|
เล้งอิกที่หมอบอยู่บนหลังคา ได้ยินถ้อยคำนั้นเต็มสองหู ต้องตื่นตระหนกอย่างยิ่ง
กลุ่มคนที่ถือทวนกลับร้องเอ่ยนามเขา หนำซ้ำยังบอก ได้รับคำสั่งจากเขามาจัดการพวกเทียนมึ้งเก็ง...
...เล้งอิกที่งุนงง มิอาจคาดเดาเรื่องราว ยามนี้ได้แต่กระโดดปราดออกไป คิดใคร่ชมดูให้แน่ชัด เป็นผู้ใดที่นำขบวนมาในนามฮวงจึง...
เสียงอาวุธปะทะกันเซ็งแซ่ ผู้คนทั้งสองฝ่ายล้วนมีฝีมือมิใช่ชั่ว เล้งอิกพอเพ่งดู เห็นฝ่ายที่ถือทวนยังใช้ออกด้วยกระบวนท่าของฮวงจึง
...เขายามนั้นใจสั่นสะท้าน ฤาผู้ที่มาเป็นศิษย์ฮวงจึงสาขาใด ทว่าหากเป็นศิษย์ฮวงจึงที่แท้ ไฉนจึงกล่าววาจาเท็จ อ้างว่าตนได้รับคำสั่งจากเขา...
ขณะขบคิดพลันพุ่งเข้าใกล้ ที่ด้านหลังกลับได้ยินเสียงผู้คนในเคหากรีดร้องคร่ำครวญ ยังเป็นสุ้มเสียงสตรี ตนมาตรว่าเป็นศัตรูกับเทียนมึ้งเก็ง ทว่าการประหัตประหารโดยไร้มนุษยธรรม ย่อมมิอาจให้เกิดขึ้น เมื่อกลางวันเตียงเตียงโกวเนี้ยผู้นั้นบอกกล่าว ผู้คนในบ้านมีทั้งชราเยาว์วัย ผู้ที่มิได้ฝึกวิชาฝีมือยังมีมากหลาย เล้งอิกพอตั้งสติได้ ยังวกกลับมาที่ตัวตึก พุ่งกายผ่านช่องแตกเมื่อครู่...
คนพอทะยานถึงในห้อง เปลวเพลิงร้อนแรงพลันวาบมาปะทะ ย่อมเป็นผู้คนถือทวนเหล่านั้นโยนเข้ามา เล้งอิกยามนี้ถลันกายวูบราววิหคเหิน ใบหน้ายังร้อนผ่าวด้วยแรงไฟโหม ได้ยินเสียงผู้คนวิ่งกันชุลมุน ในเสียงอาวุธฟาดฟันยังมีคนร่ำไห้ กระทั่งวิงวอนขอชีวิต...
...เขาพอเหลียวมองโดยรอบ พลันเห็นคนผู้หนึ่งแน่นิ่งอยู่บนพื้น ต้องรีบปราดเข้าไปดู พอก้มกายช้อนร่างขึ้น พบว่าเป็นโง้วฮูหยินที่ตนแบกหามเกี้ยวเมื่อยามกลางวัน นางที่สลบไสลยังมีเสียงคราง น่ากลัวตื่นตระหนกจนเป็นลม มิได้ถูกผู้คนทำร้ายแต่อย่างใด...
เล้งอิกรีบโอบอุ้มนางขึ้น พุ่งกายออกจากห้องในฉับพลัน พอออกมาก็ปะทะกับพลังวูบหนึ่ง คนพอเบี่ยงกายหลบ พบว่าเป็นชายฉกรรจ์สองคน สวมอาภรณ์สีดำรัดกุม ยามเห็นสตรีในอ้อมแขนเขา ต้องปรี่เข้ามาปะทะ ร่ำร้องว่า
"คนชั่วช้านี้คิดลักพาฮูหยิน"
เล้งอิกเกร็งลมปราณตบฝ่ามือกราดออก ใช้พลังเพียงสองส่วน เพียงหวังหยุดยั้งคนตรงหน้า พวกเขาพอต้านรับก็กระดอนไปคนละทาง เล้งอิกย่อมฉวยโอกาสหนีปราดออกมา ทว่าเพิ่งถึงบันไดพลันได้ยินเสียงคนพุ่งมาทางด้านหลัง ตนยามชำเลืองแลยังทราบว่าเป็นยี่เซี่ยวเอี้ยผู้นั้น ในมือยังถือกระบี่อ่อนเล่มหนึ่ง เขาย่อมคิดว่าตนเป็นหนึ่งในผู้คิดร้าย คนพอพุ่งถึงก็ร้องขึ้นว่า
"โจรโฉดทำร้ายกระทั่งสตรีอ่อนแอ"
เล้งอิกย่อมมิมีโอกาสอธิบาย เขายามนี้คิดส่งโง้วฮูหยินนั้นให้บุรุษหนุ่ม ทว่าที่ด้านหลังพลันมีพลังลมแหวกอากาศวืด ตนมิต้องหันไปมองก็สามารถทราบ เป็นอาวุธหนักอย่างยิ่งพุ่งฝ่ามา ผู้ขว้างออกยังมีลมปราณแกร่งกร้าวนัก ถึงกับยังเป็นทวนเล่มหนึ่ง...
