|
กรงนกหงษ์หยกแขวนอยู่เรียงราย โง้วตั่งกี้มาตรว่าในใจมีเรื่องราว ยังชมดูจนผ่อนคลายลง
...ฮูหยินลำดับที่สองรินสุราแก่เขา ยามเที่ยงวันมิอาจรับสุราร้อนแรง ที่นางจัดหาย่อมเป็นชนิดที่ผสมโอสถ รับประทานยามนี้ยังช่วยเจริญอาหาร...
เขาความจริงมิได้คิดตกแต่งภรรยาหลายนาง ทว่าเมื่อสิบปีก่อน ภรรยาหลวงล้มป่วยกระเสาะกระแสะ มิอาจปรนนิบัติเช่นที่เคย นางที่กริ่งเกรงสามีเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยว จึงเสาะหาภรรยาน้อยแก่เขานางหนึ่ง...
...โง้วตั่งกี้กระทำการทุกสิ่งโดยรอบคอบ ผู้คนที่อยู่ในเคหา แทบมิได้มีผู้ใดล่วงรู้ เขาเป็นหนึ่งในบริวารเทียนมึ้งเก็ง กระทั่งภรรยาทั้งสองก็มิได้ทราบ มีเพียงบุตรชายคนโตและคนรองที่ต้องสืบสานปณิธาน จึงได้ทราบความลับนี้เมื่ออายุครบสิบแปดปี...
ฮูหยินลำดับที่สองแซ่ข่วง เรียกว่าน่อน้อ อายุอ่อนกว่าเขายี่สิบปี นางพอตกแต่งเข้ามา กลับมิได้มีบุตรธิดา โง้วตั่งกี้ที่มีทายาทกับภรรยาหลวงถึงแปดคน ย่อมมิได้ทุกข์ร้อนอันใด ทว่านางที่เป็นสตรีสาว รู้สึกตนเองบกพร่อง ดังนั้นเฝ้าแวะเวียนไปที่ศาลเจ้า บางครายังไปโรงทานที่อยู่ในละแวกนั้น คิดใคร่ขอบุตรจากเบื้องบน
...นางพอรินสุราแก่เขา คนก็ถอนใจกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าวันนี้ไปที่โรงทาน ลี้ไอ๊ (สตรีสูงอายุแซ่ลี้) ที่เข้าทรงเนี่ยเนี้ย (เจ้าแม่) บอกกล่าวว่า ข้าพเจ้าที่มีดวงชะตาประหลาด หากพบพานเรื่องตระหนกตกใจ ขวัญพลันหล่นหาย หลังจากนั้นจึงได้บุตรชายมาเชยชม อาจบางทียังเป็นบุตรแฝด"
โง้วตั่งกี้ย่อมมิได้เชื่อเรื่องเช่นนี้ ทว่าเห็นนางว่ากล่าวอย่างมั่นใจ สีหน้าแววตายังมีความหวัง ต้องรู้สึกรักถนอม ได้แต่เออออตามคำ...
...ฮูหยินตักอาหารปรนนิบัติสามี ยังกล่าวอย่างสงสัยใจว่า
"ข้าพเจ้าเป็นสตรีอ่อนแอ พำนักอยู่ในเคหา หากออกไปที่ภายนอก ก็เพียงไปเยี่ยมเยียนบิดามารดา บางทีไปที่โรงทานศาลเจ้า ไหนเลยสามารถพานพบเรื่องชวนตระหนก"
โง้วตั่งกี้แย้มยิ้มกล่าวว่า
"สตรีมักมีเรื่องตระหนกใจ เจ้าวันนี้พรุ่งนี้อาจบางทีพบเห็นหนอนแมลง ยังต้องตระหนกจนให้กำเนิดบุตรชาย"
ฮูหยินพลันมีสีหน้าแง่งอน กล่าวว่า
"ข้าพเจ้ามิได้กลัวประดาพวกนั้น ไหนเลยตกใจโดยง่าย..."
