|
หน้าต่างบานเล็กเปิดออกจนกว้าง บนหน้าต่างแขวนระฆังขนาดเท่าปลายนิ้ว ยามลมพัดปรากฏเป็นเสียงเสนาะ...
...นกกระจิบตัวน้อยเกาะอยู่ที่ริมหน้าต่างนั้น มิทราบเป็นหลงเสียงระฆัง ฤาหลงใหลภาพนวลนางในห้องหอ...
ปึงซิ่วซิ่ววันนี้สวมอาภรณ์สีชมพู เรือนผมดำขลับยาวสยายถึงกลางหลัง มวยผมบนศีรษะปักไว้ด้วยปิ่นทอง ยังประดับด้วยทับทิมสีแดงก่ำ...
นางนั่งอยู่บนเก้าอี้กลางห้อง มือหนึ่งถือผ้าฝ้ายชิ้นเล็ก อีกมือมีเข็มเล่มบาง ที่แท้กำลังเย็บถุงผ้า...
...ห้องหับของนางมีหน้าต่างเพียงบานเดียว ยามกลางวันยังต้องจุดเทียนหลายเล่ม วางเรียงรายลดหลั่นกันบนโต๊ะ เห็นแสงเทียนแวววามส่องต้องดวงหน้าระเรื่อ ปรากฏเป็นความงามลึกซึ้ง ยิ่งยามนี้นางมีใจจรดจ่อกับสิ่งที่ทำ คนยังคล้ายมีรอยยิ้มละมุนในดวงตา กระทั่งยังพึมพัมเป็นเพลงออกมา...
"... ถามไถ่ท่าน ขนมหวานในมือคิดมอบให้ผู้ใด
...หากมอบแก่ข้าพเจ้า จะกำนัลท่านกลับมากมาย
...หากมอบแก่ข้าพเจ้า จะเย็บเสื้อให้ท่านตัวหนึ่ง
...เย็บรองเท้าให้ท่านคู่หนึ่ง เย็บถุงผ้าให้ท่านใบหนึ่ง ..."
ยามร้องถึงตรงนี้ ดวงตาพลันมีประกายขึ้น ยังคิดถึงเรื่องราวที่ริมลำธาร ย่อมเป็นยามที่นางพบพานเต็งลั่งครั้งแรก...
...วันนั้นเต็งกงจื้อถามไถ่ ท่านคิดใคร่รับประทานพุทราหรือไม่...
...นางที่มิเคยพบเห็นเขามา ย่อมบอกปฏิเสธไป เต็งกงจื้อยามนั้นพลันเอ่ยว่าเสียดายยิ่ง... เป็นเสียดายที่นางมิรับประทานขนมหวาน คนพลันอดได้เสื้อใหม่ รองเท้าใหม่ ถุงผ้าใหม่...
ปึงซิ่วซิ่วมองดูถุงผ้าที่เริ่มเป็นรูปร่าง ตั้งแต่ที่นางเติบโตมา ยังมิเคยเย็บถุงผ้ากำนัลผู้ใด ยามนี้ตั้งอกตั้งใจทำ ทุกฝีเข็มล้วนประนีตบรรจง ระยะห่างยังเสมอกัน ด้านในยังซ้อนผ้าสองชั้น หวังให้ทนทานแข็งแรง ผู้ใช้สามารถเก็บรักษานานปี
...เย็บไปเย็บมายังครุ่นคิดขึ้น มิทราบเต็งกงจื้อยามรับถุงผ้าจากนาง ใช่ยินดีปรีดาหรือไม่ เขายามอยู่ภายนอก มิทราบมีผู้กำนัลถุงผ้าให้กี่ใบ...
คนพอเหม่อลอย พลันสะดุ้งขึ้นด้วยเสียงเคาะประตู ต้องรีบเก็บถุงผ้าลงในกล่องไม้ รีบลุกขึ้นไปรับผู้คน
...นางย่อมทราบ ผู้ที่มาย่อมมิใช่ยี่เก็งจู้ เนื่องเพราะเขาคิดมาก็มา ไหนเลยเคยเคาะประตูอันใด...
...ประตูพอเปิดออก ปึงซิ่วซิ่วก็แย้มยิ้มยินดี ที่แท้ผู้มาคือเม่งไอ่ซี...
