|
ชะง่อนผาสูงมีลมพัดแรง...
...คลื่นที่เบื้องล่างถั่งโถมราวพิโรธคลั่ง...
ปีงซิ่วซิ่วยืนอยู่ที่ริมผา ก้มมองคลื่นขาวในทะเลสีคราม...
...ในมือนางมีถุงผ้าที่คิดมอบแก่เต็งลั่ง ยามนี้ยกขึ้นแนบอก น้ำตาก็หลั่งไหลลงมา...
นางเมื่อเช้าอยู่ร่วมกับเขา มอบให้หมดสิ้นทั้งกายใจ เต็งกงจื้อกลับมิได้รับทราบ...
...เขาในเวลานั้นเพียงพึมพัมนามผู้อื่น ยามสมปรารถนายังเรียกหาเม่งไอ่ซี...
นางได้แต่เก็บถุงผ้ากลับคืนมา มิต้องการให้เขาสับสน เขาที่ดีต่อนาง มิใช่ด้วยความรัก ทว่าเป็นความเวทนา หากเขาทราบว่าเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้น ย่อมต้องเสียใจอย่างยิ่ง...
...สายลมพอพัดผ่านอีกครา ปึงซิ่วซิ่วก็เหวี่ยงถุงผ้าลงสู่ทะเลเบื้องล่าง
เห็นถุงผ้าลอยคว้างขึ้น ถูกสายลมม้วนพัดไปไกล ดูราวผีเสื้อน้อยในวังวนพายุ มาตรว่าคิดดิ้นรนอยู่รอด สุดท้ายยังถูกคลื่นทะเลกลืนลง...
ปึงซิ่วซิ่วเช็ดน้ำตาจนเหือดแห้ง พอหันหลังคิดกลับคืนสู่เบื้องล่าง พลันพบเห็นคนผู้หนึ่ง
...เป็นยี่เก็งจู้...
นางความจริงนึกตระหนกในใจ กริยาภายนอกยังคงสงบสำรวม
...ซุนเซ่งเง็กแลดูนางอย่างสงสัย ที่สุดเอ่ยถามว่า
"เจ้าทิ้งสิ่งของใดลงไป"
ปึงซิ่วซิ่วก็ตอบว่า
"เป็นถุงผ้า"
ซุนเซ่งเง็กทวนคำว่า
"ถุงผ้า?"
...ปึงซิ่วซิ่วพยักหน้า อากัปกริยายังคงเยือกเย็น นี่ย่อมเป็นดังที่เทียนมึ้งเก็งฝึกฝนนางมา...
ซุนเซ่งเง็กถามขึ้นอีกว่า
"เป็นถุงผ้าของผู้ใด"
ปึงซิ่วซิ่วพลันมีรอยยิ้มขึ้น ดวงหน้ายิ่งอ่อนหวานพิสุทธิ์ อีกทั้งงามซึ้งบาดใจผู้คน เอ่ยตอบคำว่า
"เป็นถุงผ้าของข้าพเจ้าเอง"
ซุนเซ่งเง็กแลดูดรุณีตรงหน้า เห็นลมพัดผมเผ้านางปลิวไสว ดวงตาที่งามราวมฤคามีประกายวับวาม หัวใจคนต้องสั่นไหวขึ้น...
...เขายังมิทันไถ่ถาม นางไฉนทิ้งถุงผ้าไป ปึงซิ่วซิ่วก็เยื้องย่างเข้ามา มือเรียวบางเกาะกุมมือเขา ร่างอรชรยังสะท้านด้วยแรงลม...
ได้ยินนางเอื้อนเอ่ยว่า
"ยี่เก็งจู้ ข้าพเจ้าหนาวอย่างยิ่ง..."
ซุนเซ่งเง็กยามนี้คล้ายลืมเลือนหมดสิ้น ได้แต่กล่าวว่า
"พวกเรากลับลงไป..."
ปึงซิ่วซิ่วผงกศีรษะ ซุนเซ่งเง็กก็โอบอุ้มนางขึ้น ทะยานลงสู่เชิงเขาเบื้องล่าง
...เขามาตรว่ามีสตรีมากหลาย สตรีเช่นปึงซิ่วซิ่วกลับมีเพียงหนึ่งเดียว นางที่บัดเดี๋ยวแข็งขืน บัดเดี๋ยวโอนอ่อน ย่อมกระตุ้นความปรารถนาเขามิรู้เสื่อมคลาย งึ่นแชฮูหยินที่เป็นมารดาซุนเซี่ยวตง ยามนั้นย่อมมิพึงใจนาง ปึงซิ่วซิ่วพอพ้นหน้าที่เจ็ดนางงาม พลันขออนุญาตต่อกิมแชฮูหยิน เรียกนางออกไปที่ด้านนอก คิดให้เหินห่างจากเขา...