โง้วตั่งกี้หยิบตะเกียบขึ้น ตระเตรียมรับประทานอาหาร ได้ยินภรรยาว่ากล่าวอีกมากหลาย คนกลับมิได้รับฟังถ้อยคำ
...เมื่อเช้าก่อนเข้ามายังเคหา บริวารที่ภายนอกรายงานว่า เก็งจู้ที่ออกจากเทียนมึ้งเก็ง กลับมุ่งหน้ามาที่ง้วยตอก่า เขาที่รักษาพื้นที่ทางนี้ ยังมิอาจทราบแน่ชัด เล้งอิกใช่ยังอยู่ในเขตเกาซัวหรือไม่ ผู้คนทางอาวโจวก็มิได้ส่งข่าวอันใดกลับมา...
ยามนี้ได้แต่รายงานขึ้นไปตามตรง เล้งอิกปรากฏกายเพียงลำพัง พวกตนที่มีหูตามากหลายกลับมิอาจสืบเสาะ มิทราบคนผู้นี้ล่องหนดำดินไปทางใด
โง้วตั่งกี้ที่รอบคอบ ในตลาดเมืองจี่คุ้ยยังติดตามกุลีแบกของ ทว่าจะอย่างไรก็คาดไม่ถึง เล้งอิกที่ตนเสาะหากลับกลายเป็นมกจู่ผู้หนึ่ง มิเพียงขึ้นหอเสาะหานารี ยังถูกทางการจับกุมฉุดลาก
...ที่ยิ่งมิอาจคาดคิด คนผู้นี้กลับอยู่ภายในเคหสถานของเขา หนำซ้ำยังเป็นคนในที่ชักนำเข้ามา...
เล้งอิกพอผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เรียบร้อย คนก็แง้มประตูออกดูเหตุการณ์ ที่ด้านหลังนี้กลับเงียบเชียบอย่างยิ่ง บ่าวไพร่น่ากลัวขึ้นปฏิบัติหน้าที่บนตึกหมดสิ้น
...ตนเมื่อครู่ยามแบกหามเกี้ยว ได้ยินฮูหยินว่ากล่าว คิดรับประทานกับโง้วเล่าเอี้ยในสวน หากลอบขึ้นตึกในเวลานี้ ไยมิใช่เป็นโอกาสดีอย่างยิ่ง...
คนพอขยับกายพลันครุ่นคิดอีกครา ตนที่เข้าค้นบ้านผู้คนกลางวันแสกๆ ย่อมยากที่จะหลบเลี่ยงมิให้มีผู้พบเห็น เขามาตรว่ามิได้กริ่งเกรงผู้ใด ทว่ายังมิทราบแน่ชัด โง้วเล่าเอี้ยเป็นตัวดีฤาร้าย ไหนเลยควรเพาะศัตรูในเวลานี้
...ที่ลำบาก ตนแบกศักดิ์ศรีฮวงจึงเต็มสองบ่า หากมีผู้ร่ำลือออกไป เล้งจึงจู้ปลอมแปลงตนค้นบ้านผู้อื่น ย่อมเป็นเรื่องน่าละอายยิ่ง...
...เล้งอิกที่ลังเล มิทราบสมควรตัดสินใจเยี่ยงไร พอย่างเท้าออกพลันตระหนักถึงการมาของคนผู้หนึ่ง ต้องรีบปราดไปที่ลานซักล้าง หยิบดินโคลนถูทาบนใบหน้า ยังดึงผมเผ้าลงมาปรกหน้าผาก...
