|
นอกเมืองจี่คุ้ยเลียบเขตเกาซัวเป็นป่ารกทึบ ยังมีต้นจังขึ้นแน่นหนา คิดเสาะหาผู้คนย่อมยากเย็นยิ่ง ทว่าเมื่อคืนมีฝนตกพรำ บนพื้นดินอ่อนนุ่มย่อมมีร่อยรอยทิ้งไว้...
โง้วตั่งกี้เมื่อวันก่อนได้รับรายงาน เล้งอิกที่ท้งก่วยจื้อพบเห็น เพียงพักอยู่ในเมืองหนึ่งคืน หลังจากซื้อหาเสบียงก็ควบขับอาชาจากไป มิได้สืบเสาะไปที่ง้วยตอก่าดังที่พวกตนคาด...
โง้วตั่งกี้เป็นผู้ใต้บัญชาของเทียนมึ้งเก็ง รับคำสั่งปฏิบัติการอยู่ที่ด้านนอก ยี่สิบห้าปีมานี้พำนักในเมืองม่งเอี้ยง กับภูมิประเทศแถบเกาซัวและไซ่ซัว ย่อมคุ้นเคยชำนาญอย่างยิ่ง เขาพอทราบว่าเล้งอิกจากไป ยังสั่งผู้คนในสังกัดออกติดตาม ที่พบเป็นเพียงรอยเท้าอาชา มุ่งหน้าลงทางใต้ ยังคงเลือกใช้เส้นทางในป่าเขา ดูท่าคิดลัดเลาะเขตซงลิ้มเข้าสู่อาวโจว ร่นเส้นทางสู่ฮวงจึงลงเกือบครึ่ง
...โง้วตั่งกี้ยามกวาดสายตามอง บริวารในสังกัดผู้หนึ่งเข้ามารายงานว่า
"พวกเราที่สำรวจไปถึงซงลิ้ม ยังพบรอยเท้าอาชาของเล้งอิก"
โง้วตั่งกี้กลอกนัยน์ตาคราหนึ่ง ถามว่า
"เพียงพบรอยเท้าอาชา หาได้พบเห็นผู้คน?"
บริวารผู้นั้นสั่นศีรษะ กล่าวว่า
"อาชาควบขับเร็วอย่างยิ่ง พวกเรามิอาจตามทัน เซี่ยงเล่าตั่วได้แต่ส่งข่าวไปยังพวกพ้องในอาวโจว หากพบเล้งอิกให้รีบรายงานมา"
โง้วตั่งกี้กระโจนขึ้นบนหลังม้า กล่าวว่า
"หากยังมิได้พบเล้งอิก อย่าได้หยุดค้นหา นับแต่นี้ยังต้องเฝ้าระวังโดยรอบ จับตาผู้คนเข้าออกในเมือง..."
บริวารผู้นั้นพอรับคำ โง้วตั่งกี้ก็ควบอาชาจากมา ย่อมเลือกเส้นทางผ่านเมืองจี่คุ้ย เขาที่เป็นนักเลงเก่า มาตรว่ามีร่องรอยเล้งอิกจากไปจริง หากมิได้เห็นกับตาผู้คน ยังมิอาจรายงานขึ้นไป
...พอถึงตัวเมืองก็ชักม้าผ่านเพิงอาหารข้างทาง ย่อมเป็นร้านหมี่ที่ท้งก่วยจื้อพบพานเล้งอิก เขาพอรับรายงาน สั่งบริวารทั้งปวงเก็บตัวหมดสิ้น ในเขตตัวเมืองยังห้ามใช้วิชาฝีมือ ผู้คนที่ถูกส่งมาจากเทียนมึ้งเก็งก็ล่าถอยกลับคืน กระทั่งท้งก่วยจื้อยังให้แฝงกาย หากเล้งอิกลอบเร้นอยู่ที่นี้ ย่อมมิอาจพบร่องรอยพวกเขา ที่สุดยังต้องปรากฏตัวออกมา...