ซุนเซ่งเง็กกระชับร่างแบบบางในอ้อมแขน ตนที่ได้นางกลับคืนมาโดยมิคาดฝัน นับแต่นี้ย่อมถนอมรักษาไว้ มิยอมให้พลัดพรากไปอีกครา...
ปึงซิ่วซิ่วยามนั้นพลันเงยศีรษะขึ้น เอ่ยว่า
"ข้าพเจ้าได้ยินจากเม่งเซี่ยวก่าจู้ เก็งจู้กับเซี่ยวเก็งจู้คิดออกไปที่ด้านนอก"
ซุนเซ่งเง็กผงกศีรษะคราหนึ่ง ย้อนถามว่า
"เจ้าไฉนพาลไปสนใจเรื่องนี้"
ปึงซิ่วซิ่วซบหน้าลงกับทรวงอกเขา กล่าวว่า
"เก็งจู้กับเซี่ยวเก็งจู้คล้ายมิได้ถูกอัธยาศัยกัน หากพวกเขาระหว่างทางมีเรื่องราว ไยมิใช่เป็นผลเสียต่อเทียนมึ้งเก็ง..."
ซุนเซ่งเง็กพลันมีรอยยิ้มขึ้น กล่าวว่า
"เจ้าก็ห่วงใยเทียนมึ้งเก็ง? บอกต่อเจ้า เต็งลั่งนั้นก่อกวนผู้คนอย่างยิ่ง ทว่าเก็งจู้สงบเยือกเย็น ย่อมสามารถรับมือเขา อย่าว่าแต่... เก็งจู้ที่เพียงเห็นแก่เทียนมึ้งเก็ง หากเต็งลั่งก่อความวุ่นวาย ย่อมประสบเคราะห์กรรมมากกว่าวาสนา"
...ปึงซิ่วซิ่วความจริงเพียงห่วงใยเต็งลั่งที่ยังบอบช้ำ พอฟังคำซุนเซ่งเง็กต้องรู้สึกวิตกอย่างยิ่ง ยามนี้แสร้งเอ่ยว่า
"เซี่ยวเก็งจู้มีลวดลายมิใช่น้อย ยังมีคนรู้จักที่ภายนอก เก็งจู้อาจบางทียังต้องพลาดพลั้งไป ทว่าหากท่านก็ร่วมเดินทางกับพวกเขา ยังสามารถผ่อนหนักเป็นเบา..."
...นางที่ว่ากล่าวมากหลาย เพียงคิดให้ซุนเซ่งเง็กคอยขวางกั้นกลาง มิให้พี่น้องทำร้ายประหัตประหาร นางที่เคยอยู่กับซุนเซ่งเง็กเนิ่นนาน ย่อมทราบว่าเขาภายนอกเย่อหยิ่ง ภายในกลับอ่อนไหว หากมิมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ยังมิเคยทำร้ายผู้ใด...
ซุนเซ่งเง็กมาตรว่ารู้สึก ที่นางบอกออกมามีเหตุผล ยังคงกล่าวว่า
"เรามิอาจติดตามพวกเขาไป นี่เป็นคำสั่งของเก็งจู้เอง นอกจากพวกเขาและซังแชเกี่ยมแขะแล้ว ห้ามผู้อื่นติดตามทั้งสิ้น กระทั่งเม่งไอ่ซีออกปากขอร้องยังถูกปฏิเสธ อีกประการ... เรามีหน้าที่อื่นยังต้องกระทำ เจ้าก็อย่าได้ห่วงใยไป..."
ยามนี้ก้มลงมองสตรีในอ้อมแขน ดวงตามีแววอ่อนโยน กล่าวว่า
"...เจ้าหากเกรงว่า เทียนมึ้งเก็งเมื่อมีภัย ตนเองพลันหมดที่พึ่ง ก็อย่าได้กังวลไปเลย เราบอกต่อเจ้า มิว่าเทียนมึ้งเก็งดำรงอยู่ฤาล่มสลาย ขอเพียงเรายังมีชีวิต ย่อมต้องคุ้มครองเจ้า..."