ยามนี้พุ่งกายกลับเข้าไปในห้อง แง้มประตูไว้เพียงเล็กน้อย พอได้ยินเสียงฝีเท้าก็ทราบทันที ผู้มาคือเตียงเตียงโกวเนี้ยที่ข่มขู่ผู้คนนั้น
...นางที่เห็นประตูเปิดอยู่ ดังนั้นผลักเข้ามาโดยมิได้เรียกหา เล้งอิกก็แสร้งนั่งจับเจ่าบนพื้น เตียงเตียงโกวเนี้ยพลันย่อกายลง คนพอยื่นมือออก เห็นมีห่อกระดาษห่อหนึ่ง ได้กลิ่นหอมของอาหารเล็ดรอดออกมา
เตียงเตียงโกวเนี้ยเปิดห่อออก ที่แท้ภายในบรรจุเนื้อเค็มทอด นางยื่นส่งให้เล้งอิก กล่าวว่า
"เราได้ยินมา มกจู่บนเขามิค่อยมีเนื้อรับประทาน เจ้าเมื่อครู่ในโรงเจรับเพียงข้าวสวยผัดผัก ดังนั้นเราจึงมีเมตตานำมาให้ ยังมิรีบขอบคุณเราโกวเนี้ย"
...คนหยิบยื่นสิ่งของ ยังกล่าววาจาทวงคำขอบคุณ เล้งอิกก็รับฟังจนกระอักกระอ่วน พอรับห่อเนื้อเค็มจึงเอ่ยขอบคุณนางสามครั้ง เตียงเตียงโกวเนี้ยพลันมีสีหน้าสดชื่น ทิ้งกายลงนั่งบนเตียง กล่าวว่า
"เจ้าก็รีบรับประทานเสียให้เสร็จสิ้น สักครู่เราจึงพาเจ้าขึ้นไปที่ตึกใหญ่ ช่วยเคลื่อนย้ายสิ่งของในห้องฮูหยิน ท่านเมื่อครู่ที่ไปโรงทาน ซิงแซที่นั้นแนะนำว่า ตู้เสื้อผ้าต้องตั้งทางทิศตะวันออก โต๊ะตำราทางทิศใต้ บ่าวรับใช้ที่นี้ล้วนผอมแห้งแรงน้อย เจ้าก็ไปกระทำแทนพวกเขาสักครา มิใช่คิดอยู่เฉยรับประทานเปล่า..."
เล้งอิกรับฟังจนตาเป็นประกาย ตนเมื่อครู่มิอาจตัดสินใจ ควรเข้าตรวจค้นตัวตึกหรือไม่ บัดนี้กลับได้โอกาสมิคาดฝัน ตนหากมิประสบโชคอำนวย น่ากลัวตลอดคืนนี้ยังคิดมิตก
...เห็นเตียงเตียงโกวเนี้ยจับจ้องมองมา ต้องรีบรับประทานเนื้อเค็มในห่อโดยพลัน ยังหยิบชิ้นใหญ่เข้าปากก่อน มิให้นางนึกสงสัย มกจู่ผู้นี้ไฉนมิได้หิวโหยดังที่คาด...
เตียงเตียงโกวเนี้ยเห็นมกจู่รีบร้อนรับประทานเนื้อเค็ม นัยน์ตายังแวววาว น่ากลัวทั้งชีวิตยังมิเคยเห็นเนื้อชิ้นโตเท่านี้มาก่อน ต้องรู้สึกพออกพอใจ นางที่เป็นคนโปรดของฮูหยิน ฐานะในบ้านมิได้ต่ำต้อย ผู้พบเห็นล้วนเกรงกลัว ดังนั้นมักวางท่าข่มขู่ผู้อื่น กับมกจู่ที่คมสันหล่อเหลา ยังรู้สึกคล้ายเป็นของเล่นชิ้นใหม่
...เมื่อครู่ที่อ้างเรื่องย้ายสิ่งของบนตึก ความจริงกับเรื่องประดานี้ บ่าวไพร่ผู้อื่นย่อมจัดการได้ ทว่านางที่คิดเล่นสนุก เห็นมกจู่มาจากที่กันดาร ย่อมคิดอวดข้าวของให้เขาชมดูสักครา มกจู่ผู้นี้พอเห็นตู้โต๊ะประดับมุก ยังมีพานเงินพานทอง เครื่องตกแต่งที่ทำจากงาช้าง อีกทั้งเพชรนิลจินดาบนภาพปัก น่ากลัวสมองหมุนตาพร่า คิดว่าตนได้เข้าสู่สรวงสวรรค์ อาจบางทียังถึงกับเป็นลม ต้องให้ผู้คนแบกหามลงมา...
นางยิ่งคิดยิ่งรู้สึกสนุกสนานน่าเล่น พอเล้งอิกรับประทานเนื้อเค็มหมดห่อ ก็รีบเรียกให้ติดตามมาที่ด้านหลัง มุ่งหน้าสู่ตัวตึกในฉับพลัน...
