ธูปหอมเผาไหม้หมดสิ้น...
กลิ่นกรุ่นยังกระจายไออวล...

เต็งลั่งพอลืมตาขึ้นก็เห็นเม่งไอ่ซี
...นางนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงเขา สองแขนท้าวลงที่ตัก สองมือประคองดวงหน้า ยังจับจ้องมองเขาด้วยดวงตาคู่นั้น...
เต็งลั่งพลันรู้สึกใจหายวาบ คนพอสะดุ้งขึ้น เม่งไอ่ซีก็คล้ายถูกฉุดดึงขึ้นจากภวังค์ ต้องถามอย่างขบขันว่า
"ท่านไฉนพอเห็นเราก็ตื่นตระหนก"

เต็งลั่งรีบสำรวจตนเองอย่างเร็วรี่ พบว่าตนยังสวมใส่อาภรณ์ ทว่าไออุ่นที่ได้รับเมื่อครู่ ยังคล้ายติดตรึงอยู่ในผิวกาย...
...เม่งไอ่ซีพลันลุกจากเก้าอี้ ยกมือข้างหนึ่งวางลงบนไหล่เขา ถามอย่างห่วงใยว่า
"ลั่งยี้ ท่านเป็นไร"
เต็งลั่งกลับปัดมือนางอย่างแรง ยันกายปราดลงจากเตียง ส่ายศีรษะสลัดความมึนงง เม่งไอ่ซีพอเห็นเขาเป็นเช่นนี้ ต้องรู้สึกตระหนกขึ้น ยามนี้เดินมาที่เขา แตะแขนอย่างแผ่วเบา ถามว่า
"ลั่งยี้ ท่านฝันร้าย?"
...เต็งลั่งหลับตาลง รวบรวมสติครุ่นคิด เหตุการณ์เมื่อครู่คล้ายเป็นความจริงอย่างยิ่ง ตนยังรู้สึกถึงรสสัมผัส กลิ่นกายที่ตราตรึง กระทั่งในปากยังมีความหอมหวาน...

เม่งไอ่ซีจับมือเขาแนบแน่น ประคองมานั่งที่เก้าอี้ รินชาลงในจอก ยื่นส่งให้เขาถึงริมฝีปาก กล่าวว่า
"ชานี้อุ่นพอดี ยังเป็นเราชงเอง"
เต็งลั่งกลับเบี่ยงศีรษะออก ตาแลสบตานาง ถามว่า
"ท่านบอกเราตามตรง เมื่อครู่..."
เม่งไอ่ซีเอียงศีรษะมองเขา ดวงตายังมีแววฉงน เอ่ยถามว่า
"เมื่อครู่ท่านหลับสนิทอย่างยิ่ง ทราบหรือไม่ นี่เป็นเวลาบ่ายแล้ว"
เต็งลั่งย่อมมิได้สนใจเรื่องนั้น ยังคงถามว่า
"พวกเราเมื่อครู่... ท่าน... เรา..."
...วาจาพลันมิอาจเปล่งออกไป เหตุการณ์เมื่อครู่คล้ายจริงคล้ายฝัน หากเป็นเพียงจินตนาการจากก้นบึ้งหัวใจ ไหนเลยว่ากล่าวให้นางได้ยิน ทว่าหากเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เม่งไอ่ซีไฉนยังเป็นเช่นปกติ...
...พวกเขามาตรว่าผูกพันกันแต่เยาว์วัย ความรู้สึกในใจก็ลึกซึ้ง หากแต่เรื่องเช่นนี้... เรื่องที่ผิดต่อเล้งอิกเช่นนี้... มิว่าอย่างไรก็มิกล้ากระทำลง...

ยามนี้รับถ้วยชาจากมือนาง จิบดื่มลงไปจนแห้งจอก ตาแลไปที่ธูปในกระถาง ถามว่า
"เราเมื่อครู่หลับไหลตลอดเวลา"
เม่งไอ่ซีรินชาจอกใหม่แก่เขา ตอบคำว่า
"ท่านย่อมหลับไหลตลอดเวลา ในห้วงนิทรายังมีรอยยิ้ม ดังนั้นเราลากเก้าอี้ไปที่เตียง คิดชมดูรอยยิ้มของท่าน ยังใคร่รับประทานลงไป"
นางว่ากล่าวยิ้มแย้ม เต็งลั่งกลับมิกล้าสบตา เม่งไอ่ซีพลันถามขึ้นว่า
"ท่านหิวแล้ว? ให้เราเรียกเซี่ยวช่ำตระเตรียมอาหารหรือไม่"
เต็งลั่งคล้ายมิได้ยินถ้อยคำนาง พอหันหน้ามาก็กล่าวว่า
"ไอ่ซี เรายามนี้คิดอยู่เพียงลำพัง..."