...ทวนติดพู่แดง ในความเร็วยังเห็นประกายสีเงินวาบวับ ย่อมเป็นห่วงเงินที่คล้องรัดระหว่างด้ามกับส่วนคม...
...ยังเป็นทวนเช่นเดียวกับของฮวงจึง...
เล้งอิกยามกระทันหันถีบร่างนำพาฮูหยินโผขึ้นสูง ปลายเท้ายังเตะลงอย่างแม่นยำ เปลี่ยนสภาวะทวนเล่มนั้น เบี่ยงคมปักลงที่เบื้องหน้า พื้นไม้ยังแตกทะลุเป็นช่อง...
...ยี่เซี่ยวเอี้ยก็วาดกระบี่ทะยานติดตาม ที่ด้านล่างพลันมีผู้ถือทวนอีกสามคนบุกขึ้นมา เล้งอิกยามนี้ต้องร้องถามว่า
"พวกเจ้าเป็นผู้ใด"
คนที่อยู่หน้าสุดควงทวนใส่ยี่เซี่ยวเอี้ยที่เข้าปะทะนั้น ยังส่งเสียงตวาดว่า
"พวกเจ้ามิรู้จักเพลงทวนของฮวงจึงเรา ยังต้องถามบิดา?"
เล้งอิกพอฟังต้องคั่งแค้นสุดระงับ มิทราบเป็นผู้คนของฮวงจึงสาขาใด วาจากลับน่าชังนัก คนยามเดือดดาลพลันตวาดว่า
"ฮวงจึงหากมีผู้คนเช่นเจ้าจึงน่าละอายยิ่ง"
...ในเสียงตวาดก้อง คนพลันถลันเข้ากั้นกลาง เพียงยื่นมือก็ชิงกระบี่อ่อนในมือยี่เซี่ยวเอี้ย ผลักเขาย้อนกลับไปที่ด้านหลัง ตนใช้กระบี่นั้นปะทะกับทวนเหล็ก ยังใช้กระบวนท่าของฮวงจึงสนองกลับไป
...ยี่เซี่ยวเอี้ยพอตั้งสติได้อีกครา ต้องรู้สึกงงงันมิเข้าใจ คนผู้นี้พอยื่นมือก็สามารถช่วงชิงกระบี่ตน ยังใช้กระบี่อ่อนต้านทวนสามเล่ม มิหนำซ้ำใช้เพลงกระบี่ในกระบวนท่าเดียวกับทวนที่จู่โจม ในอ้อมแขนยังโอบอุ้มฮูหยินที่สองไว้ ท่าร่างกลับรวดเร็วกว่าคนทั้งสาม เขาที่ยังเยาว์วัยไร้ประสบการณ์ ยามนี้ได้แต่ยืนอ้าปากค้าง จะอย่างไรก็นึกไม่ถึง ในชีวิตพลันได้เห็นคนมีฝีมือระดับนี้
...ตนตอนแรกเข้าใจ ผู้ที่โอบอุ้มฮูหยินเป็นพวกเดียวกับคนร้ายที่บุกเข้ามา ทว่าพวกเขากลับดาหน้าปะทะกัน มิทราบวันนี้เกิดเรื่องภูติผีอันใด ไฉนพลันมีผู้คนหลายฝักหลายฝ่าย เมื่อครู่ที่มีผู้บุกรุก ได้ยินเสียงบิดากับตั่วกอร้องสั่ง พวกท่านเข้ารับมือที่ด้านล่าง ให้ตนคอยระวังเหล่าสตรีและทารกที่ด้านบน ผู้คนของบิดาที่ภายนอกยังได้รับสัญญาณ ย่อมโลดแล่นเข้าสู่เคหา คิดเข้าช่วยเหลือพวกเขา ทว่าศัตรูที่มามีมากหลาย ยังคล้ายมีฝีมือเหนือกว่าพวกตน...