เคหาสน์ของโง้วตั่งกี้เป็นตึกกว้างขวางสองชั้น ยอดหลังคาสี่ด้านประดับด้วยรูปปั้นกระเรียนมังกร บนบานประตูสลักเทพทวารบาล ฉาบด้วยทองคำเหลืองอร่าม ที่ด้านหน้าขุดเป็นลำธารสายน้อย เห็นฝูงปลาทองแหวกว่ายไปมา...
...เตียงเตียงโกวเนี้ยชักนำเล้งอิกเดินโดยรอบ ย่อมคิดอวดโอ่ให้เขาตาลาย เห็นเล้งอิกก็มองสำรวจอย่างสนเท่ห์ ต้องนึกกระหยิ่มยินดี ยามนี้พาเขาอ้อมไปทางด้านหลัง เข้าประตูเล็กสำหรับบ่าวรับใช้
...เล้งอิกพอเหยียบย่างเข้ามาก็ตื่นตัวขึ้น ตนย่อมมิทราบต้องพบเจอผู้ใด เห็นที่ห้องโถงชั้นล่างมีผู้รับใช้หลายคนนั่งอยู่บนพื้น ขัดถูเครื่องเงินทองที่วางเรียงราย เตียงเตียงโกวเนี้ยพอเข้ามา ประดาพวกนั้นก็รีบเอ่ยทักทายนาง ยังเมียงมองมาที่เล้งอิก เขาที่หวั่นวิตกมีผู้คนจดจำได้ รู้สึกประหม่ามิใช่น้อย เคราะห์ดีเตียงเตียงโกวเนี้ยชักนำขึ้นมาที่ด้านบน ค่อยหายใจโล่งอีกครา
ขณะสาวเท้าตามนางไปที่ห้องหับฮูหยิน พลันรู้สึกว่ามีผู้คนที่ด้านหลัง ตนย่อมมิอาจหันไปแลดู ทว่าจากสุ้มเสียงฝีเท้าที่ฟัง ทราบทันทีว่าหาใช่ผู้ไร้ฝีมือไม่
...คนผู้นั้นพลันสืบเท้ามาใกล้ เอ่ยขึ้นว่า
"เตียงเตียง เจ้านำพาผู้ใดมา"
เตียงเตียงโกวเนี้ยที่เดินนำหน้าต้องสะดุ้งขึ้น รีบหันมาย่อกายคารวะโดยพลัน เล้งอิกก็ชะงักเท้าหันกายไป ยังก้มศีรษะลงต่ำ เพียงเห็นผู้นั้นสวมอาภรณ์แพรเนื้อดี ทว่ามิกล้าเงยขึ้นมองหน้า...
ได้ยินเตียงเตียงโกวเนี้ยเรียกหาคนผู้นั้นว่า
"ยี่เซี่ยวเอี้ย..."
เล้งอิกพอฟังต้องใจหายวูบ คนผู้นี้มีศักดิ์เป็นยี่เซี่ยวเอี้ย หากโง้วเล่าเอี้ยนั้นเกี่ยวข้องกับเทียนมึ้งเก็งดังคาด บุตรชายเขาย่อมต้องรับทราบเรื่องราวของตนมา...
...ยี่เซี่ยวเอี้ยมองสำรวจเล้งอิกเนิ่นนาน พลันเอ่ยถามเตียงเตียงโกวเนี้ยอีกครา คนแปลกหน้าที่นำพามาเป็นผู้ใด เตียงเตียงโกวเนี้ยที่ชักนำมกจู่เข้ามาโดยพลการ เพียงคิดอวดโอ่สิ่งของเล่นสนุกกับเขา ยามนี้เกรงกลัวยี่เซี่ยวเอี้ยที่เข้มงวดดุด่าว่ากล่าว ได้แต่โป้ปดว่า
"ฮูหยินที่สองให้ข้าพเจ้านำบ่าวผู้นี้ขึ้นมา จัดการให้เขาเคลื่อนย้ายของในห้องนาง..."
...คนพอกล่าวออกไปพลันครุ่นคิด ภายหลังจึงค่อยบอกเล่าเรื่องราวแก่ฮูหยิน นางที่เมตตารักใคร่ตนเสมอมา ย่อมช่วยเหลือปกป้องมิให้ผู้อื่นทำโทษ...