เม่งไอ่ซีแลดูเขาอย่างงงงัน ยังคิดใคร่ถามอันใด เต็งลั่งพลันผุดลุกขึ้น เดินไปที่หน้าต่าง กล่าวว่า
"ท่านเรียกเซี่ยวช่ำมาที่นี้ จากนั้นท่านก็กลับออกไป เราหากคิดพบพานท่าน ค่อยให้ผู้คนไปเชื้อเชิญ"
เม่งไอ่ซีสั่นศีรษะไปมา คล้ายมิอาจเชื่อสิ่งที่ได้ยิน เต็งลั่งพลันมีท่าทีเหินห่างต่อนาง มิทราบมีเรื่องอันใดในใจ...
...คนมาตรว่ารู้สึกผิดแผก ยังคงปฏิบัติตามที่เขาว่ากล่าว เซี่ยวช่ำพอเข้าไปในห้อง นางก็ออกมาที่ด้านนอก เหม่อมองคลื่นสมุทรสาดซัดชายหาด จิตใจพลันล่องลอยไร้จุดหมาย...


เซี่ยวช่ำยามนี้อยู่เบื้องหน้าเต็งลั่ง ยังคงก้มศีรษะตอบคำอย่างนอบน้อม เซี่ยวเก็งจู้ที่ปกติว่ากล่าวสนุกสนาน วันนี้กลับคล้ายเย็นชา ยังถามไถ่นางอย่างละเอียด คนพลันรู้สึกหวาดหวั่น มิทราบตนกระทำเรื่องใดผิดพลาด เกิดมิสบอารมณ์ท่าน
...ได้ยินเต็งลั่งถามว่า
"พวกท่านเพิ่มเติมยาใดแก่เรา"
เซี่ยวช่ำต้องรีบสั่นศีรษะโดยพลัน กิมแชฮูหยินเมื่อเช้าย้ำหลายครา อย่าได้บ่งบอกเรื่องราวต่อเขา ตนที่เกรงกลัวนางแทบตาย ย่อมมิกล้าเปิดเผยออกไป ได้แต่กล่าวว่า
"ย่อมเป็นยาดังที่ท่านรับทุกวัน เล่าฮูหยินและเก็งจู้กำหนดมาแต่แรก"
เต็งลั่งพลันผุดลุกขึ้น กล่าวว่า
"ท่านนำพาเราไปพบพวกเขา"
...เซี่ยวช่ำต้องสะดุ้งเล็กน้อย กริ่งเกรงเล่าฮูหยินเข้าใจ นางบอกกล่าวอันใดต่อเซี่ยวเก็งจู้ ทว่าเห็นเต็งลั่งมีสายตาคาดคั้น มิทราบสามารถขัดเขาอย่างไร ได้แต่เก็บความหวั่นวิตกไว้ ยามนี้สาวเท้าขึ้นนำหน้า นำพาเขาไปยังที่พำนักของเล่าฮูหยิน

กิมแชฮูหยินกำลังตระเตรียมขึ้นเกี้ยว คิดให้สตรีรับใช้แบกหามออกไปที่ภายนอก
เต็งลั่งพอเห็นนางก็สืบเท้าเข้าหา กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า
"ข้าพเจ้ามีเรื่องเจรจา"
กิมแชฮูหยินเรียกสตรีรับใช้ถอยออกไป คนเยื้องย่างเข้าในห้องอีกครา เต็งลั่งก็ตามมาที่ด้านหลัง
...นางผายมือเชื้อเชิญเขานั่งลง เต็งลั่งที่ร้อนรุ่มกลับมิได้สนใจ แลสบตานางอย่างคาดคั้น ถามว่า
"ท่านเพิ่มตัวยาในน้ำแกง?"
กิมแชฮูหยินหันศีรษะไปอีกทาง นัยน์ตาพลันมีประกายวาบ พอหันกลับมาก็ปรับสีหน้าเป็นเช่นปกติ เอ่ยถามว่า
"เจ้าไฉนถามไถ่เช่นนี้ ยาที่พวกเราให้แก่เจ้า ย่อมเป็นเช่นเดียวกันทุกวัน มีเพียงมิ้งเช่าที่เพิ่มปริมาณ เนื่องเพราะเก็งจู้คิดให้เจ้าพักผ่อนเต็มที่..."
เต็งลั่งส่ายหน้าไปมา กล่าวว่า
"มิ้งเช่าเพียงทำให้ง่วงงุน ย่อมมิใช่เช่นนี้"