...ปึงซิ่วซิ่วรับฟังจนนิ่งงัน ยี่เก็งจู้มีน้ำใจต่อนาง ทว่านางที่ว่ากล่าวมากหลาย เพียงคิดให้เขาช่วยเหลือคนที่นางมอบหัวใจให้...
...เรื่องราวในโลกที่วุ่นวายยุ่งเหยิง ใช่เป็นเพราะความซับซ้อนในจิตใจมนุษย์?...
ทั้งคู่เมื่อกลับลงมา มิได้ว่ากล่าวอันใดต่อกันอีก ระหว่างทางกลับพบพานเต็งลั่ง...
...ปึงซิ่วซิ่วพอเหลือบแลต้องสะท้านวูบ เห็นเต็งลั่งนั่งอยู่บนพื้นทราย ที่ข้างกายมีซังแชเกี่ยมแขะสองเฮียตี๋ ยังมีเซี่ยวช่ำที่ยืนก้มศีรษะอยู่อีกทาง...
เมื่อครู่เม่งไอ่ซีปลีกกายไปกับเก็งจู้ ซังแชเกี่ยมแขะก็มาอยู่เป็นเพื่อนเต็งลั่ง ยังคิดร่ำเรียนเพลงกระบี่จากเขา เต็งลั่งมาตรว่าจิตใจสับสน ยังดัดแปลงกระบวนท่าในอ๊วงลุ้งตอ (วานรรำดาบ) เรียกหาใหม่เป็นเชาอ๊วงเฮ้าเกี่ยม(กระบี่อัจฉริยะปราบวานร) สอนให้แก่พวกเขาหลายกระบวน
...ซุนเซ่งเง็กพอเห็นเต็งลั่งก็สาวเท้าเข้าไปหา ปึงซิ่วซิ่วได้แต่ติดตามอยู่ที่ด้านหลัง คนใจสั่นระทึก สีหน้ายังปั้นจนเย็นชา กระทั่งยังมิได้เหลียวมาทางเต็งลั่งแม้แต่น้อย...
ซังแชเกี่ยมแขะสองเฮียตี๋หันมาคารวะยี่เก็งจู้ เต็งลั่งก็กล่าวทักทายซุนเซ่งเง็กคำหนึ่ง ยังหันมามองปึงซิ่วซิ่วที่ด้านหลัง เรียกหาว่า
"ปึงโกวเนี้ย..."
ปึงซิ่วซิ่วที่มิอาจหลบเลี่ยง ได้แต่ย่อกายลง เรียกหาว่า
"เซี่ยวเก็งจู้..."
เต็งลั่งมิได้ทราบ ปึงซิ่วซิ่วเกี่ยวข้องกับซุนเซ่งเง็กเยี่ยงไร เห็นนางยามนี้มีสีหน้าปั้นปึ่ง ยังเป็นเช่นกาลก่อนที่อยู่ในฮวงจึง ตนย่อมทราบ... นางมิอาจแสดงความรู้สึกต่อหน้าผู้อื่น ย่อมถูกอบรมมาเช่นเดียวกับเซี่ยวช่ำ ทว่ายามนี้มิได้อยู่ต่อหน้ากิมแชฮูหยินและเก็งจู้ ดังนั้นอดหยอกเย้าขึ้นมิได้
"...คนที่มักวางท่าเคร่งเครียดเย็นชาราวรูปสลัก น่ากลัวเพียงรู้สึก..."
ปึงซิ่วซิ่วต้องรีบหันศีรษะไปอีกทาง ตนย่อมทราบว่าเต็งกงจื้อคิดว่ากล่าวอันใด ภาพความหลังในฮวงจึงยังกระจ่างแจ้งในความทรงจำ นางยามนั้นถูกจับกุมไว้ เต็งลั่งยังเข้ามาก่อกวน...
...ยามสับสนพลันนึกถึงเรื่องราวเมื่อเช้า ใบหน้าต้องร้อนผ่าวขึ้น นางที่หวั่นเกรงผู้อื่นพบเห็นพิรุธ ได้แต่สาวเท้าผละจากไป ซุนเซ่งเง็กก็มองตามอย่างงงงัน...
เต็งลั่งพลันเอ่ยขึ้นว่า
"สตรีไฉนมักประหลาดพิกล..."
