ลิ้มเต็กเฮียะง่วนกับการจัดดอกไม้ลงแจกัน ความจริงหน้าที่นี้มิใช่ของนาง ทว่าบ่าวไพร่ใหญ่น้อยในฮวงจึงวันนี้วุ่นวายยิ่ง นางจึงเต็มใจรับอาสา
โหงวกอกอกับเซี่ยวเท้งทางหนึ่งถือมีดน้อยตัดก้านดอกไม้ ทางหนึ่งเจรจาหยอกล้อกันมิได้ขาดปาก ลิ้มเต็กเฮียะชมดูอย่างสบายอกสบายใจยิ่ง หากปีสองปีข้างหน้า โหงวกอกอให้มารดาไปสู่ขอเซี่ยวเท้งมาเป็นสะใภ้ ผู้ที่ยินดีที่สุดย่อมเป็นนาง
ลิ้มเต็กเฮียะฝันหวานยิ่ง ถึงกับคิดถึงกาลข้างหน้า หากเซี่ยวเท้งคลอดบุตรอ้วนขาวมาผู้หนึ่ง นางก็จะได้เป็นโกวโกว เยี่ยงนี้จึงนับเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ไม่ว่าผู้ใดก็มิกล้าเรียกนางเป็นเอียเท้าน้อย ซี่กอกอยิ่งต้องเก็บไม้เรียวของท่านไปให้ไกล

เอียเท้ารับใช้นางหนึ่งพลันวิ่งแตกตื่นเข้ามาในห้องหับ ลิ้มเต็กเฮียะกระโดดปราดขึ้นยืน เท้าข้างหนึ่งแทบย่ำลงไปบนกองดอกไม้
โหงวกอกอผลักม่วยม่วยเซไปก้าวหนึ่ง ร้องว่า
"เอียเท้าเจ้าซุ่มซ่ามไม่ระวัง ดอกไม้ของฮวงจึงเสียหาย พลันเสียยี่ห้อผู้ทำการค้าอย่างเรา..."
ลิ้มเต็กเฮียะไม่สนใจกอกอนาง วิ่งปราดไปยังเอียเท้ารับใช้นั้น เอ่ยถามว่า
"เซี่ยวแช เจ้าตกใจด้วยเรื่องราวใด"
เอียเท้าเซี่ยวแชพ่นลมหายใจออกมาคำหนึ่ง กลอกตามองคนทั้งสาม ตอบคำว่า
"โอ้วซิงแซ (ท่านผู้แซ่โอ้ว) หลั่งโลหิตหนักหนายิ่ง ข้าพเจ้าพอเห็นก็วิ่งหลบหนีมา โอ ภาพเช่นนี้น่ากลัวนัก ข้าพเจ้าคืนนี้ต้องฝันร้ายแล้ว"
ลิ้มเต็กเฮียะอ้าปากร้องอุทาน สุ้มเสียงยังไม่ทันจางหาย คนวิ่งออกนอกประตูไปแล้ว
โหงวกอกอกับเซี่ยวเท้งผุดลุกขึ้นยืนพร้อมกัน เซี่ยวเท้งถามว่า
"โอ้วซิงแซคือผู้ใด"
โหงวกอกอขมวดคิ้วนิ่งนึก เซี่ยวแชพลันชิงตอบว่า
"โอ้วซิงแซคือศิษย์ที่สามของจึงจู้ผู้ล่วงลับ ท่านเป็นซือตี๋ของเตี้ยงซิงแซและอาวเอี้ยงซิงแซ ปกติท่านมักท่องเที่ยวไป มิได้พำนักอยู่ในฮวงจึง คาดไม่ถึง... พอกลับมาก็..."
นางพลันยกมือปิดปาก สีหน้าสยดสยองยิ่ง ถึงกับคิดใคร่อาเจียนออกมา
โหงวกอกอฉุดดึงเซี่ยวเท้ง ร้องว่า
"พวกเราไปดูกัน"
เซี่ยวเท้งถอยหลังกรูด สั่นศีรษะกล่าวว่า
"ท่านคิดไปก็ไป ข้าพเจ้าไม่ชอบเห็นโลหิต"
โหงวกอกอปล่อยชายเสื้อนาง วิ่งตะบึงออกประตูตามม่วยม่วยไป โกวเนี้ยน้อยทั้งสองแลดูตากัน ในที่สุดนั่งลงจัดดอกไม้อย่างเงียบงัน ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่เปล่งเสียงว่ากล่าวแล้ว