กิมแชฮูหยินต้องรู้สึกหัวใจพองโต สิ่งที่นางคาดหวัง น่ากลัวสัมฤทธิ์ดังประสงค์ ยามนี้ยื่นมือมาแตะไหล่เขา แสร้งกล่าวว่า
"เจ้ารู้สึกมีที่ใดไม่ดี ยังคงบอกต่อเรา อย่าได้ลืม เราผู้นี้เป็นย่าของเจ้า เจ้าก็เป็นหลานที่เรารักใคร่นัก หากเจ้าติรับประทานยามากเกิน เรายังให้ลดลงขนานสองขนาน..."
เต็งลั่งแลดูนางอย่างคิดเค้นความจริง ทว่านางที่เอ่ยคำย่าหลาน ตนพลันรู้สึกใจอ่อนลง ได้แต่กล่าวว่า
"ยาที่ท่านให้คล้ายแรงไปบ้าง ข้าพเจ้ากลับมิทราบ ตนเองกระทำสิ่งใดลงไป"
กิมแชฮูหยินรู้สึก ยามนี้เป็นโอกาสของนาง ต้องรีบกล่าวว่า
"กระทำสิ่งใดบางทียังมิได้สำคัญ ที่ควรคิดคือ หลังจากเรื่องราวบังเกิด ยังคิดกระทำสิ่งใด"
เต็งลั่งมองลึกลงไปในดวงตานาง เน้นถ้อยคำถามว่า
"ท่านทราบ? เราเมื่อครู่กระทำสิ่งใด"

กิมแชฮูหยินจับมือเขาอย่างแผ่วเบา ตาแลสบตา นัยน์ตามีแววเอ็นดูรักใคร่ ถึงกับยังมีแววจริงใจ ยามนี้เอ่ยว่า
"เซี่ยวเก็งจู้ เรื่องระหว่างเจ้ากับนาง ยังมีผู้ใดที่มิทราบ"
เต็งลั่งรู้สึกสะท้านวาบ กระทั่งมือยังสั่นไหว ถามย้ำว่า
"ท่านทราบ?"
กิมแชฮูหยินผงกศีรษะน้อยๆ กล่าวว่า
"เจ้าเป็นบุรุษผู้หนึ่ง ทั้งยังผูกพันรักใคร่ต่อนาง เรื่องเช่นนี้ วันใดวันหนึ่งย่อมต้องเกิดขึ้น..."
เต็งลั่งนิ่งอึ้งตะลึง ราวกับถูกค้อนฟาดลงกลางศีรษะ กิมแชฮูหยินยังว่ากล่าวอันใดอีกมากหลาย ทว่าเขาหาได้ยินแม้สักคำไม่...
...ยามนี้พึมพัมออกมา
"เรื่องนี้ย่อมมิได้เกิดขึ้น หาไม่... นางไฉนมิได้บ่งบอกออกมา"
...กิมแชฮูหยินย่อมได้ยินถ้อยคำนั้น ยังรีบกล่าวว่า
"นางที่เป็นสตรี ไหนเลยเอื้อนเอ่ยเรื่องเช่นนี้ พวกเจ้าเมื่อมีใจรักใคร่ ข้าวสารหุงเป็นข้าวสุก ยังคง..."

เต็งลั่งที่สับสนงงงัน ยามนี้พลันผุดลุกขึ้น ตวาดว่า
"อย่าได้ว่ากล่าวแล้ว..."
กิมแชฮูหยินต้องผงะออก เต็งลั่งปัดป้านชาบนโต๊ะตกสู่พื้นแตกกระจาย ดวงตาแดงก่ำมีแววชอกช้ำ ยังกล่าวใส่หน้านางว่า
"ไอ่ซีเป็นภรรยาของเล้งอิก เป็นเล้งฮูหยินนางหนึ่ง ท่านได้โปรดจดจำไว้"
...สตรีรับใช้ที่ภายนอกต้องรีบถลันเข้ามา กิมแชฮูหยินพลันโบกมือไล่พวกนางออกไป หันมากล่าวกับเต็งลั่งว่า
"กับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้า เป็นเราฤาเจ้าที่มิอาจจดจำ?"

