ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องในมือถือกระบี่ เก็งจู้ยังคงยืนอย่างสงบที่เบื้องหน้าพวกเขา
...กิมแชฮูหยินที่คร้านว่ากล่าว ยามนี้ได้แต่นั่งชมดูในเกี้ยว...

เต็งลั่งยังคงทอดกายอยู่บนพื้นทราย เม่งไอ่ซีก็อยู่เคียงข้าง นางยังคงมิอาจเข้าใจ เขาไฉนยินยอมตามคำเก็งจู้นั้น มิให้นางออกไปที่ภายนอกกับพวกเขา...
...ทว่าคนที่มั่นใจในเต็งลั่ง ย่อมเชื่อว่าเขามีเหตุผลบางประการ...
เห็นเต็งลั่งจับตาอยู่ที่เก็งจู้ ท่าทียังปลอดโปร่ง มิทราบฝากลวดลายใดแก่ซังแชเกี่ยมแขะ นางยามนี้อดมิได้ ต้องกระซิบถามว่า
"ท่านมั่นใจสามารถเอาชัย?"
เต็งลั่งถอนใจเฮือกใหญ่ ถามกลับว่า
"ท่านเข้าใจ คู่ต่อสู้ซังแชเกี่ยมแขะวันนี้เป็นคนขายหมี่?"
เม่งไอ่ซีคิดใคร่โบยตีคนตรงหน้าสักครา ยามนี้แสร้งทำหน้าเคร่งเครียด กล่าวว่า
"เวลาเช่นนี้ยังเจรจาเหลวไหล บอกต่อเรา ท่านมิได้มั่นใจ?"

เต็งลั่งยังคงมิได้ละสายตาจากเก็งจู้ ตอบคำนางว่า
"หากวันนี้เราส่งซังแชเกี่ยมแขะเข้าประลองกับเล้งอิก ด้วยกฎเกณฑ์ที่ตกลงไว้ เล้งอิกต้องพ่ายแพ้แน่นอน"
เม่งไอ่ซีย่อมทราบ เล้งอิกที่สัตย์ซื่อถือมั่น กาลก่อนมักตกหลุมพรางเต็งลั่งที่ซุกซน นางใคร่ครวญคราหนึ่ง พลันถามขึ้นอีกว่า
"ทว่าหากเป็นเก็งจู้ ท่านมิได้มั่นใจ?"
เต็งลั่งสั่นศีรษะน้อยๆ กล่าวว่า
"เล้งอิกใจดีอย่างยิ่ง หนำซ้ำมิคิดต่อยตีกับผู้คน เขาพอพบเห็นลวดลายซังแชเกี่ยมแขะ จะอย่างไรก็ต้องยอมแพ้ ทว่ากับเก็งจู้ที่หน้าตายผู้นี้ เรามิอาจคำนวณความคิดเขา ดังนั้นมิได้มั่นใจแม้แต่น้อย"

เม่งไอ่ซีคิดใคร่ถามอันใดสืบต่อ พอดีเห็นซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องประสานมือขึ้น ตาสบตาเก็งจู้ กล่าวอย่างนอบน้อมว่า
"พวกเราลงมือ"
เก็งจู้เพียงผงกศีรษะ มิได้ว่ากล่าวกระไร ซังแชเกี่ยมแขะพอเริ่มตั้งท่าก็จู่โจมออก หนึ่งโผนเข้าประจันหน้า อีกหนึ่งโจนขึ้นสู่เบื้องสูง ถีบสภาวะเข้าโจมตีทางด้านหลัง กระบี่ในมือก็ว่องไวปราดเปรียว เพียงชั่วพริบตาใช้ออกถึงสามสิบกระบวน...

เก็งจู้กลับมิได้โจมตีกลับ เพียงขยับเท้าหลบหลีกไปมา เป็นท่าร่างในเซียนปวยจี้ที่พลิกพลิ้ว ทว่าไวกว่าธรรมดาถึงสองเท่า...
ซังแชเกี่ยมแขะสองเฮียตี๋สบตากันวูบ กระบวนท่าที่เต็งลั่งสอนสั่ง สามารถใช้ออกเมื่อคู่ต่อสู้ลงมือหนักหน่วง รุกไล่จนพวกตนตึงมือ เก็งจู้ยามนี้กลับมิได้คิดต่อกร มิทราบเมื่อใดจึงควรใช้รหัส ระวังนกค้อรับประทานโน่นนี่ ยิ่งมิอาจใช้เทียนมึ้งจ๊อตั๊กล่อหลอก...
...พริบตาที่ความคิดสับสน อั่งแชซิงแซที่ด้านหลังพลันเชื่องช้าลงหนึ่งจังหวะ เก็งจู้ที่คล้ายมิได้ตั้งใจต่อสู้กลับเบี่ยงกายมาทางเขา จี่แชซิงแซที่ด้านหน้าพลันสะอึกกายขึ้น คนประสาทไวเท่าความคิด ยามนี้พุ่งกระบี่วาบออกไป ร้องขึ้นว่า
"ระวังนกค้อรับประทานจ๊อเปรี้ยว"

