|
ซุนเซี่ยวตงเช้านี้แต่งกายด้วยอาภรณ์แพรสีขาว ที่สายรัดเอวยังคาดหยกชิ้นหนึ่ง ย่อมเป็นเซี่ยวมั่งบรรจงแต่งให้...
นางส่งเขาถึงหน้าห้องกิมแชฮูหยิน ยังกล่าวเบาๆ ว่า
"นางเมื่อกำนัลของให้ท่าน อย่าได้ลืมเลือนกล่าวขอบคุณ ยังต้องประสานมือคารวะ"
...ซุนเซี่ยวตงได้แต่ผงกศีรษะ ในสถานที่แห่งนี้ เขาย่อมหวั่นเกรงกิมแชฮูหยินกับเก็งจู้เป็นที่สุด หากมิมีเรื่องราวจำเป็น ยังคงขออยู่ห่างไกลให้มาก...
เขาเมื่อวานฝึกวิชาพื้นฐานกับบ้วนซิงแซ ก้าวหน้าจากเดิมไปขั้นหนึ่ง บ้วนซิงแซพอรายงานต่อกิมแชฮูหยิน นางพลันสั่งผู้คนมาบอกกล่าว เช้านี้ให้เขามาเยี่ยมเยียน นางจึงคิดกำนัลสิ่งใดให้ ดังนั้นเซี่ยวมั่งปลุกเขาแต่เช้าตรู่ แต่งกายด้วยอาภรณ์ใหม่เอี่ยม ผมเผ้ายังบรรจงหวีจนเรียบ ยังสอนสั่งกำชับอีกหลายประการ เกรงเขาลุกรี้ลุกรนเสียกริยา นางจึงพลอยโดนตำหนิไปอีกคน...
...เซี่ยวมั่งพอหันกายจากไป สตรีรับใช้อาภรณ์แดงก็นำพาเขาเข้าในห้อง เห็นกิมแชฮูหยินนั่งอยู่ที่โต๊ะ เปิดหีบทองหยิบเครื่องประดับขึ้นมาชมดู ซุนเซี่ยวตงพลันรวบรวมความกล้า สาวเท้าเข้าไปหานาง ประสานมือคารวะโดยพลัน...
สตรีรับใช้นางนั้นก้าวออกจากประตูไป กิมแชฮูหยินก็เรียกเขานั่งลง กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า
"เราพักนี้มีเรื่องมากหลายต้องกระทำ พบพานเจ้าน้อยครั้ง บ้วนซิงแซเพิ่งบอกต่อเรา วิชาพื้นฐานเจ้าดีขึ้นมากหลาย ภายในสามเดือนยังสามารถสอนเซียนจี้ (ดรรชนีเทพ) เบื้องต้นแก่เจ้า"
...ซุนเซี่ยวตงพยักหน้ารับคำอย่างเงียบเชียบ ในใจพลันนึก... ดรรชนีเทพสุกรอันใดก็ช่างเถิด ท่านยังคงรีบกำนัลของมา เราผู้นี้พอแต่งอาภรณ์แพรก็มีเหงื่อท่วมท้น ยามอยู่ต่อหน้าท่านยิ่งอึดอัดแทบตาย กระทั่งยังมิกล้าหายใจแรง...