คนพอว่ากล่าวกลับนึกขึ้นได้ ที่ด้านข้างยังมีเซี่ยวช่ำที่เป็นสตรี ดังนั้นหันไปทางนาง กล่าวว่า
"นี่ย่อมมิได้นับรวมเซี่ยวช่ำที่น่ารัก"
เซี่ยวช่ำมาตรว่ายินดีจนหัวใจพองโต ยังคงวางทีท่าสงบสำรวม เต็งลั่งได้แต่ถอนใจ หันมากล่าวกับซุนเซ่งเง็กว่า
"เทียนมึ้งเก็งพวกท่านกลับคล้ายอารามนางชี อบรมจนโกวเนี้ยใหญ่น้อยกลายเป็นซือไท่ไปหมดสิ้น"
ซุนเซ่งเง็กก็มิได้ถือสา ยามนี้เปลี่ยนเรื่องว่า
"เราเมื่อคืนออกไปที่ด้านนอก สอบสวนอดีตสตรีรับใช้ของจูบ่ออ่วง"
เต็งลั่งพลันตื่นตัวขึ้น นัยน์ตามีประกายคมกล้า ถามไถ่ว่า
"ท่านได้ความอันใดเพิ่มเติม?"
ซุนเซ่งเง็กพลันมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้น กล่าวว่า
"เรามาตรว่าทราบเรื่องบางประการ ยังมิสามารถเชื่อมโยงอันใดเข้าด้วยกัน"
เต็งลั่งรีบถามว่า
"ท่านทราบเรื่องราวใด"
ซุนเซ่งเง็กบอกเล่าออกมาว่า
"จูบ่ออ่วงที่เป็นภริยาลำดับแรก ผู้คนเข้าใจว่านางมิได้มีบุตรธิดากับจูตั้งเฮ้า ทว่าสตรีรับใช้นั้นบ่งบอกออกมา นางก็มีธิดาคนหนึ่ง หลังถือกำเนิดกลับถูกส่งออกไปภายนอก... พวกเราเพียงทราบ จูตั้งเฮ้ามีธิดาที่เรียกว่าจูเพ่งเอ็ง ทว่ามิอาจสืบเสาะแน่ชัด ใช่เป็นธิดาของจูบ่ออ่วงหรือไม่"
เต็งลั่งก็รับฟังอย่างครุ่นคิด จากนั้นถามขึ้นอีกว่า
"ยังมีเรื่องราวนอกเหนือจากนี้?"
ซุนเซ่งเง็กพลันสั่นศีรษะ ขยับกายคิดจากไป เขาย่อมมิอาจให้เต็งลั่งรับทราบ ข่าวคราวที่เพิ่งได้รับเมื่อคืนวาน...
...เล้งอิกก็ปรากฏกายขึ้นแล้ว...
ปึงซิ่วซิ่วพอกลับเข้ามาที่ด้านใน ก็ตรงไปยังห้องหับของตน นางที่จิตใจสับสนวุ่นวาย ยามปะทะชนกับคนผู้หนึ่งยังมิได้เหลียวกลับมาดู
...คนผู้นั้นพลันเรียกหาว่า
"ปึงโกวเนี้ย..."
ปึงซิ่วซิ่วรับฟังจนสะดุ้งขึ้น สตรีที่เรียกหานางเช่นนี้ หากมิใช่เม่งไอ่ซียังจะมีผู้ใด
...เห็นเม่งไอ่ซียืนอยู่ข้างประตู คล้ายดั่งตั้งตารอคอยนาง คนพอแลสบสายตา หัวใจพลันกระตุกขึ้นทั้งสองฝ่าย...
ปึงซิ่วซิ่วก็ทราบด้วยสัญชาติญาณ เม่งไอ่ซีรับรู้เรื่องของนางกับเต็งลั่ง...
...ยามนี้ย่างเท้าเข้ามาในห้อง เม่งไอ่ซีพลันตามติดอยู่ที่ด้านหลัง ปึงซิ่วซิ่วมิได้เปิดหน้าต่างออก เพียงแต่จุดเทียนขึ้นทีละเล่ม...
แสงสว่างจากเปลวเทียนจับต้องดวงหน้าพวกนาง แววตาคนยังคล้ายสั่นไหวยิ่งกว่า...
ผ่านไปเนิ่นนาน เม่งไอ่ซีพลันเอ่ยขึ้นอย่างแช่มช้า
"เราสองล้วนเป็นสตรี หนำซ้ำถูกคอกันอย่างยิ่ง ความในใจของข้าพเจ้า ล้วนบ่งบอกต่อท่าน วันนี้ข้าพเจ้าเพียงคิดถาม ท่านก็มีน้ำใจต่อลั่งยี้ ข้าพเจ้าว่ากล่าวถูกต้องหรือไม่"
ปึงซิ่วซิ่วจับจ้องมองอีกฝ่าย สีหน้ามาตรว่าเรียบเฉย แววตากลับมิอาจปิดบัง...
