เมืองม่งเอี้ยงอยู่ห่างจากจี่คุ้ยเพียงยี่สิบลี้ ทว่าเล้งอิกที่ใช้เส้นทางเลียบเชิงเขา อีกทั้งสวมคราบมกจู่ผู้หนึ่ง ยามเดินเหินจงใจโซซัดโซเซ ยังขุดหาหนอนแมลงมัดเก็บในชายเสื้อ คล้ายคิดให้เป็นเสบียงระหว่างทาง พอได้ยินสุ้มเสียงผิดปกติ ยังคุกเข่าลงกับพื้น กราบไหว้เจียงกุ้ยให้รีบมาคุ้มครอง...
...เขาที่ทำเช่นนี้ เนื่องเพราะมิได้ทราบ ในหนทางยังมีผู้คนคอยเฝ้าดูหรือไม่ ตนมาตรว่ามีโสตประสาทเฉียบไว ทว่ามิทราบตื้นลึกหนาบางฝ่ายตรงข้าม ดังนั้นมิอาจประมาทให้เสียเรื่อง...

...คนที่ลากเท้าเปะปะ เมื่อมาถึงม่งเอี้ยงก็เป็นยามโง่วแล้ว...

เล้งอิกพอเข้าสู่ตัวเมือง ย่อมเสาะหาสถานที่ของโง้วตั่วเอี้ยนั้นเป็นอันดับแรก เขาที่แสร้งล้มกายนอนเหยียดยาวกลางชุมชน พลันได้ยินเรื่องราวมากหลาย ยังรับทราบ... เคหสถานของโง้วตั่วเอี้ยตั้งอยู่ที่ใด...
...มิคาด ยามเดินทางไปถึงที่นั้นต้องร่ำร้องในใจ จากจี่คุ้ยถึงม่งเอี้ยงมินับว่าลำบากเท่าไร ทว่าคิดเข้าเคหสถานของโง้วตั่วเอี้ย ยังยากเย็นแสนเข็ญเหลือประมาณ...
...เขาทีแรกมิได้แน่ใจแม้สักน้อย ที่สืบเสาะมาครานี้ใช่มีอันใดเกี่ยวข้องกับเทียนมึ้งเก็ง หากพอเห็นสถานที่แห่งนี้ ต้องตระหนักว่าตนเจอนักเลงเก่าที่ช่ำชอง กำแพงบ้านมิเพียงสร้างสูงกว่าสิบเชียะ รอบนอกยังขุดคูน้ำทั้งสี่ด้าน มีสะพานเข้าออกเพียงสายเดียว ตลอดแนวหามีพรรณไม้ใหญ่แม้สักต้นไม่ อย่าว่าแต่มิอาจหาทางลอบเข้าไป เพียงคิดสังเกตการณ์ภายในยังลำบากนัก

ที่ทิศตะวันออกมีศาลเจ้าเก่าแห่งหนึ่ง ยามนี้ดัดแปลงเป็นโรงเจ เล้งอิกที่ต้องการเวลาไตร่ตรอง ได้แต่แสร้งเตร็ดเตร่เข้าไป เห็นมีผู้คนมากหลาย ที่ด้านในยังมีเสียงอึกทึก ที่แท้มีทรงเจ้าอันใด ขณะหันรีหันขวาง พลันได้ยินคนผู้หนึ่งเอ่ยว่า
"คิดมาหาของรับประทาน ยังคงไปที่ด้านหลัง"
...เล้งอิกยามหันมอง เห็นเป็นบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่ง หนวดเคราขลิบเล็มเรียบร้อย อาภรณ์ที่สวมเป็นสีขาวคล้ายผู้ถือศีลกินเจ...
เห็นบุรุษวัยกลางคนผู้นั้นแลดูเขาอย่างสังเกต เล้งอิกย่อมมิได้ซ่อนหน้าให้เกิดพิรุธ ยังจงใจถามว่า
"ตั่วเอี้ยท่านโปรดบอก รับประทานแล้วต้องจ่ายเงินทองหรือไม่"
บุรุษวัยกลางคนผู้นั้นมองสำรวจเล้งอิกขึ้นๆ ลงๆ เห็นสวมใส่เสื้อผ้าสกปรกรุงรัง ผมเผ้ายาวระหน้าตา สีหน้าพลันมีแววรังเกียจ ตวัดเสียงกล่าวว่า
"สถานที่นี้เป็นโรงทาน มิใช่ร้านอาหาร ผู้ใดมีศรัทธาก็บริจาค หากมิมีเงินทองยังสามารถรับประทานอิ่มหนำ"

