|
แดดยิ่งแผดร้อน สถานการณ์ยิ่งขมึงตึงเกลียว...
เต็งลั่งยืนเผชิญหน้ากับปึงซิ่วซิ่วและบุรุษหนุ่มผู้นั้น ท่าทีเขาคล้ายพยัคฆ์อิ่มพีตัวหนึ่ง มิเพียงสุขสำราญยิ่ง หนำซ้ำยังเยือกเย็นยิ่ง
พยัคฆ์แม้ไม่ต้องการอาหาร ทว่าย่อมไม่คิดปล่อยจิ้งจอกสองตัวหลุดเข้ารกพง...
อย่าว่าแต่นี่มิใช่จิ้งจอกธรรมดา แต่เป็นจิ้งจอกที่ฆ่าคน...
ปึงซิ่วซิ่วกระซิบถามบุรุษหนุ่มข้างกาย
"หากลงมือกัน ท่านคาดว่าสามารถรับมือเขาได้กี่กระบวนท่า"
บุรุษหนุ่มนั้นกำมือที่มีเหงื่อเย็นเยียบ เขาหาได้ตอบคำถามนาง หากแต่ถามกลับว่า
"ท่านรู้จักเต็งลั่งเพียงชื่อแซ่? บ้วนเจ็ก (อาแซ่บ้วน) มิได้เล่าเรื่องราวของเขาให้ท่านทราบ?"
ปึงซิ่วซิ่วสั่นศีรษะกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเพียงทราบ เต็งลั่งเป็นซือตี๋ (ศิษย์ผู้น้อง) ของเล้งอิก ทว่าคนผู้นี้เร้นกายสันโดษ ผู้ที่เคยพบเห็นเขาจึงมีน้อยยิ่ง"
บุรุษหนุ่มนั้นแค่นเสียงเบาๆ
"ผู้ที่พบเห็นเขามีน้อยยิ่ง หากแต่พวกเราพบเห็นเขากลับมิใช่บุญวาสนา"
เต็งลั่งยังคงมีสีหน้าไม่นำพา ท่าทีถึงกับคล้ายมิได้ยินคำสนทนานั้น เขาก้มลงหยิบเศษหินขึ้นมาก้อนหนึ่งพลางเอ่ยว่า
"เมื่อเยาว์วัยมีสถานที่แห่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าชมชอบ ที่นั้นมีวิหคมากมายอย่างยิ่ง น่าเสียดาย... ผู้คนที่สืบเสาะไป กลับมิได้คิดชมดู เพียงคิดเข่นฆ่าทำลาย..."
ปึงซิ่วซิ่วสบตากับบุรุษหนุ่มวูบหนึ่ง ทั้งคู่ล้วนสงสัย มิทราบเต็งลั่งไฉนบอกเล่าเรื่องราวนี้ออกมา...
เต็งลั่งพลันกล่าวต่อ
"เพราะเหตุนั้น... ข้าพเจ้าจึงคิดค้นวิชาแขนงหนึ่ง ฝึกอยู่หลายวันหลายคืนจึงพอใช้ได้... วิชาแขนงนี้ง่ายดายยิ่ง ทว่าแม่นยำยิ่ง ใช้ได้ผลยิ่ง เรียกว่าวิชาดีดหิน..."
ปึงซิ่วซิ่วพลันร้องออกมาว่า
"ที่แท้ท่านก็คิดทำร้ายวิหคเช่นกัน"
เต็งลั่งสั่นศีรษะ สองตาจับจ้องมองนางพลางกล่าวว่า
ที่ข้าพเจ้าคิดทำร้ายมิใช้วิหค หากแต่เป็นผู้คนที่คิดทำร้ายวิหค"
ปึงซิ่วซิ่วหลบสายตาเขา มิกล้าว่ากล่าวอันใดอีก
...เต็งลั่งดีดนิ้ววืด หินก้อนเล็กในมือกลับหายไปแล้ว ไม่ทราบหายไปทิศทางใด
ปึงซิ่วซิ่วกับบุรุษหนุ่มล้วนมิกล้าขยับกาย เต็งลั่งแม้มีท่าทีธรรมดายิ่ง สีหน้าเรียบเฉยยิ่ง ทว่าเยี่ยงนี้กลับยิ่งกดดันพวกนาง
ในที่สุดผู้ที่อดรนทนมิได้ก่อนคือบุรุษหนุ่ม เขาแม้สามารถคาดเดาได้ ตนเองมิใช่คู่มือเต็งลั่ง ทว่าจะมากจะน้อยยังคิดเสี่ยงสักครา...
