|
หยาดพิรุณโปรยเป็นละออง...
พงอ้อริมลำน้ำก็พลิ้วไหว..
เล้งอิกยืนอยู่กับอาชาคู่ใจ ที่เบื้องหลังมีผู้คนสามคน...
...เป็นเซียงกงจู้สองเฮียม่วยกับลิ้มเต็กเฮียะที่มาส่งเขา...
เล้งอิกวันนี้คิดกลับคืนแผ่นดินใหญ่ เมื่อครู่ร่ำลามารดาที่บ้านท่าน ภายในหัวใจยังรอนๆ...
เขาความจริงยังห่วงใยลิ้มเต็กเฮียะที่ไร้ญาติมิตร ทว่ามิกล้านำพานางร่วมทาง กริ่งเกรงตนเองหวั่นไหวขึ้น...
...ความนี้ย่อมมิอาจบอกเล่าต่อผู้อื่น ยามลำบากใจ...ลู่เช่าจื้อกลับว่ากล่าวออกมา หากวันหน้าเรื่องราวสงบ ยังคุ้มครองลิ้มเต็กเฮียะไปส่งที่ฮวงจึง...
เล้งอิกที่ตระหนักในน้ำใจไมตรี ทั้งเชื่อมั่นในตัวพวกเขา ดังนั้นย่อมรู้สึกไว้วางใจ...
ยามนี้แลดูลิ้มเต็กเฮียะ เห็นยังยิ้มแย้มแจ่มใส คุยเล่นกับลู่เช่าจื้อที่เออออคิกคัก กับหยาดฝนที่โปรยปรายลง ยังมิได้หวั่นเกรงตนเองเปียกปอน กระทั่งร่มก็มิได้ถือไว้
...เซียงกงจู้ที่ยืนเคียงข้างเขาพลันเอ่ยว่า
"สายแล้ว ท่านก็รีบไปเถิด ระหว่างทางยังสามารถพักที่บ้านของพวกเราในอึ้งซัวตั่ึงชึง..."
คนที่น้ำเสียงนุ่มนวล สีหน้ายังอ่อนโยนละมุน ยามนี้พลันรู้สึกไม่ถูกต้อง ดังนั้นปั้นหน้าเรียบเฉยขึ้น น้ำเสียงก็กลับเป็นห่างเหิน
"...พักที่บ้านผู้อื่นอย่าได้งอมือเท้า ยังต้องปัดกวาดดูแล"
เล้งอิกก็ฟังจนต้องกลั้นยิ้ม นี่จึงเป็นเซียงกงจู้ที่เขาพบพานวันแรก ทั้งเย็นชา... ทั้งเฉยเมย...
...มิทราบนางเวลาอยู่กับเต็งลั่ง ใช่เป็นเช่นนี้หรือไม่...
พอนึกถึงเต็งลั่ง ต้องรวบรวมความกล้า เอ่ยถามขึ้น
"ข้าพเจ้าหากพบเต็งลั่ง ท่านคิดให้ข้าพเจ้าบอกกล่าวอันใดต่อเขา"
เซียงกงจู้หันศีรษะไปอีกทาง กล่าวว่า
"ยังต้องบอกอันใด หากเขามิได้ถามไถ่ถึงข้าพเจ้า ท่านก็มิต้องว่ากล่าวมากไป"
เล้งอิกยังถามอีกว่า
"หากเขาถามไถ่เล่า"
เซียงกงจู้คล้ายมีสีระเรื่อขึ้นบนดวงหน้า กล่าวอย่างอ้อยอิ่งว่า
"หากเขาบังเอิญถามขึ้น ท่านยังคงบอก... ข้าพเจ้าบัดนี้ทำอาหารได้หลายชนิด ฝีมือทำขนมก็มิได้เลวร้ายเช่นกาลก่อน"
เล้งอิกมิอาจกลั้นรอยยิ้มสืบต่อ เขาย่อมทราบ เต็งลั่งชมชอบรับประทานขนมอย่างยิ่ง เสียดายระยะทางจากที่นี้สู่แผ่นดินใหญ่ยังอีกไกล หาไม่ยังจะนำขนมของนางกลับไปฝากเขาสักครา...