ลิ้มเต็กเฮียะวิ่งเร็วสุดฝีเท้า ในที่สุดมาถึงประตูใหญ่ของฮวงจึง เห็นผู้คนมากหลายยืนออกันอยู่ นางรีบแทรกกายเข้าไประหว่างผู้คนเหล่านั้น สองตาเบิกกว้างเต็มที่
เห็นเตี้ยงซิงแซประคองคนผู้หนึ่งไว้ในอ้อมแขน คนผู้นี้หลั่งโลหิตสาหัส ถึงกับชุ่มโชกอาภรณ์ที่สวมใส่อยู่ ริมฝีปากก็มีโลหิตซึมออกมา นี่คงเป็นโอ้วซิงแซแน่แล้ว
เตี้ยงซิงแซโอบอุ้มโอ้วซิงแซผู้นั้นขึ้น ลิ้มเต็กเฮียะพลันขบริมฝีปากร้องอือ เตี้ยงซิงแซร่างเล็กซูบผอม กลับแบกโอ้วซิงแซที่ล่ำสันบึกบึนราวกับทารกน้อยก็ไม่ปาน ได้ยินเตี้ยงซิงแซกล่าวกับบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่ด้านหลังว่า
"ลั่งยี้ รีบมา"
ลิ้มเต็กเฮียะเขม้นมองดู เห็นลั่งยี้ผู้นั้นรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้ามีเหงื่อซึมอยู่ทั่ว ดวงตากลับสงบนิ่งอย่างยิ่ง นางมองไปมองมา มิทราบเป็นอย่างไร กลับมิอาจละสายตาจากคนผู้นี้ได้ พลันรู้สึกมีผู้คนสะกิดที่เอว พอหันไปมองจึงเห็นว่าเป็นโหงวกอกอเอง
นางขยับที่ให้กอกอ กระซิบที่ข้างหูเขาว่า
"บุรุษผู้นั้นไม่ทราบเป็นใคร เตี้ยงซิงแซเรียกท่านว่าลั่งยี้"
โหงวกอกอก็สั่นศีรษะ แววตายังงุนงง ฉับพลันกลับร้องอุทานออกมา
"นั่นมิใช่ปึงซิ่วซิ่วดอกหรือ"
ลิ้มเต็กเฮียะรีบหันไปมอง เห็นสตรีผู้หนึ่งยืนอยู่เบื้องหลังบุรุษหนุ่มนั้น ที่แท้เป็นปึงซิ่วซิ่วเอง นางคิดร้องเรียกซิ่วเจ้เจ๊ พลันกล้ำกลืนถ้อยคำไว้ ในศีรษะกลับขบคิดอย่างหนักหน่วง
... ซิ่วเจ้เจ๊ไฉนมาอยู่ที่นี้ได้ ท่านเดินตามบุรุษผู้นั้น มิทราบมีความสัมพันธ์ใด ตลอดหลายปีที่พวกนางสนิทสนมกัน ปึงซิ่วซิ่วมิเคยย่างเท้าเข้ามาในฮวงจึง ไฉนวันนี้กลับติดตามบุรุษผู้นี้มา...

ลิ้มเต็กเฮียะยิ่งคิดยิ่งรู้สึกสมองพองโต ในที่สุดถูกคลื่นผู้คนบดบังไว้ด้านหลัง โหงวกอกอที่ข้างกายก็พลันหายไป ได้ยินแต่เสียงเรียกเล้งจึงจู้ ที่แท้เล้งอิกก็ลงมาจากตึกแล้ว...


โอ้วชีนอนสงบนิ่งบนเตียง เตี้ยงโหวกับบ่าวผู้หนึ่งช่วยกันตัดเสื้อเขาออก บ่าวอีกผู้หนึ่งใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดหน้าให้เขา สีหน้าโอ้วชียามนี้ซีดเซียวยิ่ง ริมฝีปากแตกระแหง ลมหายใจยังคงติดขัด เล้งอิกชะโงกศีรษะเข้ามาดูบาดแผลเขา พลันร้องอุทานว่า
"เป็นบาดแผลจากกระบี่"
เล้งจงก้วงที่ยืนอยู่ด้านปลายเท้าเพ่งสายตามองดูบาดแผลที่หน้าอกของโอ้วชี เห็นเป็นรอยเล็กยาวเพียงหนึ่งนิ้ว ยังมีโลหิตซึมออกมามิได้หยุด ท่านเหลียวไปมองเต็งลั่งที่ยืนอยู่ข้างประตู ส่งสายตาเป็นเชิงถามไถ่ เต็งลั่งส่ายหน้าน้อยๆ เล้งจงก้วงไม่ทันผงกศีรษะตอบ พอดีได้ยินเล้งอิกกล่าวว่า
"สั่งคนให้นำอึ้งโฮ้วแชชิ่ว (พยัคฆ์เหลืองหัตถ์เขียว) บดผสมกันมาโดยด่วน"
อึ้งโฮ้วและแชชิ่วเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยสมานแผลและห้ามเลือด ทั้งสองชนิดล้วนนำมาจากดินแดนของเพ็กกงจู้ นางสั่งให้คนเพาะปลูกไว้ที่เรือนต้นไม้ จนถึงบัดนี้ก็ยังมีใช้มิได้ขาด อึ้งโฮ้วยิ่งปลูกยิ่งงอกงาม พ่อครัวของฮวงจึงถึงกับดัดแปลงมาปรุงเป็นอาหาร ส่วนแชชิ่วใช้ผสมในน้ำชาให้รสชาติดียิ่ง