คนพอก้มกายลง ก็กล่าวกระซิบแก่ปึงซิ่วซิ่วว่า
"ยามข้าพเจ้าลงมือ ท่านรีบหลบหนี"
ปึงซิ่วซิ่วรับคำ บุรุษหนุ่มพลันสืบเท้าออกมา ลงมือรวดเร็วอย่างยิ่ง...
...เห็นในมือมีประกายแปลบปลาบ ที่แท้เป็นมีดเล่มหนึ่ง...
มีดแม้ด้ามเล็กสั้น ตัวมีดก็ไม่ยาวนัก ทว่าทั้งเรียวแหลมทั้งคมกริบ ตรงปลายของส่วนคมยังมีคราบสีแดงจางๆ ติดอยู่ มิทราบใช่เป็นสีของโลหิตหรือไม่...
...มีดพอชักออก คนก็มาถึงตัวเต็งลั่งแล้ว...
ปึงซิ่วซิ่วฉวยจังหวะที่บุรุษหนุ่มลงมือถดถอยไปด้านหลัง เต็งลั่งที่กำลังสาละวนย่อมไม่สนใจนาง แม้บุรุษหนุ่มจะรับมือเต็งลั่งได้ไม่ถึงอึดใจ นางยังคงหวังว่าตนเองสามารถหลบหนี
ขอเพียงมีเวลาสักชั่วพริบตา นางย่อมหลบหนีได้ทันการณ์ นางแม้มิได้ฝึกวิชาฝีมือ แต่เรื่องหลบหนียังพอกระทำได้อยู่
...ทว่านางคาดผิดแล้ว..
มิทันที่นางจะย่างก้าวแรก พลันรู้สึกชาวูบที่ขาขวา จากนั้นร่างอ่อนระทวย ปวดแปลบที่ขาพับราวถูกเข็มร้อยเล่มทิ่มแทงพร้อมเพรียงกัน จากหางตายังเห็นบุรุษหนุ่มนั้นพัวพันอยู่กับเต็งลั่ง นางคิดขยับเท้าอีกครั้ง หากแต่ร่างกลับไร้เรี่ยวแรง ถึงกับล้มคว่ำลงที่พื้น
...ก่อนที่ใบหน้าจะกระทบดินแข็ง กลับมีวัตถุสิ่งหนึ่งเข้ามารองรับไว้ระหว่างกลาง...
ปึงซิ่วซิ่วงงงันวูบ มิทราบตนเองเกิดเรื่องราวใด ทว่านางมิต้องคาดคิดนาน คนพอโงศีรษะขึ้นมอง พลันพบว่าวัตถุที่รองรับอยู่ข้างใต้คือบุรุษหนุ่มนั้น...
นางยามนี้กรีดร้องอย่างตกใจ เห็นบุรุษหนุ่มนอนนิ่งไม่ไหวติง มีดบางกริบแม้ยังอยู่ในมือ แต่ข้อมือบิดเบี้ยวผิดรูป ถึงกับโดนหักกระดูกแล้ว...
...ปึงซิ่วซิ่วยื่นมือจับแขนเขา ร้องขึ้นว่า
"เซี่ยวปัง เจ้าเป็นไร"
...บุรุษหนุ่มพลันส่งเสียงคราง พลิกร่างขึ้นอย่างยากลำบาก สีหน้ามีแววเจ็บปวดยิ่ง ดวงตาที่เขม็งมองเต็งลั่งแม้มีแววแข็งกร้าว แต่มิอาจซ่อนความงุนงงสงสัย...
เต็งลั่งสามารถหลบมีดเขา นั่นมิใช่เรื่องประหลาด ทว่าเต็งลั่งสามารถดีดหินใส่ข้อพับปึงซิ่วซิ่ว รั้งนางมิให้หลบหนี อีกทั้งยังบิดข้อมือเขาหัก โยนร่างเขามายังตำแหน่งที่นางล้มลง เรื่องราวทั้งหลายล้วนกระทำในชั่วพริบตา เต็งลั่งสามารถทำได้อย่างไร
โฮ้ยเกี่ยมแขะสองสามีภริยารับศิษย์เพียงสองคน เล้งอิกมิเพียงเก่งกาจวิชากระบี่ ทั้งยังบรรลุขั้นสุดยอดในเพลงทวนของฮวงจึง เรื่องราวนี้ทุกผู้คนล้วนทราบ
ทว่าวิชาฝีมือของเต็งลั่งกลับเป็นปริศนา ผู้ที่เคยประมือเขายิ่งมีน้อยกว่าน้อย ทุกเรื่องราวที่เล่าขานล้วนเป็นคำร่ำลือ คล้ายจริงคล้ายไม่จริง
มีเพียงคำพูดหนึ่งที่มิใช่คำร่ำลือ ยังออกจากปากเล้งอิกเองเมื่อสิบกว่าปีก่อน
... วิชาฝีมือของเต็งลั่ง ไม่ว่าด้านใดล้วนเหนือกว่าข้าพเจ้า...