...กิมแชฮูหยินพลันหยิบปิ่นทองออกมาสองอัน เห็นอันหนึ่งมีสายมุกห้อยระย้า อีกอันเรียวเล็ก ประดับด้วยเพชรสีขาว นางยื่นมาตรงหน้าเขา ถามว่า
"เป็นอันใดถูกใจเจ้า"
ซุนเซี่ยวตงต้องงงงันวูบ นางที่เรียกเขามากำนัลของ ฤาคิดให้เขาเกล้ามวยประดับปิ่นทอง ยามนึกภาพตนปักปิ่นห้อยมุกยาวถึงหลังไหล่ ต้องอดขบขันมิได้
...กิมแชฮูหยินแลดูเขาอย่างสงสัย ถามว่า
"เจ้าไฉนเพียงแย้มยิ้ม กลับมิได้ตอบคำเรา"
ซุนเซี่ยวตงต้องรีบสำรวมกริยา ชี้ไปที่ปิ่นที่ประดับเพชรขาว กล่าวว่า
"อันนี้จึงถูกใจข้าพเจ้า"
กิมแชฮูหยินพลันมีรอยยิ้มขึ้น กล่าวว่า
"ประเสริฐ เราจึงเก็บรักษาปิ่นอันนี้ไว้ ภายภาคหน้าใช้กำนัลภรรยาเจ้า"
ซุนเซี่ยวตงต้องสะดุ้งขึ้นสุดตัว เผลอร้องออกไปว่า
"ข้าพเจ้าพาลไปมีภรรยาตั้งแต่เมื่อใด"
ยามนี้นึกขึ้นได้ต้องรีบยกมือปิดปาก กิมแชฮูหยินกลับมิได้ตำหนิเขา ยังคงแย้มยิ้มกล่าวว่า
"เราย่อมหมายถึงภรรยาในอนาคตของเจ้า เจ้าปีนี้อายุย่างสิบแปดปี ปีหน้าเราค่อยเสาะหาสตรีที่เหมาะสม ตกแต่งเป็นภรรยาเจ้าผู้หนึ่ง"
ซุนเซี่ยวตงรู้สึกมือเท้าเย็นเยียบ มิกล้าเอ่ยขัดนาง ได้แต่ก้มศีรษะลง กล่าวว่า
"ขอบคุณท่าน"
...กิมแชฮูหยินก็พยักหน้าคราหนึ่ง เก็บปิ่นทองลงในหีบ ลุกขึ้นเดินไปที่ตู้ด้านข้าง เปิดประตูออกหยิบกล่องแคบยาวใบหนึ่งออกมา ยามกลับมาที่โต๊ะพลันถามขึ้นว่า
"เจ้าลองทายดู ที่ด้านในมีสิ่งของใด"
ซุนเซี่ยวตงย่อมคาดเดาออก ที่ด้านในน่ากลัวเป็นกระบี่หรือดาบเรียวเล่มหนึ่ง พอตอบคำออกไป กิมแชฮูหยินก็ผงกศีรษะน้อยๆ เปิดฝากล่องออกในฉับพลัน
...เห็นที่ด้านในจัดวางกระบี่เหล็กยาวสองเชียะเศษ ตัวด้ามประดับด้วยมรกต ตัวกระบี่ส่วนกลางนูนขึ้นตลอดแนว ดูคล้ายมีกระบี่เรียวเล็กทาบอยู่บนกระบี่ใหญ่ ที่ส่วนนูนยังมีลวดลายคล้ายอักษรโบราณ มิทราบเขียนว่ากระไร...
กิมแชฮูหยินพลันเอ่ยขึ้นว่า
"กระบี่เล่มนี้เป็นหนึ่งในศาสตราวุธของสามีเรา เขามาตรว่ามีร่างกายอ่อนแอ ทว่าเมื่อเยาว์วัย บิดาเขากำนัลดาบกระบี่มากหลาย กระบี่เล่มนี้ยังตกทอดมาถึงบุตรชายเรา เสียดาย... เก็งจู้ท่านปัจจุบันมิได้ใช้กระบี่นี้ บิดาเจ้าก็มิชมชอบพกพาอาวุธ ยังคงเป็นเจ้าที่รับสืบทอด..."
...ซุนเซี่ยวตงมาตรว่ารู้สึก กระบี่นี้สวยงามน่าใช้นัก ทว่ากระบี่เป็นของคนแซ่เจ็ง ตนที่แซ่ซุนไหนเลยควรรับไว้ ดังนั้นกล่าวว่า
"อาจบางทีท่านสามารถกำนัลแก่เซี่ยวเก็งจู้"
...เขาย่อมหมายถึงเต็งลั่ง ทว่ากิมแชฮูหยินสั่นศีรษะคราหนึ่ง กล่าวว่า
"เซี่ยวเก็งจู้ชอบเล่นสนุกสำราญ ยังคงอย่าได้พกของมีค่า เจ้าก็รับไว้เถิด อย่าให้เราต้องเสียน้ำใจ..."
ซุนเซี่ยวตงได้แต่รับกระบี่ไว้ ยามถือในมือพลันรู้สึก กระบี่นี้หนักอย่างยิ่ง เขาเห็นกระบี่ที่มีส่วนกลางนูน เข้าใจว่าเป็นเหล็กโปร่ง ที่แท้กลับเป็นเหล็กทึบทั้งเล่ม น้ำหนักต้องร่วมสี่สิบชั่ง...