...เซียงกงจู้ชำเลืองมองเล้งอิก เอ่ยถามว่า
"ท่านแย้มยิ้มอันใด"
เล้งอิกก็บอกกล่าวออกมาตามจริง เซียงกงจู้พลันหันหลังให้เขา กล่าว่า
"ท่านหลายวันมานี้รู้จักคิดถึงจิตใจผู้อื่น มิได้เหมือนเล้งอิกที่ชวนผู้คนอึดอัดขัดข้องนั้น"
...เล้งอิกย่อมยอมรับความข้อนี้ ตนเมื่อร่วมทางกับนาง เกิดเหตุการณ์ประดามี ทั้งได้พบพานลิ้มเต็กเฮียะ พลันได้คิดเรื่องราวหลายประการ...
ลู่เช่าจื้อกับลิ้มเต็กเฮียะพลันสาวเท้าเข้ามาที่พวกเขา ลิ้มเต็กเฮียะที่มีรอยยิ้มสดใส บนใบหน้ามีหยาดฝนพร่างพรม เล้งอิกยังรู้สึก ในใจตนก็มีภาพนางประทับไว้...
...ได้ยินลิ้มเต็กเฮียะกล่าวว่า
"เล้งจึงจู้ยังคงรีบไป อ้อ อย่าได้ลืม ในห่อผ้าท่านมีหมี่ที่ข้าพเจ้าห่อไว้ ยังมีขนมไข่หงส์ทองของมารดาท่าน"
เล้งอิกก็ผงกศีรษะรับคำ ลู่เช่าจื้อพลันกล่าวว่า
"พวกท่านโกวเนี้ยทั้งหลายถอยไปก่อนได้หรือไม่"
เซียงกงจู้กับลิ้มเต็กเฮียะมองดูลู่เช่าจื้ออย่างพิศวง ลู่เช่าจื้อที่เอียงๆ อายๆ พลันยืดอกขึ้น กล่าวว่า
"ยามนี้บุรุษสนทนาด้วยเรื่องบุรุษ สตรีย่อมมิอาจรับฟัง"
ลิ้มเต็กเฮียะปิดปากกลั้นหัวร่อ ลู่ตั่วกอวันนี้กลับวางท่าราวไต้เฮียบท่านหนึ่ง นางพลันฉุดมือเซียงกงจู้ กล่าวว่า
"พวกเราเหล่าสตรีก็มิได้คิดฟังเรื่องราวพวกบุรุษท่าน"
พวกนางพอจูงมือกันไปอีกทาง ลู่เช่าจื้อพลันแลสบตาเล้งอิก กล่าวว่า
"ท่านย่อมจำเรื่องราวในค่ำคืนนั้นได้"
เล้งอิกต้องรู้สึกใจหายวูบ ก้มศีรษะลง ถามว่า
"เป็นเรื่องราวในค่ำคืนใด"
ลู่เช่าจื้อยามนี้มีสีหน้าจริงจัง มิได้แย้มๆ ยิ้มๆ เช่นกาลก่อน ยังคงเพ่งสายตามาที่เล้งอิก กล่าวว่า
"ท่านย่อมทราบ ที่ข้าพเจ้าเอ่ยถึงเป็นค่ำคืนใด..."
เล้งอิกพลันคล้ายทารกโขมยกินขนมหวาน ยามนี้ถูกผู้คนจับได้ ย่อมมิอาจว่ากล่าวอันใด ได้ยินลู่เช่าจื้อเอ่ยสืบไปว่า
"...ท่านเมื่อร้องบอก คิดพาลิ้มโกวเนี้ยไปส่งที่บ้าน ข้าพเจ้ายามนั้นตะโกนบอกท่าน ข้าพเจ้าก็คิดติดตามกลับไป ทว่าท่านที่เมามาย น่ากลัวมิได้ยินอันใด ข้าพเจ้าพอสาวเท้าตามมา เห็นพวกท่านเดินอยู่ตรงหน้า ยังเห็นเรื่องราวที่ท่านกระทำลง..."
เล้งอิกยิ่งฟังยิ่งรู้สึกผิด ได้แต่กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าก็เสียใจอย่างยิ่ง"
ลู่เช่าจื้อผงกศีรษะคราหนึ่ง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเชื่อท่าน ยามนั้นท่านพอหยุดลง ข้าพเจ้าก็ทราบ ท่านต้องสำนึกเสียใจ ดังนั้นมิได้ติดตามสืบต่อ..."