เม่งไอ่ซีพอเข้ามาก็ทักว่า
"ปึงโกวเนี้ย ท่านสบาย?"
ปึงซิ่วซิ่วผงกศีรษะ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าย่อมสบายดี ท่านเล่า?"
เม่งไอ่ซีก็พยักหน้าคราหนึ่ง คนพอทรุดนั่งลงบนโต๊ะ พลันกุมมือปึงซิ่วซิ่วไว้ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าพักนี้มีเรื่องมากหลาย ดังนั้นมิได้มาพบท่าน ต้องขออภัยอย่างยิ่ง"
ปึงซิ่วซิ่วย่อมทราบ เม่งไอ่ซีต้องคอยดูแลเต็งลั่ง ยังเฝ้าปรนนิบัติเขาทั้งวันทั้งคืน พอฟังคำต้องรีบกล่าวว่า
"ท่านไหนเลยต้องขออภัยข้าพเจ้า ท่านที่มีภาระหน้าที่ ข้าพเจ้าย่อมทราบดี ยังเป็นห่วงท่าน เกรงมิได้พักผ่อน กระทบกระเทือนถึงร่างกาย"
เม่งไอ่ซีพลันแย้มยิ้มขึ้น กล่าวว่า
"ท่านอย่าได้ห่วงใยไป ข้าพเจ้าแต่เยาว์วัยทำงานออกแรง ย่อมมิอาจล้มป่วยโดยง่าย"
ปึงซิ่วซิ่วยามนี้รวบรวมความกล้า ถามไถ่ถึงคนที่อยู่ในใจ ยามว่ากล่าวยังฝืนปั้นสีหน้าราบเรียบ ย่อมกริ่งเกรงเม่งไอ่ซีสังเกตออก
"ข้าพเจ้าได้ยินว่าเต็งกงจื้อทุเลาขึ้น ท่านคงได้พักผ่อนมากกว่าเดิม"
เม่งไอ่ซีถอนใจคราหนึ่ง กล่าวว่า
"ลั่งยี้ได้รับการถ่ายทอดกำลังจากเก็งจู้ อีกทั้งรับประทานอาหารบำรุงของกิมแชฮูหยิน อาการบอบช้ำเริ่มทุเลาเบาบาง ทว่าเขายังมิอาจใช้กำลัง หนำซ้ำมีเรื่องราวต้องคิดมากหลาย ข้าพเจ้าคิดให้เขาพักผ่อน ยังยากยิ่งกว่ายามขู่กินยาขม..."
...ปึงซิ่วซิ่วต้องรู้สึกขบขัน เต็งกงจื้อที่ทั้งสูงใหญ่ ทั้งเก่งกาจ กลับต้องให้ผู้คนขู่กินยาขม ยามนี้พลันนึก หากนางสามารถอยู่ปรนนิบัติเขาเพียงแม้สักวัน ย่อมรู้สึกเป็นสุขนัก...
เม่งไอ่ซีนิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นเอ่ยขึ้นอีกว่า
"อีกเพียงสามวัน เก็งจู้จึงออกไปที่ด้านนอก ลั่งยี้ยังร่วมทางไปด้วย เรากลับมิอาจติดตามไป รู้สึกเป็นห่วงเขายิ่งนัก"
ปึงซิ่วซิ่วกลับมิทราบความนี้มาก่อน พลันเผลอตัวร้องว่า
"เต็งกงจื้อไหนเลยสามารถออกไปที่ภายนอก เขายังมิได้หายดี หากมีเรื่องราวใดเกิดขึ้น ข้าพเจ้ามิอาจคาดคิด..."
ยามนี้รู้ตัวต้องรีบลดเสียงลง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเกรงศัตรูที่ภายนอกคอยโจมตีเทียนมึ้งเก็ง"
...นางที่กล่าวคำเทียนมึ้งเก็ง ในใจเพียงหมายถึงเต็งลั่ง นางมาตรว่าเป็นคนของสถานที่นี้ ทว่าเติบโตอย่างโดดเดี่ยว ได้รับการปฏิบัติอย่างเฉยเมยจากคนรอบข้าง ย่อมมิได้มีความผูกพันอันใด...