...ยามนี้จับตาดูการฟาดฟันที่เบื้องหน้า ผู้ที่โอบอุ้มฮูหยินนั้นมิทราบเป็นใคร หากเป็นหนึ่งในฝ่ายศัตรู ตนย่อมมิอาจรับมือแม้แต่น้อย...
เล้งอิกตวัดกระบี่ด้วยแรงขุ่นเคือง ในประกายฉวัดเฉวียนพลันใช้ออกด้วยกระบวนท่าในลัวะจับสี่เส็ก (สิบสี่กระบวนอำมหิต) วิชาชุดนี้เป็นโฮ้ยเกี่ยมแขะซือแป๋เขาบัญญัติไว้เมื่อท่านยังอยู่ในวัยหนุ่ม กระบวนท่าดุดันรุนแรง ยอกย้อนมากเล่ห์ ยามใช้ออกยังมุ่งหมายชีวิต ซือเนี้ยที่ฝึกกระบี่เช่นกันยังนึกชิงชังวิชาชุดนี้ กลับเรียกหาเป็นค้วงลั้งจับสี่เส็ก (สิบสี่กระบวนหมาไนคลุ้มคลั่ง) ทั้งยังห้ามซือแป๋ถ่ายทอดแก่เขา ทว่าซือแป๋คราหนึ่งกลับเผลอไผลแสดงออกมา ตนกับเต็งลั่งพลันจดจำได้ ภายหลังเมื่อฝึกฝนสำเร็จ ได้แต่ปิดบังซือเนี้ยไว้
เขาที่ลงมืออย่างหนักหน่วง เป็นเพราะยามนี้ทราบชัด ประดาพวกนี้มิใช่มาจากฮวงจึง เพลงทวนที่ใช้เพียงมีท่วงท่าคลับคล้าย ทว่าพลังที่เปล่งออกมากลับเป็นคนละแนวทาง
...ตนพอพบว่ามีผู้ปลอมแปลงแอบอ้าง หนำซ้ำสถานการณ์คับขัน ในความโกรธาจึงใช้กระบี่ที่เร่าร้อน ยามนี้แผ่พุ่งพลังลงในกระบี่อ่อน ตัวกระบี่ที่สั่นไหวราวปีกผีเสื้อพลันตั้งตรงขึ้น ประกายขาวพอสะท้านวาบราวเขี้ยวสัตว์ป่า ปลายทวนสามเล่มที่จู่โจมมาก็ถูกฟันขาดจากตัวด้าม ในเสียงหวีดหวิวยังมีพลังพุ่งจากกระบี่ บังคับปลายทวนสะบัดวืด ราวมีผู้คนจับเหวี่ยงย้อนกลับ ส่วนปลายที่คมกริบกระตุกเข้าใส่คนถือทวนทั้งสาม ปักฉึกลงบนท่อนขา...
...ในหยาดโลหิตกระเซ็นยังมีเสียงร้องโหยหวน หากเป็นยามปกติ เล้งอิกย่อมหยุดยั้งเพียงเท่านี้ ทว่าเขาที่อัดอั้นตันใจ จิตวิญญาณเร่าร้อนคล้ายถูกปลดปล่อย ถึงกับมิอาจบังคับอานุภาพของลัวะจับสี่เส็ก คนปล่อยให้เพลงกระบี่เหี้ยมเกรียมนำพา ร่างทะยานรุกไล่ไปข้างหน้า พอวาดกระบี่คว้างขึ้นก็ตัดข้อมือคนถือทวนทั้งสามขาดสะบั้น...
เล้งอิกพอสะกิดกายถอยหลัง ยังเห็นสายโลหิตทะลักฉีดพุ่ง ลัวะจับสี่เส็กพอจบกระบวนท่า คนคล้ายมีสติกลับคืนอีกครา ยามนี้มองดูกระบี่อ่อนที่ถืออยู่ เห็นโลหิตฉาบทาแดงฉาน ในมือยังรู้สึกเหนียวหนับ มิทราบเป็นโลหิตคนฤาหยาดเหงื่อ...