...ยามนี้พลันกล่าวขึ้นว่า...
"ข้าพเจ้าตั้งแต่ถือกำเนิด มิเคยเป็นตัวของตัวเอง ผู้อื่นก็มักยึดถือข้าพเจ้าเป็นเช่นสิ่งของ เมื่อพบพานเต็งกงจื้อที่มีน้ำใจ ข้าพเจ้าจึงอ่อนไหวไป ทว่าขอให้ท่านทราบ ข้าพเจ้ามิเคยคิดยื้อแย่ง..."
เม่งไอ่ซีพลันสั่นศีรษะไปมา ยื่นมือมาเกาะกุมมือนาง กล่าวว่า
"ท่านฟัง... ลั่งยี้มิใช่คนของข้าพเจ้า ท่านก็มิได้ยื้อแย่ง..."
ปึงซิ่วซิ่วแลดูเม่งไอ่ซี ในดวงตาพลันมีหยาดน้ำ เอ่ยว่า
"พวกท่านมีใจรักมั่นต่อกัน เต็งกงจื้อเมื่อกลับมา ยังคง..."
เม่งไอ่ซีโบกมือคราหนึ่ง กล่าวว่า
"ลั่งยี้ที่กลับมา เพียงหวังข้าพเจ้ากับเล้งอิกสามารถครองคู่อยู่ร่วม เรื่องราวระหว่างพวกเรา เป็นเพียงอดีตที่ผ่านพ้น เขาก็มิคิดเรียกร้องกลับคืน..."
นางพอว่ากล่าว หัวใจพลันคล้ายจะขาดรอนรอน ปึงซิ่วซิ่วก็รับฟังจนใจสลาย ถามว่า
"พวกท่านไฉน..."
เม่งไอ่ซีกล้ำกลืนความขมขื่น กล่าวว่า
"ลั่งยี้กับเล้งอิกมีน้ำมิตรแน่นแฟ้น ข้าพเจ้าเมื่อตกแต่งแก่เล้งอิก ลั่งยี้ย่อมมิอาจทรยศต่อสหาย ความรักระหว่างข้าพเจ้ากับลั่งยี้ คล้ายซากบุปผาที่ผนึกฝังในแผ่นศิลา มาตรว่ายังคงอยู่ กลับมิอาจได้กลับคืน ต่อให้ท่านพยายามขุดค้นเพียงใด ที่ได้กลับมายังเป็นบุปผาที่ร่วงโรย มิได้มีวิญญาณอยู่ภายใน..."
เห็นปึงซิ่วซิ่วรับฟังจนน้ำตาเนืองนอง พลันกล่าวสืบไปว่า
"ข้าพเจ้าเมื่อกาลก่อนตัดสินใจผิดครั้งหนึ่ง กระเทือนถึงความสุขชั่วชีวิต ดังนั้นบัดนี้คิดบอกกล่าวต่อท่าน หากพบพานผู้ที่ท่านยินยอมมอบหัวใจ อย่าได้ปล่อยโอกาสพลาดไป..."
ปึงซิ่วซิ่วพลันหันกายไปอีกทาง กล่าวอย่างพลุ่งพล่านว่า
"ข้าพเจ้ามิคู่ควรกับเต็งกงจื้อ ท่านอย่าได้ว่ากล่าวแล้ว"
เม่งไอ่ซีก็ติดตามมา กล่าวว่า
"ท่านเมื่อมีใจต่อเขา ทั้งยังกล้ามอบกายต่อเขา ไฉน.."
