|
ชิ้มอวงเมื่อออกจากเคหาโง้วตั่งกี้ กลับสืบเสาะมาที่ง้วยตอก่า
...กรมเมืองในเขตห่างไกล มักไม่สนใจเรื่องราวในวงนักเลง เหตุผลประการแรกคือหาเบาะแสยาก อีกประการคือเมื่อพบเจอผู้ต้องสงสัย กลับมิอาจจับกุมโดยง่าย ยังเสี่ยงต่อชีวิตผู้คน เมื่อเดือนก่อนที่ง้วยตอก่าเกิดเรื่อง ลี้เล่าเอี้ยที่บัญชากรมเมืองในเขตเกาซัวไซ่ซัว ยังสั่งพวกเขามิต้องสนใจคดีนี้... ชิ้มอวงที่เป็นผู้น้อยย่อมต้องเชื่อฟังท่าน ทว่าเมื่อเช้าพอเกิดเรื่องกับโง้วตั่งกี้ อีกทั้งเมื่อวานมกจู่ที่เขาจับกุมหลบหนีไป คนรู้สึกไม่ยินยอม คิดไปคิดมาพลันตัดสินใจเข้าถ้ำเสือสักครา...
ในละแวกนี้มีง้วยตอก่าเป็นสำนักใหญ่เพียงสำนักเดียว ชิ้มอวงเดินทางขึ้นเขามาตั้งแต่เช้าตรู่ ทว่าหนทางสายนี้เป็นที่ลาดชัน ดังนั้นมาถึงเมื่อจวนพ้นยามจี่ เขาพอผ่านป้ายด้านหน้าที่มีชื่อสำนัก ด้านข้างมีศิลาสลักเป็นรูปดาบโค้ง ยังรู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์เกรียงไกร หากตระกูลชิ้มมิได้เป็นมือปราบสืบทอดกันมา ชิ้มอวงยังหวังเป็นมือดาบกระบี่ผู้หนึ่ง ออกร่อนเร่แสวงหาคู่ต่อสู้ทั่วแผ่นดิน...
...คนพอรู้ตัวว่าคิดเหลวไหล ต้องนึกขบขันขึ้นในใจ ยามนี้เห็นตัวตึกง้วยตอก่าอยู่ที่ด้านหน้า ย่อมคิดเข้าไปสำรวจภายใน ทว่าตนที่มาเพียงผู้เดียว จะอย่างไรก็ต้องระมัดระวัง ดังนั้นเดินวนเวียนดูสภาพภูมิประเทศ สองตากวาดหาร่องรอย แม้บนต้นไม้ก็เพ่งเล็งแล ที่ด้านหน้าตึกมีกระถางใหญ่สองใบ วาดเป็นลายกล้วยไม้นานาพันธ์ ชิ้มอวงที่รอบคอบยังลากออกกลิ้งดูที่ข้างใต้ ยามยกขึ้นหลังไหล่แทบทรุด กระถางผีสางนี้บรรจุดินไว้จนเต็มแน่น กลับมิได้ปลูกต้นไม้เทพยดาอันใด...
...ขณะเคลื่อนกระถางกลับคืนที่เก่า พลันได้ยินสุ้มเสียงผิดปกติ ชิ้มอวงต้องรีบถลันไปที่ด้านหลังต้นไม้ใหญ่ บริเวณนี้มีกิ่งก้านเถาวัลย์เลื้อยไปทั่ว ย่อมหลบสายตาผู้คนได้เป็นอย่างดี...
ยามส่งสายตามองผ่านเครือเถาวัลย์ พบเห็นบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งเดินเข้ามาที่หน้าตึก คนผู้นี้รูปร่างผอมบาง สวมอาภรณ์ยาวสีม่วง ในมือยังถือพัดเล่มหนึ่ง กริยาท่าทางคล้ายนักศึกษา
...เขาพอมาถึงก็เดินไปที่กระถางสองใบนั้น จ้องมองอย่างพินิจ ยังแหงนหน้ามองฟ้าคล้ายครุ่นคิดอันใดมิตก ชิ้มอวงได้แต่แลดูอย่างสงสัยใจ หนอนตำราผู้นี้คิดเสาะหาสิ่งใด ไฉนพลันขึ้นมาที่ง้วยตอก่า ดูท่าทางมิใช่พลัดหลงเข้ามาโดยบังเอิญ ยังก้าวเดินอย่างมั่นใจ มิได้แลดูสิ่งอื่น เพียงพุ่งความสนใจมาที่กระถางสองใบนี้เท่านั้น...