ได้ยินเสียงหายใจถี่เร็ว เล้งอิกก็หันขวับมา เห็นยี่เซี่ยวเอี้ยยืนหน้าซีดขาว เขาจะอย่างไรก็ยังเยาว์วัย ทั้งมิเคยเข้าสู่วงนักเลง เมื่อครู่มิเพียงตระหนักถึงความร้ายกาจ ยังสัมผัสรังสีอำมหิตแผ่ซ่าน มือสองข้างพลันสั่นระริก บนใบหน้าก็มีเหงื่อหลั่งไหล
...เล้งอิกพลันเอ่ยขึ้นว่า
"อย่าได้กลัว เรามิคิดทำร้ายท่าน"
เขายามนี้สาวเท้ามา คิดส่งฮูหยินให้ยี่เซี่ยวเอี้ย สายตายังแลดูคนทั้งสามที่ทรุดกายลงบนพื้น มิเพียงหลั่งโลหิตจนสั่นสะท้าน ยังโดนพลังในกระบี่กระแทกเข้าใส่ อวัยวะภายในย่อมกระทบกระเทือนบาดเจ็บ...
เล้งอิกเห็นยี่เซี่ยวเอี้ยเพ่งมองเขาแน่นิ่ง คนพอสังเกต พลันพบว่าผ้าที่ใช้คลุมหน้ากลับหลุดลง ยี่เซี่ยวเอี้ยก็แลดูเขาอย่างไม่เชื่อสายตา ยังพึมพัมว่า
"...เป็นบ่าวที่มาใหม่ผู้นั้น..."
เล้งอิกย่อมทราบ ยามนี้มิอาจรั้งอยู่สืบต่อ พอยื่นมือหมายส่งฮูหยินกลับคืน พลันได้ยินเสียงครางเบาๆ ที่แท้นางในอ้อมแขนพลันฟื้นตื่นมา เขาพอก้มลงมอง ดวงตาพลันประสานกัน ฮูหยินนั้นก็ร้องขึ้นอย่างตกใจ เล้งอิกต้องรีบส่งนางให้กับยี่เซี่ยวเอี้ยที่ยืนตะลึง ได้ยินเขาเอ่ยคำว่า
"ท่านที่แท้เป็นผู้ใด ไฉนจึงยื่นมือช่วยพวกเรา"
โง้วฮูหยินพอยันกายขึ้นก็ได้ยินถ้อยคำนั้น นางยามนี้เพิ่งทราบ บุรุษที่โอบอุ้มตนเมื่อครู่คือผู้มีพระคุณช่วยชีวิต ต้องรีบย่อกายลง กล่าวว่า
"ขอบคุณท่าน..."
...เล้งอิกที่ถูกพบเห็นโฉมหน้า มิทราบยามนี้สมควรว่ากล่าวอย่างไร โง้วฮูหยินพลันเงยศีรษะขึ้น เอ่ยว่า
"ผู้กล้าหาญได้โปรดบอกนามต่อข้าพเจ้า ภายหน้าสามีข้าพเจ้าย่อมตอบแทนท่าน"
เล้งอิกได้แต่อึกอักไปมา สุดท้ายเพียงกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าแซ่เล้ง เพียงผ่านมาโดยบังเอิญ ฮูหยินและเซี่ยวเอี้ยอย่าได้ใส่ใจ"
ยามนี้ชี้ไปทางคนทั้งสามที่นอนอยู่บนพื้น กล่าวกับยี่เซี่ยวเอี้ยนั้นว่า
"ท่านเรียกผู้คนควบคุมคนเหล่านี้ไว้ ภายหน้าย่อมสืบสาวเรื่องราวได้ ทว่าขอให้เชื่อข้าพเจ้า ผู้ที่ทำร้ายท่านมิได้เกี่ยวข้องกับฮวงจึง"
...คนพอกล่าวจบคำก็ทะยานออก ยังทิ้งกระบี่อ่อนปักลงบนพื้น ตัวกระบี่กลับจมลงแทบมิดด้าม ยี่เซี่ยวเอี้ยอ้าปากคิดว่ากล่าวกระไร ทว่ามิทันได้เปล่งเสียงออกไป โง้วฮูหยินที่เพิ่งฟื้นคืนพลันหันมาเห็นโลหิตเนืองนอง ยังมีคนที่ถูกฟันข้อมือขาด ต้องสะดุ้งขึ้นทั้งกาย หงายหลังสิ้นสติไปอีกครา...