ในเสียงตวาดร้อง อั่งแชซิงแซก็หงายร่างถอยหลัง กระบี่ในมือกลับหายวับ...
...รหัสนกค้อรับประทานจ๊อเปรี้ยวที่เต็งลั่งสอนสั่ง ย่อมหมายถึงให้ผู้หนึ่งส่งกระบี่ให้อีกผู้หนึ่ง ทว่าจี่แชซิงแซพอสะกิดเท้าโผขึ้น คนกลับหันมายังทิศทางที่เต็งลั่งนั่งอยู่ กระบี่ในมือก็พุ่งออกไปทางเขา อั่งแชซิงแซที่ได้ยินรหัสนั้นยังปล่อยกระบี่ออก ได้ยินเสียงดังเควี้ยว ประกายกระบี่แลบแปลบดังอสนีบาต เป้าหมายยังคงเป็นเต็งลั่ง...

เม่งไอ่ซีพอเห็นเงากระบี่แรกของจี่แชซิงแซ คนก็ถลาเข้ากันที่ด้านหน้า ย่อมคิดรับกระบี่ปกป้องเต็งลั่ง มิคาด ในแสงแปลบปลาบยังมีเงาซ้อนเข้า ย่อมเป็นกระบี่ที่สองของอั่งแชซิงแซที่ติดตามมา...
...นางมาตรว่าปราดเปรียวดังนางพยัคฆ์ แรงปะทะกลับมิอาจต้านทาน พอรับกระบี่หนึ่งไว้ในมือ คนก็ซวนเซมาที่ด้านหลัง เห็นเงากระบี่ที่สองพุ่งวาบ นางที่มิยอมละทิ้งเต็งลั่ง ย่อมมิได้เบี่ยงกายเลี่ยงหลบ...
ได้ยินเสียงดังเคร้ง กระบี่ในมือเม่งไอ่ซีพลันหลุดจากมือ ในพริบตาที่ทั้งประหวั่นทั้งเร่งร้อน นางยังมิได้เห็นภาพถนัดชัดเจน คนพอเสียหลักล้มลงที่พื้น พลันเห็นเก็งจู้ยืนอยู่ตรงหน้า ในมือมีกระบี่เล่มหนึ่ง น่ากลัวเป็นเล่มที่ชิงจากนางไป บนพื้นห่างออกไปสองวา มีกระบี่อีกเล่มที่หักกลาง ย่อมเป็นกระบี่ที่สองของอั่งแชซิงแซ
...ยามนี้เพิ่งได้สติคิด เมื่อครู่ในห้วงคับขัน ย่อมเป็นเก็งจู้พุ่งปราดมา คนที่ไวยิ่งกว่าพายุ กลับถลันเข้ากั้นกลาง ยังใช้กระบี่ในมือนาง ปะทะอีกกระบี่ที่ติดตามจนหักสลาย...

เม่งไอ่ซีที่อยู่บนพื้นพลันหันไปทางเต็งลั่ง บนหน้าผากนางยังมีเหงื่อพร่างพราว เมื่อครู่ที่ทั้งหวาดกลัว ทั้งตื่นตระหนก เกรงตนเองที่เสียหลักซวนเซ ล้มฟาดลงบนตัวเขา เคราะห์ดีที่เต็งลั่งก็ขยับกายออก ดังนั้นมิได้บาดเจ็บอีกครา...
...เต็งลั่งมิได้มองมาที่นาง คนเงยศีรษะขึ้น กล่าวกับเก็งจู้ว่า
"ท่านพ่ายแพ้แล้ว"
...เม่งไอ่ซีมองไปที่หินศิลาริมสมุทร เห็นซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องล้วนยืนอยู่บนยอด นางพอคิดคำนวณก็เข้าใจโดยพลัน พวกเขาที่พุ่งกระบี่ใส่เต็งลั่ง ย่อมเป็นแผนการที่วางไว้แต่แรก มิเพียงเสี่ยงกับชีวิตตนเอง ยังคิดวัดใจเก็งจู้ดูสักครา...