...ยี่เซี่ยวเอี้ยยังจับตาเล้งอิกมิเลิกรา สักครู่จึงกล่าวว่า
"เราไฉนมิเคยพบเห็นเขามาก่อน"
เตียงเตียงโกวเนี้ยก็รีบกล่าวว่า
"เขาเป็นคนหามเกี้ยวที่เพิ่งเข้ามาใหม่ ไช่ซิงแซเป็นผู้แนะนำแก่ฮูหยิน ท่านรู้จักเขามาเนิ่นนาน ยังใช้ทำงานที่โรงเจ ทราบว่าหามีพิษภัยใดไม่"
...นางเมื่อครู่อ้างคำสั่งฮูหยิน บัดนี้อ้างนามไช่ซิงแซแห่งโรงเจนั้น หนำซ้ำต่อเติมถ้อยคำไปบ้าง ยี่เซี่ยวเอี้ยพอฟังต้องโอนอ่อนลง กล่าวว่า
"เจ้าก็ทราบ บิดาเรามิชมชอบให้มีผู้คนแปลกหน้าในที่นี้ อีกประการ หากคิดทำงานในตัวตึก ยังต้องรักษาความสะอาดให้มาก"
เตียงเตียงโกวเนี้ยพอฟังต้องนึกขุ่นเคืองเล้งอิก นางเมื่อครู่ให้เขาเช็ดหน้าตา บัดนี้กลับสกปรกมอมแมมเช่นเดิม มิทราบในศีรษะเหล่ามกจู่บรรจุสิ่งใด พาลกระทำตนน่าชิงชังนัก
...คนแม้มีอารมณ์ฉุนเฉียว ยังมิอาจว่ากล่าวเสียมารยาทต่อหน้ายี่เซี่ยวเอี้ย ได้แต่ก้มศีรษะรับคำ นำพาเล้งอิกเดินมาอีกทาง
เล้งอิกก็ย่างเท้าตามมา ในจังหวะที่หันกายก้าวออก พลันได้ยินเสียงวืดมาทางด้านหลัง ย่อมทราบทันทีว่ายี่เซี่ยวเอี้ยนั้นลงมือ ในห้วงคับขันพลันตัดสินใจเด็ดเดี่ยว มิเกร็งกำลังขึ้นแม้แต่น้อย...
...คนพอก้าวเท้าออก ยังแสร้งเดินช้าอย่างยิ่ง เห็นที่ผนังด้านข้างมีเขากวางประดับอยู่ ถึงกับหยุดเท้าลงชมดู คล้ายมิได้พบเห็นเรื่องราวใด ยี่เซี่ยวเอี้ยที่ตบฝ่ามือแหวกอากาศมา พอจวนถึงเป้าหมายกลับรั้งขึ้น คลายพลังลงจนหมดสิ้น
เล้งอิกต้องลอบถอนใจในอก เรื่องราวกลับเป็นดังที่ตนคาด ยี่เซี่ยวเอี้ยนั้นเพียงต้องการทดสอบ ตนมีวิชาฝีมือหรือไม่ ที่ส่งพลังโดยแรงเนื่องเพราะต้องการให้ได้ยินถนัดชัดเจน หาใช่คิดลอบทำร้าย...
ยามนี้ได้ยินเสียงฝีเท้าจากไป เล้งอิกค่อยรู้สึกปลอดโปร่งขึ้น เขาย่อมมิอาจทราบ โง้วยี่เซี่ยวเอี้ยปีนี้อายุย่างสิบเก้าปี เพิ่งทราบเรื่องเทียนมึ้งเก็งจากปากบิดา อีกทั้งท่านผู้เฒ่ากำชับ ห้ามแสดงฝีมือต่อหน้าผู้ใด คนที่มิเคยออกสู่วงนักเลง ทั้งยังมิทราบเรื่องเล้งอิกลอบเข้าเมือง พอเห็นว่ามกจู่ผู้นี้มิมีภัยอันใด จึงมิได้ตรวจสอบสืบต่อ...
...โง้วตั่งกี้ที่ปิดบังฐานะตน คนในครอบครัวใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญ ตบตาผู้อื่นให้มิอาจสืบทราบ ทว่าบุตรภรรยาล้วนไร้ประสบการณ์ ดังนั้นเกิดเป็นช่องโหว่ขึ้น...