...ชิ้มอวงที่ประจำการในเมืองจี่คุ้ย ย่อมมิได้ทราบ บุรุษหนุ่มร่างผอมบางผู้นี้คือลู่เอียะแซ คอยติดตามฮูหยินลำดับที่สองในโง้วตั่วเอี้ย...
เล้งอิกที่สังเกตการณ์อยู่ด้านบน ยามเห็นชิ้มอวงย่อมประหลาดใจ เพลานี้กลับมีลู่เอียะแซปรากฏขึ้นอีกคนหนึ่ง ต้องงุนงงสงสัยอย่างยิ่ง
...ชิ้มอวงที่เป็นมือปราบ อาจบางทีสนใจเรื่องราวในวงนักเลง ทว่าลู่เอียะแซที่เป็นนักศึกษา ไฉนเดินทางขึ้นมาสถานที่นี้ เล้งอิกเมื่อวานที่พบเขา ย่อมทราบว่าเขามิได้มีวิชาฝีมือแม้แต่น้อย ตนที่สามารถสังเกตผู้คนโดยละเอียด แน่ใจว่าเขามิได้ซ่อนงำประกาย
...หากเขาก็เป็นผู้หนึ่งในเทียนมึ้งเก็ง ยามนี้ย่อมทราบว่าตนอยู่ในเขตเมือง โง้วตั่งกี้ยิ่งต้องระวังคนในสังกัดถูกข่มขู่ พลันแพร่งพรายเรื่องราวออกไป ไหนเลยกล้าปล่อยออกมาเพ่นพ่าน ...
เห็นลู่เอียะแซใช้พัดในมือชี้ลวดลายบนกระถาง เพ่งสายตาสังเกตเป็นการใหญ่ สักครู่จึงถอนใจ พึมพัมสิ่งใดกับตนเอง จากนั้นหันหลังสาวเท้าไป คล้ายคิดกลับลงที่ด้านล่าง
...มิคาด ชิ้มอวงที่หลบซ่อนอยู่ด้านหลังต้นไม้ พลันกระโดดปราดออกมา ตวาดว่า
"เจ้าอย่าได้ไป"
ลู่เอียะแซพอได้ยินก็สะดุ้งจนตัวลอย คนพอหันมาเห็นชิ้มอวง ต้องถอยกรูดอย่างตกใจ ร่ำร้องว่า
"ข้าพเจ้าเพียงเป็นผู้คนผ่านทาง มิได้คิดลบหลู่สถานที่นี้ ตั่วเอี้ยท่านโปรดไว้ชีวิต"
ชิ้มอวงต้องแค่นเสียงอย่างรำคาญ กล่าวว่า
"เรายังมิได้ชักดาบเจ้าก็ร้องขอชีวิต กลับรีบร้อนแสดงพิรุธออกมา หากเจ้ามิได้กระทำผิดอันใด มิเพียงมิต้องกลัวผู้คน ยังกล้าท้าทายดินฟ้า"
...ลู่เอียะแซพอฟังก็ใคร่ครวญตาม ย่อมเห็นด้วยกับถ้อยคำนี้ ทว่าเขาเห็นชิ้มอวงหน้าตาเครียดเคร่ง หัวคิ้วขมวดมุ่น นัยน์ตายังแดงก่ำ ต้องรู้สึกหวาดกลัวอยู่หลายส่วน ยิ่งมิทราบคนผู้นี้เป็นใคร เมื่อคืนก็เกิดเรื่องราวน่าตระหนกมากหลาย คนพอนึกถึงต้องถอนใจหลายครา มิทราบตนเองไฉนพลันรับหน้าที่นี้ หากกลับคืนสู่ถิ่นฐาน ยังต้องบ่นใส่ผู้สั่งการให้มาก...