...นางย่อมมิได้ทราบที่พวกเขานัดแนะกัน ยามนี้พอคำนวณออก ยังรู้สึกใจหายวาบ จะอย่างไรก็มิอาจคาดคิด ลั่งยี้ถึงกับใช้เดิมพันเยี่ยงนี้...

เก็งจู้กลับโถมเข้าใส่เต็งลั่ง กระชากปกเสื้อเขา ฉุดดึงขึ้นจากพื้น ตวาดว่า
"ท่านถึงกับใช้นาง?"
เต็งลั่งก็ถลาไปตามแรง เม่งไอ่ซีต้องรีบเข้ามาฉุดรั้งไว้ ตวาดใส่เก็งจู้ว่า
"ท่านจึงรีบปล่อยเขา"
เต็งลั่งหอบหายใจถี่ๆ แลสบตาเก็งจู้ กล่าวว่า
"ท่านเมื่อพ่ายแพ้ อย่าได้ลืมเลือนข้อตกลง"
เก็งจู้ผลักเม่งไอ่ซีออกไปอีกทาง คนยังดึงเต็งลั่งเข้ามา ประกายตาแวววับไปด้วยโทสะ ยามนั้นกิมแชฮูหยินก็ปราดลงจากเกี้ยว คิดเข้าคลี่คลายสถานการณ์ เก็งจู้พลันหันไปทางนาง ตวาดว่า
"ท่านหากย่างเท้ามาอีกเพียงก้าว เราจึงสังหารเด็กที่ท่านคิดปกป้องนี้"

กิมแชฮูหยินต้องชะงักเท้าค้าง ยกมือขึ้นทาบอก วาจามิอาจหลุดล่วงแม้สักคำ
เก็งจู้หันมาทางเต็งลั่ง ตะคอกถามว่า
"เจ้าที่มีน้ำใจต่อสหาย หนำซ้ำยังเคยบอก มิอาจทำร้ายเรา ยามนี้กลับใช้ชีวิตนางเป็นเดิมพัน เราถามเจ้าสักคำ เป็นเราฤาเจ้าที่ไร้หัวใจ"
เต็งลั่งแลดูเก็งจู้ ในดวงตาพลันมีหยาดน้ำปรากฏ กล่าวด้วยเสียงแผ่วเบาว่า
"ท่านที่แท้มิได้ไร้น้ำใจแม้แต่น้อย"
เก็งจู้พลันเหวี่ยงเขาลงกับพื้น เม่งไอ่ซีก็รีบตามมาประคอง ดวงตายังวาวด้วยความโกรธ ตวาดว่า
"ท่านมิอาจกระทำเยี่ยงนี้ต่อเขา"

เก็งจู้มองนางด้วยสายตาเจ็บช้ำ ถามอย่างเน้นถ้อยคำว่า
"เขาใช้ชีวิตท่านเป็นเดิมพัน ท่านก็ยังเข้าข้างเขา?"
เต็งลั่งพลันกระอักโลหิตออกมา เม่งไอ่ซีก็กอดเขาแนบแน่น หยาดน้ำใสวาวราวไข่มุกพรั่งพรูลง กล่าวว่า
"เขาใช้ชีวิตเรา ทั้งยังใช้ชีวิตตนเอง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นพวกท่านที่บีบคั้น..."
เก็งจู้สั่นศีรษะไปมา ทรุดลงนั่งกับพื้น ยังคงถามย้ำคำเดิม คล้ายมิเชื่อสิ่งที่ได้ยินจากปากนาง...