เจ้าของเพิงอาหารพอเห็นโง้วตั่งกี้ขับอาชาวนเวียนอยู่ ต้องรีบออกมาต้อนรับ ในเขตเกาซัวไซ่ซัว นอกจากยิ่มเล่าเอี้ย ยังมีโง้วเล่าเอี้ยผู้นี้ที่ร่ำรวยมีอิทธิพล ท่านที่วันนี้ชักม้าชมตลาด แม้มิได้คิดแวะเวียนรับประทานหมี่ของเขา จะอย่างไรก็ต้องโผล่ศีรษะออกไปทักทายสักครา...
...คนพอวิ่งออกไปก็ร้องว่า
"โง้วเล่าเอี้ย ท่านสบาย?"
โง้วตั่งกี้ผงกศีรษะคราหนึ่ง ห่วงทองบนศีรษะต้องแสงแดดเป็นประกาย ที่มือยังมีแหวนนับสิบวง บนอาภรณ์ก็ปักอัญมณีเลื่อมพราย เขาที่หน้าขาวมือขาวราวมิเคยตรากตรำ รูปร่างก็สะโอดสะอง หนำซ้ำยังนิยมเพชรนิลจินดา กระทั่งขนแผงคออาชายังประดับทองอร่าม ตนที่แสร้งมีรสนิยมเช่นนี้ ย่อมคิดปกปิดผู้คน มิว่าดูอย่างไรก็ไม่คล้ายนักเลงเก่าในเส้นทาง...
เจ้าของเพิงอาหารที่ช่างเจรจา เห็นโง้วเล่าเอี้ยยังมิได้จากไป ยามนี้ยิ้มแย้มกล่าวว่า
"อีกสองวันยิ่มเล่าเอี้ยแต่งธิดาคนโต โง้วเล่าเอี้ยท่านย่อมได้รับเชิญ"
โง้วเล่าเอี้ยก็พยักหน้าน้อยๆ เจ้าของเพิงอาหารยังกล่าวสืบไปว่า
"งานมงคลครานี้ใช้ผู้คนมากหลาย ภริยาข้าพเจ้ายังไปช่วยปักมังกรบนเอี๊ยมเจ้าสาว ฟังว่าบ่วยนั้ง (แม่สื่อ) รับค่าตอบแทนท่วมศีรษะ..."
...โง้วตั่งกี้ผงกศีรษะรับฟัง ยิ่มหลิ่วที่คิดตกแต่งธิดา เป็นคหบดีผู้หนึ่งในเมืองจี่คุ้ย ยามมีงานมงคล ผู้คนชุลมุนมากหน้าหลายตา หากเล้งอิกคิดเร้นกายเข้ามา ย่อมตรวจสอบยากเย็นกว่าเดิม มิทราบเก็งจู้ที่เดินทางออกจากเทียนมึ้งเก็ง คิดใคร่มาที่ง้วยตอก่าหรือไม่ เขาที่รับผิดชอบพื้นที่เขตนี้ ต้องรู้สึกหนักใจมิใช่น้อย...
คนมาตรว่ามีกังวล สีหน้ายังระรื่น เพียงบังคับอาชาเหยาะย่างในตลาด ท่าทางอวดโอ่คล้ายคิดให้ผู้คนชมดู ทว่าในใจเพียงใคร่สืบเสาะ เล้งอิกยังหลบซ่อนอยู่ที่นี้หรือไม่ ยามชักม้าผ่านกุลีที่รับจ้างแบกของ สายตาคมกล้ายังสำรวจถ้วนถี่...
...เล้งอิกที่เป็นจึงจู้ผู้หนึ่ง ยามไปมาโอ่อ่าเปิดเผย น่ากลัวมิยอมปลอมแปลงเป็นกุลีขอทาน ทว่าโง้วตั่งกี้ที่ละเอียดรอบคอบ จะอย่างไรก็มิอาจให้พ้นสายตา เห็นกุลีผู้หนึ่งรูปร่างสูงโปร่ง ยังสวมหมวกใหญ่อย่างยิ่ง ยามคิดชักม้าเข้าไปชมดู กลับมีเสียงเอะอะขึ้นในตรอก...