...กิมแชฮูหยินกล่าวขึ้นอีกว่า
"กระบี่เล่มนี้เรียกว่าเทียนจิ่ว (สวรรค์สาป) วันใดที่เจ้ามีฝีมือเก่งกล้า สามารถบังคับกระบี่ดังใจหมาย จึงสามารถค้นพบความลับในกระบี่ คู่ต่อสู้ที่พบพานเจ้า ก็คล้ายดั่งถูกสวรรค์สาปแช่ง ล้วนต้องสังเวยโลหิตทั้งสิ้น"
ซุนเซี่ยวตงรับฟังจนหนาวใจ กระบี่ภูติผีที่เรียกผู้คนมาสังเวยชีวิต เขาย่อมมิได้คิดครอบครอง ทว่ายามนี้ย่อมมิอาจปฏิเสธ ได้แต่รับมาเก็บรักษาไว้ หมายใจว่าเมื่อกลับถึงที่พัก ต้องให้เซี่ยวมั่งห่อผ้าหลายชั้น เก็บใส่หีบลั่นกุญแจแน่นหนา กระทั่งคำเทียนจิ่วก็อย่าได้เอ่ยถึง ยังคงเรียกหาเป็นเทียนปุ่ย (สวรรค์เห่า)
ขณะครุ่นคิดวุ่นวาย สตรีรับใช้อาภรณ์แดงพลันเปิดประตูออก คารวะกิมแชฮูหยินด้วยกริยาชดช้อย กล่าวว่า
"บ่าวรับใช้ของเซี่ยวเก็งจู้ยามนี้นำถาดอาหารมา ใช่อนุญาตให้นางเข้าไป?"
กิมแชฮูหยินพอฟังก็รีบกล่าวว่า
"ยังคงรีบให้นางเข้ามาเถิด"
...ซุนเซี่ยวตงพลันถอยไปยืนอีกด้านของโต๊ะ สักครู่จึงเห็นสตรีรับใช้ที่เรียกว่าเซี่ยวช่ำย่างเท้าเข้ามา ในมือถือถาดใบหนึ่ง บนถาดมีน้ำแกงสามชาม ย่อมเป็นของเต็งลั่ง...
กิมแชฮูหยินเรียกเซี่ยวช่ำวางถาดไว้บนโต๊ะ ยังสั่งนางหยิบกล่องยาในตู้ไม้ พอเปิดกล่องก็เห็นกระปุกยาวางเรียงราย กิมแชฮูหยินพลันหยิบออกมาหลายกระปุก เห็นเปิดฝาเทอันโน้นอันนี้ลงในน้ำแกง ซุนเซี่ยวตงก็ชมดูจนนัยน์ตาลาย ได้ยินกิมแชฮูหยินกล่าวกับเซี่ยวช่ำว่า
"เราได้ยินว่าเซี่ยวเก็งจู้มิชอบรับประทานยา ดังนั้นต้องผสมลงในน้ำแกง รักษาอาการบอบช้ำของเขา เจ้าก็อย่าได้บอกกล่าวออกไป"
เซี่ยวช่ำต้องรีบผงกศีรษะรับคำ ซุนเซี่ยวตงพอฟังต้องนึกเห็นใจเต็งลั่ง เขาที่ต้องรับประทานน้ำแกงผสมตัวยามากหลาย ไหนเลยสามารถเจริญอาหาร...
...ยามนี้เห็นกิมแชฮูหยินหยิบกระปุกยาสีเขียวออกจากอกเสื้อ เทยาลงในน้ำแกงถ้วยหนึ่งจนหมดกระปุก ยังกล่าวกับเซี่ยวช่ำว่า
"ต้องให้เขารับประทานถ้วยนี้ก่อน"
เซี่ยวช่ำก็รับคำอีกครา กิมแชฮูหยินเรียกนางยกถาดออกไป ยังเดินตามไปที่ประตู สั่งการอันใดอีกหลายคำ ซุนเซี่ยวตงแลดูกระปุกยาสีเขียวนั้น เห็นด้านหนึ่งวาดเป็นรูปบุปผาสีม่วง กลีบใบเล็กเรียวอ่อนช้อย คาดว่าเป็นสมุนไพรสำคัญยิ่ง กิมแชฮูหยินถึงกับเก็บรักษาไว้ในกาย นึกถึงตนเองวันก่อนกำนัลเฮ่าจูแก่เต็งกงจื้อ เขากลับแสร้งทำทีเป็นรับประทาน ที่แท้เก็บใส่ตลับยัดใส่อกเสื้อตน ยามพบเจอภายหลังต้องรู้สึกขบขันอย่างยิ่ง เต็งกงจื้อที่สูงใหญ่กลับคล้ายเป็นเด็กน้อย กริ่งเกรงรับประทานยาขม...