ปึงซิ่วซิ่วพลันยกมือขึ้นปิดหน้า ร่างก็ทรุดลงกับพื้น เม่งไอ่ซีต้องเข้าประคองไว้ กล่าวด้วยน้ำเสียงปลอบโยนว่า
"พวกเราล้วนเป็นสตรี ข้าพเจ้าย่อมเข้าใจท่าน ยังคิดให้ท่านบอกเรื่องนี้ต่อเขาด้วยตนเอง"
...ปึงซิ่วซิ่วสะอึกสะอื้นจนมิอาจว่ากล่าวสิ่งใด เม่งไอ่ซียื่นมือจับไหล่นาง กล่าวสืบไปว่า
"ท่านเป็นดรุณีที่ดีงามผู้หนึ่ง ท่านเมื่อเช้ามิได้บ่งบอกต่อเขา ย่อมแสดงว่าคิดเห็นเพื่อเขา เราบอกท่านอีกครา อย่าได้ทรยศต่อหัวใจตนเอง"
คนที่ว่ากล่าวปลุกปลอบผู้อื่น ใจที่มีบาดแผลยังมีโลหิตหยดหยาด นางเมื่อเช้าพอทราบเรื่องราวจากเก็งจู้ จึงเข้าใจท่าทีของเต็งลั่ง เขาที่รับประทานยาของกิมแชฮูหยิน มิได้มีสติสัมปชัญญะ กลับกระทำเช่นนั้นลงไป ยามตื่นมาพบเห็นนางอยู่ในห้อง ยังนึกว่าเป็นนาง...
...เต็งลั่งที่นึกว่าตนกระทำผิดต่อเล้งอิก จิตใจย่อมเศร้าหมองยิ่ง เขาที่แบกรับเรื่องราวหนักอึ้ง ภายนอกยังต้องเก็บท่าที ยามเจ็บปวดกลับต้องปั้นหน้าแย้มยิ้ม กริ่งเกรงผู้อื่นทราบความในใจ...
...ทั้งหมดล้วนเป็นนางกระทำขึ้น เป็นนางที่ทำร้ายเขา...
ยามนึกถึงแป้งปั้นที่เขาคิดกำนัลพวกนาง ย่อมมิอาจกลั้นน้ำตาสืบต่อ ปึงซิ่วซิ่วยามนี้ก็โผเข้ามา คนที่หัวใจล้วนแตกสลาย ความรู้สึกคล้ายเป็นหนึ่งเดียว ยังเข้าใจกันละเอียดลึกซึ้ง...
ปึงซิ่วซิ่วกลั้นน้ำตาไว้ ข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน แลสบตาเม่งไอ่ซี กล่าวว่า
"ท่านเมื่อทราบเรื่องราว ข้าพเจ้าก็มิปิดบังสืบต่อ ทว่าเรื่องระหว่างข้าพเจ้ากับเต็งกงจื้อ ก็มิอาจเป็นไปดังที่ท่านคาด..."
เม่งไอ่ซีพลันเอ่ยถามว่า
"เพราะเหตุใด"
ปึงซิ่วซิ่วหลับตาลงครู่หนึ่ง พอลืมตาขึ้นก็เอ่ยว่า
"ข้าพเจ้าเป็นคนของยี่เก็งจู้ เขาก็มิปล่อยข้าพเจ้าไปโดยง่าย หากยี่เก็งจู้ทราบเรื่องนี้ เต็งกงจื้อย่อมมีภัย..."
เม่งไอ่ซีนิ่งคิดใคร่ครวญ รู้สึกถ้อยคำนี้ก็มีเหตุผล ปึงซิ่วซิ่วพลันเอ่ยสืบไปว่า
"ท่านเมื่อครู่ว่ากล่าว เต็งกงจื้อกับท่านมิอาจหวนคืน เป็นเพราะเขายึดถือน้ำใจสหาย ดังนั้นท่านก็อย่าได้ลืมเลือน ยี่เก็งจู้มีศักดิ์เป็นเจ่กเจ็กของเขา หากเขาทราบ ตนเองมีความสัมพันธ์กับสตรีของเจ่กเจ็ก เขาย่อมรู้สึกผิดเช่นกัน..."
เม่งไอ่ซีรับฟังจนนิ่งงัน ปึงซิ่วซิ่วก็เหม่อมองดูแสงเทียน พลันกล่าวขึ้นอีกว่า
"ยังมี... เต็งกงจื้อเมื่อเช้า มิได้ทราบว่าข้าพเจ้าอยู่กับเขา ระหว่างนั้นยังเรียกหานามท่าน ข้าพเจ้าขอถามท่านสักครา หากท่านเปลี่ยนเป็นข้าพเจ้า ท่านยังคิดบ่งบอกออกไป..."
ภายในห้องของเต็งลั่งยามนี้มีผู้คนเพียงสองคน
...เป็นเขากับเก็งจู้...
เมื่อครู่พอเขากลับเข้ามา ก็พบเก็งจู้รอคอยอยู่แล้ว เม่งไอ่ซีมิทราบไปที่ใด คนพอไถ่ถามถึง เก็งจู้เพียงตอบว่า
"นางก็ไปจัดการเรื่องราวของนาง"
...พอเอ่ยวาจา พลันล้วงมือเข้าในอกเสื้อ หยิบของสองสิ่งออกมา..