เห็นสตรีเจ็ดแปดนางวิ่งกรูกันออกมา อาภรณ์ที่สวมใส่คล้ายน้อยไปอยู่บ้าง ที่แท้เป็นเหล่าโกวเนี้ยในชิ้มฮุงเล้า (หอจวนสายัณห์)
...ผู้คนในตลาดพอเห็นสตรีหน้าขาวปากแดง ย่อมสนอกสนใจอย่างยิ่ง รีบร้อนดาหน้าเข้ามาแลมอง โง้วตั่งกี้ได้แต่บังคับอาชามาที่ข้างทาง มิทราบเกิดเรื่องราวใดขึ้น...
ที่ด้านหลังพลันมีมือปราบสามนายเดินตามกันมา ยังจับกุมผู้คนกลุ่มหนึ่ง ล้วนเป็นชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่ สวมอาภรณ์เนื้อหยาบสีดำ ที่ข้อมือมีห่วงเงินซ้อนกัน ผมยาวรุงรังมิได้รัดขึ้น ยามนี้ถูกมือปราบผูกเชือกลากถูลู่ถูกัง เจ้าของเพิงอาหารที่ปากกว้างนั้นก็แทรกผู้คนเข้ามา พอพบเห็นเหตุการณ์ต้องหน้านิ่วคิ้วขมวด หันไปทางพ่อค้าหมั่นโถวที่ชมโฉมนารีอยู่ด้านข้าง กล่าวว่า
"ล้วนเป็นคนบนเขาที่คี้เล่าเอี้ยว่าจ้างมา ตึกหลังใหม่สร้างเสร็จสิ้นเนิ่นนาน กลับมิได้คืนสู่ภูมิลำเนา น่ากลัวเมื่อคืนเข้าหาสตรีในชิ้มฮุงเล้า พอเช้ากลับมิได้จ่ายพวกนาง..."
...เหล่ามือปราบพอควบคุมอันธพาลผ่านทาง ผู้คนที่ชมดูต่างรีบหันหน้าหนี บ้างยังปิดจมูก กระพือลมไล่ไปมา เจ้าของเพิงอาหารนั้นก็ส่ายศีรษะอย่างเดียดฉันท์ กล่าวว่า
"...เหล่าสุนัขบนเขานั้นเพียงรู้จักราดรดสุรา ปีหนึ่งยังมิได้อาบน้ำชำระร่างกาย..."
เห็นนางคณิกาก็ถ่มน้ำลายใส่พวกเขา อีกนางหนึ่งมิทราบหาถังน้ำมาจากที่ใด ยังสาดใส่เหล่าอันธพาลจนเปียกปอน
...อันธพาลที่อยู่หน้าสุดโดนน้ำสาดจนสร่างเมา ยกนิ้วชี้กราดไปยังพวกนาง ตะคอกว่า
"นางพวกนี้กลับยอกย้อนนัก บิดาขึ้นเตียงคืนเดียวยังให้จ่ายสองเท่า"
...นางคณิกาก็มิยินยอม รุมตะโกนใส่ว่า
"ขึ้นเตียงคืนเดียวพัวพันยันสว่าง รายได้เราพลันหนีหาย พวกเจ้าก็ไปรับความลำเค็ญในห้องขังสักครา"
...อันธพาลนั้นฮึดฮัดไปมา มือปราบที่อยู่ใกล้พลันตวัดเท้าเตะเต็มแรง คนก็ทรุดงอลงไป ยังอาเจียนออกมาบนพื้น
โง้วตั่งกี้เมื่อครู่สนใจกุลีหนุ่มที่ร่างสูงโปร่ง ยามเกิดเหตุการณ์ชุลมุน มิทราบคนหายไปที่ใด
...เขาพลันกระโดดลงจากหลังม้า ฝากไว้กับเจ้าของเพิงอาหาร ยังยัดเงินขาวใส่ให้ในมือ เจ้าของเพิงอาหารต้องก้มศีรษะหลายครา มิเพียงคำนับผู้คน ยังคำนับอาชาที่มีเครื่องทองประดับนั้น...
