โง้วตั่งกี้จ้องมองเล้งอิกอย่างคั่งแค้น เขาที่วันนี้โดนบุกรุกโดยมิคาดฝัน ยามนี้พบเจอตัวการ กายพลันสะท้านขึ้นด้วยความโกรธ...
...เมื่อครู่ที่สนทนากับท้งก่วยจื้อ ยังกล่าวถึงเล้งอิกที่เร้นกายหายไป ตนซุ่มผู้คนไว้ที่ภายนอก หามีผู้ใดเสาะพบเขา มิคาด เล้งอิกกลับนำผู้คนจู่โจมมา ตนมาตรว่าส่งสัญญาณบอกพวกพ้องที่ภายนอก ที่ด้านในยังเสียผู้คนมากหลาย บุตรภริยาที่อยู่บนตึกอาจบางทียังบาดเจ็บล้มตาย
...คนพอกำหมัดขึ้นก็แค่นเสียงกล่าวว่า
"เล้งจึงจู้ที่เป็นเศียรมังกร วันนี้ไฉนลงมาเล่นกับชนชั้นพวกเรา?"

เล้งอิกพอฟังย่อมทราบว่าเขาเข้าใจผิด ตนเพียงปลอมแปลงเข้ามาสืบข่าว มิได้คิดทำร้ายผู้คน ทว่าเหตุการณ์คับขันยากอธิบาย ดังนั้นชี้ไปยังไช่ซิงแซที่นอนหายใจระทวย กล่าวว่า
"เราลอบเข้ามาในสถานที่ของท่าน เพียงสืบเสาะผู้คนของเทียนมึ้งเก็ง มิได้คิดร้ายต่อผู้บริสุทธิ์ ทั้งมิได้นำพาผู้อื่นเข้ามา ท่านหากต้องการทราบความจริง ก็สอบปากคำคนผู้นี้ก่อนเถิด..."

โง้วตั่งกี้ยามนี้เพิ่งสังเกตเห็นไช่ซิงแซ ย่อมจดจำเขาออกในทันที คนพออุทานขึ้น ได้ยินเล้งอิกกล่าวสืบไปว่า
"ท่านเชื่อหรือไม่ก็ตาม ฮวงจึงมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องวันนี้ เราก็มิต้องการปะทะกับผู้ใด ผู้คนที่บุกรุกเข้ามา เพียงมีเจตนาคิดใส่ความ เทียนมึ้งเก็งของพวกท่านมีหูตามากหลาย ภายหลังสืบเสาะดูย่อมทราบกระจ่าง"
โง้วตั่งกี้ที่สุขุมรอบคอบ เห็นเล้งอิกโอ่อ่าเปิดเผย ยังกล่าววาจาอย่างสงบ ต้องรู้สึกเชื่อคำเขาหลายส่วน ตั่วเซี่ยวเอี้ยที่เลือดร้อนพลันตะโกนขึ้นว่า
"เราจึงมิเชื่อท่าน เทียนมึ้งเก็งมีความแค้นกับฮวงจึง ท่านพลันชักนำผู้คนบุกรุกมา"

คนพอร่ำร้องก็พุ่งปราดออก โง้วตั่งกี้มิทันห้ามปรามบุตรชาย เห็นเขาถีบร่างขึ้น สะบัดกระบี่ในมือเข้าใส่เล้งอิก
...โง้วตั่วเซี่ยวเอี้ยยังเก่งกาจกว่าผู้น้องของเขา กระบี่ทั้งรวดเร็วทั้งดุดัน พอจู่โจมยังใช้กระบวนท่ารุนแรงที่เพิ่งฝึกฝน เล้งอิกกลับมิได้ตอบโต้ เพียงถอยหลังหลบเลี่ยงไปมา...
โง้วตั่งกี้ชมดูจนร้อนใจ เขาย่อมทราบ บุตรชายหาใช่คู่มือเล้งอิกไม่ ยามนี้หวั่นเกรงเล้งอิกพลันลงมือ ต้องสะอึกกายเข้าไป หมายล่อเล้งอิกให้หันมาที่ตน...