เล้งอิกมองดูลู่เช่าจื้อที่ปกติสำรวลเฮฮา พลันรู้สึก คนผู้นี้ยังลึกซึ้งกว่าที่ตนคิดมากหลาย ลู่เช่าจื้อก็เอ่ยสืบไปว่า
"...อานั้มที่เป็นม่วยม่วยข้าพเจ้า กาลก่อนก็เป็นเช่นลิ้มโกวเนี้ย ทั้งพิสุทธิ์ไร้เดียงสา ทั้งแจ่มใสมีชีวิตชีวา ทว่าเมื่อพบพานเต็งลั่ง จนกระทั่งพลัดพรากจากเขา พลันกลับกลายเป็นเช่นที่ท่านเห็น ข้าพเจ้าพอเห็นลิ้มโกวเนี้ย รู้สึกคล้ายได้อานั้มเมื่อกาลก่อนกลับคืน ย่อมมิปรารถนาให้นางเปลี่ยนแปลง กลับกลายเป็นโกวเนี้ยที่ซุกซ่อนตนเองในอึ้งซัวตั่งชึงอีกผู้หนึ่ง"
เล้งอิกรับฟังจนหัวใจปวดแปลบ ลู่เช่าจื้อยามนี้แย้มยิ้มให้เขา กล่าวว่า
"ท่านก็รีบไปเถิด ภายหน้าเมื่อพบพานเต็งลั่ง ยังคงบอกเขา หากสะสางเรื่องราวทางโน้นเสร็จสิ้น อย่าได้ลืมเลือนผู้คนที่รอคอยทางนี้..."
เล้งอิกพยักหน้ารับคำ ยังกล่าวขอบคุณเขาอีกครา คนพอหันมาก็โจนขึ้นบนหลังม้า โบกมืออำลาดรุณีสองนางที่ยืนอยู่อีกทาง จากนั้นควบขับจากไป...
...เสียงฝีเท้าอาชาพอลับหาย คนทั้งสามก็หันหลังกลับ...
เล้งอิกกลับคืนสู่แผ่นดินตงง้วน พวกเขาก็กลับสู่เทียนไล้กัง...
คนล้วนมีความในใจหนักอึ้ง มิได้ว่ากล่าวอันใดต่อกัน เพียงแลดูหยาดฝนโปรยปราย ยังเชิดศีรษะรับความชุ่มฉ่ำ
..ลิ้มเต็กเฮียะที่คล้ายมิได้นำพาปรารมภ์ บัดนี้วิ่งปราดอยู่ที่ด้านหน้า ในดวงตากลับมีหยาดน้ำ...
นางพลันสาวเท้าให้เร็วขึ้น จะอย่างไรก็มิอาจให้ผู้คนล่วงรู้ ที่หลั่งไหลบนใบหน้ามิใช่หยาดพิรุณ
...พอยกแขนเสื้อขึ้นปาดเช็ด ในใจยังปลุกปลอบตนเอง ...ลิ้มเซี่ยวโกวเนี้ยที่ถางไร่ถางสวน ย่อมต้องเป็นคนเข้มแข็ง...
ยามนั้นพลันยกมือขึ้นแตะริมฝีปากโดยมิได้ตั้งใจ ยังคล้ายรู้สึกถึงไออุ่นในค่ำคืนนั้น...
...ตนที่มิได้ปัดป้อง ย่อมเป็นเพราะง่วงงุนอย่างยิ่ง เมามายอย่างยิ่ง ทว่าในวันรุ่งขึ้นพลันนึกลำดับเหตุการณ์ ต้องรู้สึกทั้งวาบหวาม ทั้งตื่นตระหนก...
เล้งจึงจู้ภายหลังกลับมิได้มีท่าทีเยี่ยงไร เขาที่เมามายเช่นกัน ย่อมลืมเลือนเรื่องราวไปหมดสิ้น ดังนั้นตนได้แต่ซุกซ่อนบาดแผลภายในใจ ฝืนยิ้มแย้มเล่นหัว มิอาจให้ผู้ใดพบเห็นพิรุธ...