เล้งอิกทำทีเป็นโล่งใจอย่างยิ่ง รีบคุกเข่าลงโขกศีรษะ จากนั้นสาวเท้าไปที่ด้านหลัง ยามเดินเหินยังยื่นมือเกาแขนขา กับเรื่องนี้ย่อมมิได้เสแสร้ง เขาที่มิได้อาบน้ำหลายวัน เนื้อตัวพลันคันยุบยิบ ทว่าหากยังมิมีหนทางเข้าสู่เคหาโง้วตั่วเอี้ยผู้นั้น ไหนเลยสามารถชำระร่างกายผลัดเปลี่ยนอาภรณ์
...ที่ด้านหลังเป็นโรงครัวกว้างขวาง มีสตรีมากหลายทั้งชราเยาว์วัย บ้างจับกลุ่มพูดคุย บ้างถือตะเกียบพุ้ยอาหารรับประทาน ดรุณีนางหนึ่งพอเห็นเล้งอิกก็รีบบอกว่า
"อย่าได้เข้ามาใกล้ที่นี้ เราจึงตักอาหารให้เจ้า"
เล้งอิกก็ผงกศีรษะขอบคุณ นางที่รีบร้อนตักอาหารแก่เขา ย่อมมิใช่มีเมตตาแก่คนยาก ทว่ากริ่งเกรงเขาที่สกปรกมอมแมม มือไม้พลันไปเปรอะเปื้อนของรับประทาน...

ตนพอรับชามข้าว พลันเห็นบุรุษหนุ่มร่างผอมบางผู้หนึ่งเดินเข้ามา เรียกหาดรุณีที่ตักข้าวแก่ตนว่า
"เตียงเตียง เจ้าหากรับประทานเรียบร้อย ยังรีบไปหาฮูหยิน"
...ดรุณีที่เรียกว่าเตียงเตียงก็พยักหน้าคราหนึ่ง สาวเท้าติดตามบุรุษหนุ่มนั้นไป เล้งอิกยามนี้ทรุดกายลงนั่ง รับประทานข้าวสวยกับผัดผัก ยังได้ยินเหล่าสตรีซุบซิบพูดคุย ที่สนทนากลับเป็นเรื่องราวของฮูหยินผู้นั้น
...เล้งอิกทางหนึ่งรับประทาน ทางหนึ่งได้แต่เงี่ยหูฟังเรื่อยเปื่อย ได้ยินว่าฮูหยินนั้นเป็นภริยาลำดับที่สอง ตกแต่งมานานมิได้มีบุตร ดังนั้นมาทำบุญที่โรงเจนี้เป็นประจำ ยามเทพเจ้ามาประทับร่างคนทรง ยังขอพรให้ประทานบุตรชาย นางที่ปีเกิดชงกับภริยาหลวง เป็นคู่อริต่อกัน ดวงภริยาหลวงยังคล้ายข่มดวงนาง จึงมิอาจมีบุตรดังปรารถนา...

เล้งอิกพอรับประทานเสร็จสิ้น ยังช่วยเก็บกวาดสถานที่ เหล่าสตรีเห็นเขาขยันขันแข็ง ยังกำนัลถั่วลิสงคั่วให้หลายกำมือ คิดให้เก็บเป็นเสบียงยามขาดแคลน
...ขณะช่วยพวกนางยกกระจาดถ้วยชาม บุรุษวัยกลางคนที่สวมอาภรณ์ขาวพลันย่างเท้าเข้ามา กวักมือเรียกเขาพลางกล่าวว่า
"เจ้ามาช่วยเราที่ด้านนอก"
เล้งอิกได้แต่ติดตามไป พอออกมาก็เห็นเกี้ยวคันหนึ่งวางอยู่ ดรุณีที่เรียกว่าเตียงเตียงกับบุรุษหนุ่มผอมบางนั้นยืนอยู่ที่ด้านหน้า ชายฉกรรจ์อีกสี่คนประจำอยู่ที่เกี้ยว น่ากลัวฮูหยินที่มาขอพรให้มีบุตรนั้นคิดกลับคืนสู่เคหา...