เล้งอิกพลันสงบใจลง เขาเมื่อครู่ทำร้ายคนด้วยโทสะแรงกล้า กระทั่งตนเองยังมิเคยคาดคิด ในยามพิโรธกลับคล้ายมิอาจควบคุม ครั้งที่ประมือกับจูเพ่งเอ็งและมัจฉาก็เป็นเช่นเดียวกันนี้...
...คนที่เก็บไฟสุมอกมาเนิ่นนาน ยามระเบิดออกย่อมรุนแรงกว่าผู้อื่นหลายเท่า...
โง้วตั่งกี้กับบุตรชายที่จู่โจมโดยพรักพร้อม ผู้หนึ่งใช้กระบี่ อีกผู้หนึ่งใช้ฝ่ามือหลอกล่อ เล้งอิกพอถอยเท้าถึงบันได ตวัดฝ่ามือวูบหนึ่ง ทวนพู่แดงของไช่ซิงแซก็ลอยวืดขึ้น คนพอคว้าจับไว้ พลันหันหน้าเข้าปะทะกับโง้วตั่วเซี่ยวเอี้ย จงใจกีดโง้วตั่งกี้ให้ออกนอกวง ยังใช้ท่าเท้าที่พลิกแพลงในค้วงโฮ้วแพ้ไผ่ (พยัคฆ์คลั่งคลื่นโหม) หลบเลี่ยงเพลงหมัดของเขา

โง้วตั่งกี้ต้องอุทานขึ้นในใจ เล้งจึงจู้ผู้นี้กลับมิได้ลงมือจริงจัง มิเพียงไม่จู่โจมกลับมา ยังใช้ด้ามทวนต้านรับกระบี่บุตรชายตน เขาที่ได้แต่ฟาดฟันฝ่ามือทางด้านหลัง กลับถูกกันออกจากวงปะทะ คนพอทะยานไปทางซ้าย เล้งอิกก็เบี่ยงกายเข้าต้านไว้ ยังคล้ายมีสี่เศียรแปดกร...
...ที่น่าคลั่งใจ ทวนในมือเล้งอิกกลับใช้ออกด้วยกระบวนท่าตามบุตรชายเขา ยังคล้ายคิดสอนสั่งเด็กน้อย ที่เป็นจุดด้อยรอยโหว่ยังปรับแก้ให้หมดสิ้น...

โง้วตั่วเซี่ยวเอี้ยก็พบเห็นเช่นเดียวกับบิดา ตนพลันรู้สึก เล้งอิกเพียงหยอกเย้าฝีมือเขา ยามตวัดกระบี่ถี่ยิบราวพายุพิรุณ เล้งอิกยังพบเห็นช่องว่าง ทว่าพอเสือกทวนเข้ามาก็หยุดยั้ง ร่ายออกในกระบวนท่าเดียวกัน ถึงกับรุนแรงยิ่งกว่า รวดเร็วยิ่งกว่า
...คนพออัดอั้นถึงที่สุด พลันเร่งลงมือสลับกระบวนท่า ยามรีบร้อนกลับก้าวเท้าพลาด จังหวะฟาดฟันล้วนผิดเพี้ยน ร่างกายพอผิดสภาวะก็เสียหลักลง เล้งอิกพลันคว้าจับข้อมือขวาของเขา คนดีดร่างมาที่ด้านหลัง บังคับกระบี่ในมือเขาพุ่งวืดไปข้างหน้า จ่อเข้ากับลำคอบิดาเขาเอง...