ลิ้มเต็กเฮียะยามนี้ปาดเช็ดน้ำตาจนเหือดแห้ง สัญญากับตนเอง นับแต่นี้ต้องฝึกจิตใจให้แกร่งดังภูผาศิลา
...ท่านเมื่ออรุณรุ่งมีเรื่องเศร้า เวลาที่เหลือยังอาจพบพานเรื่องเบิกบาน...
...นางเมื่อกระตุ้นเตือนตนเอง คนกลับเป็นลิ้มเต็กเฮียะที่ร่าเริงสดใส ความลับในใจฝังลงสู่ก้นบึ้ง คล้ายดังสามารถลืมเลือนจริงๆ...
ท้องทะเลราบเรียบไร้คลื่นลม..
เมฆขาวบดบังแสงอรุณ...
เต็งลั่งวันนี้ก็ออกมาข้างนอกแล้ว คนที่ถูกสั่งห้ามเคลื่อนไหว ย่อมมิได้เดินออกมาเอง เป็นซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องอาสาแบกหาม...
เก็งจู้กับเม่งไอ่ซีก็ติดตามอยู่ด้านข้าง กิมแชฮูหยินยังให้สตรีรับใช้แบกเกี้ยวตามมาที่ด้านหลัง
เต็งลั่งทอดสายตาไป แลดูหินศิลาตระหง่านง้ำริมสมุทร เห็นทั้งสูงทั้งใหญ่ รูปทรงกลับคล้ายยักษาที่ก้มลงมอง คอยระวังมิให้มีผู้ล่วงล้ำดินแดน...
...กิมแชฮูหยินพอลงจากเกี้ยวก็เดินมาที่เขา กล่าวว่า
"หินก้อนนี้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีมาแต่ครั้งโบราณ คนของเทียนมึ้งเก็งเรายังใช้เป็นที่ทดสอบวิชาตัวเบา หากผู้ใดสามารถโจนปราดเดียวก็ขึ้นยืนบนยอด จึงได้รับอนุญาตให้ฝึกวิชาด้านอื่น"
เต็งลั่งร้องอ้อคำหนึ่ง เขย่าจี่แชซิงแซที่แบกเขาไว้ ถามว่า
"ท่านตอนที่โจนขึ้นบนยอดศิลานั้น มีอายุเท่าใด"
จี่แชซิงแซคิดพลางกล่าวว่า
"เป็นเก้าขวบ"
อั่งแชซิงแซรีบขัดขึ้นว่า
"มิใช่ เป็นสิบขวบ"
จี่แชซิงแซสั่นศีรษะเป็นการใหญ่ ย้ำคำว่า
"ย่อมเป็นเก้าขวบ"
กิมแชฮูหยินพลันส่งสายตามา ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องรีบหยุดปากคำ เต็งลั่งย่อมเห็นเหตุการณ์นี้ ดังนั้นกล่าวว่า
"คิดฝึกวิชาที่นี้ยากเย็นแสนเข็ญ พวกท่านจึงเสียเวลาไปหลายปี ท่านหากเป็นเด็กของเรา มาตรว่ากระโดดขึ้นยอดศิลานั้นมิได้ เรายังคงให้ฝึกวิชา"
ซังแชเกี่ยมแขะมาตรว่ามิอาจเอ่ยปากคำ ยังคงลอบผงกศีรษะอย่างเงียบเชียบ พวกเขาย่อมเชื่อถ้อยคำนี้ เต็งลั่งเมื่อร่วมเดินทาง ยังเคยสอนแก่พวกเขาสามกระบวน
เต็งลั่งเรียกจี่แชซิงแซย่อกายลง คนก้าวลงเหยียบพื้น ทรุดกายลงนั่งที่ริมหาดทราย เม่งไอ่ซีก็นั่งลงเคียงข้างเขา ถามว่า
"ท่านวันนี้ออกมาที่ด้านนอก รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นหรือไม่"
เต็งลั่งแย้มยิ้มให้นาง ตาชำเลืองดูเก็งจู้และกิมแชฮูหยิน กล่าวว่า
"หากคิดให้ข้าพเจ้าปลอดโปร่งกว่านี้ ยังคงพาออกไปที่ภายนอก"
...คนพอกล่าวคำ 'ภายนอก' ยังเน้นถ้อยคำเป็นพิเศษ ย่อมหมายถึงออกไปจากสถานที่นี้...