บุรุษวัยกลางคนบุ้ยใบ้ให้เล้งอิกไปรออีกทาง คนก็เดินไปที่ด้านหน้าเกี้ยว กล่าวว่า
"ผู้ต่ำต้อยน้อมส่งโง้วฮูหยิน..."
ผู้คนภายในเกี้ยวก็ตอบกลับมาว่า
"ขอบคุณไช่ซิงแซที่อำนวยความสะดวกแก่เรา"

เล้งอิกที่ยืนอยู่อีกทาง ยามได้ยินบุรุษวัยกลางคนเรียกหาสตรีในเกี้ยวเป็นโง้วฮูหยิน ต้องรู้สึกตื่นตัววูบ มิทราบสตรีนางนี้ใช่เป็นภริยาของโง้วเล่าเอี้ยที่ตนสืบเสาะ?
...เห็นขบวนเกี้ยวตระเตรียมจากไป ไช่ซิงแซนั้นก็เดินมาที่ตน ชี้นิ้วไปทางหีบไม้ที่วางเรียงรายอยู่บนพื้น กล่าวว่า
"เจ้าช่วยยกของเหล่านี้เข้าไปเก็บที่ภายใน ระวังอย่าให้แตกหักเสียหาย"
เล้งอิกผงกศีรษะรับคำ ยามก้มตัวลงคิดยกหีบไม้ ยังหันไปมองขบวนเกี้ยวที่ด้านหน้า หากสตรีนางนั้นเป็นภริยาของโง้วเล่าเอี้ย ย่อมกลับคืนสู่เคหาสน์ที่ตนคิดเข้าไป
...ตนมาตรว่าร้อนรน ยังข่มใจไว้มิอาจแสดงพิรุธ ยามนี้ยกหีบขึ้นไว้บนบ่า หางตาเพียงชำเลืองแลอีกครา พอหันหลังสาวเท้ามุ่งสู่ด้านใน มือข้างหนึ่งพลันล้วงเข้าในอกเสื้อ หยิบถั่วลิสงที่เพิ่งได้รับกำนัลมา ตวัดนิ้วดีดออกโดยมิได้หันไปมองแม้แต่น้อย...

ได้ยินเสียงดังตึง ตามมาด้วยเสียงผู้คนอุทาน ไช่ซิงแซยังร้องออกมาอย่างตื่นตระหนก เล้งอิกยามนี้ก็หันกลับมา นัยน์ตายังเป็นประกายวูบ
...เห็นคนหามเกี้ยวผู้หนึ่งทรุดกายล้มลง ตัวเกี้ยวก็เอียงกะเท่เร่ บุรุษหนุ่มที่เดินอยู่ด้านหน้าต้องรีบถลาเข้ารับ ทว่าเขาที่ร่างผอมบาง ย่อมมิอาจช่วยยกขึ้น ได้แต่ร้องถามอย่างตกใจว่า
"ฮูหยินท่านเป็นไรหรือไม่"
ได้ยินเสียงสตรีนางนั้นตอบว่า
"เรามิเป็นไร ไฉนจึงเป็นเช่นนี้"
คนหามเกี้ยวที่ล้มลงส่งเสียงร้องโอดโอย ยกสองมือเกาะกุมเข่าด้านขวา สีหน้ามีแววเจ็บปวด ยังกัดฟันกล่าวว่า
"ขาข้าพเจ้ามิทราบเป็นไร คล้ายเส้นเอ็นกระตุกขึ้น..."
บุรุษหนุ่มนั้นมีท่าทีลนลาน ดรุณีที่เรียกว่าเตียงเตียงก็สั่นศีรษะมิพอใจ กล่าวว่า
"ฮูหยินต้องกลับเคหาก่อนพ้นยามโง่ว เล่าเอี้ยท่านบอกไว้ วันนี้คิดมารับประทานอาหารกลางวันที่พวกเรา..."
ยามนี้หันไปทางคนหามเกี้ยวที่นั่งอยู่บนพื้น ถามว่า
"เจ้ายังพอเดินไหวหรือไม่ ระยะทางเพียงเท่านี้ ยังคงฝืนทนสักเล็กน้อย"