เม่งไอ่ซีก็ผงกศีรษะช้าๆ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเพียงห่วงใยลั่งยี้ ทว่าเขาก็มิเรียกข้าพเจ้าติดตาม ดังนั้น..."
ยามว่ากล่าวพลันมีหยาดน้ำซึมในดวงตา ปึงซิ่วซิ่วต้องรีบเกาะกุมมือนาง กล่าวอย่างปลอบโยนว่า
"เก็งจู้มีฝีมือล้ำเลิศ ย่อมต้องคุ้มครองเต็งกงจื้อที่เป็นตี่ตี๋ร่วมบิดา"
เม่งไอ่ซีถอนใจหลายครา กล่าวว่า
"เก็งจู้มักมีอารมณ์ผันแปร บางคราดีต่อเขาอย่างยิ่ง บางครากลับเกรี้ยวกราดใส่เขา ตราบใดที่ลั่งยี้ยังบอบช้ำภายใน ข้าพเจ้าย่อมมิอาจวางใจ"
ปึงซิ่วซิ่วก็รับฟังจนหัวใจสะท้าน เก็งจู้ที่เฉยเมยเย็นชา นางย่อมมิได้คาดหวังอันใด ที่ว่ากล่าวเมื่อครู่ เพียงเพื่อปลอบโยนเม่งไอ่ซี...
...ยามนี้พลันคิดขึ้น หากยี่เก็งจู้ร่วมทางกับพวกเขา อาจบางทียังพอพึ่งพาได้ ยี่เก็งจู้ที่คล้ายมิใส่ใจเรื่องใดจริงจัง ทว่าเบื้องหลังยังมีน้ำใจแฝงเร้น นางยังได้ยินผู้คนแอบพูดคุยกัน ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องลอบเร้นกายจากขบวน ความจริงมีโทษหนักอย่างยิ่ง ยี่เก็งจู้กลับมิได้รายงานต่อกิมแชฮูหยิน เพียงลงโทษพวกเขาคุกเข่าในห้องเก็บอาวุธคืนหนึ่ง...
นางยามขบคิดหาวิธี สามารถว่ากล่าวเยี่ยงไรแก่ยี่เก็งจู้ พลันได้ยินเม่งไอ่ซีเอ่ยขึ้นว่า
"ข้าพเจ้ามาหาท่านเวลานี้ พอดีลั่งยี้หลับไหลอยู่ เก็งจู้สั่งเพิ่มปริมาณมิ้งเช่าในชาของเขา หวังให้พักผ่อนตลอดทั้งวัน..."
...ปึงซิ่วซิ่วย่อมรู้จักมิ้งเช่าเช่นกัน ทว่ามิทราบเก็งจู้ไฉนจึงเพิ่มปริมาณแก่เต็งกงจื้อ เม่งไอ่ซีพลันแย้มยิ้มออกมา เล่าให้นางฟังถึงเต็งลั่งเมื่อเยาว์วัย ถึงกับใช้มิ้งเช่ามวนเป็นยาสูบ ยังโดนมารดาถือไม้เรียวไล่ตี ปึงซิ่วซิ่วพอฟังก็ขบขันจนหัวร่อออกมา นางที่กระหายใคร่ทราบเรื่องราวของเขา มิว่าฟังอันใดก็มิรู้เบื่อ ดังนั้นทั้งสองชวนกันออกไปที่ด้านนอก เดินเล่นรับอากาศบนหาดทราย พวกนางทั้งสองหนึ่งถ่ายทอด... หนึ่งรับฟัง... กับคนที่สนใจเรื่องราวเดียวกัน ย่อมสนทนาได้สนิทเนิ่นนาน กระทั่งเวลาผ่านไปเท่าใดก็มิได้รับรู้แล้ว...
ภายในห้องของเต็งลั่งยามนี้เงียบสงบอย่างยิ่ง...
คนนอนอยู่บนเตียง เสียงลมหายใจก็สม่ำเสมอ เขาวันนี้รับมิ้งเช่าไปสองเท่า ทั้งยังเหน็ดเหนื่อยกับเรื่องราวมากหลาย ย่อมหลับสนิทกว่าวันที่ผ่านมา...