ชิ้มอวงเห็นบุรุษหนุ่มผอมบางกลอกตาครุ่นคิด ต้องระมัดระวังขึ้น ตนย่อมเคยได้ยินมา ผู้คนในวงนักเลงล้วนกลิ้งกลอก อาจบางทีบุรุษหนุ่มผู้นี้แสร้งทำเป็นหวาดหวั่น พอตนชะล่าใจก็สังหารด้วยอาวุธลับอันใด ตั่วกอของตนที่เป็นมือปราบทางเหนือยังเคยบอกเล่า ครั้งหนึ่งล้อมจับฆาตกรร้อยศพ คนผู้นี้ค่ำคืนเดียวสังหารผู้คนยี่สิบสี่ครัวเรือน มือปราบสิบนายเข้าล้อมศาลเจ้าที่มันหลบซ่อน ทว่าพอข่มขู่จนยอมออกมา ผู้คนทั้งหลายพลันตะลึงงัน ฆาตรกรร้อยศพที่สังหารโหด กลับเป็นดรุณีอายุเยาว์ ร่างกายโปร่งบางแทบมิอาจต้านแรงลม นางพอเยื้องย่างก็ปลดอาภรณ์ออกทีละชิ้น มือปราบทั้งหลายได้แต่แลดูตากัน มิทราบสมควรเข้าจับกุมอย่างไร ขณะปรึกษาไตร่ตรอง ดรุณีนางนั้นพลันปลดเปลื้องชิ้นสุดท้าย พอตวัดออกก็เห็นคล้ายบุปผาพร่างขึ้นบนฟ้า ตั่วกอเขาที่ชาญฉลาดมีไหวพริบ ต้องรีบร้องตะโกนให้ผู้คนหลบหนี กระนั้นยังมีมือปราบที่โดนอาวุธลับผีสาง นอนให้ซิงแสรักษาอยู่หลายวันจึงรักษาชีวิตไว้ได้ ดรุณีฆาตกรกลับหลบหนีไป มิอาจเสาะพบตลอดกาล...
พอคิดได้ดังนี้ พลันชักดาบออกจากฝัก จี้เข้าใส่หน้าผากลู่เอียะแซ ตวาดว่า
"เจ้าหากมิได้มีเรื่องราว ไหนเลยขึ้นมาบนสถานที่นี้ ยังสำรวจดูกระถางต้นไม้ ที่แท้มีความลับอันใด รีบบอกต่อเราตั่วเอี้ย หาไม่ก็ตระเตรียมส่งข่าวบอกญาติมิตร ส่งข้าวน้ำแก่เจ้าในห้องขังสักครา"
ลู่เอียะแซพอเห็นคมดาบ เข่าก็อ่อนแทบทรุด ยิ่งได้ยินถ้อยคำข่มขู่ พลันสั่นสะท้านไปทั้งกาย ได้แต่กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเพียง... เพียง..."
...ชิ้มอวงตวัดดาบขึ้นสูง ย่อมมิได้คิดลงมือ เพียงหวังข่มขู่ผู้คนตรงหน้า ลู่เอียะแซยามนี้ได้แต่หลับตาลง ทรุดกายลงบนพื้น ยังคิดก้มศีรษะโขกคำนับ ทว่าพอดีนึกได้ ฮูหยินมิใช่เคยบอก ก่อนเจรจากับกรมเมืองกรมท่า หากรู้จักหยิบยื่นเงินขาว เรื่องราวมักง่ายดายขึ้น ดังนั้นรีบสอดมือเข้าในอกเสื้อ คิดหยิบถุงเงินออกมา...
ชิ้มอวงที่เบิกตาจ้องเขม็ง ย่อมระมัดระวังเต็มที่ พอเห็นลู่เอียะแซก้มศีรษะลง มือยังล้วงเข้าในอาภรณ์ ต้องนึกถึงดรุณีเปลื้องผ้าที่ตั่วกอบอกเล่า คนพอหวาดหวั่นตื่นตัว ดาบในมือพลันฟาดฟันลง เขายามอยู่ในสถานที่ของพวกนักเลง คนผู้นี้พลันมาทำพิรุธ จะอย่างไรก็ต้องรักษาชีวิตไว้ก่อน
...ดาบพอปะทะลมวืด ได้ยินเสียงดังกึง พัดในมือลู่เอียะแซกลับตวัดขึ้น หลุดลอยจากมือผู้ถือ ถึงกับคล้ายมีชีวิต ยังลิ่วเข้าสู่คมดาบของชิ้มอวง ปัดสภาวะดาบเบี่ยงออก กระแทกมือเขาจนเจ็บชา คนก็เสียหลักเซไปทางซ้าย ยังดีที่เขาพื้นฐานมั่นคง ดังนั้นมิได้ล้มลงให้อับอาย...