เซี่ยวช่ำพอถือถาดจากไป กิมแชฮูหยินก็คุยกับซุนเซี่ยวตงอีกหลายคำ พอดีสตรีรับใช้เข้ามาเรียนว่า เล่งเหล็งคิดมาขอพบ ซุนเซี่ยวตงจึงได้โอกาสบอกลานาง
...ยามนี้ถือกระบี่กลับมาที่ห้อง พอพบเห็นเซี่ยวมั่งก็ยื่นส่งกระบี่แก่นาง กล่าวว่า
"รีบเก็บให้พ้นสายตาเรา"
เซี่ยวมั่งแลดูกระบี่อย่างเพ่งพินิจ กล่าวว่า
"นี่เป็นกระบี่ดีอย่างยิ่ง นางที่กำนัลแก่ท่าน แสดงว่าพอใจท่านมากหลาย"
ซุนเซี่ยวตงทิ้งกายลงบนเตียง กล่าวว่า
"กระบี่นี้เรียกว่าเทียนจิ่ว มีนามอัปมงคลนัก เราจึงมิยินดีใช้"
เซี่ยวมั่งย่อมทราบนิสัยเขา ซุนเซี่ยวตงที่บางคราดื้อรั้นคล้ายทารก ทว่าสามารถโอนอ่อนตามคำผู้คน ดังนั้นกล่าวว่า
"กระบี่ย่อมเป็นไปตามผู้ใช้ หากท่านที่เป็นเจ้าของมีคุณธรรมน้ำใจ กระบี่ย่อมมิใช่เทียนจิ่ว ทว่าเป็นเทียนบู้ (สวรรค์ปกป้อง)"
ซุนเซี่ยวตงพลันยกมือขึ้นกอดอก ทำทีท่าว่ามิได้รับฟัง เซี่ยวมั่งก็เจรจาสืบไปว่า
"กระบี่ที่ทั้งงดงาม ทั้งมีค่าปานนี้ หากเก็บไว้มิดชิดมิได้ใช้ ย่อมน่าเสียดายอย่างยิ่ง วิญญาณกระบี่พลันเงื่องหงอย หมดสง่าราศีไปสิ้น"
ซุนเซี่ยวตงพลันกระโจนขึ้น กล่าวว่า
"อย่าได้ว่ากล่าวแล้ว เรายังคงใช้กระบี่นี้ฝึกซ้อมกับบ้วนซิงแซ ทว่าท่านต้องเรียกหากระบี่เป็นเทียนบู้ อย่าได้เรียกนามเดิมให้เราได้ยิน"
เซี่ยวมั่งรับคำอย่างยิ้มแย้ม ซุนเซี่ยวตงพลันนึกเรื่องอันใดได้ ยามนี้หยิบกระดาษพู่กันขึ้นมา วาดเป็นรูปบุปผาที่เห็นบนกระปุกยานั้น ถามไถ่เซี่ยวมั่งว่า
"นี่เป็นบุปผาชนิดใด ท่านใช่ทราบหรือไม่"
เซี่ยวมั่งเอียงศีรษะไปมา ถามว่า
"บุปผานี้มีสีสันเยี่ยงใด ขาว เหลือง ชมพู ฤาว่าเป็นสีม่วง"
ซุนเซี่ยวตงรีบตอบว่า
"เป็นสีม่วง"
เซี่ยวมั่งพลันพยักหน้าไปมา กล่าวว่า
"หากเป็นสีม่วง ยังคงเป็นลักง้วง (ง้วงสำราญ)"
ซุนเซี่ยวตงทวนคำง้วงสำราญ พลันถามขึ้นว่า
"ลักง้วงนี้มีประสิทธิภาพใด"
เซี่ยวมั่งกลับย้อนถามว่า
"ท่านพาลไปเห็นลักง้วงจากที่ใด"
ซุนเซี่ยวตงก็เล่าให้นางฟังดังที่พบมา เซี่ยวมั่งผงกศีรษะถี่ๆ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเข้าใจแล้ว เซี่ยวเก็งจู้ท่านนั้นมิชมชอบรับประทานยา อีกทั้งมิค่อยพักผ่อนหลับนอน ดังนั้นเล่าฮูหยินจึงให้ลักง้วงแก่เขา ตัวยานี้หากผสมในอาหารเพียงเล็กน้อย ผู้รับประทานรู้สึกเคลิบเคลิ้มสบาย ยังสามารถขจัดความเครียด"
ซุนเซี่ยวตงสั่นศีรษะไปมา กล่าวว่า
"ท่านกล่าวว่าผสมเล็กน้อย ทว่าเราเห็นเล่าฮูหยินใส่ลงในน้ำแกงจนหมดกระปุก"
เซี่ยวมั่งคล้ายสะดุ้งขึ้น ถามว่า
"ท่านใช่เห็นเช่นนั้นจริง"
ซุนเซี่ยวตงย่อมยืนยันอีกครา ยังถามว่า
"ท่านไฉนมีท่าทีตกใจ ลักง้วงนั้นหากรับประทานเข้าไปมาก ใช่มีผลร้ายอันใด"
พอถามออกต้องรู้สึกตื่นตระหนก กริ่งเกรงกิมแชฮูหยินวางยาอันใดต่อเต็งลั่ง ต้องรีบเขย่าเซี่ยวมั่งโดยแรง ถามซ้ำว่า
"ท่านรีบบอก ลักง้วงนั้นมีผลร้ายอันใด"
เซี่ยวมั่งถูกสั่นจนศีรษะคลอน รีบเบี่ยงกายหลบออก กล่าวว่า
"ลักง้วงมิใช่ยาพิษ ย่อมมิมีผลร้ายต่อผู้รับประทาน เซี่ยวเก็งจู้เป็นหลานชายของเล่าฮูหยิน นางย่อมมิจ่ายยาอันตรายแก่เขา เพียงแต่..."