กิมแชฮูหยินปรายตาแลดูเก็งจู้คราหนึ่ง จากนั้นหันมากล่าวกับเต็งลั่งว่า
"รอให้ร่างกายเจ้าเป็นปกติดังเดิม พวกเราจึงค่อยคุยเรื่องนี้กันเถิด"
เต็งลั่งก็มิได้ต่อคำกับนาง เอนกายลงนอนกับพื้น เรียกซังแชเกี่ยมแขะเข้ามาที่ด้านข้าง ถามว่า
"เพลงกระบี่สามกระบวนที่ข้าพเจ้าสอนให้แก่พวกท่าน บัดนี้มีนามเรียกหาแล้ว?"
ซังแชเกี่ยมแขะสั่นศีรษะโดยพลัน กล่าวว่า
"พวกเราเพียงเรียกว่าสามกระบวนของเต็งลั่ง มิได้ตั้งนามอื่นใด"
กิมแชฮูหยินหันมองพวกเขาด้วยสายตาขุ่นมัว กล่าวว่า
"ยังเรียกเป็นเต็งลั่งอันใด เขาเป็นเซี่ยวเก็งจู้ของพวกเจ้า ย่อมต้องใช้แซ่เจ็ง เรียกว่าเจ็งลั่ง"
ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องต้องหดศีรษะลง เต็งลั่งหันมาทางเม่งไอ่ซี ถามว่า
"ตัวเจ็งนั้นเขียนอย่างไร"
เม่งไอ่ซีตวัดปลายนิ้วลงบนพื้นทราย เขียนตัวเจ็งให้เต็งลั่งชมดู เต็งลั่งพอเห็นนางขีดลงเกินสิบขีด ต้องรีบกล่าวว่า
"พอแล้ว พอแล้ว แซ่เจ็งนี้หากเขียนบนกระดาษ ยังต้องใช้หมึกมากหลาย เรายังคงใช้แซ่เต็งที่มีสองขีด กระทั่งยามละเมอยังเขียนได้มิผิด"
ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องรีบหันมองทางอื่น เกรงกิมแชฮูหยินเห็นรอยยิ้มของพวกเขา ยามนี้เพียงได้ยินนางถอนใจ น่ากลัวมิทราบสมควรจัดการหลานชายผู้นี้อย่างไร..
เต็งลั่งพลันสะกิดอั่งแชซิงแซ ถามว่า
"แซ่ของพวกท่านเล่า ใช่มีมากมายหลายขีดเช่นแซ่เจ็งนั้น"
อั่งแซชิงแซรีบสั่นศีรษะ กล่าวว่า
"พวกเราแซ่เซี้ย มีไม่ถึงสิบขีด"
เต็งลั่งก็วาดปลายนิ้วลงบนพื้น เขียนตัวอักษรตัวหนึ่ง จากนั้นกล่าวว่า
"ใช่เป็นตัวเซี้ยที่มีเจ็ดขีดนี้หรือไม่"
ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องต้องแย้มยิ้มอีกครา จี่แชซิงแซกล่าวว่า
"ที่ท่านเขียนมิใช่ตัวเซี้ย ทว่าเป็นตัวอื้อ"
พอกล่าวคำก็ลากเส้นลงบนพื้นทราย เขียนเป็นตัวเซี้ยที่ถูกต้อง เต็งลั่งชมดูพลางพยักหน้าไปมา ยังแสร้งโขกศีรษะลงกับพื้นทราย กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเพียงลากยาวไปเส้นหนึ่ง พวกท่านก็อย่าได้ถือสา คนเจ็บปางตายที่ต้องให้คนแบกหาม ย่อมเขียนขีดสั้นไปบ้าง ยาวไปบ้าง ขึ้นผิดบ้าง ลงผิดบ้าง ทางที่ดียังคงเขียนอักษรไม่เกินสองขีด..."