เล้งอิกยามนี้ลงมาที่ด้านล่าง เห็นรอบบริเวณมีผู้คนประมือกันมากหลาย มิทราบผู้ใดเป็นผู้ใด ได้แต่จำแนกจากอาวุธในมือ
...เขาที่เพียงมาสืบความ กลับพบเจอเหตุการณ์มิคาดฝัน หนำซ้ำมีผู้แอบอ้างนามฮวงจึง ต้องรู้สึกเรื่องราวซับซ้อน ความเก่าที่เป็นปริศนายังมิได้คลี่คลาย บัดนี้ยังมีเงื่อนปมใหม่ คนพลันเคืองขุ่นฉุนเฉียว ได้แต่สงบจิตใจลง พอถีบร่างพุ่งขึ้นที่สูงก็สอดส่ายสายตามองหา มิทราบโง้วเล่าเอี้ยนั้นอยู่ที่ใด...
พริบตาที่ทะยานขึ้นพลันได้ยินเสียงผิดปกติที่ด้านหลัง ต้องเกร็งกำลังหันไปต้านรับ ผู้ที่จู่โจมเข้ามาสวมอาภรณ์สีดำ ใบหน้ามีผ้าคลุมปิดบังรูปโฉม ในมือถือทวนพู่แดง เล้งอิกพอเห็นก็บังเกิดเพลิงโทสะขึ้นอีกครา ตวาดว่า
"ผู้แอบอ้างที่ต่ำทรามนัก..."
คนผู้นั้นส่งเสียงหัวร่อในลำคอ คล้ายยังทราบตนประมือกับผู้ใด ยามนี้มิได้ใช้กระบวนท่าของฮวงจึงสืบต่อ เห็นเขาโยนทวนขึ้นสูง จากนั้นคว้าจับส่วนปลายด้าม พอวาดลงพลันมีรังสีเกรี้ยวกราดแผ่พุ่ง...
...เป็นรังสีดาบ...
เล้งอิกต้องงะชักลงวูบหนึ่ง รังสีดาบเช่นนี้ตนย่อมเคยพบพานมา นี่ไยมิใช่เป็นความรู้สึกเดียวกับคราที่ประมือกับจูเพ่งเอ็ง...
คนพอสืบเท้าถอยหลัง ทวนที่มีรังสีดาบนั้นก็จู่โจมออก เห็นประกายควับเควี้ยวถี่ยิบ ผู้ที่ลงมือเป็นบุรุษผู้หนึ่ง ความแรงที่ฟาดฟันลงยังเหนือกว่าจูเพ่งเอ็ง เพียงแต่พลิกแพลงน้อยกว่า เล้งอิกยามนี้มิได้ปะทะกลับ เพียงสลับเท้าหลบเลี่ยง ยังถอยมาถึงประตูที่มีภาพสลักเทพทวารบาลนั้น
...เล้งอิกที่มิได้ลงมือ ย่อมเป็นเพราะในใจครุ่นคิด จูเพ่งเอ็งที่ใช้เพลงดาบร้อนแรง กลุ่มบุคคลที่แอบอ้างนามฮวงจึง ทั้งยังคิดเข่นฆ่าเขา ประดาพวกนี้ล้วนพัวพันกับง้วยตอก่า...
...ในความสับสนยังคล้ายมีแสงสว่างวาบเข้ามา คราวที่เขาลอบฟังโง้วเล่าเอี้ยโต้ตอบกับพ่อค้าขนมเชื่อม ยังได้ยินว่าเซี่ยวเก็งจู้ของเทียนมึ้งเก็งปะทะกับจูไต่ลุ้ย เรื่องทั้งหมดนี้ย่อมเกี่ยวข้องกันทั้งสิ้น หากผู้ที่บุกรุกเข้ามาวันนี้เป็นฝ่ายเดียวกับพวกของจูเพ่งเอ็ง ย่อมหมายความว่าในวังวนความแค้นรุ่นก่อน มิเพียงมีเทียนมึ้งเก็งกับฮวงจึง ยังมีง้วยตอก่าที่มิมีผู้ใดคาดฝัน...