กล่าวถึงตรงนี้พลันมีสีหน้าครุ่นคิด ซุนเซี่ยวตงต้องร้องถามว่า
"เพียงแต่อันใด ท่านอย่าได้อมพะนำ ยังคงรีบบอกต่อเรา"
เซี่ยวมั่งยื่นมือปิดปากเขา กล่าวว่า
"ท่านอย่าได้ส่งเสียงดังไป ข้าพเจ้าเพียงเห็นเรื่องนี้ผิดแปลกอยู่บ้าง ทว่าท่านเมื่อรับฟัง อย่าได้เที่ยวป่าวร้องแก่ผู้คน หาไม่เล่าฮูหยินยังจะลงโทษเราทั้งสอง"
ซุนเซี่ยวตงที่เกรงกลัวกิมแชฮูหยินขึ้นสมอง ได้แต่พยักหน้ารับคำ เซี่ยวมั่งก็อธิบายว่า
"ลักง้วงหากรับประทานเข้าไปมาก ผู้รับขาดสติสัมปชัญญะ ยังอาจกระทำสิ่งใดโดยไร้สำนึก เช่นว่า... สตรีนางหนึ่งอาจบางทีหมดสิ้นความอาย ยังเปลื้องเสื้อผ้าจนเปลือยเปล่า ออกไปรำฟ้อนที่ภายนอก..."
ซุนเซี่ยวตงต้องหัวร่อออกมา รู้สึกลักง้วงนี้ดีอย่างยิ่ง ทว่าหากเต็งกงจื้อสลัดอาภรณ์ออกไปร่ายรำ มิทราบยังมีผู้ใดคิดใคร่ชมดู
...ยามนี้ได้ยินเซี่ยวมั่งกล่าวอีกว่า
"บุรุษที่รับลักง้วงเข้าไปมากหลาย กับตัวเขาเองย่อมมิได้มีอันตราย ทว่ายามนั้นหากมีสตรีอยู่ที่ด้านข้าง..."
นางกล่าวเพียงเท่านี้ก็หยุดคำลง ใบหน้ายังแดงเรื่อ ซุนเซี่ยวตงพลันนึกเฉลียวใจขึ้น รู้สึกเรื่องราวนี้ต้องมีอันใดซ่อนเร้น กิมแชฮูหยินคิดให้เต็งลั่งพักผ่อน เขาย่อมสามารถเข้าใจ ทว่าหากต้องการให้ขาดสติสัมปชัญญะ มิทราบนางคิดสิ่งใดแอบแฝง...
...พอครุ่นคิดก็สาวเท้าไปที่ประตู วิ่งปราดออกไปในทันที กับเซี่ยวมั่งที่ร้องถามออกมาก็มิได้สนใจแล้ว...
เม่งไอ่ซีจุดธูปหอมดอกหนึ่ง ปักไว้ในกระถางเล็กที่นางนำมา
...กลิ่นธูปราวบุปผายามเช้า เต็งลั่งก็คล้ายผ่อนคลายยิ่ง...
เขาเมื่อครู่รับประทานน้ำแกงสามชาม กิมแชฮูหยินพลันเรียกหาผู้คน คิดใคร่จัดระเบียบอันใด กระทั่งเซี่ยวช่ำก็ต้องไปร่วมรับฟัง ดังนั้นมีเพียงเม่งไอ่ซีที่คอยอยู่ดูแล
...เต็งลั่งทอดกายลง รู้สึกศีรษะมึนงงล่องลอย ต้องเรียกเม่งไอ่ซีเข้ามา กล่าวด้วยน้ำเสียงง่วงงุนว่า
"พวกท่านผสมสิ่งใดให้เรารับประทาน ใช่คิดให้เราเหาะลงหน้าต่างไป?"