ตลาดยามเช้ามีผู้คนคึกคัก โง้วตั่งกี้แสร้งเป็นเดินทอดน่อง นัยน์ตาแม้หรุบลง โสตประสาทยังปราดเปรียว กับเส้นทางในตลาดย่อมรู้กระจ่างแจ้ง ยามนี้ลองเลี้ยวไปทางขวา เห็นกุลีสี่ห้าคนแบกถังน้ำตาลไป กุลีที่ร่างสูงโปร่งนั้นยังเดินนำหน้า ต้องเร่งฝีเท้าขึ้น...
ขณะเดินผ่านร้านผ้ากลับมีผู้คนเรียกหา ยามหันไปมองเห็นยิ่มฮก จงก้วงบ้านยิ่มหลิ่วที่ใกล้ตกแต่งธิดานั้น เขามาตรว่ารีบร้อนยังมิอาจเผยพิรุธ ต้องชะงักเท้าลงรับคำทักทาย...
ยิ่มฮกมารับแพรพรรณสำหรับใช้ในงาน เห็นในมือยังถือผ้าแดงที่เย็บเป็นรูปหัวใจ สำหรับใช้รองถาดของหมั้น คนพอเห็นโง้วเล่าเอี้ยเดินเล่นชมตลาด ต้องรีบออกมาเรียกหา หนำซ้ำยังชวนคุยหลายคำ
...โง้วตั่งกี้ที่ร้อนใจสุดประมาณ ได้แต่ลอบดีดนิ้วออก ถึงกับดีดแหวนวงหนึ่งใส่กองผ้าที่วางเรียงรายเป็นชั้นสูง ผ้าหลายพับพอตกลงมา ยิ่มฮกกับเจ้าของร้านต้องช่วยกันหยิบจับวุ่นวาย กริ่งเกรงร่วงหล่นลงสู่พื้นเบื้องล่าง โง้วตั่งกี้ก็ฉวยโอกาสเหมาะนี้ปลีกกายจากมา...
...คนพอผ่านร้านน้ำตาล ต้องแสร้งย่างเท้าช้าลง เห็นกุลีสี่คนนั่งอยู่ตรงหน้าร้าน ใช้ผ้าเช็ดเหงื่อที่หยดไหล กุลีร่างสูงโปร่งนั้นกลับมิได้อยู่ในวง โง้วตั่งกี้แสร้งหันรีหันขวาง ยังชนกับคนผ่านทางผู้หนึ่ง ยามขอโทษขอโพย สายตาคมกริบยังกวาดมองไปทั่ว
เขาย่อมมิอาจรั้งอยู่เนิ่นนาน ยิ่งมิอาจใช้ฝีมือให้เป็นที่สะดุดตา เนื่องเพราะหากเล้งอิกซุ่มซ่อนอยู่ ตนอาจตกเป็นเป้าติดตาม ขณะสาวเท้าผ่านร้านน้ำตาลอย่างเชื่องช้า ที่ด้านซ้ายพลันมีบุรุษสตรีชราขายเกาลัด ดังนั้นแสร้งทำเป็นเมตตา ซื้อเกาลัดจากผู้เฒ่าคู่นี้หลายอัฐ...
...คนพอจ่ายเงินทอง ที่ด้านข้างพลันมีคนผู้หนึ่งปราดเข้ามา คิดซื้อเกาลัดจากพวกเขาเช่นกัน โง้วตั่งกี้พอชำเลืองดู ต้องร้องสบถขึ้นในใจ ผู้ที่มาซื้อเกาลัดกลับเป็นกุลีที่ร่างสูงโปร่งนั้น เห็นเขาไว้เคราคางแพะ นัยน์ตายังเขข้างหนึ่ง ย่อมมิใช่เล้งอิกที่ตนเสาะหา...