ชิ้มอวงพอตั้งหลักได้ก็ชี้หน้าลู่เอียะแซ ร้องขึ้นว่า
"ที่แท้เจ้างำประกายไว้ เราตั่วเอี้ยจึงขอเสี่ยงกับเจ้าแล้ว"
คนพอร่ำร้องก็วาดดาบขึ้นอีกครา ลู่เอียะแซกลับคลานถอยกรูดไปที่เบื้องหลัง เงินขาวที่ล้วงออกมาก็ตกหล่นไป ในความประหวั่นลนลาน มือพลันสัมผัสของสิ่งหนึ่งบนพื้น พอหยิบขึ้นมาดู เห็นเป็นห่วงเงินเนื้อบางอันหนึ่ง...
...ชิ้มอวงย่อมเห็นสิ่งของนี้เช่นกัน เขาเมื่อครู่สังเกตลานด้านหน้าจนทั่ว กลับมิได้พบเห็นห่วงเงินอันนี้ มิทราบพลันมาวางอยู่ตั้งแต่เมื่อใด...
คนพอชมดูอีกครั้งพลันอุทานขึ้น ห่วงเงินเช่นนี้กลับเป็นเช่นที่เหล่ามกจู่สวมบนข้อมือ ตนเมื่อวานจับกุมมกจู่เก้าคน ยามสำรวจตรวจค้นย่อมเห็นถนัดชัดเจน ที่อยู่ในมือหนอนตำราเบื้องหน้า กลับเป็นห่วงเงินเช่นนั้นมิผิดเพี้ยน...
เห็นลู่เอียะแซแลดูห่วงเงินอย่างซึมเซา ในฉับพลันยันกายลุกขึ้นยืน กวาดสายตาไปโดยรอบ ยังร้องออกมาว่า
"เล้งจึงจู้ ท่านก็อยู่ที่นี้?"
ชิ้มอวงยังคงตั้งท่ารับมือ เกรงคนผู้นี้ใช้อุบายผีสาง คนแม้ขมึงตึงเครียดยังกล่าวขึ้นว่า
"เจ้าอย่าได้เล่นกลอันใด เราตั่วเอี้ยเมื่อครู่ประมาทเล็กน้อย ยามนี้..."
...วาจายังมิทันล่วงลุ พลันเห็นเงาคนที่ด้านหลังทาบลงบนพื้น เขาที่ประสาทฉับไว ต้องรีบหันหลังกลับ ดาบในมือก็ฟาดฟันออก วันนี้มิว่าเป็นเสือหมีอันใดยังคิดเสี่ยงตาย...
ดาบพอฟันลง เงาร่างนั้นกลับเบี่ยงเพียงเล็กน้อย คล้ายหลบรอดอย่างหวุดหวิด ตนพอตวัดดาบขึ้นอีกครา ยังจู่โจมด้วยความเร็ว เห็นคนผู้นั้นเพียงถลันซ้ายขวา ตนกลับมิได้แลเห็นถนัด ต้องทราบว่าเผชิญยอดฝีมือเข้าแล้ว...
