้สึกใด...
...เต็งลั่งเมื่อมาที่นี้รู้สึกอ้างว้าง เขาที่เติบโตที่นี้กลับคล้ายเปล่าเปลี่ยวกว่า...
...นี่ใช่เป็นคนร่วมชะตากรรมเดียวกันหรือไม่...