... แต่เยาว์วัยมา พวกเราสองคนประลองกันครั้งใด เขาจึงเป็นฝ่ายมีชัย...
บุรุษหนุ่มพลันตระหนัก ศัตรูที่เขาเจอในวันนี้จึงเป็นคนที่เปรียบดังผีสาง
...ความรวดเร็วที่เปรียบดังผีสาง มือเหล็กที่หักกระดูกได้ดังใจราวผีสาง...
ปึงซิ่วซิ่วร้องตะโกนว่า
"ท่านคิดทำอย่างไรกับพวกเรา"
เต็งลั่งฉุดลากนางขึ้น ชี้ไปที่ชายหนุ่มบนพื้น กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"ข้าพเจ้าคิดปล่อยเขาไป"
ปึงซิ่วซิ่วงงงันวูบ ร้องถามว่า
"ท่านคิดปล่อยพวกเราไป"
เต็งลั่งสั่นศีรษะ
"ข้าพเจ้าเพียงปล่อยเขาไป ให้เขาไปรายงานคนผู้นั้นว่ามิอาจปกป้องท่าน..."
บุรุษหนุ่มที่อยู่บนพื้นพลันถอนใจเฮือก ปึงซิ่วซิ่วหน้าซีดขาว ร้องว่า
"ท่านรู้จักพวกเรา"
เต็งลั่งสั่นศีรษะอีกครา กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าไม่รู้จักพวกท่าน แต่สามารถคาดเดา พวกท่านเพียงกระทำเรื่องเพื่อคนผู้หนึ่ง ทว่าเป็นผู้ใดนั้น ข้าพเจ้าหาทราบไม่ ดังนั้นจึงต้องเชิญท่านไปดื่มน้ำชาสนทนา..."
เที่ยงตรง ตะวันแผดแสงเจิดจ้า...
หากคนผู้หนึ่งหลั่งโลหิตใต้แสงตะวัน โลหิตย่อมหลั่งไหลรวดเร็วยิ่ง ถึงกับยังแดงฉานกว่ายามปกติ
โลหิตบนหน้าอกของโอ้วชียังไม่เหือดแห้ง บาดแผลแม้เกิดขึ้นเมื่อวาน ทว่าคนควบม้าทั้งวันทั้งคืน ลงแส้หนักหน่วงยิ่ง ควบขับเร็วปานพายุเหิน เยี่ยงนี้แผลย่อมไม่อาจสมาน โลหิตได้แต่หลั่งไหลออก...
โอ้วชีปีนี้อายุห้าสิบห้าปี ร่างกายยังแข็งแกร่งไม่แพ้ชายฉกรรจ์ ทว่าคนเสียโลหิตมากมาย เรี่ยวแรงย่อมถดถอย
...เรี่ยวแรงแม้ถดถอย จิตใจกลับมิได้ลดความห้าวหาญ...
โอ้วชีเป็นศิษย์ลำดับที่สามของเล้งตงน้ำ ศิษย์ฮวงจึงแม้มีมากมาย ทว่าผู้ที่ได้ฝึกวิชากับเล้งตงน้ำโดยตรงกลับมีไม่มาก เพลงทวนฮวงจึงมียี่สิบสามกระบวนท่า โอ้วชีกลับได้ฝึกยี่สิบสี่กระบวนท่า
กระบวนท่าสุดท้ายเป็นกระบวนท่าเฉพาะของเขา คิดค้นโดยเฉพาะเพื่อเขา นอกจากโอ้วชีแล้ว เล้งตงน้ำมิได้ถ่ายทอดแก่ผู้ใด กระทั่งบุตรชายท่าน เล้งทิเจ็ง ก็มิได้ฝึกกระบวนท่านี้
...ที่พิสดารยิ่งกว่า... มิว่าผู้ใดก็ไม่เคยเห็นกระบวนท่านี้
กระทั่งลี้เพ้งเสียงที่สังเวยชีวิตใต้คมทวนเขา ก็มิได้เห็นกระบวนท่านี้...