นางพอกล่าวคำ ระยะทางเพียงเท่านี้ ยังยกมือชี้ไปทางเคหาสน์กลางน้ำนั้น เล้งอิกที่สังเกตอยู่ย่อมตระหนักโดยพลัน ฮูหยินในเกี้ยวต้องเป็นภริยาของโง้วเล่าเอี้ยแน่แล้ว ตนเมื่อครู่ที่ตวัดถั่วลิสงใส่ข้อพับคนหามเกี้ยว มิได้กระทำผิดพลาดไป ต้องรู้สึกยินดีขึ้นในใจ...
...คนหามเกี้ยวยามนี้เงยศีรษะขึ้น คิดตอบคำดรุณีที่เรียกว่าเตียงเตียงนั้น เหงื่อยังไหลหลั่งลง ได้แต่สั่นศีรษะไปมา ฝืนกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าแม้เพียงลุกขึ้นยังมิอาจกระทำ ไหนเลยสามารถแบกหามเกี้ยว"
ดรุณีที่เรียกว่าเตียงเตียงพลันหันไปทางบุรุษหนุ่ม ถอนใจพลางกล่าวว่า
"ลู่ตั่วกอ ท่านก็มาหามเกี้ยวสักครา"
บุรุษหนุ่มแซ่ลู่นั้นได้แต่รับคำ ทว่าคนยังมิทันได้ทดลอง สตรีที่อยู่ในเกี้ยวพลันส่งเสียงออกมาว่า
"ให้ลู่เอียะแซแบกเกี้ยวเรา น่ากลัวยังพลัดตกหกล้มระหว่างทาง"

บุรุษหนุ่มที่เรียกว่าลู่เอียะแซก็หน้าแดงวูบ ทว่าที่ฮูหยินว่ากล่าวกลับมิใช่เกินเลย เขาที่เป็นหนอนตำรา รูปร่างก็ผอมบางแทบมิอาจต้านแรงลม หากให้ยกเกี้ยวเดินไปสิบก้าว น่ากลัวแข้งขาพลันทรุดลง...
...ไช่ซิงแซที่อยู่ด้านข้างก็คิดช่วยแก้ไข ยามหันซ้ายหันขวาพลันเห็นเล้งอิกที่ยืนเกาศีรษะอยู่ ต้องนัยน์ตากระจ่างวูบ กวักมือเรียกเขาเข้าไป ยังกล่าวกับดรุณีที่เรียกว่าเตียงเตียงนั้นว่า
"พวกท่านให้มกจู่ผู้นี้ช่วยหามเกี้ยวดีหรือไม่"
ดรุณีที่เรียกว่าเตียงเตียงต้องเบ้หน้าส่ายศีรษะ กล่าวว่า
"คนผู้นี้... สารรูป..."
...นางความจริงคิดกล่าว คนผู้นี้สกปรกมอมแมมยิ่ง สารรูปยังดูมิได้ ไหนเลยใช้หามเกี้ยวฮูหยิน ทว่าเห็นเล้งอิกก็เอียงศีรษะมองนาง ดังนั้นมิกล้าเอ่ยคำออกไป...