ฮูหยินที่สองพำนักด้านทิศตะวันออกของตัวตึก เตียงเตียงโกวเนี้ยนำพาเล้งอิกเข้ามาในห้อง ชี้ให้ดูตู้โต๊ะและตำแหน่งที่ต้องเคลื่อนย้าย นางที่ตลอดทางคอยสังเกตเล้งอิก เห็นเขาเพียงสอดส่องซ้ายขวา มิได้สนใจเครื่องประดับล้ำค่า ต้องรู้สึกไร้รสชาติยิ่ง ที่แท้มกจู่ผู้นี้รู้จักแต่ข้าวขาวเนื้อเค็ม ยังคล้ายวานรทุ่มทองลงเหว เพียงคิดหยิบกล้วยรับประทาน
..นางพอชี้นิ้วสั่งการ คนก็ลากเก้าอี้มานั่งชมดู เมื่อครู่ที่เห็นหน้าตามกจู่นี้ถนัดชัดเจน ต้องรู้สึก... เขามิน่ารังเกียจแม้แต่น้อย พรุ่งนี้ยังคิดถาม ลู่เอียะแซที่คอยดูแลเรื่องอักษรตำราแก่ฮูหยิน ใช่มีอาภรณ์เก่าเหลือใช้บ้างหรือไม่ ตนย่อมคิดขอมาให้มกจู่ผู้นี้แต่งดูสักครา...
เล้งอิกทำทีเป็นขนย้ายสิ่งของอย่างเชื่องช้า ตนย่อมมิอาจใช้กำลังเกินปกติ ก่อกวนจนเกิดพิรุธขึ้น เขาย่อมสังเกตออก เตียงเตียงโกวเนี้ยจับจ้องมองตนแทบทุกอิริยาบถ ทว่าจะอย่างไรก็ต้องขอบคุณนางที่ชักนำเข้ามา ตนมาตรว่ามิอาจสืบเสาะอันใด อย่างน้อยยังได้ล่วงรู้ช่องทางภายในตัวตึก อีกทั้งได้รับทราบ... ยี่เซี่ยวเอี้ยของที่นี้มีวิชาฝีมือ...
ขณะเก็บข้าวของบนโต๊ะอักษรลงในลัง เตียงเตียงโกวเนี้ยพลันเอ่ยขึ้นว่า
"เฮ้งบ๊วง เจ้ามีพี่น้องกี่คน"
เล้งอิกพลันชะงักลง ยามคิดถึงเฮ้งบ๊วงที่เคยอยู่ร่วมกันในที่คุมขัง จำได้ว่าเขาเป็นบุตรคนสุดท้อง ทว่ามีพี่น้องกี่คนหาได้ทราบไม่ ดังนั้นได้แต่กล่าวให้พอพ้นไปว่า
"ข้าพเจ้ามีตี่ตี๋อีกผู้หนึ่ง"
คนกล่าวถึงตี่ตี๋ ความจริงย่อมนึกถึงเต็งลั่งที่เติบโตมาด้วยกัน ได้ยินเตียงเตียงโกวเนี้ยเจรจาสืบไปว่า
"เจ้ากลับมีพี่น้องน้อยอย่างยิ่ง เราผู้นี้มีเจ้เจ๊สี่นาง กอกอสามท่าน ตี่ตี๋อีกหนึ่งท่าน โง้วเล่าเอี้ยก็มีบุตรสามท่าน ธิดาห้านาง ตั่วเซี่ยวเอี้ยตกแต่งเมื่อสองปีก่อน ซาเซี่ยวเจี๊ยะ ซี่เซี่ยวเจี๊ยะก็ตกแต่งไปเมื่อปีที่แล้ว ที่เหลือล้วนแต่ยังเยาว์วัย..."
เล้งอิกพยักหน้าไปมา ในศีรษะพลันคล้ายมีแสงสว่างวูบ เตียงเตียงโกวเนี้ยผู้นี้ช่างจำนรรจา หากตนแสร้งถามไถ่เรื่องราวจากนาง อาจบางทียังได้ทราบความบางประการ...