โง้วตั่งกี้ต้องชะงักท่าร่างโดยพลัน เห็นเล้งอิกใช้มือข้างหนึ่งยึดกุมข้อมือบุตรชาย ปลายกระบี่เสือกแทงมาที่เขา อีกมือยังจี้ออกอย่างรวดเร็ว วาดเป็นสายคล้ายดาวตกจากฟากฟ้า คนต้องร้องขึ้นอย่างตื่นตระหนก...
...เห็นดรรชนีพุ่งวาบลงที่ทรวงอกบุตรชาย ยังกดที่ตำแหน่งหัวใจ โง้วตั่งกี้ต้องเบิกตาค้าง กระทั่งยังลืมเลือน ที่ลำคอตนมีปลายกระบี่คมกริบจ่ออยู่ คนรีบทะยานมาข้างหน้า ย่อมคิดปกป้องชีวิตบุตรชาย...
...มิคาด เล้งอิกยามนี้กลับพุ่งพลังใส่ข้อมือโง้วตั่วเซี่ยวเอี้ย คนรู้สึกคล้ายมีความร้อนไหลวาบลงสู่ปลายนิ้ว กระบี่เหล็กในมือกลับงอเข้าราวมีหัตถ์อสูรจับดัดลง พอม้วนเป็นวงก็หักสะบั้น...

โง้วตั่วเซี่ยวเอี้ยที่โดนเล้งอิกบังคับด้วยลมปราณ มิอาจขยับกายแม้แต่น้อย ยามนี้พลันพุ่งคะมำมาที่ด้านหน้า ยังชนเข้ากับบิดาที่ถลันเข้ามา ที่แท้เมื่อครู่เล้งอิกพอกดดรรชนีลง กลับมิได้คิดลงมือจริง คนพอแผ่พุ่งพลังหักกระบี่ก็ผลักเขาออก ยังยืนอยู่ที่ตำแหน่งเดิม ท่าทีก็มิได้นำพา...

โง้วตั่งกี้กับบุตรชายยามนี้เข้าประคองกัน พอหันมายังเล้งอิก ได้ยินเขากล่าวว่า
"ท่านวันนี้ยังมีเรื่องให้จัดการอีกมาก ยังคงรักษาชีวิตไว้ เราเพียงคิดฝากถ้อยคำไปยังเก็งจู้พวกท่าน เราสามวันนี้ยังรั้งอยู่ในเขตจี่คุ้ยม่งเอี้ยง หากเก็งจู้ท่านเดินทางมาถึง ขอเชิญพบกันสักครา..."
...คนพอกล่าวจบคำ ร่างก็ทะยานขึ้น มิแยแสเหลือบแลการปะทะที่ไม่เกี่ยวข้องกับตน เพียงชั่วพริบตาก็ลับหายไป โง้วตั่งกี้สองพ่อลูกแลสบตากัน ในใจแม้เต้นระทึกราวกลองรัว ทว่าเสียงอาวุธรอบข้างยังดังอยู่มิได้หยุด คนจึงมิได้ว่ากล่าวอันใด เพียงแยกย้ายทะยานออก รับมือผู้บุกรุกสืบต่อ

...เขาทั้งสองยามนี้ตระหนักแท้ เล้งอิกที่เพียงจี้ดรรชนีก็สามารถสังหารพวกตน ทว่ากลับยั้งมือไว้ไมตรี ย่อมมิได้เกี่ยวข้องกับศัตรูในค่ำคืนนี้...


แสงทองยามอรุณฉาบไล้เส้นขอบฟ้า
ผิวน้ำที่สั่นไหวก็เป็นลายเลื่อมวับวาว...

ชิ้มอวงทอดตาแลดูผืนน้ำ หัวคิ้วยังขมวดมุ่น นัยน์ตาแดงก่ำด้วยอดนอนมาทั้งคืน...
...เขายามนี้ยืนอยู่ที่หน้าคฤหาสน์ตระกูลโง้ว เมื่อคืนเกิดเรื่องราวสะเทือนขวัญ มีผู้ล้มตายมากหลาย กองปราบในเมืองม่งเอี้ยงมือไม้พันกัน ยังส่งข่าวไปที่จี่คุ้ย เรียกหามือปราบมาช่วยกันสืบเบาะแส...