ย่อมเป็นเศษผ้าสองชิ้นนั้น...
เต็งลั่งก็คว้าคืนกลับมาโดยพลัน กล่าวขึ้นว่า
"ที่แท้เป็นท่านเก็บไว้"
เก็งจู้เอ่ยถามขึ้นว่า
"ผ้าที่จารึกอักษร ท่านได้มาจากเม่งไอ่ซี?"
...เขายามว่ากล่าวยังนึกถึงเรื่องเมื่อค่ำคืนนั้น หากมิได้เห็นข้อความบนผืนผ้า ตนน่ากลัวมิอาจระงับจิตใจ...
เต็งลั่งเก็บผ้าสองชิ้นไว้ในอกเสื้อ กล่าวว่า
"ผ้าเป็นของข้าพเจ้า ท่านก็อย่าได้สนใจไป"
เก็งจู้พลันนั่งลงบนเก้าอี้ ท่าทีคล้ายมิได้นำพา ปากกลับกล่าวว่า
"ท่านหากบ่งบอกออกมา เรายังจะบอกท่านถึงเรื่องเมื่อเช้า..."
เต็งลั่งต้องสะดุ้งขึ้น หันขวับมาที่เก็งจู้ ถามว่า
"เป็นเรื่องเมื่อเช้าอันใด"
เก็งจู้ยังคล้ายมิได้ยี่หระ เพียงกล่าวว่า
"ท่านย่อมทราบเป็นเรื่องราวใด เราเพียงคิดบอก เมื่อเช้าเราก็เข้ามาที่นี้ ท่านหากคิดถามอันใดต่อเรา ยังคงตอบคำถามเราก่อน"
เต็งลั่งคล้ายโดนต้อนจนมุม ได้แต่กล่าวว่า
"เราบอกต่อท่าน ผ้าผืนนั้นมิใช่ของไอ่ซี ท่านพอใจคำตอบแล้วหรือไม่"
เก็งจู้คล้ายรู้สึกปลอดโปร่งขึ้น เต็งลั่งกลับกล่าวอย่างร้อนใจว่า
"ท่านเมื่อเช้าเข้ามาสอดแนมที่เรา พบเห็นสิ่งใดยังมิบอกกล่าวออกมา"
เก็งจู้ใคร่ครวญชั่งใจ สักครู่จึงกล่าวว่า
"เราเห็นท่านทุกข์ร้อนมากหลาย ดังนั้นคิดใคร่บอก ระหว่างท่านกับเม่งไอ่ซี เมื่อเช้ามิได้เกิดเรื่องราวใด ท่านพอหลับไหล ซุนเซี่ยวตงก็มาเรียกหานาง ดังนั้นนางจึงมิได้อยู่กับท่าน..."
เต็งลั่งรู้สึกโล่งใจวูบ ทว่าเรื่องราวเมื่อเช้ามิคล้ายความฝัน ยังคงถามอีกว่า
"ท่านแน่ใจ..."
เก็งจู้พลันมีสีหน้าเหนื่อยหน่าย กล่าวว่า
"เรายังต้องปั้นเรื่องมาหลอกลวงท่าน?"
เต็งลั่งหย่อนกายลงนั่งลงบนเตียง ทราบว่าเก็งจู้ย่อมมิได้โป้ปดเขา ยามนั้นได้ยินเก็งจู้เอ่ยสืบไปว่า
"ท่านยังจำได้ คราก่อนที่เรานำเม่งไอ่ซีออกไป ท่านยังบอกต่อเรา มาตรว่ามิอาจเคลื่อนไหวสะดวก ยังสามารถคืบคลานไปขัดขวาง วันนี้เราก็บอกต่อท่าน หากเรื่องราวเช่นนั้นเกิดขึ้นจริง เราที่เคลื่อนไหวสะดวก ย่อมขัดขวางท่านแน่นอน..."
เต็งลั่งพลันมีรอยยิ้มขึ้น กล่าวว่า
"ท่านถ่ายทอดลมปราณแก่เรา ไฉนพลันติดเชื้อโรคในตัวเราไป"
เก็งจู้ส่ายหน้ามิได้ถือสา ลุกขึ้นยืนหมายก้าวออกประตู ก่อนไปยังกล่าวว่า
"พวกเราพรุ่งนี้ออกเดินทาง ขอให้ท่านจดจำไว้ เราที่สามารถทนวาจาก่อกวน ยังมิอาจให้เรื่องราวของเทียนมึ้งเก็งเสียหาย ท่านหากคิดเล่นลวดลาย ยังคงระวัง..."
