เซี่ยวช่ำในมือถือถาดที่จัดวางน้ำแกงสามถ้วย พอเข้ามาถึงทางเดินด้านใน เห็นซุนเซี่ยวเก็งจู้วิ่งสวนทางมา เซี่ยวมั่งที่อยู่ด้านหลังนางพลันสาวเท้าขึ้นหน้า ถามขึ้นว่า
"เซี่ยวเก็งจู้ ท่านคิดกลับแล้ว"
ซุนเซี่ยวตงผงกศีรษะอย่างเร่งร้อน กล่าวว่า
"ใช่ ใช่ พวกเรายังคงอ้อมไปที่ด้านโน้น"
เซี่ยวมั่งมีสีหน้าสงสัย ถามว่า
"ท่านไฉนกลับมาทางด้านหลัง มิใช้เส้นทางที่ข้าพเจ้านำพามา"
ซุนเซี่ยวตงสั่นศีรษะ สีหน้ามีแววอึดอัด ที่สุดจึงกล่าวว่า
"...เก็งจู้ก็มาที่ห้องเต็งกงจื้อ"

เซี่ยวมั่งพลันพยักหน้าเข้าใจ ซุนเซี่ยวตงหวั่นเกรงเก็งจู้พบเห็นเขา ตำหนิว่ามารบกวนเต็งลั่งที่พักผ่อน ดังนั้นนางบอกลาเซี่ยวช่ำ พากันเดินออกไปอีกทาง
...เซี่ยวช่ำต้องนึกขันในใจ นางพบเห็นซุนเซี่ยวเก็งจู้น้อยครั้ง เพียงทราบเขาใจดีอย่างยิ่ง อีกทั้งเป็นกันเองไม่ถือตัว ย่อมแตกต่างจากผู้อื่นในเทียนมึ้งเก็ง...
นางพลันรู้สึก ตนเองยามนี้ก็โชคดียิ่ง มีโอกาสรับใช้เซี่ยวเก็งจู้ที่น่ารักผู้หนึ่ง ต้องรู้สึกอิ่มเอมเบิกบานนัก...

คนพอมาถึงประตู เห็นเก็งจู้ก็สาวเท้ามาอีกทาง ต้องรีบย่อกายคารวะ จากนั้นนำถาดเข้าไปที่ด้านใน เรียกหาว่า
"เซี่ยวเก็งจู้ น้ำแกงมาแล้ว"
เต็งลั่งรีบผุดลุกขึ้น โยนผ้าห่มไว้ที่ปลายเท้า เก็งจู้พอเข้ามาก็นั่งลงรอที่โต๊ะ มิได้ว่ากล่าวกระไร เต็งลั่งความจริงคิดรับประทานน้ำแกงทีละคำ ก่อกวนผู้คนให้รอจนคลุ้มคลั่ง ทว่ายามชำเลืองไป เห็นสีหน้าอีกฝ่ายคล้ายเหนื่อยอ่อน แววตายังหมองมัว ย่อมมีเรื่องราวใดในใจ ดังนั้นเรียกเซี่ยวช่ำออกไปรอที่ด้านนอก ตนยกถ้วยน้ำแกงรับประทานรวดเดียว จากนั้นถามขึ้นว่า
"ท่านมีเรื่อง?"

เก็งจู้ผงกศีรษะคราหนึ่ง กล่าวว่า
"เรามีเรื่อง"
เต็งลั่งยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดปาก เอนกายกึ่งนั่งกึ่งนอน ปรายตาถามว่า
"คิดบอกให้เรารับทราบ"
เก็งจู้ก็ผงกศีรษะอีกครา กล่าวว่า
"ท่านก็รับประทานน้ำแกงอีกสองชามก่อนเถิด"
เต็งลั่งยกน้ำแกงชามที่สองขึ้น ตั้งท่าเตรียมรับประทาน ยังกล่าวว่า
"ท่านก็บอกเล่าออกมา เราที่ใช้ปากรับประทาน ยังสามารถใช้หูฟัง"