สตรีรับใช้ที่เรียกว่าเซี่ยวช่ำยืนอยู่ที่ด้านใน บางครายังลอบดูเซี่ยวเก็งจู้ที่หลับไหลราวทารก เต็งลั่งเมื่อกลางวันรับประทานน้ำแกงได้มาก เก็งจู้ก็ยอมให้เขารับประทานข้าวต้มชามหนึ่ง เซี่ยวช่ำยามนึกต้องรู้สึกขบขัน เซี่ยวเก็งจู้ดื้อรั้นคิดรับประทานหมี่ เก็งจู้ที่มิค่อยว่ากล่าวกลับให้สัญญา หากเขายอมเชื่อฟัง รับประทานน้ำแกงกับข้าวต้มสามวัน จากนั้นจึงให้รับประทานหมี่ชามหนึ่ง...
...นางพลันรู้สึก เก็งจู้ที่ทุกผู้คนเกรงขาม ยามอยู่กับเซี่ยวเก็งจู้และเม่งเซี่ยวก่าจู้ ท่าทีพลันเปลี่ยนแปลงไป...
ยามนี้นึกขึ้นมา พวกท่านความจริงเป็นพี่น้อง มาตรว่ามิได้เติบโตมาด้วยกัน จะอย่างไรย่อมมีความผูกพันโดยสายเลือด นางเองก็มีเจ้เจ๊ที่เรียกว่าเซี่ยวเฮี้ยง ติดตามรับใช้ผู้คนของเทียนมึ้งเก็งที่ด้านนอก ปีหนึ่งพบพานกันน้อยครั้งยิ่ง ทว่ายามพูดคุยกลับสนิทสนมรู้ใจ เก็งจู้กับเซี่ยวเก็งจู้ย่อมเป็นเช่นเดียวกัน...
พอแย้มยิ้มขึ้นอย่างลืมตัว พลันได้ยินเสียงฝีเท้าผู้คน ต้องรีบปั้นหน้าเป็นปกติดังเดิม สาวเท้ามาที่ประตู พอเห็นผู้มาก็รีบย่อกายลง เรียกหาว่า
"เซี่ยวเก็งจู้"
...ผู้มากลับเป็นซุนเซี่ยวตง โหงวกอกอของลิ้มเต็กเฮียะเอง...
ซุนเซี่ยวตงเป็นบุตรชายของซุนเซ่งเง็ก เซี่ยวมั่งที่เคยปลอมตัวเป็นซาเจ้เจ๊ก็ติดตามเขาอยู่ที่ด้านหลัง ซุนเซี่ยวตงเมื่อเข้าสู่สถานที่นี้ ย่อมกลายเป็นเซี่ยวเก็งจู้อีกผู้หนึ่ง กิมแชฮูหยินยังให้เขาฝึกวิชามากหลาย อีกทั้งเคร่งครัดเรื่องระเบียบมารยาท เขาที่เคยแต่สนุกสนานเล่นหัว ย่อมรู้สึกเบื่อหน่ายอย่างยิ่ง ยามเซี่ยวม่วยม่วยถูกเก็งจู้ส่งออกไป ตนก็ร่ำร้องอาละวาด ทว่าหามีผู้ใดใส่ใจช่วยเหลือนางไม่ ยามนี้พลันได้ยิน เต็งกงจื้อที่เป็นสหายของเล้งจึงจู้ กลับเป็นเซี่ยวเก็งจู้อีกผู้หนึ่ง ต้องรู้สึกสมองหมุนตาลาย มิทราบยังมีเก็งจู้เซี่ยวเก็งจู้หลบซ่อนอยู่ที่ใดอีก
...กระทั่งตนที่ขับเกวียนต้อนวัวอยู่ทุกวี่วัน ยังกลับกลายเป็นเซี่ยวเก็งจู้ของเทียนมึ้งเก็ง อาจบางทีภายหน้ายังมีเซี่ยวเก็งจู้ที่เคยขายเนื้อสุกร เซี่ยวเก็งจู้ที่สานกระจาดถักแห...
เซี่ยวมั่งพอเข้ามาที่ด้านในก็กล่าวว่า
"ซุนเซี่ยวเก็งจู้คิดมาเยี่ยมเยียนเซี่ยวเก็งจู้"
เซี่ยวช่ำรีบยกนิ้วชี้ขึ้นจรดริมฝีปาก ชำเลืองไปทางเต็งลั่ง กล่าวด้วยเสียงแผ่วเบาว่า
"ท่านยามนี้หลับไหล ยังคง..."