เมื่อยี่สิบห้าปีก่อน ลี้เพ้งเสียง ศิษย์ฆราวาสของเซี่ยวลิ้มยี่ ได้รับการยกย่องว่าเป็นยอดฝีมือที่รุ่งโรจน์แห่งยุคผู้หนึ่ง ถึงกับมีผู้จัดอันดับให้ลี้เพ้งเสียงอยู่เหนือกว่าโอ้วชี หากแต่มีผู้ทุ่มเถียงทัดทานมากมาย
เรื่องนี้โอ้วชีย่อมมิได้ทุ่มเถียงทัดทาน เขาแม้ดุเดือดห้าวหาญยิ่ง มุทะลุดุดันยิ่ง ทว่าเรื่องราวเช่นนี้กลับมิได้ใส่ใจ ผู้ที่อดรนทนมิได้กลับเป็นลี้เพ้งเสียงนั้น
...ลี้เพ้งเสียงมิเพียงคิดขจัดเสียงนกกา หากยังคิดใคร่ชมกระบวนท่าที่ยี่สิบสี่ของโอ้วชี
น่าเสียดาย ลี้เพ้งเสียงมิเพียงไม่อาจบรรลุความต้องการแรก หนำซ้ำยังสังเวยชีวิตใต้คมทวน
...ที่สำคัญ... โอ้วชีเพียงลงมือแค่สิบเอ็ดกระบวนท่า...
เพียงสิบเอ็ดกระบวนท่า ก็คร่าชีวิตศิษย์เอกผู้หนึ่งของเซี่ยวลิ้มยี่ เช่นนี้ย่อมไม่มีผู้ใดคิดใคร่ชมกระบวนท่าที่ยี่สิบสี่นั้นอีก
อาชาของโอ้วชีพุ่งทะยานปานเหาะเหิน พริบตาเดียวควบขับถึงลำธารแล้ว
บนเส้นทางปรากฏร่างหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี โอ้วชีตอนแรกมิได้เหลือบแลแม้แต่น้อย พลันได้ยินเสียงเรียกอันคุ้นเคยดังขึ้น
"โอ้วเจ่กเจ็ก"
...อาชาพลันชะงักงันวูบ ที่แท้เป็นโอ้วชีรั้งสายไว้ ยามออกแรงกระทันหัน โลหิตบนหน้าอกยิ่งหลั่งไหลแดงฉาน
บุรุษที่ส่งเสียงเรียกหาพุ่งกายมาโดยฉับพลัน โอ้วชีพอเห็นถนัดถึงกับกระโจนลงจากหลังม้า ดวงตาที่แดงก่ำอ่อนล้ายังเปล่งประกายยินดี
"ลั่งยี้ เป็นเจ้าเอง"
เต็งลั่งรีบเข้าประคองผู้สูงวัย ปากก็พร่ำว่า
"ท่านเป็นไรแล้ว"
โอ้วชีพลันรู้สึกภายในพลุ่งพล่าน มิเพียงจากอาการบาดเจ็บ ทว่าจากความตื่นเต้นยินดีโดยกระทันหัน มุมปากถึงกับปรากฏหยาดโลหิตซึมออกมา ภายในลำคอมีเสียงดังครืดคราด ที่แท้เลือดลมปั่นป่วน ผนวกกับแดดที่เผาร้อนแรง คนแทบไม่อาจยืนหยัดทรงกาย
เต็งลั่งยื่นมือโอบท่าน ส่งร่างขึ้นวางบนหลังม้า ร้องว่า
"โอ้วเจ่กเจ็ก จับไว้ให้มั่น"
เขาพลันหันมาหาปึงซิ่วซิ่ว คว้าเอวแบบบางของนาง โอบอุ้มไว้ด้วยมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งจับสายรั้งม้า คนทะยานไปข้างหน้าราวพายุ
ปึงซิ่วซิ่วเพียงรู้สึก ร่างกายนางคล้ายเหาะเหินได้ ผมเผ้าปลิวไสว ลูกปัดประดับผมที่ร้อยด้ายไว้ขาดตกไปเมื่อใดไม่ทราบ
เต็งลั่งทางหนึ่งโลดแล่นตะบึง ทางหนึ่งพลันกระซิบข้างหูนาง
"ขอโทษท่าน ลูกปัดนั้นข้าพเจ้าจะซื้อหามาชดใช้"
ปึงซิ่วซิ่วกลับเผลอตัวร้องอืมคำหนึ่ง พลันรู้สึกว่าตนเองที่แท้เป็นเชลยของเขา หาใช่สตรีที่เขาคบหาด้วยไมตรีจิตไม่ เหตุใดเขาจึงพูดจาดีกับนาง กระทั่งลูกปัดไร้ค่ายังคิดชดใช้ให้นาง
พริบตานั้นนางพลันรู้สึก ภายในร่างกายคล้ายอบอุ่นขึ้น มิทราบเป็นความอบอุ่นจากที่ใด...
ความอบอุ่นเยี่ยงนี้นางมิเคยได้รับมาก่อนในชีวิต... ใช่เป็นความอบอุ่นจากผู้ที่โอบอุ้มนางนี้หรือไม่...
ความคิดนางพลันหยุดชะงักลงฉับพลัน ที่แท้พวกเขามาถึงหน้าประตูฮวงจึงแล้ว...
|