เม่งไอ่ซีต้องแย้มยิ้มขึ้น มือหนึ่งเกาะกุมมือเขา กล่าวว่า
"ท่านที่ดื้อรั้นมิคิดพักผ่อน น่ากลัวน้ำแกงยังเพิ่มมิ้งเช่าสามเท่า"
...เต็งลั่งพลันหลับตาลง คิดสงบสติเดินลมปราณ ทว่าคนที่ศีรษะหนักอึ้ง ร่างกายกลับคล้ายเบาหวิว ยังมีความอบอุ่นแผ่ซ่านขึ้น ได้ยินเม่งไอ่ซีกล่าวอีกว่า
"ท่านยังคงหลับนอนสักครู่ เราก็นั่งเฝ้าอยู่ที่นี้ ท่านพอตื่นขึ้น เรายังเรียกซังแชเกี่ยมแขะเข้ามา แบกท่านออกไปชมทิวทัศน์ที่ด้านนอก ดีหรือไม่"
เต็งลั่งคล้ายได้ยินนางเพียงบางส่วน ยังเรียกหาว่า
"ท่านก็อยู่ใกล้เรา"
เม่งไอ่ซีเอนศีรษะลงบนเตียง กล่าวว่า
"เราย่อมอยู่ใกล้ท่าน ท่านยังสามารถลูบคลำใบหน้าเรา"
เต็งลั่งสลัดศีรษะไปมา ภาพเม่งไอ่ซีเบื้องหน้ากลับเลือนราง คล้ายมีม่านหมอกปกคลุม คนพลันมิทราบ ยามนี้ตนฟื้นตื่นฤาฝันไป...
ได้ยินเสียงฝีเท้าผู้คน เต็งลั่งพลันหลับตาลง เม่งไอ่ซีก็คลุมผ้าห่มแก่เขา กล่าวเบาๆ ว่า
"เราไปดู... เป็นผู้ใดเข้ามายามนี้"
เต็งลั่งเพียงมุดลงในผ้าห่ม มิได้ตอบคำอันใด ที่หน้าผากมีเหงื่อผุดพราย ฝ่ามือก็ชื้นขึ้น ยังรู้สึกปลอดโปร่งสบาย ในลำคอก็สัมผัสได้รสหวาน คล้ายมีผู้คนป้อนขนมเข้ามาในปาก คนพอเคลิบเคลิ้มคล้ายอยู่ในฝัน กับเม่งไอ่ซีที่ลุกไปว่ากล่าวสนทนา ยังมิได้ยินแม้สักคำ...
ผู้ที่เข้ามาในห้องย่อมเป็นซุนเซี่ยวตง เขายามนี้ฉุดดึงเม่งไอ่ซีอย่างลืมตัว พอออกพ้นประตูก็รีบเหลียวซ้ายแลขวา ถามขึ้นว่า
"สตรีรับใช้เหล่านั้นไปที่ใดหมดสิ้น"
เม่งไอ่ซีมองดูเขาอย่างขบขัน นางย่อมเคยพบเห็นเขามา ทราบว่าเขาเป็นบุตรชายของยี่เก็งจู้ มิทราบวันนี้ไฉนพาลแตกตื่น ยังถามถึงสตรีรับใช้ ดังนั้นตอบว่า
"พวกนางไปที่กิมแชฮูหยิน ฟังว่าท่านคิดจัดระเบียบผู้คน"
ซุนเซี่ยวตงต้องร้องใช่แล้วในใจ ยามนี้นึกถึงเต็งกงจื้อที่ในห้อง ต้องถามว่า
"เต็งกงจื้อเป็นเช่นใด"
เม่งไอ่ซีก็ตอบว่า
"เขารับประทานอาหารเสร็จสิ้น ยามนี้รู้สึกมึนงง ยังกล่าว... พวกเราผสมสิ่งใดให้เขารับประทาน ถึงกับคิดเหาะลงหน้าต่างไป..."
ซุนเซี่ยวตงก้มศีรษะลง คิดใคร่ครวญอย่างเร็วรี่ เต็งกงจื้อรับประทานลักง้วงที่คล้ายดีคล้ายร้ายนั้น หากลุกขึ้นถอดอาภรณ์ร่ายรำยังพอทำเนา ทว่าตนก็เป็นบุรุษผู้หนึ่ง ย่อมเข้าใจสิ่งที่เซี่ยวมั่งบอกกล่าว...