เต็งลั่งผลักโต๊ะจนล้มโครม สาวเท้าปราดออกจากห้องไป ยังแทบชนกับเก็งจู้ที่สวนเข้ามา
...เหล่าสตรีรับใช้ย่อมคิดเข้ามาเก็บกวาด เก็งจู้กลับเรียกพวกนางออกไป กิมแชฮูหยินยามนี้ลุกขึ้นยืน สีหน้าแววตายังคล้ายอิ่มเอมยินดี กลับมิได้มีโทสะแม้สักน้อย...
เก็งจู้แลดูนาง พลันเอ่ยขึ้นว่า
"ท่านคล้ายมีเรื่องสมปรารถนา"
กิมแชฮูหยินก็มิได้ปฏิเสธ เพียงถามขึ้นว่า
"ท่านมีเรื่องต้องพบเรา"
เก็งจู้ผงกศีรษะ กล่าวว่า
"เราทราบว่าเขามาที่ท่าน ดังนั้นจึงติดตามมา"

กิมแชฮูหยินร้องอ้อคำหนึ่ง มิได้ว่ากล่าวอันใดสืบไป เก็งจู้พลันเดินมาที่เบื้องหน้านาง กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"เราเมื่อเช้าก็ไปเยี่ยมเยียนเขาที่ห้อง"
กิมแชฮูหยินต้องเงยหน้าขึ้นมองเขา ถามว่า
"ท่านคิดบอกเล่าเรื่องสำคัญ"
เก็งจู้สั่นศีรษะเล็กน้อย กล่าวว่า
เรามิได้มีอันใดสำคัญ เพียงคิดบอก เราพบเห็นสิ่งที่เขากระทำ ยังทราบสิ่งที่ท่านกระทำ"
กิมแชฮูหยินต้องหลบสายตาโดยพลัน กล่าวว่า
"เราพาลไปกระทำอันใด"
เก็งจู้ยื่นมือไพล่หลัง ท่าทีปลอดโปร่งไม่อาทร กล่าวอย่างแช่มช้าว่า
"ท่านกระทำสิ่งใดย่อมทราบแก่ตนเอง เราเพียงคิดบอก สิ่งที่ท่านปรารถนา กลับมิได้บังเกิด..."

พอว่ากล่าวก็สาวเท้าไปที่ประตู คิดจากไปในลักษณะนี้ กิมแชฮูหยินพอฟังต้องรู้สึกร้อนรน รีบย่างเท้าติดตามมา ร้องถามว่า
"ท่านหมายความอย่างไร..."
เก็งจู้ก้หันกลับมา ที่มุมปากมีรอยยิ้มผุดขึ้น กล่าวว่า
"เราบอกต่อท่านอีกคำเดียว เม่งไอ่ซีเมื่อเช้ามิได้อยู่กับเขา ท่านยามนี้กระจ่างแจ้งแล้วหรือไม่"


ท้องฟ้ายามนี้มีเมฆบดบัง ที่ไกลตายังเห็นเป็นสีครามเจือจาง น่ากลัวสักครู่จึงมีลมฝน...
เม่งไอ่ซีหันหน้าออกสู่ทะเล ดวงตาเหม่อมองไปไกลแสนไกล...