...คนพอหยิบเกาลัดออกมา ก็บีบจนแตกสลายเป็นผุยผง ตนที่เสียเวลาอยู่เป็นนาน เพียงติดตามกุลีตาเขผู้หนึ่ง ย่อมเสียอารมณ์มิใช่น้อย...
กองปราบเมืองจี่คุ้ยเล็กแคบอย่างยิ่ง ที่คุมขังผู้ต้องหายังมีเพียงห้องเดียว...
...ชิ้มอวงปีนี้อายุยี่สิบสี่ปี เข้ามาเป็นมือปราบได้เจ็ดเดือน เขาที่ยังหนุ่มแน่น โลหิตในกายพลุ่งพล่าน พอมาประจำที่เมืองสงบเช่นจี่คุ้ย ต้องรู้สึกเบื่อหน่ายอย่างยิ่ง...
เมื่อเดือนก่อนเพียงจับย่องเบารายหนึ่ง เช้านี้จับอันธพาลในชิ้มฮุงเล้าเก้าคน กับคนถ่อยที่พอเห็นมือปราบก็ปัสสาวะราด ย่อมมิต้องใช้ฝีมืออันใด ชิ้มอวงพลันรู้สึก หากอยู่ในจี่คุ้ยนานวัน น่ากลัวแข้งขาง่อยเปลี้ย ปีหน้าหากมีโอกาส ต้องเจรจากับลี้เล่าเอี้ย ขอย้ายไปเมืองอื่นสักครา
ได้ยินที่ห้องขังมีเสียงเอะอะ น่ากลัวปิศาจสุราพอสร่างเมาก็ทะเลาะกัน ชิ้มอวงพอลากเท้าไปดู เห็นเป็นดังที่ตนคาดคิด ต้องตวาดว่า
"หากยังมิหยุดยั้งลง เราสักครู่จึงให้พวกเจ้ารับประทานกระบอง"
เหล่าอันธพาลต้องรีบสงบเสียงโดยพลัน ยามนี้ยืนหน้าละห้อย อ้อนวอนว่า
"เล่าเอี้ยท่านอย่าได้คุมขังพวกเรา หากท่านปล่อยพวกเรากลับขึ้นเขาไป รับรองวันหน้ามิกล้าเหยียบมาที่นี้อีก ปีใหม่ยังจะส่งเนื้อหมูป่ามากำนัลท่าน ยังเซ่นสรวงเจียงกุ้ยให้พิทักษ์ท่าน"
ชิ้มอวงพอฟังต้องนึกสงสัย ถามว่า
"เจียงกุ้ยนั้นเป็นตัวอันใด"
อันธพาลที่อยู่ใกล้เขาก็รีบตอบว่า
"เจียงกุ้ยเป็นบรรพบุรุษของพวกเรา ท่านที่ถูกเสือโคร่งกัดตาย วิญญาณกลายเป็นเจียงกุ้ย คอยปกป้องพวกเราให้พ้นภัยพิบัติ"
ชิ้มอวงต้องแค่นเสียงขึ้น กล่าวว่า
"น่ากลัวเจียงกุ้ยของพวกเจ้าก็เมามาย ดังนั้นมิได้ปัดเป่าพวกเจ้าพ้นภัย กลับชักนำให้กระทำเรื่องโสโครก"
ผู้คนเหล่านี้ล้วนเป็นชาวมกจู่ที่อยู่บนขุนเขา มิเพียงเซ่นไหว้ผีสาง ยังถือโชคลางมากหลาย ยามนี้เกาะลูกกรงส่งเสียงเซ็งแซ่ ชิ้มอวงก็รับฟังจนรำคาญใจ ยามสาวเท้าคิดจากไป พลันเห็นอันธพาลผู้หนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่ ต้องร้องถามว่า