ยังมิทันว่ากล่าวจบคำ พลันเห็นเต็งลั่งลืมตาขึ้น ต้องสะดุ้งสุดตัว กริ่งเกรงโดนเก็งจู้ตำหนิ รีบรุนหลังเซี่ยวมั่งออกจากห้อง กล่าวว่า
"ท่านยังคงนำพาซุนเซี่ยวเก็งจู้กลับไปก่อน หากเก็งจู้ทราบ เซี่ยวเก็งจู้มิได้พักผ่อนตลอดวัน ข้าพเจ้าผู้นี้ต้องย่ำแย่แน่แล้ว"
เซี่ยวมั่งยังมิทันว่ากล่าวอันใด พลันได้ยินเต็งลั่งร้องบอกมาว่า
"เซี่ยวช่ำเอยเซี่ยวช่ำ ท่านอย่าได้หวั่นเกรงไป ข้าพเจ้าหลับสบายอย่างยิ่ง ยามนี้ยังกระปรี้กระเปร่า สามารถรับประทานน้ำแกงอีกสามชาม เพียงมิทราบ เล่าฮูหยินท่านนั้นใช่สิ้นเนื้อประดาตัวแล้วหรือไม่..."
...คนพอว่ากล่าวจบคำก็หัวร่อคักคัก ซุนเซี่ยวตงที่อยู่ในห้องก็พลอยหัวร่อไปด้วย เซี่ยวมั่งกับเซี่ยวช่ำก็รีบปิดปากกลั้นไว้ พวกนางย่อมทราบ กิมแชฮูหยินที่คิดบำรุงหลานชาย กระทั่งเล้งจือพันปียังให้ในครัวปรุงขึ้นแทบหมดสิ้น...
ได้ยินเต็งลั่งเรียกหาของรับประทาน เซี่ยวช่ำก็รีบกุลีกุจอไปจัดหา เซี่ยวมั่งพลันติดตามนางที่ด้านหลัง ปล่อยซุนเซี่ยวตงกับเต็งลั่งอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง
...เต็งลั่งย่อมมิเคยพบเห็นซุนเซี่ยวตงมาก่อน ตนพอตื่นขึ้นก็เห็นบุรุษหนุ่มอายุสิบเจ็ดสิบแปดปี นัยน์ตาโตเป็นประกายแจ่มใส ต้องรู้สึกสงสัยแกมประหลาดใจ จะอย่างไรก็มิได้คาดคิด ในเทียนมึ้งเก็งยังมีผู้คนที่แววตาเป็นมิตรเช่นนี้...
ซุนเซี่ยวตงพลันประสานมือขึ้น กล่าวอย่างหวาดหวั่นว่า
"ข้าพเจ้าแซ่ลิ้ม... มิใช่ มิใช่ ข้าพเจ้าแซ่ซุน เรียกว่าซุนเซี่ยวตง"
เต็งลั่งก็ผงกศีรษะคราหนึ่ง เขาเมื่อครู่ย่อมได้ยิน เซี่ยวช่ำเรียกหาบุรุษหนุ่มผู้นี้ว่าเซี่ยวเก็งจู้ ยี่เก็งจู้ของเทียนมึ้งเก็งก็ใช้แซ่ซุน น่ากลัวเกี่ยวข้องอันใดต่อกัน ดังนั้นถามว่า
"ท่านเป็นอันใดของยี่เก็งจู้?"
ซุนเซี่ยวตงก็รีบตอบว่า
"ข้าพเจ้าเป็นบุตรชายของเขา"
ยามนี้พลันสาวเท้าเข้ามาที่เตียง เห็นเต็งลั่งก็เบิกตาจ้องมอง เขายามอยู่ในหมู่บ้านที่ฮวงจึง ย่อมเคยได้ยินเรื่องราวของเต็งลั่งมาบ้าง ตอนเกิดเรื่องกับโอ้วชี ยังได้พบเห็นเต็งลั่งคราหนึ่ง...