เม่งไอ่ซีก็ขบขันท่าทีของเต็งลั่ง นางย่อมทราบ เด็กที่น่าตายนี้คิดหยอกเย้ากิมแชฮูหยิน ยามนี้เหลือบมองเก็งจู้ เห็นสีหน้าเขาเรียบเฉย มิได้มีแววขัดเคือง มีเพียงกิมแชฮูหยินที่ยังคงบูดบึ้ง
...เม่งไอ่ซีพลันเขียนตัวลั่ง (คลื่น) ลงบนพื้นทราย เต็งลั่งแลดูพลางกล่าวว่า
"นามที่มารดาเราตั้งให้ก็มีหลายขีดซับซ้อนนัก ภายหน้ายังคงเปลี่ยนเป็นเต็งยี่ ยังพ้องพานกับเล้งอิก เขาเป็นลำดับที่หนึ่ง เราก็เป็นลำดับที่สอง"
กิมแชฮูหยินได้ยินเขาเอ่ยนามเล้งอิกอย่างสนิทสนม ย่อมรู้สึกมิพอใจ ดังนั้นเปลี่ยนเรื่องว่า
"มารดาเจ้าที่ตั้งนามเช่นนั้น ย่อมคิดให้พ้องกับบิดาผู้ล่วงลับของเจ้า เขาเรียกว่าเจ็งไฮ้ (ทะล) เก็งจู้เมื่อเยาว์วัยก็เรียกว่าเช็งจุ้ย (น้ำใส)"
เต็งลั่งพยักหน้าไปมา กล่าวกับเม่งไอ่ซีว่า
"เพื่อสานปณิธานบิดามารดา เราหากมีบุตร ยังคงเรียกเป็นเต็งเอียม (อุทกภัย) กับเต็งค่อ (น้ำแห้ง)"
เม่งไอ่ซีพอฟังต้องหัวร่อออกมา ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องก็มิอาจอดกลั้นสืบต่อ กระทั่งเก็งจู้ยังมีสีหน้าประหลาดพิกล มีเพียงกิมแชฮูหยินที่บ่นพึมพัมว่า
"เด็กผู้นี้ช่างเล่นหัวนัก"
เต็งลั่งพลันหันมาทางเก็งจู้ กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"ท่านเคยบอก คิดประลองฝีมือกับเราสักครา วันนี้ใช่พร้อมแล้วหรือไม่"
...กิมแชฮูหยินกับเม่งไอ่ซีพลันรู้สึกใจระทึก ซังแชเกี่ยมแขะก็เบิกตากว้าง กระทั่งเก็งจู้ยังแลสบตาเต็งลั่งอย่างฉงน เขาย่อมมิเคยคาดคิด เต็งลั่งพลันถามเรื่องนี้ออกมา...
ได้ยินเต็งลั่งถามย้ำว่า
"ท่านใช่พร้อมหรือไม่"
เก็งจู้ยังมิทันตอบคำ เม่งไอ่ซีพลันกล่าวว่า
"ลั่งยี้ ท่านอย่าได้ฝืนร่างกาย"
เต็งลั่งโบกมือขึ้น กล่าวว่า
"เรามิอาจเกร็งลมปราณแม้แต่น้อย กระทั่งเขียนอักษรหลายขีดยังเหนื่อยแทบตาย ย่อมมิฝืนร่างกายต่อยตีกับเขา"
เก็งจู้พลันถามขึ้นว่า
"อย่างนั้นคิดประลองเยี่ยงไร"
กิมแชฮูหยินรีบกล่าวตัดบทว่า
"เซี่ยวเก็งจู้เพียงถามไถ่ล้อเล่น ท่านก็อย่าได้คิดเป็นจริงจังไป"
เต็งลั่งหันขวับมาที่นาง กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
"ข้าพเจ้ามิได้ล้อเล่น"
ยามนี้หันมาที่เก็งจู้อีกครา กล่าวว่า
"เรามิอาจใช้กำลัง ดังนั้นคิดใช้ตัวแทนประลองกับท่าน"
เก็งจู้ชำเลืองแลเม่งไอ่ซีวูบหนึ่ง กล่าวว่า
"ท่านคิดใช้นาง?"