เล้งอิกยามนี้ทาบกายลงกับบานประตู นัยน์ตามิได้จ้องจับที่คู่ต่อสู้ เพียงติดตามประกายทวนฉวัดเฉวียน คนผู้นั้นยังคล้ายจัดเจนอย่างยิ่ง ถึงกับจับความนัยนี้ได้ เห็นเล้งอิกกระทั่งมือยังมิได้ยกขึ้น ตลอดร่างล้วนเป็นช่องว่างให้จู่โจม เขาพอเสือกแทงเฉียงๆ มาทางซ้าย ฝ่ามือขวากลับติดตามมาที่ด้านล่าง ยังเกร็งกำลังจนเต็มเหนี่ยว เป้าหมายย่อมเป็นช่วงท้องของเล้งอิก
...เห็นเล้งอิกเบี่ยงกายเพียงเล็กน้อย หลบรอดคมทวนอย่างหวุดหวิด นัยน์ตายังแลตามพู่แดงที่คอทวน คนผู้นั้นพอเห็นโอกาสต้องกระโจนเข้าใส่อย่างเร็วรี่ ฝ่ามือที่เกร็งขึ้นคล้ายกรงเล็บราชสีห์ ตะปบขยุ้มลงอย่างไม่ปรานี
...ในพริบตาได้ยินเสียงดังฉัวะ คล้ายเลือดเนื้อผู้คนกระทบกับศิลาแกร่ง ร่างเล้งอิกที่เมื่อครู่ทาบกับประตู ยามนี้กลับคล้ายจมลง ที่แท้ส่วนที่สลักเป็นเทพทวารบาลพลันหายวับไป คนก็ผลุบเข้ามาที่ด้านใน ในมือกลับปรากฏภาพสลักเทพเจ้านั้น ถึงกับใช้ต้านรับกรงเล็บที่ตะกุยเข้ามา...
คู่ต่อสู้ของเล้งอิกพลันหยุดยั้งลง นัยน์ตาเบิกค้าง ลมหายใจก็แทบขาดห้วง...
ยามก้มลงมองดู เห็นนิ้วทั้งห้าของตนฝังจมในรูปสลักไม้ ยังโดนพลังกระแทกกลับจนกระดูกแตกร้าว หนังเนื้อยังฉีกออก โลหิตไหลลงมาตามง่ามนิ้ว ความเจ็บปวดก็แผ่ซ่านจนถึงหัวไหล่ ร่างกายซีกขวาพลันชาด้าน...
...เขาจะอย่างไรก็มิคาด เล้งอิกที่เมื่อครู่คล้ายประมืออย่างเหม่อลอย ในช่วงคับขันยังสามารถคว้าจับประตูที่ด้านหลัง กระชากดึงส่วนกลางจนแตกออก ตวัดกลับมารับกรงเล็บที่ตนฟาดลง...
...ในโลกไหนเลยมีคนที่รวดเร็วขนาดนี้ ปฏิกริยายังไวยิ่งกว่าพยัคฆ์กระหายเลือด...
เล้งอิกพอเห็นอีกฝ่ายยืนชะงักค้าง คนก็ผลักแผ่นไม้ในมือไปทางด้านหน้า ยังตวัดเท้าเตะไปที่กลางทรวงอกเขา มืออีกข้างกระตุกผ้าที่ใช้ปิดรูปโฉมออก
...ในแสงจันทร์สว่างตา เล้งอิกพอแลดูต้องอุทานขึ้น...
...ผู้ที่ประมือกับตนเป็นชายวัยกลางคน หนวดเคราขลิบเล็มเรียบร้อย กลับเป็นไช่ซิงแซแห่งโรงเจนั้น... เขาเมื่อกลางวันรับรองตนกับฮูหยิน ยังกล่าวว่ารู้จักมาเนิ่นนาน ที่แท้ล้วนเป็นแผนการทั้งสิ้น...
เล้งอิกยามนี้มองเห็นภาพเหตุการณ์เป็นฉาก ไช่ซิงแซย่อมทราบแต่แรกว่าตนเป็นใคร ตอนที่เรียกตนออกมาช่วยที่ด้านนอก ยังเลือกเวลาที่โง้วฮูหยินคิดเดินทางกลับ แสร้งเอ่ยนามนางให้ตนได้ยินถนัดชัดแจ้ง ตนที่คิดสืบเสาะเรื่องราว ยังเหยียบลงกับดักของคนผู้นี้เต็มเท้า...