เก็งจู้จ้องมองเต็งลั่ง นัยน์ตาคล้ายมีแววขบขัน กล่าวว่า
"เราเกรงท่านพอฟังเรื่องราว พลันสำลักน้ำแกงตกตาย เราจึงต้องเดือดร้อนเผากระดาษ"
เต็งลั่งต้องมีรอยยิ้มขึ้น แลดูเก็งจู้ที่หน้าตายนั้น กล่าวว่า
"ท่านก็รู้จักล้อเล่นกับผู้คน"
เก็งจู้พลันปั้นหน้าเคร่งเครียด คล้ายเมื่อครู่เผลอไผลไป กล่าวเข้าเรื่องว่า
"ยี่เก็งจู้ส่งผู้คนไปที่ด้านนอก สืบเสาะเรื่องราวของจูตั้งเฮ้า"
เต็งลั่งหยุดดื่มน้ำแกง นัยน์ตาเป็นประกายวูบ ถามว่า
"ใช่พบพานจูตั้งเฮ้าที่สาบสูญนั้นแล้ว"
เก็งจู้ผงกศีรษะคราหนึ่ง สีหน้ามีแววใคร่ครวญ กล่าวว่า
"ที่พบพานกลับมิใช่จูตั้งเฮ้าที่มีลมหายใจ"

เต็งลั่งต้องอุทานออกมา โยนถ้วยน้ำแกงวืดกลับไปที่โต๊ะ จำเพาะหล่นลงในถาดดังเคร้ง ทว่ามิได้กระทบอีกสองถ้วยที่ตั้งอยู่
...เก็งจู้ขมวดคิ้วเล็กน้อย ถามว่า
"ท่านสามารถใช้กำลังแล้ว?"
เต็งลั่งพยักหน้าคราหนึ่ง กล่าวว่า
"เพียงใช้ได้เล็กน้อย มิให้ผู้อื่นต้องเหนื่อยแรง"
...เก็งจู้มองดูเต็งลั่งพลางครุ่นคิด เขาตอนแรกเข้าใจ เต็งลั่งอย่างน้อยสามเดือนมิอาจใช้กำลัง มิคาด ผ่านมาเพียงไม่กี่วัน กลับสามารถบังคับลมปราณได้ ร่างกายฟื้นฟูรวดเร็วนัก อาจบางทีเป็นประสิทธิภาพของเก้าตั๊กฮวยที่ผสานในโลหิต...
...ยามนี้พลันกล่าวเตือนว่า
"มาตรว่าสามารถใช้กำลัง ยังคงอดใจรอ อีกสามวันพวกเราออกไปที่ด้านนอก ท่านยังต้องดูแลตนเอง"

เต็งลั่งพลันรู้สึก เก็งจู้วันนี้มีท่าทีเป็นมิตรมากหลาย ต้องยิ้มขึ้นอย่างจริงใจ กล่าวว่า
"ท่านถ่ายทอดกำลังแก่เราทุกวัน ดังนั้นทุเลาเร็วอย่างยิ่ง"
เก็งจู้ร้องอ้อคำหนึ่ง กล่าวว่า
"เรากลับคิด ที่ท่านฟื้นคืนรวดเร็ว เป็นเพราะมีผู้ปรนนิบัติ"
เต็งลั่งย่อมทราบ เก็งจู้เหน็บแนมเขาเรื่องเม่งไอ่ซี ทว่าตนทำเป็นมิได้เข้าใจ กล่าวว่า
"เซี่ยวช่ำย่อมปรนนิบัติเราดีอย่างยิ่ง นางว่า... หากโดนข้าพเจ้าตำหนิ ท่านจึงตีก้นนางสิบห้าที"
...เก็งจู้ทราบว่าเต็งลั่งก่อกวนเขา ทว่าเขาที่เริ่มคุ้นเคย ย่อมมิได้ถือสาอันใด เต็งลั่งพลันย้อนกล่าวถึงเรื่องที่สนทนากันเมื่อครู่...
"จูตั้งเฮ้าไฉนเสียชีวิตไป"
เก็งจู้กล่าวว่า
"เป็นโรคลม"
เต็งลั่งรีบถามว่า
"จูตั้งเฮ้าใช่เป็นผู้เดียวกับจูไต่ลุ้ยที่ประมือกับเรา"
เก็งจู้คล้ายมีรอยยิ้มขึ้น กล่าวว่า
"หากพวกเขาเป็นคนเดียวกัน ท่านก็ประมือกับคนตายผู้หนึ่ง หนำซ้ำยังเป็นคนที่ตายมาแล้วยี่สิบปี"