โง้วเล่าเอี้ยเป็นคหบดีผู้หนึ่งในเมืองม่งเอี้ยง พำนักอาศัยที่นี้มาช้านาน ภรรยาทั้งสองล้วนเป็นชาวท้องถิ่น หามีผู้ใดในบ้านเกี่ยวข้องกับวงนักเลงไม่
...เมื่อเช้าเหล่ามือปราบเรียกผู้คนภายในมาให้การ ยังแยกสอบปากคำพวกเขา ทว่าความที่ได้ล้วนตรงกัน มีผู้บุกรุกเข้ามาในยามทิ่ว ทั้งทำลายข้าวของ ทั้งคร่าชีวิตผู้คน โง้วเล่าเอี้ยก็มิทราบสาเหตุ เพียงคาดเดา... พวกโจรร้ายทราบว่าท่านเพิ่งได้หยกขาวล้ำค่า ร่ำลือกันว่าสืบทอดมาแต่นางสนมในเอี้ยงตี่ ดังนั้นจู่โจมเข้ามาหมายช่วงชิง เพลาเดียวกันกลับมีผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งสืบเสาะมา สองฝ่ายจึงเข้าปะทะกัน ยังนอนตายเกลื่อนกลาดที่ภายใน ทว่าผู้บาดเจ็บกลับหลบลี้หนีหายหมดสิ้น หามีผู้ใดหลงเหลือให้สอบปากคำไม่...

ชิ้มอวงรู้สึก เรื่องราวมิอาจรวบรัดเช่นนี้ ตนตั้งแต่ได้รับแจ้ง ยังร่วมกับสหายมือปราบตรวจค้นทั่วเมือง อีกทั้งส่งผู้คนไปยังละแวกใกล้เคียง ทว่ามิได้พบร่องรอยใด โจรร้ายกลับเร้นกายได้รวดเร็วปานภูติผี ต้องรู้สึกสงสัยอย่างยิ่ง
...เขาความจริงมีเรื่องให้ครุ่นคิดตั้งแต่เมื่อวาน ตนที่จับกุมมกจู่ได้เก้าคน ยามใกล้ออกเวรเข้ามาตรวจนับอีกครา พบว่ามกจู่หายไปผู้หนึ่ง พอตรวจสอบสถานที่ต้องสะท้านใจวาบ ลูกกรงที่ปิดกั้นช่องลมกลับถูกกรีดขาด ราวกับมิใช่ทำด้วยเหล็กกล้าก็ปาน...
ตนเมื่อจับกุมผู้คน ย่อมต้องตรวจค้นโดยละเอียด มิให้มีอาวุธใดติดเข้าไป ทว่าลูกกรงเหล็กถูกตัดขาดภายในเวลาไม่ถึงชั่วยาม มกจู่ที่หลงเหลือก็มิมีผู้ใดทราบเรื่อง กระทั่งยังมิอาจล่วงรู้ มกจู่ที่ล่องหนไปมีชื่อแซ่เยี่ยงไร
...ชิ้มอวงที่ยังหนุ่มแน่น โลหิตในกายร้อนแรง ยามพบพานเรื่องเช่นนี้ย่อมกระหายใคร่ทราบ มิเพียงไม่คิดย้อนกลับมาที่จี่คุ้ย ยังคิดสืบเสาะเรื่องราวที่สงสัย หาสาเหตุที่แท้ในตระกูลโง้ว ยังหวังติดตามมกจู่ที่มีฤทธิ์เดชผิดมนุษย์ผู้นั้น...


ทิศตะวันออกของม่งเอี้ยงเป็นเขตเขาสูงชัน ยังมีหน้าผาชะโงกง้ำ
...ง้วยตอก่าตั้งอยู่บนง้วยจี่ไง้ (ผาริมจันทร์) ยามค่ำคืนหากยืนอยู่ที่นี้ ยังใกล้ชิดจันทรากว่าที่ใด...