นางเข้ามาอยู่เทียนมึ้งเก็งเนิ่นนาน ตนยามนั้นครุ่นคิด ที่กระทำล้วนเพราะเพื่อเต็งลั่ง
...เขาจากนางไปสิบปี ระหว่างนั้นนางก็มิได้พบเล้งอิก คนหนึ่งอยู่ใกล้แต่ใจห่างไกล คนที่พลัดพรากกลับคะนึงถึงทุกเมื่อเชื่อวัน...
เมื่อเช้าซุนเซี่ยวตงเรียกหานางเป็นเล้งฮูหยิน เม่งไอ่ซีก็รับฟังจนเกิดรสชาติสุดบรรยาย...
...นางสิบกว่าปีที่แล้ว ตัดสินใจผิดพลาดหนหนึ่ง วันนี้ยังคล้ายพลาดไปอีกครา มิทราบวันข้างหน้าใช่ยังผิดพลาดอีกหรือไม่...
กับคนที่ผูกผันลึกซึ้ง ยามห่างไกลพลันคล้ายได้คิด ยังคงเข้มแข็งรักษาศักดิ์ศรีตนเอง ทว่ายามพบเห็นอีกครา ทราบว่ามิสมควรไขว่คว้า กลับมิอาจระงับท่าที ยิ่งมิอาจระงับระลอกคลื่นในใจ...
...นางกระทำตนเองจนเจ็บปวด เต็งลั่งเล้งอิกไยมิใช่รวดร้าวยิ่งกว่า...
...เล้งอิกที่มิเข้าใจอันใดทั้งสิ้น ได้แต่ฝืนทนกล้ำกลืน เต็งลั่งที่เข้าใจทุกเรื่องราว หัวใจย่อมถูกเชือดเฉือน...
เม่งไอ่ซีที่หลั่งน้ำตาเนืองนอง ในหัวอกกลับรู้สึกร้อนรุ่ม ที่หยาดลงภายนอกเป็นหยดน้ำ ที่คุขึ้นในใจกลับเป็นเปลวเพลิง...

ฉับพลันได้ยินเสียงฝีเท้า พอหันกลับไปก็พบเห็นเต็งลั่ง...
เต็งลั่งในดวงตาก็มีหยาดน้ำ คนพอเผชิญหน้าพลันคล้ายมีแม่เหล็กดึงดูดเข้าหา ปลายนิ้วพอแตะสัมผัส ร่างก็โผเข้ากอดกันแนบแน่น
...เต็งลั่งสะอึกสะอื้นราวหัวใจสลาย ยามนี้ยกมือประคองใบหน้านาง กล่าวด้วยเสียงขาดเป็นห้วงๆ ว่า...
"ไอ่ซี เราขอโทษท่าน"
เม่งไอ่ซีก็จับมือเขาไว้ กล่าวว่า
"เราจึงต้องขอโทษท่าน"
เต็งลั่งทรุดกายลงบนพื้น เม่งไอ่ซีก็ติดตามลงมา เต็งลั่งปาดน้ำตาที่เนืองนอง กล่าวอย่างปวดร้าวว่า
"เราพาท่านกลับไปคืนเล้งอิก ยังยินดีรับโทษจากเขา หากเขาคิดสังหารเรา เราก็ยังยินยอม"
...เม่งไอ่ซีกลับเข้าใจเป็นอื่น นางยามนี้ครุ่นคิด เต็งลั่งที่บาดเจ็บบอบช้ำ พลันโศกเศร้าที่มิอาจคุ้มครองนางกลับไป พวกตนกลับต้องรั้งอยู่ที่นี้ ดังนั้นเขารู้สึกผิดต่อเล้งอิก...
นางก็กล้ำกลืนน้ำตาลง กล่าวด้วยเสียงปลอบโยนว่า
"เราอยู่ที่นี้มิได้มีอันใดกระทบกระเทือน พวกเรายังช่วยกันคลี่คลายเรื่องราว ท่านข่มใจรักษาอาการ อีกไม่นานพวกเราย่อมสามารถกลับออกไป..."

เต็งลั่งพยายามระงับจิตใจ ที่สุดจึงกล่าวว่า
"มิว่าเกิดเรื่องราวใด ท่านยังคงเป็นภรรยาของเล้งอิก"
เม่งไอ่ซีก็ผงกศีรษะ ความสัมพันธ์ระหว่างเต็งลั่งกับสามีนาง นางย่อมตระหนักแก่จิตใจ เต็งลั่งมาตรว่ามิได้กล่าวเตือน นางยังต้องหมั่นระลึกไว้ เรื่องที่ตัดสินใจพลาดในคราวโน้น ย่อมมิอาจแก้ไขเปลี่ยนแปลง...
...ยามนี้พลันเอ่ยขึ้นว่า
"ลั่งยี้ พวกเราที่มิได้พบกันเนิ่นนาน ยังมีเรื่องหนึ่งที่เราคิดใคร่ถาม"
เต็งลั่งจับมือนางไว้ ถามว่า
"ท่านคิดทราบเรื่องราวใด"
เม่งไอ่ซีฝืนยิ้มขึ้น ดวงตากลับเหม่อมองไปที่ทะเล จากนั้นกล่าวว่า
"ท่านเมื่อกาลก่อนพลันจากไป สิบปีมานี้มิได้ส่งข่าวคราว ไฉนพลันกลับคืนกะทันหัน ใช่เป็นดังที่เราคาดคิด ท่านในที่สุดสามารถตัดใจแล้ว..."