เต็งลั่งต้องเบิกตาค้าง ถามย้ำว่า
"จูตั้งเฮ้าตายเมื่อยี่สิบปีก่อน?"
เก็งจู้ผงกศีรษะ กล่าวว่า
"จูตั้งเฮ้าและภรรยาลำดับที่สอง ผู้หนึ่งตายด้วยโรคลม อีกผู้หนึ่งตายพร้อมทารกในครรภ์ ยังตกตายในปีเดียวกัน..."
...เต็งลั่งพลันนั่งนิ่งงัน ขบคิดไปมา รู้สึกเรื่องนี้ซับซ้อนยิ่ง จูตั้งเฮ้ากับภรรยาเสียชีวิต ไฉนมิได้มีข่าวเผยแพร่ที่ด้านนอก ผู้ใดพลันมาเป็นก่าจู้สืบต่อ ยิ่งมิอาจคาดเดา...
ได้ยินเก็งจู้เอ่ยขึ้นอีกว่า
"เรื่องราวการเสียชีวิตของพวกเขา คนภายนอกมิได้ล่วงรู้ กระทั่งพวกในง้วยตอก่าเอง น่ากลัวก็ยังมิได้ทราบ"
เต็งลั่งยามนี้ต้องฉงนสนเท่ห์ยิ่ง กล่าวอย่างครุ่นคิดว่า
"เรื่องนี้ย่อมเกี่ยวพันกับจูไต่ลุ้ยที่ปรากฏกายขึ้น ทว่าท่านบ่งบอก ผู้คนในง้วยตอก่าก็มิได้ทราบ จูตั้งเฮ้ากับภรรยาเสียชีวิตไป มิทราบเรื่องใหญ่โตเช่นนี้ ยังสามารถปกปิดมิดชิด?"
เก็งจู้เล่าต่อไปว่า
"จูตั้งเฮ้าตั้งแต่ขึ้นเป็นก่าจู้ มีบทบาทน้อยอย่างยิ่ง ผู้ที่ออกหน้ากลับเป็นภรรยาลำดับที่หนึ่ง นางก็แซ่จูเช่นเดียวกับเขา เรียกว่าจูบ่ออ่วง นางความจริงเป็นคนเก็บตัว มีเพียงคนใกล้ชิดที่สามารถเข้าพบ ทว่าเรื่องใหญ่ๆ น้อยๆ ในสำนักล้วนต้องผ่านนาง เมื่อจูตั้งเฮ้าและภรรยาลำดับที่สองเสียชีวิต จูบ่ออ่วงมิได้ประกาศออกไป ยังฝังศพพวกเขาอย่างเงียบเชียบ กระทั่งป้ายสุสานยังมิได้จัดทำ..."
เต็งลั่งพลันขัดจังหวะขึ้นว่า
"หากการตายของจูตั้งเฮ้าเป็นความลับปานนั้น คนของยี่เก็งจู้พลันไปสืบเสาะมาได้อย่างไร"

เก็งจู้มีรอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปาก กล่าวว่า
"การตายของจูตั้งเฮ้า น่ากลัวทั้งแผ่นดินหามีผู้ใดสืบเสาะได้ ยี่เก็งจู้กลับมีท้งก่วยจื้อ (คนพิลึกแซ่ท้ง) อยู่ผู้หนึ่ง"
เต็งลั่งพลันรู้สึกสนใจนัก ถามว่า
"ท้งก่วยจื้อนั้นเป็นคนเยี่ยงไร"
เก็งจู้ส่งน้ำแกงชามที่สามให้เต็งลั่ง เอ่ยสืบไปว่า
"ท้งก่วยจื้อมิมีความสามารถใด กระทั่งวิชาฝีมือก็มิได้ร่ำเรียน เพียงชำนาญเรื่องเดียว..."
เต็งลั่งรับชามน้ำแกงมา ยังมิทันดื่มลงไป ต้องถามว่า
"เป็นเรื่องใด"
เก็งจู้ยามนี้ก็คล้ายเต็งลั่งเมื่อครู่ คิดก่อกวนผู้คนให้รอจนคลุ้มคลั่ง เห็นเต็งลั่งถลึงตาใส่เขา ได้แต่แสร้งเป็นมิได้สังเกต พลันเล่าต่อไปว่า
"ท้งก่วยจื้อที่มิว่าเรื่องใดก็ใช้ไม่ได้ เพียงชำนาญเรื่องพิสูจน์คนตาย มิว่าตายหนึ่งวัน ตายหนึ่งเดือน ตายสิบปี ตายยี่สิบปี ขอเพียงยังมีอัฐิหลงเหลือ เขาย่อมพิสูจน์ได้ทั้งสิ้น ยังสามารถคำนวณ ตายด้วยสาเหตุใด ตายมาเนิ่นนานกี่ปี"