"คนผู้นั้นใช่ตายแล้วหรือไม่"
อันธพาลที่เกาะลูกกรงอยู่ได้แต่หันมองกันไปมา ผู้หนึ่งกล่าวขึ้นว่า
"ใช่เป็นตี่ตี๋ของเจ้า"
...คนที่ถูกถามก็เอียงศีรษะคิด สักครู่จึงกล่าวว่า
"ตี่ตี๋เราตกตายเมื่อปีก่อน ย่อมมิอาจร่วมทางมา ยังคงเป็นตี่ตี๋ของเฮ้งบ๊วง"
เฮ้งบ๊วงที่ถูกเอ่ยนามต้องสะบัดมือเท้าร่ำร้องขึ้น
"เราเป็นคนสุดท้อง ไหนเลยมีตี่ตี๋อันใด ยังคงเป็นตี่ตี๋พวกเจ้า"
คนพอว่ากล่าวไปมา กลับกลายเป็นทะเลาะทุ่มเถียง ผู้หนึ่งว่าเป็นตี่ตี๋เจ้า อีกผู้หนึ่งกระทืบเท้าว่ามิใช่ ชิ้มอวงก็รับฟังจนศีรษะแทบแตกไป ต้องไขกุญแจเปิดประตูห้องขัง ยื่นเท้าเขี่ยร่างที่นอนคว่ำอยู่ เห็นยังขยับหนีไปที่ด้านใน ดังนั้นทราบว่ายังมีชีวิต คนพลันถอนใจโล่งอก มิต้องเดือดร้อนเรียกหาสัปเหร่อมาเก็บไป...
เขาพอออกจากห้องขังก็ชงน้ำร้อนใส่กา นั่งพักผ่อนที่อีกด้านหนึ่ง ได้ยินพวกในนั้นทุ่มเถียงกันสักครู่จึงเงียบไป น่ากลัวโหยหิวหมดแรง ตนยามนี้ค่อยปลอดโปร่งขึ้น เอนกายลงกับม้านั่ง ภาวนาให้ยามซิ้งผ่านไปโดยเร็ว พอพ้นเวรค่อยกลับสู่เคหาหลับนอน มิต้องปวดศีรษะกับตัวประหลาดประดานี้...
ชิ้มอวงที่เพียงจิบน้ำชารอเวลา มิได้ย่างกรายไปทางห้องขัง ย่อมมิได้เห็นสภาพภายในนั้น...
...อันธพาลชาวมกจู่แปดคนที่เมื่อครู่ร่ำร้องวุ่นวาย ยามนี้นอนเรียงรายอยู่บนพื้น ท่านอนยังเป็นระเบียบเรียบร้อย...
คนที่พลันสงบเสียงในชั่วพริบตา ยังเข้าสู่ห้วงนิทราโดยพรั่งพร้อม ย่อมมิใช่ยินยอมกระทำเอง ทว่าเป็นถูกจี้สกัดจุด...
...ที่ตั่งยาวด้านหลังมีคนผู้หนึ่งนั่งสงบอยู่ กลับเป็นผู้ที่ชิ้มอวงใช้เท้าเขี่ยเมื่อครู่ เห็นเขาผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้ามอมแมม อาภรณ์ที่สวมใส่ก็เป็นเช่นคนที่นอนบนพื้น ทว่าดวงตากลับกระจ่างแจ่มใส
...ที่แท้เป็นเล้งอิกเอง...