...ซุนเซี่ยวตงตั้งแต่เข้าสู่สถานที่นี้ นอกจากเซี่ยวมั่งที่เคยเป็นซาเจ้เจ๊ ย่อมมิรู้สึกวางใจผู้ใดทั้งสิ้น กับบิดาที่พบกันเพียงคราเดียว ก็รู้สึกเหินห่างอย่างยิ่ง วันนี้ที่เข้ามาหาเต็งลั่ง ย่อมมิใช่มาเยี่ยมเยียนตามมารยาท ทว่าตนคิดใคร่ทราบ เต็งลั่งที่เป็นสหายของเล้งอิก ใช่เคยพบพานมารดาตนหรือไม่ ได้ยินว่านางถูกคุมขังในฮวงจึง ย่อมมิได้ประสบพบพานเรื่องดีงาม...
...ยังมี หากเต็งลั่งเป็นผู้มีคุณธรรม อาจบางทีตนสามารถพึ่งพาเขา ช่วยสืบเสาะข่าวคราวเซี่ยวม่วยม่วยที่ภายนอก...
ได้ยินเต็งลั่งถามไถ่อันใด คนที่ครุ่นคิดวุ่นวาย กลับมิได้ยินถ้อยคำนั้น ต้องรีบตะกุกตะกักถามว่า
"เต็งกงจื้อท่านถามอันใดต่อข้าพเจ้า"
เขาความจริงต้องเรียกหาเต็งลั่งเป็นเซี่ยวเก็งจู้ ทว่ายามร้อนรนกลับลืมเลือนไป เต็งลั่งย่อมสังเกตได้โดยพลัน เด็กน้อยนี้มีกริยาท่าทีผิดแผกจากผู้อื่น ดังนั้นเรียกเขาเข้ามาใกล้ กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตรว่า
"ท่านมีอันใดในใจ ยังคงว่ากล่าวออกมาเถิด"
...ซุนเซี่ยวตงที่สัตย์ซื่อ ทั้งยังว้าเหว่ไร้ที่พึ่ง ยามนี้พลันคิด สหายเล้งจึงจู้ย่อมมิใช่ตัวร้าย ดังนั้นพลันเล่าเรื่องราวที่ตนประสบมา มิว่าอันใดก็มิได้ปิดบัง...
เต็งลั่งพอรับฟังหมดสิ้น ต้องรู้สึกเห็นใจเด็กน้อยผู้นี้ ซุนเซี่ยวตงไยมิใช่เป็นเช่นเขาเมื่อกาลก่อน เติบโตในสถานที่แห่งหนึ่ง ทว่ากลับมิใช่คนของสถานที่นั้น ยามนี้พบพานรากเหง้า กลับพบว่าตนผิดแผกแตกต่าง...
...เห็นซุนเซี่ยวตงเมื่อครู่กล่าวถึงมารดา น้ำตายังหลั่งไหลออกมา ตนพลันนึกถึงงึ่นแชฮูหยินที่เคยแลกคำถามกัน นางยามนั้นสนใจดาวทองที่ตนเคยครอบครอง ทว่าตนที่มิทราบความนัย ดาวทองที่มารดาให้เก็บรักษา ยังนำไปจำนำแลกเงินทอง ภายหลังเกิดเรื่องราวมากหลาย ดังนั้นมิได้ไปไถ่ถอนตามกำหนด ยามกลับไปอีกคราพลันพบว่า โรงรับจำนำนั้นขายให้ผู้อื่นไปแล้ว...
พอคิดต้องรู้สึกขบขัน ดาวทองที่เทียนมึ้งเก็งเห็นเป็นของสำคัญ คราหนึ่งยังตกอยู่ในโรงรับจำนำ เคราะห์ดีที่กิมแชฮูหยินท่านนั้นมิได้ถามถึง หากนางทราบ น่ากลัวกลัดกลุ้มจนศีรษะแตกออกเป็นเสี่ยง...