เต็งลั่งยกน้ำแกงขึ้นดื่ม คนที่มีความสามารถพิเศษเช่นนี้ ตนย่อมเคยพบเห็นมาบ้าง ยามนี้ยังคงสงสัยเรื่องบางประการ ดังนั้นถามว่า
"ท้งก่วยจื้อพลันไปพบอัฐิจูตั้งเฮ้าได้อย่างไร ท่านเมื่อครู่มิใช่บอก จูบ่ออ่วงนั้นมิได้จัดทำป้ายสุสานแก่พวกเขา"
เก็งจู้พยักหน้าช้าๆ เล่าสืบไปว่า
"ท้งก่วยจื้อที่สืบเสาะไปถึงสุสาน พบพานหลุมศพที่มิได้มีป้ายจารึก ย่อมขุดขึ้นมาตรวจสอบ เขาทีแรกย่อมมิได้ทราบ ผู้คนในหลุมนั้นเป็นผู้ใด ทว่าเมื่อตรวจลักษณะโครงกระดูก เปรียบเทียบกับกระดูกบิดาของจูตั้งเฮ้า อีกทั้งเชื่อมโยงกับเรื่องราวที่ผู้อื่นสืบเสาะอีกทาง จึงคาดเดาได้ว่า จูตั้งเฮ้าเสียชีวิตตั้งแต่ยี่สิบปีก่อน ด้วยเหตุนี้ คนของง้วยตอก่าจึงขาดการติดต่อกับผู้คนภายนอก..."

เต็งลั่งครุ่นคิดพลางกล่าวว่า
"เมื่อเทียนมึ้งเก็งบุกรุกง้วยตอก่า กลับมีข่าวว่าจูตั้งเฮ้าหายสาบสูญ ที่แท้คนผู้นี้ตกตายแต่กาลก่อน..."
ยามนี้หันมาทางเก็งจู้อีกครา ถามว่า
"จูบ่ออ่วงนั้นเล่า พวกท่านใช่สืบเสาะไปถึงนาง"
เก็งจู้สั่นศีรษะ กล่าวว่า
"คนของยี่เก็งจู้เพียงสามารถเสาะพบอดีตสตรีรับใช้ของนาง ดังนั้นทราบเรื่องราวบางประการเกี่ยวกับนาง ทว่าคิดสืบเสาะไปถึงจูบ่ออ่วง ยังคงต้องลงสู่ปรโลกไปค้นหา"
เต็งลั่งพลันคล้ายถูกค้อนใหญ่กระหน่ำลงที่ศีรษะ ร่ำร้องว่า
"ท่านว่ากระไร จูบ่ออ่วงนั้นก็เสียชีวิตแล้ว"
เก็งจู้ผงกศีรษะ กล่าวว่า
"นางล้มป่วยเสียชีวิตเมื่อสิบสามปีก่อน"