แสงอาทิตย์ร้อนแรงพอสาดลง ดวงจันทร์พลันหลบลี้หนีหาย เหลียวมองรอบบริเวณ ยังรู้สึกเปล่าเปลี่ยววังเวง...
...เล้งอิกตื่นเมื่อตอนสาย ตนพอออกจากคฤหาสน์โง้วตั่งกี้ ก็มุ่งหน้าสู่ง้วยตอก่า เมื่อคืนยังพำนักในสถานที่เงียบเหงานี้
...ง้วยตอก่าที่เคยรุ่งเรืองเป็นหนึ่งในห้าสำนักใหญ่ บัดนี้กลับเป็นที่รกร้าง หามีผู้ใดอาศัยอยู่ไม่...

ตนเมื่อคืนลอบฟังโง้วตั่งกี้สนทนากับชายชราที่แซ่ท้ง ได้ยินว่าเทียนมึ้งเก็งก็สืบเรื่องราวของง้วยตอก่า มิทราบพวกเขาค้นได้ความลับใด เซียงกงจู้ก็เคยส่งคนของนางมาสืบเสาะสถานที่นี้ เพียงทราบความครั้งอดีตบางเรื่อง กับง้วยตอก่าในปัจจุบัน กลับมิสามารถเสาะหาความนัยแม้แต่น้อย
...ตนคราวก่อนพบพานเก้าวิญญาณ ทั้งประมือกับจูเพ่งเอ็ง ทว่าเวลานั้นมิล่วงรู้ความสัมพันธ์อันใด ยามนี้แม้ทราบความมากขึ้น กลับมิอาจเสาะหาพวกเขาเพื่อไถ่ถาม...

เล้งอิกอาบน้ำชำระกาย ลอกคราบมกจู่ออก เพียงเหลือห่วงเงินที่ข้อมือวงหนึ่ง ตั้งใจให้เป็นเครื่องเตือนตน ยามอยู่ในสภาพชนกลุ่มน้อยยากไร้ ยังถูกผู้คนดูหมิ่นเหยียดหยาม ตำแหน่งจึงจู้ที่ตนแบกรับ ความจริงก็เป็นเช่นหน้ากากอันหนึ่ง พอสวมใส่มีผู้นับหน้าถือตา พอถอดออกกลับเป็นเพียงชนชั้นสามัญ
...ทว่าเขาที่พอเกิดมาก็เป็นเซี่ยวจึงจู้ ยังเป็นบุตรชายโทน ไหนเลยมีทางเลือกอื่นใด...

เล้งอิกยามนี้ย่างเท้าอย่างโดดเดี่ยว บนผาริมจันทร์ที่สงัดวังเวง คนพลันนึกถึงช่วงเวลาก่อนเก่า
...เขาเมื่อถูกส่งขึ้นโฮ้ยเกี่ยมซัว (หุบเขาคืนกระบี่) อายุเพียงแปดขวบ รู้สึกประหวั่นขวัญเสีย ซือแป๋ซือเนี้ยกลับปลอบประโลมยิ่งกว่าบิดามารดา ท่านผู้เฒ่าที่ผู้คนอื่นเข้าใจว่าเร้นกายตัดขาดโลกภายนอก ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ บ่อยครั้งที่พวกท่านพาตนและเต็งลั่งลงจากเขา ท่องไปทั้งเหนือใต้ออกตก ผู้อื่นที่พานพบ เพียงนึกว่าผู้เฒ่าพาหลานท่องเที่ยว ที่พักค้างแรมยังบอกราคาต่ำลงมา ย่อมเป็นเห็นใจผู้เฒ่า อีกทั้งเอ็นดูเด็กน้อย...
...เล้งอิกยามอยู่ในฮวงจึง เป็นทายาทของเล้งทิเจ็ง ที่เรียนรู้ย่อมเป็นวิชาฝีมือ ยุทธศาสตร์ตำราโบราณ ทว่าเมื่ออยู่กับโฮ้ยเกี่ยมแขะ ซือเนี้ยเพียงสอนวิชาสังเกตผู้คน พวกเขาคราหนึ่งพักในกว่างโจว พบพานขุนนางที่มาชมเมืองมากหลาย ซือเนี้ยพอแลดูประดาพวกนั้น ก็ทราบว่าผู้ใดจึงใหญ่โตจริงแท้ ผู้ใดเพียงเล็กจ้อยทว่าวางอำนาจเขื่องโข ที่แท้สังเกตจากกระดุมและลายปักบนเสื้อ เป็นกระดุมทองปักลายกิเลน กระดุมหินใสปักลายกระเรียน ฤาเป็นกระดุมหยกปักลายราชสีห์ ทุกตำแหน่งล้วนมีกฎตราไว้...