ไช่ซิงแซพอเห็นแววตานาง ย่อมสามารถคาดเดาถ้อยคำ ยามนั้นกล่าวว่า
"ฮูหยินต้องรีบกลับก่อนพ้นยามโง่ว เตียงเตียงโกวเนี้ยท่านก็หลับตาสักคราเถิด"
บุรุษหนุ่มที่เรียกว่าลู่เอียะแซมองเล้งอิกอย่างคลางแคลง พลันเอ่ยถามไช่ซิงแซว่า
"เขาเป็นชาวมกจู่ไร้ถิ่นฐาน ไหนเลยสามารถเชื่อถือ"
ไช่ซิงแซยิ้มแย้มพลางชี้มาที่เล้งอิก กล่าวว่า
"มกจู่ผู้นี้เร่ร่อนอยู่นาน ยังแวะมารับประทานที่โรงเจบ่อยครั้ง มาตรว่าสารรูปมิใคร่น่าดู ทว่ามิมีอันตรายอันใด"

เล้งอิกพอฟังต้องรู้สึกประหลาดใจ ตนที่แวะเวียนมาเป็นคราแรก ไหนเลยเคยมาที่นี้บ่อยครั้งดังที่ไช่ซิงแซว่ากล่าว ยามนั้นไช่ซิงแซพลันเอ่ยกับเขาว่า
"เจ้าช่วยหามเกี้ยวฮูหยินไปที่เคหากลางน้ำนั้น ยังต้องสำรวมให้มาก หาไม่เตียงเตียงโกวเนี้ยจึงสั่งผู้คนเฆี่ยนตีเจ้า"
...เล้งอิกได้แต่ผงกศีรษะรับคำ ตนยามนี้ครุ่นคิด อาจบางทีมีมกจู่แวะมากินเปล่าที่โรงเจนี้เป็นประจำ พวกมกจู่ที่แต่งกายคลับคล้าย อีกทั้งมักสกปรกมอมแมม ไช่ซิงแซพลันมิทราบผู้ใดเป็นผู้ใด ดังนั้นว่ากล่าวคล้ายเคยพบพานตน...

เล้งอิกยามนี้สาวเท้าไปที่เกี้ยว ดรุณีที่เรียกว่าเตียงเตียงรีบเขยิบกายออกห่าง ยังสะบัดเสียงถามว่า
"เจ้าเรียกว่ากระไร"
เล้งอิกเข้ายืนประจำที่เกี้ยวด้านหนึ่ง คนพอครุ่นคิดก็ตอบออกไป
"ข้าพเจ้าเรียกว่าเฮ้งบ๊วง"
...นามเฮ้งบ๊วงย่อมมิใช่คิดขึ้นเอง กลับเป็นนามมกจู่ผู้หนึ่งที่ร่วมทางกันเมื่อคืน ยามอยู่ในห้องขังยังทุ่มเถียงกับผู้อื่น กล่าวว่าตนมิใช่ตี่ตี๋ของเขา...
บุรุษหนุ่มที่เรียกว่าลู่เอียะแซหันไปว่ากล่าวกับไช่ซิงแซ ฝากฝังคนหามเกี้ยวที่ขาเจ็บนั้นไว้สักครา จากนั้นหันมาทางขบวน สั่งให้หามเกี้ยวกลับสู่เคหา...

เล้งอิกหามอยู่ทางด้านหน้า แสร้งเดินเปะปะซ้ายขวา คนหามเกี้ยวด้านหลังต้องบ่นพึม ลู่เอียะแซนั้นก็เปรยว่า
"เหล่ามกจู่มิใช่เป็นเช่นพวกเรา ยามนี้ใช้สอยเพียงคราหนึ่ง พวกเจ้าก็อดทนไว้เถิด"
ดรุณีที่เรียกว่าเตียงเตียงใช้หางตามองดูเล้งอิก ถามว่า
"มกจู่เจ้ามิรู้จักอาบน้ำ?"
เล้งอิกพอได้ยินคำ 'อาบน้ำ' ก็คันไปทั้งตัว ได้แต่กล่าวว่า
"ผู้ใหญ่ในบ้านหากตกตาย ย่อมงดอาบน้ำสามปี"
...เขาที่มิเคยชินกับการโป้ปด ที่แสร้งทำท่าเป็นมกจู่ก็ลำบากมากหลาย ยามเจรจายังคงลอกเลียนจากที่ได้ยินมา...
เตียงเตียงโกวเนี้ยพลันหัวร่อขึ้น ฮูหยินในเกี้ยวกลับส่งเสียงออกมาว่า
"เตียงเตียง เจ้าอย่าได้ขบขันประเพณีของผู้อื่น"