เต็งลั่งตวัดถ้วยน้ำแกงกลับไปที่โต๊ะอีกครา เอนกายลงพิงหมอน กล่าวว่า
"ผู้คนที่เป็นเบาะแสกลับตกตายหมดสิ้น น่ากลัวต้องรอจนจูไต่ลุ้ยผู้นั้นอารมณ์ดี มาเล่านิทานแก่พวกเรา เรื่องราวจึงกระจ่างออกมา"
เก็งจู้ก็ครุ่นคิดเนิ่นนาน สักครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า
"นอกจากผู้คนของเทียนมึ้งเก็งเราที่สืบเสาะไป ยังมีผู้คนอื่นที่สนใจเรื่องนี้เช่นกัน หนำซ้ำยังเริ่มเสาะค้นก่อนพวกเรา ทว่าคนที่ยี่เก็งจู้ส่งออกไปมิอาจสืบทราบ เป็นผู้คนจากสำนักใดที่แทรกเข้ามา"
...เต็งลั่งย่อมรู้สึก เรื่องนี้สับสนพัวพันยิ่งนัก คนพลันคล้ายปวดศีรษะขึ้นมา ต้องหลับตาลงชั่วครู่ เก็งจู้พอเห็นเขาเป็นเช่นนั้นก็ลุกขึ้นยืน กล่าวว่า
"เราเพียงบอกเรื่องราวนี้ให้ทราบ ท่านก็รับฟังไว้ จูไต่ลุ้ยที่ประมือกับท่าน หากยังมิตกตายไปอีกคน ภายหน้าย่อมปรากฏกายออกมา ยามนั้นพวกเราย่อมทราบเรื่องราวทั้งสิ้น"

เต็งลั่งลืมตาขึ้น ผงกศีรษะช้าๆ เก็งจู้ยามนั้นสาวเท้าคิดออกจากประตู เต็งลั่งก็ร้องเรียกไว้ กล่าวว่า
"...พวกเราหากสืบสาว จูไต่ลุ้ยเมื่อสี่สิบปีก่อน เหตุใดจึงซ่อนเร้นกาย น่ากลัวเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง คราครั้งนั้นผู้คนทั่วแผ่นดินย่อมเสาะหาเขา ในยุคสมัยนั้นยังมิอาจทราบความกระจ่าง พวกเราที่คิดเสาะหาในยามนี้ ยังยากเย็นยิ่งกว่า..."
เก็งจู้ใคร่ครวญคราหนึ่ง ถามว่า
"...ท่านมีความเห็นอย่างไร"
เต็งลั่งกล่าวว่า
"ที่เราคิดคือ ยังคงสืบสาวเรื่องที่ง่ายดายกว่านั้น..."
เก็งจู้ถามว่า
"เป็นเรื่องใด"
เต็งลั่งหันมาตอบว่า
"...ย่อมเป็นเรื่องราวก่อนหน้านั้นของเขา เราคิดใคร่ทราบ จูไต่ลุ้ยก่อนเข้าสู่ง้วยตอก่า มีความเป็นมาอย่างไร..."


ท้องฟ้าสีครามไร้เมฆขาว...
ขุนเขาสูงตระหง่านมิอาจบดบังแสงตะวัน...

เล้งอิกเร่งเดินทางทั้งวันทั้งคืน ยังใช้ทางลัดที่พาดผ่านเชิงเขา พอผ่านพ้นเกาซัวเขตเมืองฮกเอี้ยง อาชาของเขาก็เริ่มอ่อนแรง แดดที่สะท้อนขึ้นจากแผ่นหินยังบันดาลผู้คนนัยน์ตาพร่า เล้งอิกที่มีเหงื่อชุ่มโชก ดังนั้นคิดเข้าสู่ตัวเมือง หาสถานที่พักผ่อนสักครา