เล้งอิกเมื่อติดตามพ่อค้าขนมเชื่อม ทราบว่าผู้คนของเทียนมึ้งเก็งต้องตื่นตัวขึ้น เขาหากยังรั้งอยู่ที่นี้ ย่อมต้องถูกสืบเสาะพบเห็น ตนอยู่ในที่แจ้ง ฝ่ายตรงข้ามกลับอยู่ในที่ลับ ดังนั้นตระเตรียมแผนการขึ้น เสแสร้งแสดงตนออกมา ยังชักนำอาชาเข้าเมือง พักในโรงค้างแรมคืนหนึ่ง วันรุ่งขึ้นจึงนำอาชาจากไป ยังควบขับลงทางใต้ ทำทีคิดใช้ทางลัดกลับสู่ฮวงจึง จากนั้นปล่อยอาชาแสนรู้ไว้ที่กลางป่า สั่งให้หลบซ่อนผู้คน ตนเองพลันย้อนกลับมา
...ขณะครุ่นคิดหาวิธีเล็ดรอดเข้าเมือง มิให้เป็นที่สะดุดตา กลับพบชาวมกจู่ที่นอนเมามาย เงินทองที่ได้รับว่าจ้างน่ากลัวหมดลง ย่อมคิดกลับคืนขึ้นบนเขา ตนพลันคิดแผนการอันหนึ่ง แสร้งทิ้งถุงเงินไว้บนพื้น ประดาพวกนั้นพอพบเห็นพลันเข้าใจ เป็นภูติผีประทานเงินทองมาให้สนุกอีกครา ดังนั้นย้อนกลับเข้าในเมือง เล้งอิกก็หยิบฉวยอาภรณ์พวกเขามาผลัดเปลี่ยน เกาะกลุ่มร่วมทางเข้าไปอีกผู้หนึ่ง...
...พวกมกจู่ที่ดื่มสุราจนศีรษะมิอาจตั้งตรง กระทั่งนามบิดายังหลงลืม ย่อมมิสนใจว่ามีผู้ใดแปลกมา ตกค่ำยังชักชวนกันไปที่ชิ้มฮุงเล้า เล้งอิกได้แต่ติดตามไป ยามตกกระไดพลอยโจนยังเรียกโกวเนี้ยมาปรนนิบัติหนึ่งนาง...
ตนเมื่อเช้ายามถูกจับกุม มีคนแห่มาดูเอิกเกริก ต้องรู้สึกหวาดเสียวยิ่ง เคราะห์ดีที่เหล่าสตรีในชิ้มฮุงเล้าก็พากันออกมา กลับช่วยดึงความสนใจผู้คน
...เล้งอิกที่ก้มหน้าก้มตา เกาะกลุ่มอยู่กับพวกมกจู่ ตอนมือปราบพาผ่านตัวเมือง กลับพบเห็นคนผู้หนึ่ง...
คนที่อยู่บนหลังอาชาชั้นเลิศ สวมใส่อาภรณ์แพรปักอัญมณี บนศีรษะยังมีห่วงทอง...
...กับคนที่แต่งกายลักษณะนี้ มิว่าเป็นผู้ใดย่อมต้องสะดุดตา ทว่าที่ทำให้เล้งอิกสังเกตสนใจ มิใช่เป็นเครื่องประดับเหล่านั้น กลับเป็นรองเท้าที่เขาสวมใส่...
ตนเมื่อออกนอกเมืองจี่คุ้ย ใช้เส้นทางลัดในป่าทึบ พบว่ามีต้นจังขึ้นเรียงรายหนาแน่น ใบจังล้วนมีขนอ่อนปกคลุม หากเหยียบย่ำลง ย่อมต้องติดพื้นรองเท้ามา...
...ในตัวเมืองไหนเลยมีต้นจัง คนผู้นั้นที่มีลักษณะกรุยกราย มิคล้ายผู้คนเดินทาง พื้นรองเท้าพลันไปมีขนอ่อนของต้นจังได้อย่างไร...
เล้งอิกที่มืดมนแปดด้าน มิอาจสืบหาผู้คนของเทียนมึ้งเก็ง ยามนี้พบเบาะแสชิ้นหนึ่ง ย่อมมิปล่อยให้หลุดลอยไป
...ที่ผนังด้านหนึ่งของห้องขังมีช่องอากาศ ยังมีลูกกรงเหล็กขวางไว้ เล้งอิกพลันสืบเท้าขึ้นราวไร้น้ำหนัก มองดูภายนอกเห็นเพียงต้นสนเรียงราย หามีผู้คนผ่านไปมาไม่ ดังนั้นเกร็งกำลังขึ้น กรีดลูกกรงเหล็กนั้นขาดสะบั้น คนพอเล็ดรอดออกมาที่ภายนอก ยังวางลูกกรงเหล็กกลับคืน คิดหลอกสายตาผู้คนชั่วคราว
ตนพอออกมาก็เดินโงนเงนไปตามตรอกเล็กซอกน้อย จำเพาะพลันล้มลงที่เขียงขายเนื้อสุกร พ่อค้าร่างอ้วนใหญ่ที่สับซี่โครงอยู่ต้องนึกรังเกียจ เห็นเมื่อเช้ามือปราบจับพวกมกจู่โสโครกไปหลายคน มิทราบผู้นี้ไฉนพลันรอดมาได้ ยามนี้ต้องร่ายปังตอออกมาโบกไล่ เล้งอิกก็ยันกายลุกขึ้น พึมพัมว่า
"หากเราคาดห่วงทองบนศีรษะ ยังซื้ออัญมณีตกแต่งม้าเทศ ท่านย่อมมิกล้าไล่เรา..."