เต็งลั่งสั่นศีรษะ ยิ้มให้เม่งไอ่ซี กล่าวว่า
"นางเมื่อเช้าให้เรารับประทานแต่น้ำแกง ตนเองกลับกินข้าวสามชาม หากส่งนางเข้าประลอง คนที่ท้องหนักปานนั้น ย่อมมิอาจรับท่านถึงสามกระบวน"
เม่งไอ่ซีก็หัวร่อขึ้น กล่าวว่า
"ผู้ใดพลันไปมีท้องใหญ่เช่นท่าน รับประทานข้าวทีละสามชาม"
เก็งจู้ย่อมมิพึงเห็นผู้คนทั้งสองหยอกล้อ ยามนี้เหลือบตาไปทางซังแชเกี่ยมแขะ ถามว่า
"หรือท่านคิดส่งพวกเขา?"
เต็งลั่งผงกศีรษะ กล่าวว่า
"มิผิด เป็นพวกเขา"
ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องแลสบตากันทันควัน ทางหนึ่งรู้สึกลิงโลดยินดี พวกตนแต่น้อยจนเติบใหญ่ คิดใคร่ประมือกับผู้มีวิชาลึกล้ำ มาตรว่ามิอาจรับมือ ยังสามารถจดจำไว้ ภายหลังแก้ไขจุดบกพร่อง กับเก็งจู้ที่สูงส่งเทียมฟ้า กาลก่อนยังมิเคยแม้เอ่ยวาจา วันนี้เต็งลั่งพลันเสนอพวกตนเข้าประลอง ย่อมรู้สึกตื่นเต้นระทึก ทว่าคิดไปคิดมา เต็งลั่งกับเก็งจู้คล้ายมีความในใจต่อกัน มิทราบเก็งจู้ยามลงมือ ใช่คิดผ่อนหนักเป็นเบา ฤาหวังฉีกหน้าเต็งลั่ง จู่โจมให้พวกตนล้มลุกคลุกคลาน...
...ยามครุ่นคิดมิตก ได้ยินเก็งจู้เอ่ยว่า
"พวกเขาที่เป็นรองเรามากหลาย ท่านคิดให้ประลองอย่างไร"
เต็งลั่งยามนี้มีสีหน้าจริงจัง กล่าวว่า
"เราสอนแก่พวกเขาสามกระบวน ยามพวกเขาลงมือต่อท่าน หากสามารถสอดแทรกสามกระบวนนั้น รอดพ้นจากกระบวนท่าของท่าน ยังหนีขึ้นยืนบนยอดศิลานั้นได้ ก็ถือว่าท่านพ่ายแพ้"
ซังแชเกี่ยมแขะพอฟัง ต้องนึกถึงรหัสลับที่เต็งลั่งสอนสั่ง พลันรู้สึกกังวลเล็กน้อย ยามประมือกับเก็งจู้ ไหนเลยสามารถเรียกท่านเป็นวายร้ายจมูกโต ยิ่งมิอาจเรียกเป็นนางสะโพกแม่ม้าเทศ...
...ได้ยินเต็งลั่งเอ่ยสืบไปว่า
"พวกเราย่อมมิได้ประลองเปล่า ยังต้องมีเดิมพัน"
เก็งจู้หันมองเป็นเชิงถามไถ่ เต็งลั่งก็บอกออกไปว่า
"หากท่านชนะ เรายอมคัดอักษรเจ็งร้อยจบ ทว่าหากท่านพ่ายแพ้ ต้องนำเราร่วมทางไปที่ด้านนอก"
เก็งจู้หรี่ตาลง ถามว่า
"ท่านคิดร่วมทางกับเรา?"
กิมแชฮูหยินรีบกล่าวอย่างร้อนรนว่า
"มิอาจทำเช่นนี้ เซี่ยวเก็งจู้ร่างกายยังมิสมบูรณ์ ท่านอย่าได้ถือเรื่องล้อเล่นเป็นจริงจัง"
เก็งจู้หันขวับมาที่นาง กล่าวว่า
"ท่านคิดว่าเราจะพ่ายแพ้แก่เขา?"