เต็งลั่งจับมือเม่งไอ่ซีไว้ นัยน์ตายังแลดูนาง วาจากลับกล่าวกับเก็งจู้...
"เราที่ใช้ชีวิตนางเป็นเดิมพัน ยังคิดวัดใจท่าน หากท่านไร้น้ำใจจริง พวกเราที่อยู่ในเงื้อมมือ จะอย่างไรก็ยากรอดพ้น มิหนำซ้ำยังเป็นเครื่องถ่วงแก่เล้งอิก ดังนั้นเราตัดสินใจเยี่ยงนี้ มิต้องรีรอสืบต่อ..."
...ยามนี้จึงหันมาที่เก็งจู้ กล่าวสืบไปว่า
"ยังมี... เมื่อครู่หากนางมิอาจรับกระบี่... หากนางตกตายไป... เราก็มิอาจมีชีวิตอยู่เช่นกัน"

เม่งไอ่ซีรีบยกมือขึ้นปิดปากเขา ยังเช็ดโลหิตที่ไหลซึมออกมา กล่าวว่า
"ท่านอย่าได้กล่าวแล้ว"
...พวกเขาแม้มิได้เอ่ยคำอันใดอีก วาจากลับหลั่งไหลออกจากดวงตา ยังถั่งโถมออกจากดวงใจ...

เก็งจู้ก็ชมดูจนก้มศีรษะลง เม่งไอ่ซีที่ในสายตามีแต่เต็งลั่ง ย่อมมิได้แลเห็น...
...บนพื้นทรายเบื้องหน้าเขา ยามนี้เปียกชุ่มด้วยหยาดน้ำ...


คลื่นสาดซัดชายฝั่งเป็นฟองขาว
เส้นทางริมสมุทรเปล่าเปลี่ยววังเวง...

กิมแชฮูหยินสาวเท้าไปตามทางสายน้อย นางยามนี้กลับมิได้นั่งเกี้ยวให้คนแบกหาม ที่ด้านหลังเพียงมีซุนเซ่งเง็กติดตามมา
...ชายหาดด้านนี้เป็นอ่าวแคบเล็ก บดบังซ่อนเร้นในซอกหลืบขุนเขา ผู้คนของเทียนมึ้งเก็งหากมิได้รับอนุญาต ห้ามมิให้เข้ามาเพ่นพ่าน กระทั่งเก็งจู้ก็มิได้ละเว้น...

ด้านที่ติดกับขุนเขามีพฤกษาเขียวขจี ยังมีเถาวัลย์รกทึบ พงหญ้ายิ่งดกสูงแทบมองมิเห็นเส้นทาง กิมแชฮูหยินกลับเดินเหินอย่างคล่องแคล่ว แสดงว่าชำนาญทางอย่างยิ่ง
...พอพ้นดงหญ้าก็เห็นช่องหินเป็นโพรงขนาดใหญ่ ดูราวกับประตูในกำแพงเมือง กลับเป็นธรรมชาติสรรค์สร้างไว้ กิมแชฮูหยินกับซุนเซ่งเง็กพอย่างเท้าเข้ามา ที่เบื้องหน้าพลันปรากฏกระท่อมกว้างใหญ่หลังหนึ่ง...

หน้ากระท่อมมีแปลงดอกไม้นานาพันธ์ ที่ด้านข้างยังตั้งกระถางดินเผาขนาดเล็กนับร้อยใบ ในกระถางล้วนมีต้นอ่อนงอกแทง ซุนเซ่งเง็กพอชมดูก็กล่าวว่า
"ล้วนเป็นกล้าของต้นอุ้งทั้งสิ้น..."
กิมแชฮูหยินหันมาทางเขา สีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายบึ้ง กล่าวว่า
"เจ้าที่เชี่ยวชาญเรื่องพันธ์ไม้ สมกับที่มีสายเลือดบิดาครึ่งหนึ่ง"
ซุนเซ่งเง็กรีบสงบปากคำโดยพลัน เห็นกิมแชฮูหยินยกมือขึ้นเคาะประตู สักครู่จึงมีคนผู้หนึ่งเปิดออกมา เห็นเป็นชายชราหลังโค้งโกง พอเงยหน้าขึ้นเห็นพวกนางก็รีบก้มกายลง กล่าวว่า
"ฮูหยิน เซี่ยวเอี้ย..."

กิมแชฮูหยินสาวเท้าเข้าไปโดยมิได้เหลือบแลชายชราแม้แต่น้อย ซุนเซ่งเง็กกลับแย้มยิ้มขึ้น ทักทายว่า
"เล่าเจีย ท่านสบาย?"
ชายชราที่เรียกว่าเล่าเจียต้องรีบค้อมศีรษะขอบคุณ พลันเอ่ยออกมาว่า
"ข้าพเจ้าย่อมสบายดี ทว่าเล่าซิงแซที่เหนื่อยล้าจากในสวน ยามนี้มิค่อยดีเท่าไร"
กิมแชฮูหยินพลันนั่งลงที่โต๊ะ กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
"เขาที่มักฝืนสังขารตนเอง เราจึงมิอาจว่ากล่าวอันใด"
ซุนเซ่งเง็กชำเลืองมองมารดา พลันลอบถอนใจคราหนึ่ง เอ่ยถามชายชรานั้นว่า
"ท่านยามนี้อยู่ในห้อง?"