ยามนี้กล่าวกับซุนเซี่ยวตงว่า
"ท่านอย่าได้ทุกข์โศกไป มารดาท่านอยู่ในฮวงจึง มาตรว่าถูกจำกัดบริเวณ ข้าวปลาอาหารยังอุดมสมบูรณ์ หามีผู้ใดรังแกนางไม่"
ซุนเซี่ยวตงพลันยิ้มทั้งน้ำตา เหลียวซ้ายแลขวาอีกครา จากนั้นถามว่า
"ม่วยม่วยของข้าพเจ้าเล่า หากท่านออกไปที่ภายนอก ยังจะสืบเสาะหานาง"
เต็งลั่งย่อมรู้สึก เรื่องนี้ยากเย็นแสนเข็ญนัก เด็กหญิงที่อายุเพียงสิบห้าสิบหกปี ยามถูกส่งออกไปเพียงลำพัง มิทราบใช่โดนหมีเสือรับประทานไป เก็งจู้ที่เป็นกอกอตน ยามนั้นน่ากลัวปวดท้องรับประทานมิได้ กับเด็กหญิงที่ไร้เดียงสา ยังกระทำอย่างไร้น้ำใจ...
เขาย่อมเห็นซุนเซี่ยวตงที่ทุกข์ร้อน ดังนั้นมิได้ว่ากล่าวดังที่คิด เพียงเอ่ยว่า
"ท่านย่อมเคยได้ยิน คนดีมีตี่จู่เอี้ย (พระภูมิเจ้าที่) คุ้มครอง ม่วยม่วยท่านยังเยาว์วัย มิเคยกระทำเรื่องชั่วร้าย มีตี่จู่เอี้ยติดตามช่วยเหลือ นางย่อมมิได้ประสบเคราะห์กรรม..."
ซุนเซี่ยวตงก็รับฟังจนเคลิบเคลิ้ม ทว่าพอคิดไปคิดมาพลันร้องว่า
"ตี่จู่เอี้ยเพียงเฝ้ารักษาบ้านเรือน มิให้คนชั่วร้ายลอบเร้นเข้ามา ไหนเลยสามารถละหน้าที่ ติดตามม่วยม่วยข้าพเจ้าไปที่ภายนอก"
...เต็งลั่งต้องร้องแย่แล้วในใจ ตนที่ว่ากล่าวเพียงให้พ้นไปคราวหนึ่ง มิคาดซุนเซี่ยวตงกลับสังเกตพบ ยามนี้พลันคิดเปลี่ยนนามเทพเจ้า ทว่าเพียงนึกได้แต่มึ้งซิ่งเอี้ย (เทพประตูเรือน) เจ่าเอี้ย (เทพเจ้าเตา) ดังนั้นเสแสร้งเป็นเหนื่อยอ่อน ทรุดกายลงนอนอีกครา ซุนเซี่ยวตงที่สัตย์ซื่อย่อมมิรู้ความ พลันโทษตนเองเจรจามากไป รบกวนจนเต็งกงจื้อปวดศีรษะ...
ยามนี้วิ่งไปที่ประตู คิดเรียกหาเซี่ยวมั่ง ทว่ามิได้เห็นนาง ต้องปราดกลับมาที่เต็งลั่งอีกครั้ง พลันนึกสิ่งใดขึ้นได้ รีบกล่าวว่า
"เต็งกงจื้อ ข้าพเจ้ามีเฮ่าจู (มุกสกาว)"
เต็งลั่งพลันผุดลุกขึ้นนั่งอีกครา ถามอย่างสงสัยว่า
"เฮ่าจูนั้นเป็นสิ่งใด"
ซุนเซี่ยวตงล้วงอกเสื้อหยิบตลับอันหนึ่งออกมา พอเปิดออกก็เห็นเม็ดหินสีดำบูดเบี้ยวอยู่ภายใน เต็งลั่งพอชมดูก็ร้องว่า
"นี่ไหนเลยเรียกว่าเฮ่าจู ยังคงเรียกว่าหุกจู (มุกเชือดคอ)"
ซุนเซี่ยวตงพลันงงงันวูบ ถามว่า
"เฮ่าจูไฉนพาลไปเป็นหุกจู"
เต็งลั่งหัวร่อฮาฮา กล่าวว่า