กิมแชฮูหยินพลันตระหนัก ตนที่รีบร้อนเจรจา กลับว่ากล่าวผิดไป ดังนั้นรีบเอ่ยว่า
"ท่านย่อมมิพ่ายแพ้แก่เขา ทว่าการประลองเช่นนี้เป็นเรื่องเหลวไหล"
เต็งลั่งสั่นศีรษะไม่ยอมรับ กล่าวว่า
"การประลองไหนเลยเป็นเรื่องเหลวไหล หากเราพ่ายแพ้ยังยอมคัดอักษรร้อยจบ ท่านคิดดู สภาพเราเวลานี้เป็นอย่างไร เพียงเขียนตัวเซี้ยก็ปวดเมื่อยไปทั่วสรรพางค์ หากเขียนตัวเจ็งร้อยจบ ยังต้องรับประทานเล้งจือพันปีของท่านจนหมดสิ้น"
เก็งจู้พลันเอ่ยขึ้นว่า
"เราตกลงรับคำท้า"
เม่งไอ่ซีรีบลุกขึ้นยืน กล่าวว่า
"พวกท่านโปรดฟัง ลั่งยี้ยังบอบช้ำมิใช่น้อย หากเขาชนะท่าน ท่านต้องนำพาเขาร่วมทางไปที่ด้านนอก ยังคงให้ข้าพเจ้าติดตามไป"
เก็งจู้กล่าวทันทีว่า
"เราจึงมิให้ท่านติดตามไป"
เต็งลั่งฉุดเม่งไอ่ซีลง หันมากล่าวกับเก็งจู้ว่า
"ไอ่ซีย่อมรั้งอยู่ที่นี้ ทว่าเรายังมิอาจเคลื่อนไหวโดยสะดวก หากเราชนะท่าน ท่านก็รออีกเจ็ดวันจึงค่อยออกเดินทาง ยังให้ซังแชเกี่ยมแขะไปกับพวกเรา ยามเราปวดเมื่อยยังมีพวกเขาแบกหาม หากปวดปัสสาวะก็มิต้องรบกวนท่านปลดกางเกง"
ซังแชเกี่ยมแขะรับฟังจนต้องกลั้นหัวร่อ พวกเขาที่เติบโตในเทียนมึ้งเก็ง มีแบบแผนระเบียบจำกัดมากหลาย บ่มเพาะจนคนมิกล้าแสดงความรู้สึก ยังคล้ายกลายเป็นยโสเย็นชา ยามนี้อยู่ใกล้เต็งลั่งที่เหลวๆ ไหลๆ ต้องรู้สึกชีวิตมีรสชาติยิ่ง
...เม่งไอ่ซีสบตากับเต็งลั่ง นางพอฟังว่าเขามิให้นางติดตาม ในใจย่อมมิยินยอม คนพอคิดว่ากล่าวอันใด เก็งจู้พลันเอ่ยขึ้นก่อนว่า
"เราตกลงตามนี้"
กิมแชฮูหยินส่ายหน้าไปมา กล่าวว่า
"พวกท่านกลับมิได้ฟังคำเราแม้แต่น้อย"
เก็งจู้มีสีหน้ารำคาญใจ กล่าวว่า
"ท่านยังกลัวเราพ่ายแพ้?"
กิมแชฮูหยินต้องรีบสั่นศีรษะอีกครา เก็งจู้ก็กล่าวสืบไปว่า
"ท่านหากมิคิดชมดู ยังคงกลับเข้าไป"
เต็งลั่งพลันเรียกซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องเข้ามา ซุบซิบเจรจากันหลายคำ เห็นซังแชเกี่ยมแขะสั่นหน้าพัลวัน ร่ำร้องว่า
"เยี่ยงนี้มิได้"
เต็งลั่งก็หัวร่อฮาฮา ชนศีรษะซุบซิบกันอีกครา ซังแชเกี่ยมแขะค่อยพยักหน้ายินยอม...
...เม่งไอ่ซีแลดูเก็งจู้ เห็นเขายังยืนสงบนิ่ง ย่อมมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม เต็งลั่งของนางที่มากลวดลายไหวพริบ ยามเผชิญหน้าบุคคลเช่นนี้ ใช่ยังสามารถเอาชัย?...
...เม่งไอ่ซีย่อมมิอาจคาดเดาคำตอบ ที่นางทราบมีเพียงหนึ่งเดียว เต็งลั่งที่เสนอการประลอง มิเพียงคิดออกจากสถานที่นี้...
...ยังคิดใคร่ชมฝีมือเก็งจู้สักครา...
|