พอคิดได้ก็ทำเป็นพึมพัมว่า
"โง้วเล่าเอี้ยเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในวงนักเลง ท่านย่อมมีบุตรธิดามากหลาย"
...ตนที่จงใจกล่าว 'วงนักเลง' ถึงกับยังเน้นถ้อยคำ ย่อมสนใจดูปฏิกริยาของเตียงเตียงโกวเนี้ยนั้น ทว่านางพอได้ยินคำพูดเขา เพียงปิดปากหัวเราะคิกคัก กล่าวว่า
"เล่าเอี้ยท่านไหนเลยเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในวงนักเลง ท่านผู้เฒ่ากระทั่งมีดเล่มหนึ่งยังมิเคยแตะต้อง ยังรังเกียจประดานักบู๊หยาบกร้านนั้น..."
เล้งอิกก็เออออตามนาง กล่าวว่า
"เล่าเอี้ยท่านมิแตะต้องอาวุธ อาจบางทีเป็นเซี่ยวเอี้ย..."
เตียงเตียงโกวเนี้ยก็สั่นศีรษะอย่างรวดเร็ว กล่าวว่า
"เล่าเอี้ยมิชมชอบวิชาบู๊ ย่อมมิอนุญาตให้เซี่ยวเอี้ยร่ำเรียน เซี่ยวเอี้ยของพวกเราล้วนเป็นนักศึกษา ในห้องพวกท่านมีแต่ตำรา บางเล่มยังหนากว่าหมอนหนุนเจ้า"
เล้งอิกพอฟังต้องครุ่นคิดขึ้น เตียงเตียงโกวเนี้ยที่ช่างเจรจา ดูไปมิคล้ายคิดปิดบังเขา ตนย่อมทราบแน่ชัด ยี่เซี่ยวเอี้ยนั้นฝึกวิชาฝีมือ หากผู้คนในบ้านมิได้ทราบเรื่องนี้ ย่อมแสดงว่ามีเลศนัยอันใดแอบแฝง...
...เขาพลันตัดสินใจ คืนนี้ต้องลอบเข้ามาสืบเสาะ หากมีเหตุคับขันให้ต้องลงมือ ก็จำเป็นต้องกระทำสักครา...
ยามทิ่วน้ำค้างพรมพร่าง...
ท้องฟ้าก็กระจ่างด้วยแสงจันทร์
เคหาของโง้วตั่งกี้ตระหง่านในความมืด มีเพียงแสงโคมเรืองรองที่มุมเสา นอกจากหรีดหริ่งที่กรีดเสียงในกอไม้ หาได้มีสำเนียงอื่นใดไม่
เล้งอิกทะยานออกจากห้องทางด้านหลัง ที่ใบหน้าใช้ผ้าผืนหนึ่งปกคลุมไว้ หากมีเหตุยุ่งเหยิงต้องเข้าปะทะ ยังคงมิอาจเปิดเผยตนเองออกไป เขายามนี้โลดแล่นดังพายุสายหนึ่ง เพียงชั่วพริบตาก็ลิ่วขึ้นมาบนหลังคา คนก้มกายลง ค่อยย่างก้าวไปทีละตำแหน่ง ใช้โสตประสาทปราดเปรียวจำแนกสรรพเสียงที่ได้ยินจากภายใน...
เขาเมื่อกลางวันลอบสังเกตตัวบ้าน เห็นทางด้านทิศใต้มีห้องใหญ่ น่ากลัวเป็นห้องส่วนตัวของโง้วเล่าเอี้ยผู้นั้น ยามนี้ค่อยย่างเท้าไป พอถึงตำแหน่งที่คาดไว้ก็หมอบลง แนบศีรษะกับแผ่นหลังคา
...คนพอฟังก็มีนัยน์ตากระจ่างวูบ ที่ภายในกลับมีสุ้มเสียงพูดคุย ทว่าจากหลังคาย่อมมิอาจจับใจความ เล้งอิกยามนี้ไล่เลาะมาถึงส่วนปลาย หย่อนกายลงอย่างแผ่วเบา กระโจนเข้าไปที่มุมหน้าต่างซึ่งปิดไว้ แนบกายลงกับผนังตึก เหยียบลงที่ขอบหน้าต่างด้านบนอย่างหมิ่นเหม่...