...เจรจายังมิทันจบคำ โสตประสาทกลับสัมผัสถึงสิ่งใดที่เบื้องหลัง พอหันไปตั้งท่ารับ พลันพบที่พุ่งมาเป็นหมอนใบหนึ่ง ตนพอปัดลงที่พื้น เต็งลั่งก็ปราดเข้ามา ในมือมีก้านธูป ยังร่ายออกด้วยท่วงท่าในเซียนจี้ จู่โจมอย่างรวดเร็วยิ่ง ทว่าในกระบวนท่ากลับมิได้ใช้กำลังออก...
เก็งจู้ก็คิดเล่นกับเขาสักครา คนวาดมือกลับในกระบวนท่าเดียวกัน ยังคล้ายว่องไวยิ่งกว่า เต็งลั่งพลันแบ่งสมาธิออกเป็นสองทาง ด้านซ้ายใช้ออกด้วยเซียนปวยจี้ ด้านขวากลับเป็นกระบวนท่าในอ๊วงลุ้งตอ ถึงกับใช้ก้านธูปแทนดาบ คนร่างกายยังมิสมบูรณ์ ท่าร่างเชื่องช้ากว่าปกติ ยังสามารถใช้จังหวะที่ยอกย้อน สกัดกระบวนท่าหนุนเนื่องของเก็งจู้ รุกไล่เขากลับเข้ามาในห้อง
...เก็งจู้พอถอยหลังก็ตบพลังออกสองส่วน ฟาดเต็งลั่งร่วงลงกับพื้น...
เต็งลั่งฝืนยันกายขึ้น มองหน้าเขาแน่นิ่ง กล่าวว่า
"เรามิได้ใช้กำลัง ท่านกลับต้องใช้กำลัง"
เก็งจู้ก็สบตาเขา สีหน้าปรากฏแววเย็นชาขึ้นอีกครา กล่าวว่า
"ต่อให้ท่านสามารถใช้กำลัง เราก็มิพ่ายแพ้ต่อท่าน"
เต็งลั่งเดินลากเท้ากลับไปที่เตียง กล่าวว่า
"ท่านไยมิใช่เคยพ่ายแพ้เรามาแล้ว"
เก็งจู้พลันตวัดมือ ก้านธูปบนพื้นก็ลอยวืดขึ้นมา คนพอเรียกเต็งลั่งให้หันกลับ ฝ่ามือพลันตบออกอย่างรวดเร็ว ถึงกับตบก้านธูปจู่โจมใส่เขา...
ในระยะกระชั้นชิด เต็งลั่งที่กำลังยังมิได้ฟื้นฟู ย่อมมิอาจหลีกเลี่ยงพ้น เก็งจู้กลับพุ่งปราดออก คว้าจับก้านธูปที่จวนเจียนถึงเป้าหมาย ในจังหวะเดียวกันยังเบี่ยงกายไปอีกทาง เกร็งกำลังขึ้นสามสี่ส่วน ฟาดฝ่ามือเฉียงๆ ออกไป
...ได้ยินเสียงดังโครม ผนังห้องเต็งลั่งถูกพลังแหวกอากาศพุ่งเข้าใส่ แตกทำลายออกทั้งด้านราวกับถูกหินศิลากราดกระหน่ำ โต๊ะตัวน้อยที่จัดวางกระถางธูปยังกระดอนขึ้น ฝุ่นเถ้าพลันฟุ้งกระจายออกมา...
เต็งลั่งเพียงเบิกตากว้าง มิได้ว่ากล่าวอันใด เก็งจู้พลันหันมาที่เขา ถามด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นว่า
"เราวันนั้นหากกระทำเช่นเดียวกันนี้ ยังใช้กำลังสักเจ็ดแปดส่วน ท่านคิดว่าซังแชเกี่ยมแขะใช่มีชีวิตรอดสืบต่อหรือไม่..."
เต็งลั่งมิได้ตอบคำเขา เก็งจู้ก็กล่าวสืบไปว่า
"...ที่เรายอมให้แก่ท่าน เนื่องเพราะมิวางใจให้ท่านอยู่ที่นี้ ดังนั้นได้แต่นำท่านติดตามไป ท่านเมื่อทราบยังคงจดจำไว้..."
|