"ท่านดู เฮ่าจูที่ทั้งดำทั้งอัปลักษณ์ ผู้คนพอพบเห็นยังคงคิดใคร่เชือดคอตาย ดังนั้นจึงเรียกว่าหุกจู"
ซุนเซี่ยวตงก็หัวร่อออกมา เต็งลั่งพลันถามว่า
"เฮ่าจูนี้เป็นสิ่งของใด"
ซุนเซี่ยวตงรีบตอบว่า
"ย่อมเป็นยาอายุวัฒนะอย่างหนึ่ง เป็นเอี้ยเอี้ย (ปู่) ข้าพเจ้ากำนัลมา ท่านผู้เฒ่าบอกว่า ในแผ่นดินมีเพียงห้าเม็ด สามอยู่ที่ท่าน หนึ่งอยู่ที่บิดาข้าพเจ้า ที่เหลือเป็นข้าพเจ้าได้ครอบครอง"
เต็งลั่งหยิบเฮ่าจูนั้นขึ้นส่องไปมา พึมพัมว่า
"หากนำไปแลกเงินทอง น่ากลัวยังโดนผู้คนประทานหมัดเท้า"
ซุนเซี่ยวตงรีบกล่าวว่า
"เอี้ยเอี้ยข้าพเจ้าบอก เฮ่าจูใช้รักษาอาการบอบช้ำ คนใกล้ตายรับประทานเข้าไป ยังมีอายุยืนอีกสามสิบปี กับคนบาดเจ็บสาหัส ยังสามารถทุเลาภายในสามวัน"
เต็งลั่งส่งเฮ่าจูกลับคืนในตลับ กล่าวกับซุนเซี่ยวตงว่า
"ท่านย่อมต้องรักษาของนี้ไว้ให้ดี หากวันใดเก็งจู้นั้นต่อยตี ก็ใช้รักษาอาการบอบช้ำ"
ซุนเซี่ยวตงสั่นศีรษะอย่างเร็วรี่ กล่าวว่า
"มิได้ มิได้ ข้าพเจ้าที่นำออกมา ย่อมคิดให้ท่านรับประทาน ท่านอีกสามวันต้องร่วมทางกับเก็งจู้ หากอาการทุเลาลง ย่อมเกิดผลดีมากหลาย"
เต็งลั่งรีบนอนลงคลุมโปง กล่าวว่า
"ของมีค่าปานนี้ ท่านยังคงเก็บไว้เองเถิด"
...ซุนเซี่ยวตงพลันเปิดผ้าห่มออก คิดหย่อนเฮ่าจูลงในปากเต็งลั่ง เต็งลั่งก็ผุดลุกขึ้น กระเถิบหนีไปจนชิดด้านใน มิคาด ซุนเซี่ยวตงที่หวังดียังคงติดตามเข้ามา ตนได้แต่รับเฮ่าจูนั้นไว้ แสร้งเดาะใส่ปากเคี้ยวกลืน ทว่าความจริงเพียงกำไว้ในมือ พอว่ากล่าวขอบอกขอบใจ ก็รีบตบเฮ่าจูลงในตลับ สอดกลับคืนลงในอกเสื้อซุนเซี่ยวตงอีกครา จากนั้นกล่าวว่า
"ท่านยามนี้รีบกลับไปก่อนเถิด อาจบางทีเก็งจู้คิดมาสอดส่องข้าพเจ้า หากพบเห็นท่านอยู่ที่นี้ ต้องตำหนิโน่นๆ นี่ๆ มากหลาย"
ซุนเซี่ยวตงย่อมหวั่นเกรงเก็งจู้ที่สุด ต้องรีบประสานมืออำลาเต็งลั่ง เขาที่เห็นเต็งลั่งรับประทานเฮ่าจูลงไป ย่อมรู้สึกยินดีปรีดา ยามนี้เต็งลั่งเพียงเป็นที่พึ่งหนึ่งเดียว ได้แต่ฝากความหวังไว้...
ยามสาวเท้าออกจากห้อง พลันนึกถึงคนไกลที่เฝ้าคะนึงหา มิทราบเต็งกงจื้อเมื่อใดจึงไปที่ฮวงจึงอีกครา ตนใคร่ฝากข่าวสาส์นไปถึงเซี่ยวเท้ง ทว่ายามนี้ได้ยินเสียงฝีเท้าผู้คน ต้องรีบถลันหลบไปอีกทาง ยังคงเป็นคราวหน้าค่อยมาฝากฝัง...
|