ตนกับเต็งลั่งเติบโตมากับโฮ้ยเกี่ยมแขะ ผูกพันกันยิ่งกว่าพี่น้องในสายเลือด ปีสุดท้ายที่พวกเขาอยู่กับท่านผู้เฒ่า เต็งลั่งเพิ่งอายุสิบหก คนแม้เติบโต ใจยังซุกซนดังทารก ซือแป๋ซือเนี้ยยังต้องใช้ไม้เรียวกำราบ ทว่าก่อนหน้าวันเกิดท่านผู้เฒ่า กลับเป็นเต็งลั่งที่ชักชวนตนออกหาสนอ่อนต้นหนึ่ง กวางน้อยตัวหนึ่ง นกกระสาตัวหนึ่ง ผลท้อผลหนึ่ง ของทั้งสี่ประการล้วนเป็นความหมายแห่งโชคลาภ ยังหวังให้ผู้รับมีอายุยืนยาว เล้งอิกวันนั้นรับหน้าที่เสาะหานกกระสาและสนอ่อน เต็งลั่งกลับต้องเสาะหาผลท้อกับกวางน้อย ทว่าบนโฮ้ยเกี่ยมซัวไหนเลยมีต้นท้อ หนำซ้ำยามนั้นยังเป็นช่วงคิมหันต์ เต็งลั่งที่ไม่ยอมแพ้กลับลอบลงจากเขา โฮ้ยเกี่ยมแขะที่มิทราบความยังถือไม้เรียวรอคอย คนกว่าจะกลับมาก็มืดค่ำ พอก้าวเข้าประตูก็โดนไม้เรียวหวด ผลท้อในอกเสื้อพลันตกลงกับพื้น วันรุ่งขึ้นพอจัดใส่จานกำนัลท่านผู้เฒ่า พวกท่านยังหลั่งน้ำตาออกมา...

...เต็งลั่งที่คล้ายเหลวไหล กระทำการใดกลับนึกถึงใจผู้คน เขาที่เป็นจึงจู้ผู้คนยำเกรง พลันละเลยเรื่องราวเหล่านี้...