เตี้ยงโหวจับชีพจรซือตี๋ของท่าน ครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า
"เขาเสียเลือดมากอย่างยิ่ง ทว่าชีพจรเพียงอ่อนล้า มิได้ติดขัดชะงัก"
เขาแลดูโอ้วชีด้วยสายตาห่วงหาอาทร พอดีบ่าวชราผู้หนึ่งนำสมุนไพรมาส่งให้ เล้งอิกรีบรับไว้และพอกทาให้โอ้วชีด้วยตนเอง
เตี้ยงโหวเกาะกุมมือของโอ้วชี ในดวงตามีหยาดน้ำคลอหน่วย
"ในหมู่พวกเราซือเฮียตี๋ เขาจึงเก่งกาจเข้มแข็งที่สุด สร้างชื่อเสียงให้ฮวงจึงที่สุด"
บ่าวชราที่นำสมุนไพรมาส่งยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำมูก สะอึกสะอื้นกล่าวว่า
"โอ้วซิงแซแม้ใจร้อนดุดัน ทว่ากับพวกเราบ่าวไพร่ท่านมีน้ำใจเสมอมา ไม่ทราบเป็นผู้ใดทำร้ายท่านได้ถึงเพียงนี้"
เล้งจงก้วงโบกมือพลางส่งเสียงดุว่า
"อย่าได้ร่ำร้อง โอ้วซิงแซจึงรำคาญเจ้าแล้ว"


เตี้ยงโหวหันศีรษะไปที่เต็งลั่ง ถามว่า
"ลั่งยี้ โอ้วเจ่กเจ็กมิได้ว่ากล่าวอย่างไรกับเจ้า"
เต็งลั่งสั่นศีรษะ ตอบว่า
"เมื่อข้าพเจ้าพบโอ้วเจ่กเจ็ก ท่านพอดีสิ้นสัมปชัญญะ"
เตี้ยงโหวเอ่ยอย่างครุ่นคิดว่า
"ความจริงหากเขาบาดเจ็บ ควรพักรักษาตัวที่ใดที่หนึ่งก่อน ไม่จำเป็นต้องเดินทางมาถึงฮวงจึง"
เล้งอิกที่นิ่งเงียบอยู่นานพลันกล่าวว่า
"ความนี้ย่อมมีเลศนัยใด สักครู่หนึ่งข้าพเจ้าจะถ่ายทอดกำลังแก่เขา จากนั้นให้เขาพักผ่อน บางทีคืนนี้เขาอาจว่ากล่าวได้"

เล้งจงก้วงกับบ่าวไพร่ทยอยกันออกมาจากห้องของโอ้วชี เตี้ยงโหวตามมาทีหลัง เขายกเก้าอี้มาตัวหนึ่ง นั่งลงเฝ้าที่หน้าห้องนั้น เมื่อเห็นบ่าวผู้หนึ่งเดินผ่านมาจึงสั่งว่า
"ลงไปบอกเอี้ยป้อซัวให้สอนวิชาทวนบ่ายนี้แทนเรา อ้อ... สตรีที่เต็งลั่งพามาอยู่ในความดูแลของผู้ใด"
บ่าวนั้นก้มศีรษะตอบว่า
"อาวเอี้ยงเซี่ยวเอี้ยกับคนของท่านเฝ้าคุมนางไว้ที่ตึกด้านหลัง"
เตี้ยงโหวพยักหน้ารับฟัง พลันถามต่อว่า
"อาวเอี้ยงกุนส่งข่าวบอกบิดาเขาแล้ว?"
บ่าวนั้นผงกศีรษะติดๆ กัน ระล่ำระลักตอบว่า
"อาวเอี้ยงเซี่ยวเอี้ยให้ม้าเร็วไปบอกอาวเอี้ยงซิงแซแล้ว"
เตี้ยงโหวพยักหน้าน้อยๆ โบกมือไล่บ่าวผู้นั้นออกไป เอนหลังพิงผนังห้องพลางครุ่นคิดถึงวันเวลาที่ล่วงมา