...เขาที่สัตย์ซื่อจริงใจ ยามพบผู้วางแผนยอกย้อน ทั้งยังคิดแอบอ้างทำร้ายชื่อเสียง ต้องรู้สึกประดาพวกนี้ล้วนต่ำช้าสามานย์ พอสืบเท้าเข้าหาก็ตวาดใส่อย่างกราดเกรี้ยว
"ท่านที่แท้เป็นผู้ใด"
ไช่ซิงแซนั้นหอบหายใจหนักหน่วง เมื่อครู่ที่เล้งอิกเตะลง ซี่โครงยังหักไปหลายซี่ ลมหายใจย่อมติดขัดยิ่ง เห็นเล้งอิกสาวเท้าเข้ามา กระชากปกเสื้อเขาขึ้น ยังถามด้วยถ้อยคำเดิม ไช่ซิงแซได้แต่ฝืนใจตอบว่า
"เรามิอาจบอกท่าน"
ถ้อยคำพอเปล่งจากปาก ร่างพลันลอยละลิ่วขึ้น ยังตกลงในลำธารจำลองที่มีปลาทองนั้น ในสายน้ำสาดกระเซ็น เห็นแววตาเล้งอิกเป็นประกายด้วยโทสะ ร่างไช่ซิงแซพอจมลง คนก็ใช้มือพุ้ยน้ำตามสัญชาติญาณ ทว่าเขาที่บอบช้ำมากหลาย หนำซ้ำร่างซีกขวายังมิอาจใช้การ ยามสำลักน้ำยิ่งถลำจมดิ่ง ลำธารจำลองนี้ลึกเพียงแค่เอว ไช่ซิงแซที่เย่อหยิ่งทะนงตน พอคิดว่าต้องตกตายในสภาพนี้ ย่อมรู้สึกคับแค้นใจนัก...
คนพอจมลง ผิวน้ำด้านบนเห็นเป็นฟองอากาศผุดพล่าน ที่พ่นออกจากปากยังเป็นพรายโลหิต ในห้วงลมหายใจสุดท้าย พลันรู้สึกร่างลอยวูบขึ้น ที่แท้เป็นเล้งอิกฉุดดึงเขาขึ้นมา
...ไช่ซิงแซสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ในปอดยังมีน้ำ ที่ลำคอกลับมีโลหิตพุ่งขึ้น คนยามนี้พลิกตัวคว่ำลง ยังคืบคลานไปที่เบื้องหน้า เล้งอิกก็ติดตามมา ก้มลงกระชากเขาขึ้นจากพื้น กล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นว่า
"หากท่านมิบอกออกมา เป็นผู้ใดใช้สอยบงการ เราจึงมิยอมให้ท่านตาย..."
ไช่ซิงแซพลันมีสีหน้าประหลาดพิกล คล้ายคิดฝืนยิ้ม ทว่ามิอาจบังคับกล้ามเนื้อบนใบหน้า ในแสงจันทร์ยิ่งเห็นเป็นภาพน่าหวาดหวั่น เล้งอิกยามนี้เหวี่ยงเขากระแทกกับบันได ยังตวาดว่า
"ท่านใช่บอกเราหรือไม่"
ไช่ซิงแซนอนหายใจระทวย เห็นเล้งอิกย่างเท้าเข้ามา ต้องรู้สึกหวาดหวั่นยิ่ง
...ในบัดดลมีเงาร่างผู้คนปรากฏขึ้นสองสาย เล้งอิกที่รู้ตัวอยู่ก่อนก็หันกลับไป เงาร่างสายแรกทิ้งตัวลงสู่พื้นเบื้องหน้า เห็นเป็นบุรุษหนุ่มอายุราวยี่สิบเศษ ในมือถือกระบี่ยาวสามเชียะ สีหน้าท่าทางยังคลับคล้ายยี่เซี่ยวเอี้ยนั้น น่ากลัวเป็นตั่วกอของเขา
...อีกผู้หนึ่งพอยืนหยัดกับพื้นก็ถลึงตาจ้องมองเล้งอิก แค่นเสียงตะคอกว่า
"ที่แท้เป็นท่านมิผิด..."
...คนผู้นี้สวมอาภรณ์ปักด้วยมุกมณี บนศีรษะก็มีห่วงทอง มิใช่โง้วเล่าเอี้ยยังจะเป็นผู้ใด...
|