เล้งอิกพอถอนใจก็สลัดความคิดทั้งปวง ยามนี้คิดสำรวจตัวตึกง้วยตอก่า เมื่อคืนเขาเพียงหลับนอนในห้องโถงชั้นล่าง มิได้ล่วงล้ำห้องหับอื่นใด คนพอสาวเท้าขึ้นบันได พลันสัมผัสกลิ่นอายเยียบเย็น สถานที่นี้อยู่บนผาสูง จะอย่างไรก็ย่อมเหน็บหนาวกว่าเบื้องล่าง ทว่าที่ประสบยังมีไออวลประหลาดพิกล ราวกับเป็นสถานที่ต้องสาป
...พอขึ้นมาถึงชั้นสอง เห็นห้องหับเล็กย่อยเรียงราย เล้งอิกก้าวไปจนสุดทางเดิน ที่ด้านซ้ายกลับมีทางแคบเล็กพอดีตัวคน พอก้าวเข้าไปก็พบห้องใหญ่แยกจากห้องหับอื่น ตัวตึกด้านนี้ยังสร้างล้ำชั้นล่างออกไป พอสังเกตที่มุมทางเดิน เห็นพื้นไม้คล้ายมิได้ราบเรียบเช่นบริเวณอื่น เล้งอิกต้องลองก้มลงสัมผัส ยังใช้พลังส่วนหนึ่งกระแทกลง
...ได้ยินเสียงดังปง พื้นไม้ที่โดนกระแทกพลันเปิดเป็นช่อง มองลงไปเห็นพื้นดินที่ภายนอก ที่แท้เจตนาทำไว้ ในสถานที่เช่นง้วยตอก่า การมีช่องลับฤาอุโมงค์ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา ทว่าช่องลับนี้เล็กอย่างยิ่ง เล้งอิกที่สูงใหญ่ย่อมมิอาจลอดลงไป น่ากลัวเจาะไว้สำหรับสตรี ห้องใหญ่ที่แยกจากห้องหับอื่นนี้ น่ากลัวเป็นห้องพักสตรีผู้หนึ่ง...

จากคำบอกเล่าของเซียงกงจู้ จูตั้งเฮ้ามีภริยาสองนาง ภริยาลำดับที่สองให้กำเนิดบุตรธิดา ภริยาหลวงที่แซ่จูกลับเก็บตัวมิพบพานผู้คน สตรีนางนี้มาจากดินแดนทะเลทรายที่มีวิชาลี้ลับนั้น ทว่าคนตกตายไปตั้งแต่สิบสามปีก่อน...
เล้งอิกสืบเท้าเข้ามาในห้อง เขาที่ทั้งชีวิตมากระเบียบกฎเกณฑ์ มาตรว่าคิดเปลี่ยนแปลงแก้ไข ใจหนึ่งยังติดความรู้สึกเดิม เห็นที่หน้าต่างยังแขวนม่านมุก แสดงว่าเป็นห้องหับของอิสตรีดังคาด คนพลันชะงักเท้าลง ได้แต่กวาดสายตามองรอบด้าน
...ภายในห้องมีเตียงเล็กอยู่ทางด้านใน ที่นอนหมอนมุ้งยังจัดวางเรียบร้อย ที่กลางห้องมีโต๊ะเล็กตัวหนึ่ง ที่มุมห้องกลับมีโต๊ะใหญ่ ผนังด้านหนึ่งจัดวางตู้ไม้ยาว บนหลังตู้ยังมีตะเกียงสองดวง เล้งอิกยามนี้เดินไปที่ตู้ คนพอยื่นมือเปิดออก ยังครุ่นคิดขออภัยต่อเจ้าของห้อง แม้มิทราบนางเป็นผู้ใด จะอย่างไรก็เป็นสตรีนางหนึ่ง ตนมาตรว่ามีเหตุต้องเข้าตรวจค้น ยังต้องเคารพผู้เป็นเจ้าของ...

ประตูตู้พอเปิดออก เห็นจัดทำเป็นสามชั้น ชั้นล่างสุดเพียงจัดวางอาภรณ์ผ้าฝ้ายชุดหนึ่ง ชั้นบนก็มีกล่องไม้หนึ่งกล่อง
...เล้งอิกหยิบอาภรณ์นั้นมาคลี่ดู พบว่าสตรีผู้เป็นเจ้าของมีรูปร่างเล็กอย่างยิ่ง ยังคล้ายแบบบางยิ่งกว่าลิ้มเต็กเฮียะ...
ตนพอนึกถึงลิ้มเต็กเฮียะ ใบหน้าพลันร้อนผ่าวขึ้น ต้องรีบสงบใจลง พับอาภรณ์เก็บไว้ดังเดิม จากนั้นหยิบกล่องไม้ขึ้นมาเปิดดู เห็นที่ด้านในมีปิ่นอันหนึ่ง เพียงเกลาขึ้นจากไม้ธรรมดา มิมีอันใดน่าสนใจ ทว่าพอพลิกไปมา เห็นที่ด้านหนึ่งสลักอักษร กลับเป็นคำว่า 'หล่วง' (อาลัยอาวรณ์)
...เล้งอิกพอเห็นต้องครุ่นคิดขึ้น ตนเมื่อตรวจค้นจูเพ่งเอ็ง พบป้ายไม้อันหนึ่ง ยังสลักอักษรตัวเดียวกัน หรือว่าห้องหับนี้เป็นที่ส่วนตัวของนาง...