ศิษย์ฮวงจึงที่ฝึกวิชาโดยตรงกับเล้งตงน้ำมีห้าคน หนึ่งในจำนวนนี้เสียชีวิตแต่ยังเยาว์ อีกหนึ่งเข้ารับราชการ เหลืออีกสามคนคืออาวเอี้ยงเทียน บิดาของอาวเอี้ยงกุน โอ้วชีที่นอนบาดเจ็บอยู่ในห้อง และอีกผู้หนึ่งคือตัวเขาเอง
โอ้วชีสติปัญญามิใช่ชั่ว ทว่ามุทะลุดุดัน ในกาลก่อนที่ซือแป๋ยังมีชีวิต เคยกล่าวเตือนกับเขาเสมอ
"ซาซือตี๋เจ้าใจร้อนนัก วันหน้าหากมีเรื่องราวบาดหมางกับผู้คน เจ้าย่อมต้องช่วยไกล่เกลี่ย"
เตี้ยงโหวเป็นศิษย์เอกของเล้งตงน้ำเพียงผู้เดียวที่แทบมิได้ย่างเท้าออกนอกฮวงจึง เขาพำนักอยู่ที่นี้ตั้งแต่อายุเพียงเจ็ดปี จนบัดนี้อายุหกสิบเอ็ดปี เมื่อเยาว์วัยอาวเอี้ยงเทียนและโอ้วชีมักล้อเลียนเขาว่าเป็นเล่าโจ๊ว (ผู้เฒ่า) คร่ำครึ กระทั่งหาภริยาก็ยังกระทำเองมิได้ ต้องอาศัยอาวเอี้ยงเทียน ยี่ซือตี๋ผู้แสนสำราญ เป็นพ่อสื่อเจรจา

เตี้ยงโหวครุ่นคิดถึงเรื่องที่โอ้วชีถูกกระบี่ทำร้าย อดนึกถึงเรื่องราวเมื่อยี่สิบห้าปีก่อนมิได้ มิทราบว่ามีใดเกี่ยวข้องกับเซี่ยวลิ้มยี่หรือไม่
ครั้งที่โอ้วชีสังหารลี้เพ้งเสียงดับดิ้น ความจริงแม้เป็นเรื่องราวที่ตกลงไว้แต่แรกระหว่างบุคคลทั้งสอง หากผู้ใดบาดเจ็บล้มตายล้วนไม่มีการเอาความ ทว่าลี้เพ้งเสียงเป็นถึงศิษย์เอกของซิมคี้ไต้ซือ รองเจ้าอาวาสเซี่ยวลิ้มยี่ จะมากจะน้อยย่อมต้องมีรอยร้าวระหว่างสองสำนัก ดีที่เล้งทิเจ็งประมุขฮวงจึงในเวลานั้นเดินทางไปเซี่ยวลิ้มยี่ด้วยตนเองเพื่อปรับความเข้าใจ

เล้งทิเจ็งแม้สำรวมเงียบขรึม ตลอดช่วงชีวิตเขาไม่เคยมีเรื่องราวประมือกับผู้ใด ทว่าได้รับความยอมรับนับถือจากสำนักใหญ่น้อยมิผิดจากจึงจู้ท่านก่อน เสียดายที่เขาอายุไม่ยืนยาว เล้งอิกจึงขึ้นเป็นจึงจู้ตั้งแต่อายุเพียงสิบเจ็ดปี
เตี้ยงโหวเงี่ยหูฟังสุ้มเสียงในห้อง ทว่าหาได้ยินสรรพสำเนียงใดไม่ คาดว่าเล้งอิกคงเดินลมปราณเพิ่มกำลังแก่โอ้วชียังมิเสร็จสิ้น
...นึกถึงเล้งอิก เตี้ยงโหวพลันรู้สึกชุ่มชื่นใจขึ้นมาทันใด จึงจู้น้อยผู้นี้แม้สันโดษงำประกาย ทว่าผู้คนล้วนเคารพยำเกรง...
ฮวงจึงมีเล้งอิกเป็นประมุข มิว่าเรื่องราวใดล้วนมิต้องหวาดหวั่น ยิ่งบัดนี้เต็งลั่งกลับมา ผู้เฒ่าอย่างท่านจึงควรยอมรับว่าตนเองชราแล้ว...

เตี้ยงโหวแม้ครุ่นคิดปลอบประโลมใจตนเอง ทว่ายามคำนึงถึงผู้เยาว์ทั้งสอง ผนวกกับโอ้วชีที่บาดเจ็บ กลับรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างประหลาด...
กระทั่งมือที่วางสงบอยู่บนเข่ายังสั่นระริก...