...เม่งเซี่ยวก่าจู้ผู้นี้เป็นฮูหยินของฮวงจึง เป็นเล้งฮูหยินนางหนึ่ง ตนที่ชื่นชมเล้งจึงจู้ ย่อมมิอาจปล่อยให้นางกับเต็งกงจื้อ... คนพอครุ่นคิดต้องหน้าแดงขึ้น ตะกุกตะกักกล่าวว่า
"ข้าพเจ้า... ข้าพเจ้า..."
...คนที่วุ่นวายสับสน มิทราบสมควรบอกกล่าวเยี่ยงไร ยามนี้คิดอีกครา ยาในกระปุกสีม่วงที่เห็น อาจบางทีมิใช่ง้วงสำราญอันใด กิมแชฮูหยินก็เป็นสตรีชรา ไหนเลยครุ่นคิดเรื่องเหลวไหล เขาหากบอกออกไปโดยมิรู้ชัด อาจบางทีเป็นการปรักปรำคน ยังรู้สึก เรื่องนี้น่าอายอย่างยิ่ง ไหนเลยว่ากล่าวต่อหน้าอิสตรีที่มิได้คุ้นเคยกันมาก่อน...
เม่งไอ่ซีแลดูเซี่ยวเก็งจู้ที่เยาว์วัย นางย่อมรู้สึก เขามีความในใจอันใด ต้องถามด้วยเสียงแผ่วเบาว่า
"ท่านมีเรื่องคิดบอก?"
ซุนเซี่ยวตงพลันมีเหงื่อแตกท่วม เบิกตากลมโตจ้องมองเม่งไอ่ซี ในบัดดลพลันคิดสิ่งใดขึ้นมาได้ ต้องรีบกระโดดปราดขึ้น ร้องว่า
"ใช่แล้ว ข้าพเจ้ามีเรื่องคิดบอกกล่าว ยังคิดปรึกษาเล้งฮูหยินท่าน"
...เม่งไอ่ซีพอฟังคำเล้งฮูหยิน ต้องรู้สึกสะเทือนใจนัก นางที่เป็นฮูหยินของเล้งอิก กลับคล้ายลืมเลือนฐานะตน เซี่ยวเก็งจู้ผู้นี้กลับเรียกหานาง มิทราบคิดบอกใบ้อันใด...
ได้ยินซุนเซี่ยวตงกล่าวขึ้นว่า
"ข้าพเจ้าเช้านี้ได้รับของกำนัลจากเล่าฮูหยิน เป็นกระบี่โบราณเล่มหนึ่ง นางบอกต่อข้าพเจ้า หากวันใดมีฝีมือแกร่งกล้า จึงสามารถเสาะพบความลับในกระบี่ ข้าพเจ้าที่สงสัยใคร่รู้ มิทราบสามารถปรึกษาผู้ใด ยามนี้พลันนึกถึงท่าน.."
เม่งไอ่ซีต้องรู้สึกประหลาดใจ ถามว่า
"ท่านคิดปรึกษาเราเรื่องกระบี่?"
ซุนเซี่ยวตงผงกศีรษะระรัว กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าอยู่ที่นี้ มิได้สนิทสนมกับผู้ใด เพียงหวังเล้งฮูหยินท่านเมตตา รบกวนไปดูกระบี่นั้นสักครา"
เม่งไอ่ซีต้องแย้มยิ้มออกมา เซี่ยวเก็งจู้ผู้นี้ท่าทางสัตย์ซื่อ ยังมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องของเต็งลั่ง นางมาตรว่ามิใช่ผู้ชำนาญกระบี่ ทว่ายามนี้เต็งลั่งหลับไหล ย่อมมีเวลาสักครู่ ดังนั้นรับคำเชิญชวนของซุนเซี่ยวตง ตกลงไปชมดูกระบี่ที่ห้องของเขา...
พวกนางเพิ่งพ้นทางเดินไปไม่นาน ที่อีกด้านหนึ่งพลันมีผู้คนปรากฏขึ้น...
...คนผู้นี้เดินอย่างไร้สุ้มเสียง ยังสอดส่ายสายตาระแวงระวัง ในมือยังมีถุงผ้าใบหนึ่ง...
...ย่อมเป็นปึงซิ่วซิ่ว...