ดรุณีที่เรียกว่าเตียงเตียงต้องรีบหุบปากโดยพลัน เล้งอิกที่แบกหามเกี้ยวพลันเดินเหินตรงทาง เขาที่จิตใจอ่อนโยน ยามได้ยินโง้วฮูหยินว่ากล่าวเห็นใจชนต่ำต้อย ต้องรู้สึกนางก็เป็นสตรีดีงาม ดังนั้นมิเสแสร้งเดินเปะปะสืบต่อ กริ่งเกรงผู้ที่อยู่ด้านในศีรษะสั่นคลอน...
...พอเดินมาถึงสะพานที่เชื่อมกับกำแพงบ้าน ลู่เอียะแซต้องรีบมาประกบเล้งอิก กล่าวเตือนว่า
"เจ้ายามนี้ต้องเดินเหินให้ดี อย่าได้ซุ่มซ่ามตกไปในน้ำ"
ดรุณีที่เรียกว่าเตียงเตียงก็อดมิได้ ต้องมองเล้งอิกอย่างสังเวช พึมพัมว่า
"ในน้ำมีปลาที่กัดกินเนื้อผู้คน หากเจ้าพลัดตกลงไป ที่งมกลับขึ้นมายังเป็นแค่กระดูก"

เล้งอิกได้แต่ผงกศีรษะ มิทราบนางว่ากล่าวโดยแท้หรือไม่ หากเป็นจริงดังนั้น โง้วเล่าเอี้ยผู้นี้ก็ช่างไร้ความปรานี สถานที่นี้อาจบางทีมีทารกเยาว์วัยมาเที่ยวเล่น หากพลัดตกลงไป ไยมิใช่น่าสงสารนัก...
...คนพอครุ่นคิด เกี้ยวก็หามเข้าพ้นกำแพงแล้ว...
เล้งอิกก้มศีรษะลง สายตากลับสอดส่ายสังเกต เห็นในกำแพงมีบุปผานานาพรรณ ที่ด้านซ้ายยังทำน้ำตกจำลอง มีเก๋งหลังน้อยอยู่ข้างน้ำตกนั้น ยังมีทารกชายหญิงวิ่งเล่นส่งเสียงดัง ยามนี้ต้องลังเลขึ้นอีกครา โง้วเล่าเอี้ยอาจบางทีเป็นเพียงคหบดีสามัญ ภริยาลำดับที่สองยังเชื่อถือคนทรง ในบ้านก็มีบุตรชายหญิงมากหลาย ดูไปไม่คล้ายสถานที่ซ่องสุมผู้คน...

ขณะแบกเกี้ยวไปตามทางที่ลู่เอียะแซชี้นำ สตรีในเกี้ยวพลันส่งเสียงขึ้นว่า
"หยุดเกี้ยวที่ตรงนี้เถิด"
คนหามเกี้ยวย่อมชะงักเท้าโดยพลัน ย่อกายวางเกี้ยวลงกับพื้น ดรุณีที่เรียกว่าเตียงเตียงก็รีบมาเปิดม่านประตู ถามอย่างนอบน้อมว่า
"ฮูหยินท่านคิดลงมาในสวน?"
ได้ยินเสียงตอบรับคำหนึ่ง ฮูหยินนางนั้นพลันก้าวลงมา เห็นนางอายุประมาณยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปี ใบหน้าขาวผุดผ่อง เรือนร่างเล็กอรชร สวมอาภรณ์สีเหลืองสดใส บนศีรษะประดับด้วยเพชรนิลจินดาวูบวาบ ท่วงท่าอ่อนแอแบบบาง ยามเดินเหินยังต้องเกาะแขนเตียงเตียงโกวเนี้ยนั้น...