พ่อค้านั้นพอได้ยินก็หัวร่อเย้ยหยัน ตะคอกใส่ว่า
"เจ้าก็คิดเป็นโง้วเล่าเอี้ยผู้หนึ่ง? ไยมิรีบกลับไปสถิตที่เคหาสน์ในม่งเอี้ยง กลับมาเตร็ดเตร่หาเศษเนื้อเยี่ยงสุนัขจรจัด"
...เล้งอิกผงกศีรษะไปมา รีบก้มหน้าก้มตาผละจากบริเวณนั้น ในใจต้องนึกขอบคุณพ่อค้าสุกร เขาพอว่ากล่าวคำเดียวก็กระจ่างแจ้ง ตนที่หลายวันมานี้ไร้เบาะแส ยามนี้กลับได้เรื่องราวโดยบังเอิญ มิเสียแรงที่ต้องทนอยู่กับพวกมกจู่นั้น
คนพอลัดเลาะออกจากซอกซอย ยังพบเจอสตรีชราที่สมเพชเวทนา กำนัลหมั่นโถวแก่เขาสองใบ เล้งอิกพอรับมากัดกิน ต้องรู้สึกชีวิตเยี่ยงนี้น่าสนใจยิ่ง เต็งลั่งที่เที่ยวเล่นอยู่ภายนอกหลายปี น่ากลัวยังสัมผัสรสชาติเช่นนี้หลายครา
...คนพอนึกถึงสหายแต่วัยเยาว์ พลันรู้สึกเสียใจต่อเขา เต็งลั่งเมื่อย้อนกลับสู่ฮวงจึง เขากลับมิได้ถามไถ่ คนอยู่ที่ภายนอกสุขสบายหรือไม่ ที่สนทนากลับเป็นเรื่องชวนอึดอัด ตนที่หัวใจปวดร้าว ยังคิดกรีดคมมีดใส่ผู้อื่น ตอกย้ำเรื่องราวแต่หนหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า...
...เล้งอิกพอได้คิด ต้องสัญญากับตนเอง นับแต่นี้ลืมเลือนเรื่องครั้งก่อน เพียงหวังมีชีวิตใหม่กับเม่งไอ่ซี มิว่าเรื่องราวอันใดก็กลบฝังไป มิสนใจไถ่ถามอีก...
เขาพอพ้นเขตตลาด ก็ลากเท้าเตร็ดเตร่ไปที่นอกเมือง มุ่งหน้าสู่ไซ่ซัวที่ติดกับเมืองม่งเอี้ยง...
...เล้งอิกที่สิบปีมานี้เก็บตัว มิได้มีประสบการณ์ในวงนักเลง เมื่อเดินทางสู่เทียนไล้กัง พบเรื่องราวชวนตระหนกมากหลาย ยามนี้ย่อมมีบทเรียน ดังนั้นกระทำการโดยรอบคอบ ระหว่างทางทั้งคืบคลาน ทั้งพักนอน มิว่าผู้ใดก็นึกไม่ถึง มกจู่โสโครกที่สะเปะสะปะเลาะเชิงเขา กลับเป็นเล้งจึงจู้แห่งฮวงจึงอันเกริกไกร...
|