เมืองจี่คุ้ยไม่ใหญ่ไม่เล็ก ที่ชุมชนยังมีร้านรวงมากหลาย เล้งอิกกลับปล่อยอาชาไว้ข้างศาลเจ้านอกเมือง มิได้นำพาเข้ามาให้เป็นที่สังเกต เขายามนี้นั่งอยู่ที่เพิงอาหารในตลาด รับประทานเพียงไก่นึ่งกับผัดผัก เจ้าของเพิงอาหารย่อมเป็นพ่อครัวเอง คนมีเพียงสองมือสองตา ทว่าคล่องแคล่วว่องไวอย่างยิ่ง มือหนึ่งผัดผักให้เล้งอิก อีกมือยังลวกหมี่ให้ลูกค้าอื่น
...เล้งอิกก้มหน้าก้มตารับประทาน มิต้องการสะกิดความสนใจผู้คน ที่ในเพิงนอกจากเขา ยังมีลูกค้าอีกสองโต๊ะ โต๊ะหนึ่งเป็นชายฉกรรจ์สองคน ฟังจากการเจรจา น่ากลัวเป็นพ่อค้าผ่านทาง อีกโต๊ะเป็นชายชราศีรษะล้านเลี่ยน นั่งรับประทานหมี่อย่างเงียบเชียบ
...เล้งอิกเพียงทราบ ชายชราผู้นี้รักสะอาดอย่างยิ่ง เขาความจริงมิได้คิดสังเกตผู้คน ทว่ายังได้ยินตอนที่ชายชรานี้สั่งหมี่ ถึงกับให้เจ้าของร้านล้างมือก่อน ล้างหน้าก่อน ล้างหม้อลวกหมี่ก่อน จานชามและตะเกียบก็ต้องลวกน้ำร้อนอีกครา เล้งอิกความจริงเข้าใจ เจ้าของร้านต้องรำคาญลูกค้าเช่นนี้อย่างยิ่ง มิคาด เจ้าของร้านกลับกุลีกุจอกระทำตามทุกประการ กระทั่งยังล้างมือสามครั้ง ล้างหน้าสามครั้ง หม้อลวกหมี่ก็ขัดถูจนขาวสะอาด...

เล้งอิกพอรับประทานเสร็จสิ้น ยังคิดนั่งพักอีกชั่วครู่ เห็นชายชราที่รักสะอาดนั้นรับประทานหมี่เพียงชามเดียว พอจ่ายเงินทองเรียบร้อยก็เดินออกจากร้าน ยามลากเท้าผ่านเล้งอิก พลันชะงักเท้าลง หันมองเขาด้วยสายตาติเตียน กล่าวว่า
"บุรุษหนุ่มยังคงอาบน้ำให้มากครั้ง เสื้อผ้าก็ต้องรู้จักผลัดเปลี่ยน"
เล้งอิกต้องลอบอมยิ้ม มิได้ว่ากล่าวอันใด ชายชราพอเดินจากไปยังพึมพัมว่า
"คนเป็นกลับมีกลิ่นรุนแรงกว่าคนตาย เรานั่งรับประทานในสุสานจึงสำราญใจกว่า"

ชายชราพอคล้อยหลัง เจ้าของร้านก็ถลันมาที่เล้งอิก กล่าวว่า
"เล่าเอี้ยท่านนั้นเป็นเช่นนี้ทุกวัน ท่านก็อย่าได้นำพา"
เล้งอิกย่อมมิได้ถือสา เพียงถามว่า
"ท่านผู้เฒ่ามารับประทานที่นี้ทุกวัน?"
เจ้าของร้านพยักหน้าหงึกหงัก กล่าวว่า
"ท่านย่อมมาทุกวัน พอบ่ายคล้อยก็มานั่งรับประทานหมี่น้ำชามหนึ่ง"
เล้งอิกความจริงมิได้สนใจเรื่องราวใด ตนที่มีความในใจหนักอึ้ง ย่อมมิปรารถนารับฟังเรื่องผู้อื่น ทว่าเห็นเจ้าของร้านกระตือรือร้นคิดใคร่สนทนา ดังนั้นถามไถ่เรื่อยเปื่อยว่า
"ท่านผู้เฒ่านั้นเป็นคนพื้นถิ่นนี้?"
เจ้าของร้านสั่นศีรษะระรัว กล่าวว่า
"ท่านมิใช่คนพื้นถิ่นเรา เพิ่งมาสถานที่นี้เมื่อหลายวันก่อน เราเพียงทราบ ทุกเช้าท่านว่าจ้างคนนำรถม้าขึ้นไปส่งที่ไซ่ซัว น่ากลัวขึ้นไปเสาะหาสมุนไพร ยังคงเป็นหมอยาผู้หนึ่ง..."