เต็งลั่งก้มศีรษะลง คนนิ่งงันอยู่เนิ่นนาน สักครู่จึงกล่าวว่า
"ท่านย่อมทราบ เหตุใดเราจึงต้องจากไป เราเมื่อออกเร่ร่อนภายนอก พานพบเรื่องมากหลาย สิบปีมานี้พลันรู้สึก จิตใจยังคล้ายเย็นขึ้น ยังสามารถยอมรับสิ่งที่เกิด..."
เม่งไอ่ซีหันมองเขา ดวงตายังมีละอองน้ำ กล่าวว่า
"ดังนั้นที่ท่านกลับมา ใช่เพื่อมาบอกต่อเรา ท่านสามารถทำใจ"
เต็งลั่งพยักหน้าคราหนึ่ง น้ำตาหยาดหยดลงมา กล่าวว่า
"เราคิดบอกต่อท่านเช่นนั้น ยังปรารถนาให้ท่านมีชีวิตอย่างเป็นสุข พวกเราที่เลือกทางเดินเช่นนี้ มาตรว่าคล้ายทรยศจิตใจตนเอง ยังต้องมีลมหายใจสืบต่อ ยังต้องมีชีวิตที่มีความหวัง..."
...เม่งไอ่ซียกมือขึ้นทาบบนทรวงอกเขา ย่อมเป็นด้านที่มีหัวใจอยู่ภายใน ฝ่ามือเรียวงามยังคล้ายสัมผัสถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่าน...
เต็งลั่งพลันมีรอยยิ้มขึ้น กล่าวสืบไปว่า
"ท่านทราบหรือไม่ เราเมื่อจากพวกท่านไป เดินทางพเนจรไร้จุดหมาย มีอยู่คราหนึ่งพักค้างแรมในวัดบนแป๊ะไต่ซัว ที่นั้นมีเจดีย์โบราณก่อคู่กัน ผู้คนในหมู่บ้านมีความเชื่อว่า หากคู่สามีภรรยามากราบไหว้สักการะ ชั่วชีวิตสามารถครองคู่อยู่นิรันดร์ เรายามนั้นยังไปจุดธูป อธิษฐานให้ท่านกับเล้งอิกมีความสุขร่วมกันตลอดกาล..."
...เม่งไอ่ซีต้องสะท้านขึ้นทั้งกาย แนบใบหน้าลงกับหัวใจเขา เต็งลั่งก็ลูบคลำเรือนผมนาง เอ่ยต่อไปว่า
"...อีกปีถัดมา เราเดินทางไปถึงเมืองฮั่วเซี้ยง ผู้คนที่นั้นทำแป้งปั้นได้สวยงามนัก ทุกครั้งที่มีเรื่องมงคล ต้องปั้นแป้งเป็นรูปร่างต่างๆ มากหลาย เรายามนั้นยังซื้อแป้งปั้นที่เป็นรูปเสือคู่หนึ่ง พั่วพั้วที่ปั้นแป้งยังกำนัลด้ายแดงแก่เรา บอกให้ใช้ผูกตัวเสือติดกัน เก็บไว้กำนัลคู่สามีภรรยาที่มีบุตรชาย..."