ชายชรานั้นผงกศีรษะหลายครา ซุนเซ่งเง็กก็สาวเท้าเข้าไปที่ด้านใน ยังได้ยินกิมแชฮูหยินส่งเสียงไล่หลังมาว่า
"อย่าได้เจรจาเนิ่นนานไป เรายังมีเรื่องราวมากมายต้องกระทำ พอได้ของนั้นมา พวกเราก็กลับในบัดดล"
ซุนเซ่งเง็กรับคำคราหนึ่ง จากนั้นก้าวเข้าไปจนสุดห้องโถง ที่ด้านซ้ายมีห้องที่มิได้ปิดประตูไว้ เขาพอมาถึงก็ย่างเท้าเข้าไป เรียกหาว่า
"บิดา..."

เห็นชายชราผมเผ้าหงอกขาวนั่งอยู่บนเตียง ซุนเซ่งเง็กก็เรียกหาเขาเป็นบิดา นี่ย่อมเป็นซุนพ้วงที่ตกแต่งกับกิมแชฮูหยินเมื่อกาลก่อน...
...นางหลังจากสูญเสียเจ็งเซ่งยิกผู้เป็นสามี เจ็งไฮ้ผู้บุตรขึ้นเป็นเก็งจู้เมื่ออายุเพียงสิบสี่ปี หวั่นเกรงเกิดเรื่องร้ายแรงกับเขา เทียนมึ้งเก็งพลันไร้ผู้สืบทอด ดังนั้นเสาะหาบุรุษที่ไร้วิชาบู๊ ตกแต่งให้กำเนิดบุตรผู้หนึ่ง หมายใจให้เป็นทายาทสำรอง...
ซุนเซ่งเง็กพอถือกำเนิดก็เป็นยี่เก็งจู้ มีฐานะรองจากเจ็งไฮ้ที่เป็นกอกอต่างบิดา นางมาตรว่ายอมให้บุตรชายคนรองใช้แซ่ซุน ทว่านามที่พ้องกับเจ็งเซ่งยิก แสดงว่ายังระลึกถึงสามีผู้ล่วงลับมิเสื่อมคลาย ...
...ซุนพ้วงเป็นเพียงบัณฑิตผู้หนึ่ง ยังเป็นหมอยาผู้หนึ่ง เขาที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่ละวันเพียงสนใจสมุนไพรตัวยา ย่อมมิได้ใส่ใจเรื่องอื่นใด...

ซุนเซ่งเง็กลากเก้าอี้มานั่งที่ข้างเตียง เห็นบิดาในมือยังมีถ้วยชา พอสูดได้กลิ่นก็มีสีหน้าสงสัยใจ เอ่ยว่า
"ท่านไฉนผสมดอกจูและใบบัวลงในชา ใช่มีอาการช้ำใน?"
ซุนพ้วงตลบผ้าห่มออก เลิกชายกางเกงขึ้น เห็นหัวเข่าสองข้างมีรอยช้ำ กล่าวว่า
"เราเมื่อเพาะต้นอุ้ง ต้องนั่งคุกเข่าหยอดเมล็ดลงในกระถางเป็นครึ่งค่อนวัน ดังนั้นจึงเป็นเช่นนี้"
ซุนเซ่งเง็กส่ายหน้ากล่าวว่า
"ท่านไฉนไม่เรียกเล่าเจียไปบอกกล่าวแก่ข้าพเจ้า ส่งผู้คนอื่นมากระทำแทน"
ซุนพ้วงแลดูบุตรชายด้วยสายตารักใคร่ปรานี กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า
"เจ้ามีเรื่องสำคัญที่ต้องกระทำมากหลาย เราหากเพาะต้นกล้าก็ต้องเรียกหาเจ้า ที่แท้เราเป็นบิดาฤาเจ้าเป็นบิดา"