นางพอลงมาก็หันไปทางลู่เอียะแซ กล่าวว่า
"เจ้าไปบอกผู้คน จัดอาหารกลางวันแก่เราและเล่าเอี้ยที่เก๋งนั้น ยังนำกรงนกออกมาที่ด้านนอก จากนั้นเชื้อเชิญเล่าเอี้ยมาที่นี้"
ลู่เอียะแซรีบรับคำโดยพลัน ยามนี้เร่งสาวเท้าจากไป ดรุณีที่เรียกว่าเตียงเตียงชายตามาทางเล้งอิก พลางเอ่ยถามฮูหยินนั้นว่า
"มกจู่ผู้นี้เล่า ให้กลับไปทันทีหรือไม่"
ฮูหยินนั้นชำเลืองมาทางเล้งอิกคราหนึ่ง นัยน์ตายังอ่อนโยนปรานี กล่าวว่า
"เราตอนบ่ายคิดออกไปที่ด้านนอกอีกครา เจ้าให้ผู้คนพาเขาไปผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ ชำระหน้าตาสักเล็กน้อย จัดให้พักอยู่ที่ด้านหลัง อย่าได้ให้ออกมารบกวนผู้อื่น"

เล้งอิกพอฟังนางว่ากล่าว ให้ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ชำระหน้าตา ต้องรู้สึกลำบากใจยิ่ง ตนที่เสแสร้งเป็นสกปรกรุงรัง ย่อมคิดปิดบังรูปโฉม หากอาบน้ำหวีผมหมดจด ย่อมเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง...
ยามนี้กลับมิอาจปฏิเสธอันใด ได้แต่เดินตามดรุณีที่เรียกว่าเตียงเตียงมาอีกทาง นางที่เดินเหินแคล่วคล่อง เพียงชั่วครู่ก็พาเล้งอิกลัดเลาะมาถึงที่ด้านหลัง เห็นมีห้องเล็กสร้างเป็นแถวเรียงราย น่ากลัวเป็นที่อยู่บ่าวรับใช้
...ดรุณีที่เรียกว่าเตียงเตียงชักนำเล้งอิกมาที่ลานซักล้าง ชี้มือไปยังถังน้ำที่วางอยู่แถวนั้น กล่าวว่า
"เจ้าห้ามอาบน้ำสามปี เราก็มิเรียกเจ้าขัดขืนประเพณี ทว่าเพียงลูบหน้าตาสักเล็กน้อย ใช่พอทำได้หรือไม่"
เล้งอิกได้แต่พยักหน้า นั่งลงข้างถังใบนั้น วักน้ำมาประพรมพอเป็นพิธี เตียงเตียงโกวเนี้ยต้องแค่นเสียงขึ้นอย่างมิพอใจ หยิบฉวยผ้าผืนหนึ่งจากราว โยนใส่มาในถังน้ำ กล่าวว่า
"เจ้าก็ใช้ผ้าผืนนี้เช็ดหน้า ยังต้องเช็ดตัวให้สะอาด เรามิได้ให้เจ้าอาบน้ำ เพียงให้เช็ดเนื้อตัว อย่าได้ว่าเราบังคับขู่เข็ญ"
...นางที่ทั้งชักสีหน้า ทั้งยังใช้เสียงตะคอก ยามนี้ยังว่ามิได้บังคับขู่เข็ญ เล้งอิกก็รับฟังจนหัวร่อมิออกร้องไห้มิได้ จำต้องหยิบผ้าขึ้นมาแตะซับหน้าตา...