เม่งไอ่ซีรับฟังจนปวดแปลบแทบขาดใจ เต็งลั่งที่น้ำตายังเนืองนอง ยังว่ากล่าวสืบไปว่า
"เราก็คิดเก็บเสือคู่นั้นไว้ ตั้งใจมอบแก่บุตรชายพวกท่าน ทว่าเสือที่เป็นแป้งปั้น มิอาจอยู่ทนทานเนิ่นนาน ดังนั้นเรายามหิวโหย กลับรับประทานเสือลงท้องไป กระทั่งยังลืมปลดด้ายแดงออก..."
...คนพอว่ากล่าวยังมีรอยยิ้มปรากฏ เม่งไอ่ซีก็แย้มยิ้มทั้งน้ำตา...
เต็งลั่งยามนี้จับไหล่กลมมนของนาง ผลักออกห่างอย่างนุ่มนวล กล่าวว่า
"เราที่จากไปสิบปี ยามกลับคืนมาย่อมคาดหวัง เห็นพวกท่านมีชีวิตอย่างเป็นสุข ยังมีบุตรหลานเต็มบ้าน..."
เม่งไอ่ซีก็ผงกศีรษะช้าๆ มองดูเต็งลั่งด้วยสายตาที่มิเคยเปลี่ยนแปลง พลันเอ่ยว่า
"ให้เราถามท่านอีกคำ ท่านเมื่ออยู่ภายนอก พบพานเรื่องราวมากหลาย ใช่พบพานผู้คนสักผู้หนึ่งหรือไม่"

เต็งลั่งย่อมเข้าใจความหมายของนาง เม่งไอ่ซีย่อมต้องการทราบ เขาที่กาลก่อนมีรักลึกซึ้งตรึงตรา วันเวลาพอผันผ่าน หัวใจยังสั่นไหวต่อผู้อื่นหรือไม่...
...ยามนี้ครุ่นคิดถึงคนที่เคยพบพาน ในใจคล้ายเจ็บปวดขึ้น ตนที่มีรักมั่นต่อเม่งไอ่ซี ยามพบเจอสตรีอื่น ยังต้องตัดรอนทำลายน้ำใจผู้คน...
ทว่าเขาที่จากไปสิบปีพลันกลับมา ย่อมคิดทวงถามหัวใจกลับคืน ยังหวังมีชีวิตใหม่ กลับไปพบพานผู้ที่รอคอยเนิ่นนาน ใช้ความรักในใจคนผู้นั้นเยียวยาตนเอง...

เม่งไอ่ซีพลันก้มศีรษะลง กล่าวว่า
"ท่านก็มิต้องบอกต่อเรา เราเพียงถามเรื่อยเปื่อย อย่าได้ถือเป็นจริงจังไป"
เต็งลั่งสั่นศีรษะไปมา คิดว่ากล่าวอันใดสืบต่อ ทว่าที่เบื้องหลังพลันมีคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้น ดังนั้นได้แต่ลุกขึ้นยืน รั้งเม่งไอ่ซีมาที่ด้านข้าง
...ผู้มากลับเป็นเก็งจู้...

เก็งจู้ความจริงแลดูทั้งสองจากที่ไกล คนคิดบอกเล่าสิ่งที่พบเห็นแก่เต็งลั่ง ทว่ายามเผชิญภาพตรงหน้า มิทราบตนสมควรสอดแทรกเข้ามาหรือไม่
...เขาเมื่อเช้าพอฟัง กิมแชฮูหยินเรียกชุมนุมผู้คน กระทั่งสตรีรับใช้ยังต้องไปที่นาง ในใจย่อมรู้สึกสงสัย ยามสืบเสาะไปที่เต็งลั่ง พบว่าเม่งไอ่ซีจากไปกับซุนเซี่ยวตง ดังนั้นเพียงลอบสังเกตอยู่ มิได้แสดงตนออกไป มิคาด... ปึงซิ่วซิ่วกลับเข้ามาหาเต็งลั่ง สุดท้ายเกิดเรื่องราวขึ้น...
...เต็งลั่งยามกระทำเรื่องราวนั้น คล้ายมิได้มีสติครบถ้วน ตนก็มิได้ขัดขวาง เนื่องเพราะปึงซิ่วซิ่วมิได้ดิ้นรนขัดขืน...
เขาย่อมมิเห็นว่าปึงซิ่วซิ่วสำคัญอันใด เต็งลั่งก็เป็นบุรุษผู้หนึ่ง เรื่องราวเช่นนี้ย่อมมิได้เกิดขึ้นครั้งแรก ทว่ากับกิมแชฮูหยินที่คิดอันใดซับซ้อน ยังคงต้องบอกกล่าวออกไป ยามนี้ใคร่ครวญอีกที กลับมิแน่ใจว่า ตนสมควรให้เต็งลั่งทราบหรือไม่...

ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพลันได้คำตอบ คนหันไปทางเม่งไอ่ซี เอ่ยว่า
"เรามีเรื่องคิดใคร่สนทนากับท่านเพียงลำพัง ใช่มีเวลาสักครู่?"