...ยามนี้พลันได้ยินชัดเจน สุ้มเสียงแรกที่ว่ากล่าว สำเนียงคล้ายระโหยอ่อนล้า คล้ายเหนื่อยหน่ายรำคาญ หากมิใช่ชายชรารักสะอาดที่ตนพบพานที่เพิงอาหาร ยังจะเป็นผู้ใดอีกเล่า...
ได้ยินเขากล่าวว่า
"โง้วเล่าเอี้ยอย่าได้กลัดกลุ้มไป เล้งอิกมาตรว่าหลบรอด เก็งจู้ก็มิแน่ว่าจะตำหนิท่าน เล้งอิกมีศักดิ์เป็นถึงจึงจู้ ความเจนจัดย่อมเหนือกว่าเราท่านมากหลาย อย่าว่าแต่ เก็งจู้ก็ยังมิได้คิดลงมือต่อเขาในเร็ววัน ความลับในง้วยตอก่า พวกเราก็สืบทราบได้หลายปม ข้าพเจ้ารับทราบมา เก็งจู้คิดสางเงื่อนที่เกี่ยวพันกับจูไต่ลุ้ยก่อนเรื่องอื่นใด ดังนั้นเล้งอิกย่อมเป็นเรื่องรอง..."
... ชายชรานั้นพอเงียบลง อีกสุ้มเสียงหนึ่งก็กล่าวขึ้นว่า
"ขอบใจท้งเล่าเอี้ยที่ปลุกปลอบข้าพเจ้า เล้งอิกนั้นหากจากไปจริง ข้าพเจ้าย่อมมิหวั่นใจ เพียงเกรงเขาเล็ดรอดอยู่ในเขตจี่คุ้ยม่งเอี้ยง เก็งจู้ยามเดินทางถึงที่นี้ พลันเกิดเหตุมิคาดฝัน"
...เล้งอิกพอได้ยินคนผู้นี้ว่ากล่าว ปัญหาคาใจพลันคลี่คลายหมดสิ้น ที่แท้โง้วเล่าเอี้ยเป็นคนที่เจรจากับพ่อค้าขนมเชื่อมนั้น ตนย่อมจำสุ้มเสียงแหบห้าวของเขาได้...
...เขาพอแน่ใจ ประดาคนพวกนี้เกี่ยวข้องกับเทียนมึ้งเก็ง ก็มิมีอันใดต้องหวั่นเกรงสืบต่อ หากเกิดเรื่องราวปะทะ ย่อมลงมือเต็มที่มิออมกำลัง
ขณะก้มตัวลงฟังถ้อยคำ พลันได้ยินเสียงชายเสื้อปะทะลม คนพอตวัดร่างขึ้นห้อยบนขื่อ หางตาแลไปเห็นเงาหลายสายพุ่งวาบมา ในมือกลับมีอาวุธยาว ถึงกับถือทวนทั้งสิ้น
...เล้งอิกขณะงงงัน เห็นเงาสายหนึ่งโผขึ้นเกาะที่หน้าต่างด้านทิศตะวันออก ใช้ทวนในมือกระแทกหน้าต่างแตกทำลาย จากนั้นจุดชุดไฟวาบขึ้น โยนเข้าไปที่ภายใน...
ได้ยินเสียงผู้คนกรีดร้องระงม ที่ด้านนอกยังมีเสียงกู่ก้องมา เล้งอิกพอถลันขึ้นบนหลังคา เห็นเงาคนอีกมากมายพุ่งมาจากทางนอกกำแพง ในจำนวนนี้ยังจุดไฟสัญญาณโยนขึ้นไปบนท้องฟ้า...
ผู้คนที่มาก่อนพลันพุ่งกายออกไป เข้าปะทะกับผู้ที่เข้ามาใหม่ ในความสับสนอลหม่าน ยังได้ยินคนผู้หนึ่งร้องขึ้นว่า
"พวกเราที่รับคำสั่งเล้งจึงจู้ วันนี้สังหารสุนัขเทียนมึ้งเก็งให้หมดสิ้น อย่าให้เล็ดรอดไปแม้เพียงชีวิตเดียว..."
|