เตียงเตียงโกวเนี้ยยังมิสบอารมณ์เท่าใด ยื่นมือฉวยผ้าจากเล้งอิก นั่งลงที่ข้างกายเขา ใช้ผ้าเช็ดถูหน้าเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย เล้งอิกมิทราบสมควรปกป้องอย่างไร ตนที่มิรู้จักตอแยสตรี ยังรู้สึกดรุณีนางนี้ขู่เข็ญผู้คนยิ่งกว่าเซียงกงจู้ ยามนั่งตะลึงให้นางกระทำตามอำเภอใจ เตียงเตียงโกวเนี้ยก็ขัดถูใบหน้าเขาจนสะอาดเอี่ยม ยังปัดผมเผ้าที่รุ่ยร่ายขึ้น...
...เล้งอิกได้แต่หลบสายตาลง เตียงเตียงโกวเนี้ยกลับถือผ้าชะงักค้าง กระทั่งวาจาก็มิได้หลุดล่วงออกมา เล้งอิกต้องใจเต้นตึกตัก ขณะงุนงงมิทราบควรทำอย่างไร พลันได้ยินนางพึมพัมว่า
"เจ้ากลับมิได้อัปลักษณ์เท่าใด"
...เล้งอิกยามนี้เหลือบตาแลนาง เห็นนางก็จับจ้องมองตน ดวงตาที่เมื่อครู่มีแววหยามหยัน บัดนี้กลับเปลี่ยนแปร ยังคล้ายอ่อนโยนลงมากหลาย เขาพอก้มศีรษะลงอีกครา นางพลันผุดลุกขึ้นยืน โยนผืนผ้าลงในถังน้ำ กล่าวด้วยวาจาแผ่วเบาว่า
"เจ้าก็ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่ เลือกหยิบที่ตากไว้บนราวนั้น"
เล้งอิกลุกขึ้นเลือกอาภรณ์ได้ชุดหนึ่ง เหลียวซ้ายแลขวา ถามว่า
"ให้ข้าพเจ้าผลัดเปลี่ยนที่ใด"

เตียงเตียงโกวเนี้ยแลดูเล้งอิกที่คมสันสดใส ในใจพลันเต้นระทึก ใบหน้ายังแดงวูบ นางย่อมมิได้คาดคิด มกจู่โสโครกกลับมีหน้าตาหล่อเหลา หากโกนหนวดออก สวมใส่อาภรณ์ชั้นดีเช่นตั้วเซี่ยวเอี้ยยี่เซี่ยวเอี้ย ยังมิใช่น่าชมดูยิ่งกว่า
...ยามนี้ได้ยินเขาถามนาง ต้องชี้มือไปทางห้องที่ด้านข้างนั้น กล่าวว่า
"ห้องทางซ้ายสุดมิได้มีผู้อยู่พำนัก เจ้าก็ไปเปลี่ยนอาภรณ์ที่นั้น ยังรออยู่ภายใน ห้ามออกมาเดินเปะปะ แม้โหยหิวก็ห้ามเยี่ยมหน้ามา เราจึงให้ผู้คนส่งอาหารให้ หากเจ้าวุ่นวายมิเชื่อฟัง เราโกวเนี้ยต้องจับเจ้าโยนให้ฝูงปลารับประทาน เข้าใจหรือไม่..."
นางที่ว่ากล่าวถ้อยคำข่มขู่ น้ำเสียงกลับนุ่มนวลนัก เล้งอิกพอฟังก็ผงกศีรษะคราหนึ่ง รีบสาวเท้าเดินไปที่ห้องหับ ยามหันไปยังถอนใจโล่งอก ดรุณีนางนี้ย่อมมิได้รู้จักตนมาก่อน นางที่เมื่อครู่จับจ้องมอง น่ากลัวเห็นตนมิคล้ายมกจู่เท่าไร ดังนั้นตั้งใจว่าพอนางจากไป ต้องหาเขม่าอันใดมาถูทาหน้าอีกครา...

ตนที่เมื่อครู่มืดแปดด้าน มิทราบหาทางเข้าคฤหาสน์โง้วเล่าเอี้ยเยี่ยงไร ยามนี้กลับเข้ามายืนอยู่ภายใน นับเป็นโชคช่วยอย่างยิ่ง สักครู่ยังต้องรีบหาหนทาง ออกสืบเสาะผู้คนในสถานที่แห่งนี้...
...ที่ต้องสืบสาวให้ทราบแน่ โง้วเล่าเอี้ยที่พาลไปมีขนอ่อนใบจังติดรองเท้า ใช่เป็นเรื่องบังเอิญอันใดหรือไม่...