ซุนเซ่งเง็กก็แย้มยิ้มออกมา ซุนพ้วงพลันกล่าวขึ้นว่า
"เจ้ามาตรว่ามีภาระมากมาย ยังคงอย่าได้ลืมเซี่ยวตง"
...ซุนเซ่งเง็กชะงักขึ้นคราหนึ่ง เซี่ยวตงที่บิดาว่ากล่าว ย่อมหมายถึงซุนเซี่ยวตงที่เป็นบุตรชายของเขา กำเนิดกับงึ่นแชฮูหยินที่ปลอมตนเป็นคนขายบุปผา ยามนี้นางยังถูกควบคุมตัวในฮวงจึง เต็งลั่งเคยรับปากเขา หากเจรจากับเล้งอิก ย่อมสามารถนำพานางกลับมา ทว่าเต็งลั่งที่บาดเจ็บบอบช้ำ เล้งอิกก็อยู่นอกแผ่นดินใหญ่ เรื่องราวภายในเทียนมึ้งเก็งยังวุ่นวายนัก ตนตั้งแต่กลับมา เพียงพบเห็นบุตรชายคราหนึ่ง ธิดาที่มิเคยพบพานก็ถูกเก็งจู้ส่งออกไป มิทราบเป็นตายร้ายดีประการใด...
...กิมแชฮูหยินสั่งผู้คนปิดบังเรื่องนี้ มิให้ผู้ใดบอกกล่าวแก่ซุนพ้วง ดังนั้นท่านจึงมิทราบ นอกจากซุนเซี่ยวตงที่เป็นหลานชาย ตนยังมีหลานสาวอีกนางหนึ่ง...

ซุนพ้วงเห็นบุตรชายมีท่าทีอ้ำอึ้ง ท่านย่อมทราบว่าเขาลำบากใจ ภาระในเทียนมึ้งเก็งก็มีมากหลาย ดังนั้นจึงเปลี่ยนเรื่องว่ากล่าว
"มารดาเจ้าก็มาด้วย ใช่หรือไม่"
ซุนเซ่งเง็กพยักหน้าคราหนึ่ง กล่าวว่า
"นางยามนี้อยู่ที่ห้องด้านนอก"
ซุนพ้วงจิบชาในมืออย่างแช่มช้า จากนั้นถามว่า
"นางให้เจ้ามาขอสิ่งใดต่อเรา"
...ซุนเซ่งเง็กพลันรู้สึกลำบากใจ กิมแชฮูหยินเข้ามาที่นี้น้อยครั้งอย่างยิ่ง เขาบางทีคิดมาเยี่ยมเยียนบิดา นางก็ว่ากล่าวมิพอใจ ยังเตือนเขาให้ระลึกถึงหน้าที่ในเทียนมึ้งเก็ง ละทิ้งเรื่องราวที่เป็นส่วนตัว...
...บิดาผู้เฒ่าพำนักในเทียนมึ้งเก็งสี่สิบกว่าปี คล้ายตัดขาดจากผู้คนอื่น ยังดีที่ท่านสนใจสกัดพืชสมุนไพร ดังนั้นมีเรื่องราวให้กระทำมิได้อยู่ว่าง...

ยามนี้พลันเอ่ยขึ้นว่า
"มารดาให้ข้าพเจ้ามาถาม ท่านใช่ยังมีลักง้วงฮวย (ดอกง้วงสำราญ) อยู่อีกหรือไม่"
ซุนพ้วงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นกล่าวว่า
"ลักง้วงฮวยเราย่อมมีอยู่ ทว่ามิทราบ มารดาเจ้าคิดให้ผู้ใดใช้"
ซุนเซ่งเง็กก้มศีรษะลง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าก็มิได้ถามนาง"
ซุนพ้วงส่ายหน้าไปมา กล่าวว่า
"ลักง้วงฮวยหากผสมเล็กน้อยในอาหาร ผู้รับประทานรู้สึกเคลิบเคลิ้มง่วงงุน สามารถลืมเลือนเรื่องราวชั่วครู่ ทว่าหากผสมมากไป ทำให้ผู้คนขาดสติสัมปชัญญะ เจ้ายังคงบอกต่อมารดา ยามใช้ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง"