นางเมื่อเช้าได้ยิน กิมแชฮูหยินเรียกสตรีรับใช้ไปว่ากล่าวอันใด ดังนั้นเข้าใจว่า ที่ในห้องมีเพียงเต็งกงจื้ออยู่กับเม่งไอ่ซี
...ถุงผ้าใบน้อยเพิ่งเย็บเสร็จเมื่อคืน ความจริงย่อมคิดมอบให้เต็งกงจื้อเพียงลำพัง ทว่าเขาที่ใกล้ออกไปด้านนอกกับเก็งจู้ มิทราบเป็นเมื่อใดจึงได้พบพานอีกครา ดังนั้นข่มกลั้นความอาย คิดใคร่ส่งมอบต่อเม่งไอ่ซี ฝากให้แก่เต็งกงจื้ออีกทอดหนึ่ง...
นางพอมาถึงประตูห้อง กลับพบว่าเม่งไอ่ซีมิได้อยู่ภายใน บนเตียงเพียงมีเต็งกงจื้อ เขาน่ากลัวยามนี้พักผ่อนอยู่ คนได้แต่เยื้องย่างอย่างแผ่วเบา กระทั่งชายกระโปรงกรอมเท้ายังยกขึ้น กริ่งเกรงสุ้มเสียงแม้เพียงเล็กน้อยทำลายห้วงนิทราเขา...
นางพอมาถึงเตียง ตั้งใจวางถุงผ้าไว้ที่ใต้ผ้าห่ม เห็นเต็งกงจื้อหันศีรษะไปอีกทาง คนก็กลั้นหายใจ ยกชายผ้าห่มขึ้นเล็กน้อย ยื่นมือสอดถุงผ้าเข้าไป...
...เต็งลั่งพลันหันขวับมา ดวงตาสุกใสจับจ้องมองนาง มือข้างหนึ่งยังคว้าข้อมือนาง ฉุดดึงร่างแบบบางขึ้น...
ปึงซิ่วซิ่วรู้สึกตกใจอย่างยิ่ง คนพอลอยขึ้น จำเพาะตกลงบนร่างเต็งลั่ง ใบหน้าเขายังห่างนางแค่คืบ เห็นเขาแลดูนางราวมิได้รู้จักกันมาก่อน นัยน์ตาสุกใสมีแววซุกซน ทว่าคล้ายเวิ้งว้างราวห้วงมหานที...
ได้ยินเขากล่าวว่า
"ท่านอย่าได้ไปจากเรา"
ปึงซิ่วซิ่วต้องก้มศีรษะลงอย่างเอียงอาย ยื่นส่งถุงผ้าให้แก่เขา กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเคยสัญญา เย็บถุงผ้าแก่ท่านใบหนึ่ง ดังนั้น..."
ถ้อยคำยังมิทันจบสิ้น เต็งลั่งพลันรั้งร่างนางเข้ามา จุมพิตลงที่ริมฝีปากเนิ่นนาน มือสองข้างก็โลมไล้แผ่นหลังนาง ปึงซิ่วซิ่วยกแขนขึ้นกั้นกลางโดยสัญชาติญาณ เต็งลั่งกลับจับแขนนางออก มือที่ร้อนผ่าวยังสอดเข้าไปใต้อาภรณ์นาง...
ปึงซิ่วซิ่วมาตรว่าเคลิบเคลิ้ม อีกใจพลันรู้สึก เยี่ยงนี้มิใช่เต็งกงจื้อที่นางรู้จัก คนพอฉุกคิดก็ยันกายหมายลุกขึ้น เต็งลั่งกลับฉุดรั้งนางไว้ กดลงแนบกับเตียง ตนเองพลิกขึ้นอยู่ที่ด้านบน ก้มลงกระซิบว่า
"ท่านสัญญา อย่าได้ไปจากเรา เราแม้ในฝันยังคิดถึงท่าน ท่านใช่ทราบหรือไม่..."
...ปึงซิ่วซิ่วรับฟังจนอ่อนระทวย ได้แต่พริ้มตาลง ปล่อยให้เต็งลั่งที่เบื้องหน้ากระทำตามใจ...
...นางที่เพียงหวัง ชั่วชีวิตมีภาพเขาประทับไว้ มาตรว่าเป็นเพียงฉากสั้น ยังสามารถประโลมใจคนไร้วาสนา...
...เต็งลั่งพอโน้มกายลงมาอีกครา ปึงซิ่วซิ่วก็ยื่นมือเรียวงามลูบไล้ใบหน้าเขา...
...ทุกสิ่งที่นางมี ล้วนมอบแก่เขาจนหมดสิ้น...
|