เล้งอิกรับฟังไปโดยมารยาท พอชำระเงินทองก็เดินเข้าในตลาด คิดซื้อหาเสบียงกรังสักเล็กน้อย ระหว่างที่เข้าแถวรอหมั่นโถว หางตาพลันชำเลืองไปเห็นชายชราที่รักสะอาดนั้นโดยบังเอิญ เห็นยืนเจรจาอยู่กับพ่อค้าขนมเชื่อม มิทราบเป็นต้องการซื้อขนมฤาติเตียนอันใด
...เล้งอิกพอรับหมั่นโถวก็ตระเตรียมจากไป พอหันไปมองชายชรานั้นอีกครั้ง เห็นกำลังเดินไปอีกทาง พ่อค้าขนมเชื่อมที่เจรจาด้วยเมื่อครู่กลับคล้ายล่องหนไป เห็นเพียงแผงขนมที่ตั้งอยู่ คนมิทราบไปที่ใด...
เล้งอิกกวาดสายตาอย่างรวดเร็ว ในตลาดมีผู้คนจอแจ ย่อมยากที่จะสังเกต ทว่าพ่อค้าขนมเชื่อมนั้นคาดแถบผ้าสีแดงบนศีรษะ ตนยามนี้กลับมิอาจแลเห็น มิทราบในชั่วระยะเวลาอันสั้น ไฉนปลีกกายจากไปได้เร็วปานนี้...

เล้งอิกความจริงมีเรื่องยุ่งยากรออยู่ ย่อมคิดกลับสู่ฮวงจึงโดยเร็ว ทว่าพอสาวเท้าคิดจากมา คนกลับมิอาจระงับความสงสัย ยามนี้ถลันเข้ามุมร้านเครื่องยาที่ปลอดสายตาผู้คน สะกิดเท้าปราดเดียวก็ขึ้นถึงหลังคาตึก
...พอกวาดสายตามอง ต้องรู้สึกตระหนกวูบ ที่หลังคาตึกอีกฟากมีเงาร่างผู้คนโลดลิ่วทะยาน บนศีรษะคาดแถบผ้าแดง มิใช่พ่อค้าขนมเชื่อมยังจะเป็นผู้ใด...

เล้งอิกยามพบพานเรื่องพิกล จะอย่างไรก็ต้องสืบเสาะสักครา ดังนั้นถีบเท้าพุ่งกายออก ติดตามพ่อค้าขนมเชื่อมนั้นที่ด้านหลัง เขาที่มีวิชาตัวเบาสูงกว่าหลายเท่า พ่อค้าขนมเชื่อมย่อมมิได้สังเกตพบ ...เห็นคนโลดแล่นไปทางท้ายเมือง ยังเป็นด้านที่ติดกับไซ่ซัว เล้งอิกยามนี้พลันระลึกได้ เจ้าของเพิงอาหารมิใช่เพิ่งบอกต่อเขา ชายชราที่รักสะอาดนั้นจ้างรถม้าไปส่งที่ไซ่ซัวทุกเช้า...
...คนพอเริ่มครุ่นคิดต้องเฉลียวใจขึ้น อีกด้านของไซ่ซัวเป็นเขตเมืองม่งเอี้ยง สถานที่ตั้งของง้วยตอก่า ฤาผู้คนกลุ่มนี้เกี่ยวข้องอันใด เซียงกงจู้ที่ส่งผู้คนของนางมาสืบเสาะเรื่องราวแก่เขา ยังพบพานเรื่องผิดสังเกตมากหลาย...

เล้งอิกยังมิทันใคร่ครวญจบสิ้น พลันเห็นพ่อค้าขนมเชื่อมนั้นชะลอเท้าลง หย่อนกายโจนเข้าไปทางหน้าต่างโรงพักแรมหลังหนึ่ง เขาก็รีบพุ่งปราดตามไป คนย่างเท้าอย่างแผ่วเบาบนหลังคา เห็นที่ตรงกับหน้าต่างด้านนั้นมีชายคายื่นออกมา ต้องใช้เท้าเกี่ยวโรยตัวลงอย่างเงียบเชียบ เคราะห์ดีที่เป็นด้านทิศตะวันออก ยามนี้บ่ายคล้อยแล้ว ดังนั้นมิได้ปรากฏเงาทาบที่หน้าต่าง
...เล้งอิกเพียงห้อยศีรษะลงฟังสถานการณ์ คนมิมีที่หยั่งเท้า ย่อมมิอาจแลเห็นผู้คนภายในห้อง เพียงได้ยินเสียงแหบห้าวเอ่ยอย่างแตกตื่นว่า
"ท่านว่ากระไร ท้งเล่าเอี้ยใช่พบเห็นเขาจริงๆ"
อีกสุ้มเสียงหนึ่งก็ระล่ำระลักตอบว่า
"ท้งเล่าเอี้ยยืนยันว่าเป็นเขามิผิด ท่านยังแสร้งเจรจาว่ากล่าวกับเขา ย่อมสังเกตรูปร่างหน้าตาโดยละเอียด"
ได้ยินเสียงดังปงใหญ่ คล้ายผู้คนกำหมัดทุบลงบนโต๊ะ ยังมีเสียงกล่าวว่า
"เขาไฉนพาลมาปรากฏกายที่นี้ ที่เราทราบ เขาไปเสาะหามารดาที่เทียนไล้กังฤามิใช่..."