ซุนเซ่งเง็กก็รีบรับคำ ซุนพ้วงพลันชี้ไปที่ตู้ไม้ที่ตั้งอยู่ชิดผนัง กล่าวว่า
"ลักง้วงฮวยที่มารดาเจ้าต้องการ อยู่ในชั้นล่างสุด กระปุกดินเผาสีเขียว บนกระปุกวาดภาพดอกง้วง เจ้าพอเห็นย่อมรู้จักทันที"
ซุนเซ่งเง็กลุกขึ้นเดินไปที่ตู้นั้น พอเปิดออกก็เห็นกระปุกยานับพันเรียงรายเป็นระเบียบ เขายามนี้ก้มตัวลง มองดูที่ชั้นล่าง เห็นกระปุกสีเขียวนับสิบกระปุก ต้องหยิบขึ้นมาดูรูปวาด พอเห็นภาพดอกง้วงสีม่วงแต้มเป็นจุดพร่างที่ด้านหน้า ก็หยิบออกมาโดยพลัน
...ต้นง้วงความจริงเป็นไม้ป่ามีพิษชนิดหนึ่ง บิดาตนกลับผสมกับไม้พันธ์อื่น พิษพลันสลายไปจนสิ้น กลับกลายเป็นตัวยากล่อมประสาทผู้คน ดังนั้นเรียกหาเป็นลักง้วง (ง้วงสำราญ)...

เขายามนี้ได้ยาที่ต้องการ ความจริงคิดอยู่กับบิดาอีกสักครู่ ทว่าบ่าวชราที่เรียกว่าเล่าเจียพลันเดินมาที่ประตู ก้มหน้ากล่าวว่า
"เซี่ยวเอี้ย... ฮูหยินให้บ่าวมาถาม ท่านยามนี้เรียบร้อยแล้ว?"
ซุนเซ่งเง็กแลดูบิดาอย่างอับจนปัญญา กิมแชฮูหยินย่อมมิปรารถนาให้ตนรั้งอยู่เนิ่นนาน ดังนั้นได้แต่ลุกขึ้นยืนอีกครา กล่าวว่า
"ข้าพเจ้ายังคงมาเยี่ยมเยียนคราวหน้า"
ซุนพ้วงย่อมทราบความลำบากใจของบุตรชาย ต้องฝืนแย้มยิ้มขึ้น กล่าวว่า
"เจ้าอยู่ใกล้เราเพียงนี้ เราวันใดใคร่พบหน้าก็เรียกเล่าเจียไปตามเจ้ามา อ้อ ยังมี... หากเจ้าพบพานเซี่ยวตง ก็เรียกเขามาหาเราบ่อยครั้ง เด็กผู้นี้จิตใจซื่อบริสุทธิ์ เราอยู่ใกล้เขาครึ่งวัน ยังคล้ายต่ออายุไปอีกสิบปี"
...ซุนเซ่งเง็กต้องรีบรับคำ ในใจพลันคิดขึ้น ตนสักครู่ขอร้องมารดา ให้เซี่ยวตงมาพำนักอยู่ที่นี้ บิดาที่ผ่านวันคืนอย่างเงียบเหงาจึงมีความสุขขึ้นบ้าง...

เขาพอบอกลาบิดาก็รีบเดินออกมาที่ห้องด้านนอก กิมแชฮูหยินพอแลเห็นบุตรชายก็มีสีหน้าบูดบึ้ง ถามว่า
"ได้ของที่เราต้องการแล้ว"
ซุนเซ่งเง็กผงกศีรษะคราหนึ่ง ยื่นส่งกระปุกลักง้วงฮวยให้แก่นาง กิมแชฮูหยินรับมาใส่ไว้ในอกเสื้อ คนพอลุกขึ้นก็กล่าวว่า
"พวกเราไป"
...บ่าวชราที่เรียกว่าเล่าเจียก็รีบเปิดประตูแก่พวกเขา ซุนเซ่งเง็กบอกลาคำหนึ่ง กิมแชฮูหยินกลับมิได้เหลียวแลอันใด พอสาวเท้าพ้นประตูก็ก้าวเดินอย่างรวดเร็ว กระทั่งยังมิได้หันมองอีกครา...

นางที่ยี่สิบเจ็ดปีฝังความแค้นกับฮวงจึง ยามนึกถึงเจ็งไฮ้ยังขมขื่นระทม คล้ายมีโลหิตหยาดหยดลงในทรวง กับเรื่องราวอื่นย่อมละทิ้งหมดสิ้น...
...คนที่มิได้เหลียวหลัง ดังนั้นมิได้ทราบ ผู้คนในกระท่อมยังเหม่อมองมา...
...สี่สิบปีที่แล้วเป็นเช่นนี้ สี่สิบปีให้หลังก็ยังคงมิได้เปลี่ยนแปลง...