จูเพ่งเอ็งเป็นธิดาโทนของจูตั้งเฮ้า ย่อมมีความสำคัญในง้วยตอก่า นิกายนี้ยกย่องบุรุษเทอดทูนสตรี ยังมีเพลงดาบที่คิดค้นเฉพาะ ถ่ายทอดแก่ทายาทและศิษย์หญิงระดับสูง จูเพ่งเอ็งยามประมือกับมัจฉา ยังใช้กระบวนท่าในง้วยคังยิกถ่ง (จันทร์เร่าร้อน อาทิตย์อาดูร) อันลือลั่น
...เล้งอิกพอใคร่ครวญอีกครา หากห้องนี้เป็นของจูเพ่งเอ็ง อาภรณ์ที่จัดวางอยู่ย่อมมิใช่ของนาง จูเพ่งเอ็งแม้อ้อนแอ้นอรชร ยังมิได้มีรูปร่างเล็กปานนั้น...

เล้งอิกที่ขบคิดมิเข้าใจ พลันเดินมาที่เตียง พอเปิดม่านมุ้งออก ฝุ่นละอองก็ฟุ้งกระจาย เขาพอแลดูภาพปักบนหมอน กลับคาดเดาได้โดยพลัน ห้องหับนี้น่ากลัวมิใช่ของจูเพ่งเอ็ง เนื่องเพราะบนหมอนปักลายทารกที่ห่อหุ้มด้วยใบไม้ เล้งอิกที่เคยตกแต่งภรรยา ย่อมทราบในทันที นี่จึงเป็นหมอนตามประเพณีของเจ้าสาว
...ยามนี้ตัดประเด็นจูเพ่งเอ็งออกไป สตรีที่สำคัญในง้วยตอก่าย่อมเหลือเพียงสองนาง ได้แก่ฮูหยินสองลำดับนั้น...
เล้งอิกยังจำได้ เขาเมื่ออายุเก้าขวบ บิดาเคยให้ผู้คนรับกลับจากโฮ้ยเกี่ยมซัวคราหนึ่ง นำพาไปในงานฉลองศิษย์เทียนซัว ครานั้นยังพบพานจูตั้งเฮ้า ทว่าเขาที่ยังเยาว์วัย ย่อมมิได้สนทนากับท่าน ทั้งยังมิเคยเห็นฮูหยินทั้งสอง...

ขณะคิดสำรวจสืบต่อ โสตประสาทพลันสัมผัสถึงการมาของคนผู้หนึ่ง ต้องรีบสาวเท้าไปที่หน้าต่าง มองผ่านรอยแง้มลงไปที่เบื้องล่าง
...สักครู่หนึ่งจึงเห็นเงาร่างปรากฏ ผู้มาแม้วิ่งปราดแคล่วคล่อง ฝีเท้ายังจัดว่าธรรมดา เล้งอิกพอมองเห็นถนัดชัดตา ต้องอุทานขึ้นในใจ...
...คนผู้นี้กลับเป็นมือปราบที่จับเขาในคราบมกจู่เข้าห้องขัง ย่อมเป็นชิ้มอวงที่สงสัยใคร่รู้ผู้นั้น...