เล้งอิกพอฟังต้องสะดุ้งวาบ ผู้ที่คนในห้องกล่าวถึงกลับเป็นเขา...
...ยามนี้รับฟังสืบต่อ ได้ยินเสียงแหบห้าวนั้นกล่าวอีกว่า
"พวกเรายังคงรีบรายงานขึ้นไป เล้งอิกอาจบางทีเดินทางมาที่ง้วยตอก่า คิดสืบสาวเรื่องราวเช่นกัน ซังแชเกี่ยมแขะตอนที่บอกเล่า เซี่ยวเก็งจู้ประมือกับจูไต่ลุ้ย ยังทราบว่าเล้งอิกก็ประมือกับผู้คนของจูไต่ลุ้ยนั้น หากเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง เล้งอิกอาจบางทีคิดสืบเสาะมา..."
อีกเสียงหนึ่งพลันกล่าวขึ้นว่า
"ท่านคิดให้พวกเราทั้งหมดถอนกายหรือไม่"
เสียงแหบห้าวนั้นกล่าวว่า
"ย่อมถอนกายกลับคืนเทียนมึ้งเก็งทั้งสิ้น มีเพียงเรากับท้งเล่าเอี้ยรั้งอยู่ ยังมี... อดีตสตรีรับใช้ของจูฮูหยินนั้น ท่านใช่นำส่งไปแล้วหรือไม่"
อีกเสียงหนึ่งตอบคำว่า
"ข้าพเจ้าย่อมนำส่งไปแล้ว ยี่เก็งจู้คิดสอบคำนางเองโดยละเอียด อ้อ... ฟังว่าเก็งจู้กับเซี่ยวเก็งจู้ยังคิดร่วมทางกันมาที่ภายนอก น่ากลัวยังมาที่ง้วยตอก่านี้"

เล้งอิกรับฟังจนสะท้านใจ คนทั้งสองที่อยู่ในห้อง ว่ากล่าวถึงเก็งจู้เซี่ยวเก็งจู้ ยังมียี่เก็งจู้อีกผู้หนึ่ง ประดาพวกนี้ย่อมเป็นชั้นสูงในเทียนมึ้งเก็งทั้งสิ้น...
...อีกนามที่ชวนให้ตระหนก ย่อมเป็นจูไต่ลุ้ย...
ผู้ที่อยู่ในห้องว่ากล่าว เขาประมือกับผู้คนของจูไต่ลุ้ย เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าหมายถึงจูเพ่งเอ็งกับมัจฉา ยังมีผู้คนของเก้าฮุ้นเก็งนั้นอีก มิทราบคนเหล่านี้เกี่ยวข้องกันหรือไม่...
...จูไต่ลุ้ยเป็นศิษย์ง้วยตอก่าที่สาบสูญไปถึงสี่สิบปี มิทราบไฉนพลันมาปรากฏขึ้น ยังประมือกับเซี่ยวเก็งจู้ของเทียนมึ้งเก็ง...

เล้งอิกที่ตอนแรกคิดเร่งเดินทางกลับฮวงจึง ยามนี้พลันคิดรั้งอยู่
...หากเก็งจู้ของเทียนมึ้งเก็งเดินทางมาที่ง้วยตอก่าจริง ตนก็คิดเผชิญหน้าคนผู้นี้สักครา...