ชิ้มอวงจู่โจมจนเหนื่อยอ่อน เหงื่อหลั่งไหลโทรมกาย คนพอเชื่องช้าลง ได้ยินเสียงกล่าวว่า
"ขอโทษตั่วเอี้ยท่าน"
...ชิ้มอวงพลันปักดาบลงบนพื้น มองดูคนที่อยู่เบื้องหน้า ยามนี้เพิ่งสังเกตถนัดชัดตา เห็นเขารูปร่างสูงสง่า มาตรว่าสวมอาภรณ์เก่าเนื้อหยาบ ยังมีบุคลิกราศี ตนพอหยุดหอบหายใจก็เอ่ยถามว่า
"ท่านเป็นผู้ใด"
ผู้ปรากฏกายย่อมเป็นเล้งอิก เขาพอบอกนามแก่ชิ้มอวง ยังประสานมือขึ้นคารวะ
...เล้งอิกเมื่อครู่จับตาดูอยู่ที่ชั้นบน เขามาตรว่ามิทราบ ลู่เอียะแซมีตื้นลึกหนาบางอย่างไร ทว่ามั่นใจคนผู้นี้ไร้วิชาฝีมือ ยามเห็นชิ้มอวงฟาดฟันดาบออก ได้แต่ยื่นมือช่วยเหลือ ถอดห่วงเงินออกตวัดลง กระแทกใส่พัดในมือลู่เอียะแซ พลังที่ส่งมายังสะท้อนขึ้น ต้านรับคมดาบของชิ้มอวง...
...ที่กระหายใคร่ทราบ ลู่เอียะแซพอเห็นห่วงเงิน กลับเรียกหานามตนออกมา มิทราบเป็นล่วงรู้จากผู้ใด ดังนั้นจึงปรากฏกายขึ้น คิดสอบถามเขาสักครา กับชิ้มอวงที่เป็นมือปราบ ย่อมมิปรารถนาประมือ เมื่อครู่ที่เอ่ยคำขอโทษ ยังหมายถึงเรื่องราวเมื่อวานที่เขาลอบหนีออกมา...
ชิ้มอวงพอทราบนามเล้งอิก อีกทั้งเมื่อครู่ได้ยินลู่เอียะแซเรียกหาเล้งจึงจู้ ต้องเฉลียวใจขึ้น ร่ำร้องออกมาว่า
"ท่านคือเล้งจึงจู้แห่งฮวงจึง"
...เขามาตรว่ามิได้อยู่ในวงนักเลง กับชื่อเสียงผู้คนในสำนักใหญ่ ย่อมเคยรับทราบมาบ้าง เห็นบุรุษตรงหน้ามีราศีน่าเกรงขาม ท่วงทียังเป็นเช่นพยัคฆ์มังกร ฝีมือก็สูงส่งราวเทพยดา น่ากลัวตนเข้าใจมิผิดแล้ว...
เห็นเล้งอิกผงกศีรษะคราหนึ่ง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าคือเล้งอิกแห่งฮวงจึง เมื่อวานยังเป็นมกจู่ที่ลอบหลบหนีออกมา"
ชิ้มอวงพอฟังต้องรู้สึกลำบากใจยิ่ง ฮวงจึงเป็นสำนักเที่ยงธรรม เล้งจึงจู้ก็เป็นที่นับถือของผู้คน ทว่ามกจู่เมื่อวานกระทำเรื่องเหลวไหล ตนยามนี้มิทราบ สมควรเห็นแก่ตำแหน่งจึงจู้ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ปล่อยเขาไป ฤาควรเห็นแก่หน้าที่เป็นสำคัญ จับกุมเขากลับไปนอนเล่นในห้องขังอีกครา
เล้งอิกเห็นชิ้มอวงมีสีหน้าเปลี่ยนแปรไปมา ย่อมทราบว่าเขาลำบากใจอย่างยิ่ง ดังนั้นกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าที่ปลอมแปลงเป็นมกจู่ เพียงคิดสืบเสาะเรื่องราว มิได้หวังก่อกวนกรมเมือง"
ชิ้มอวงไตร่ตรองไปมา มกจู่ที่ถูกจับ เพียงมีข้อหาที่สตรีในชิ้มฮุงเล้าว่ากล่าว ขึ้นเตียงกับพวกนางหนึ่งคืน ทว่าจ่ายต่ำกว่าแรงที่พวกนางเสียไป คดีเช่นนี้เล็กน้อยอย่างยิ่ง เพียงจ่ายคืนแก่โกวเนี้ยเหล่านั้น ก็สามารถออกจากห้องขัง
...คนพอคิดได้ก็กล่าวว่า...
"คดีมิได้ใหญ่โต ท่านหากจ่ายแก่สตรีในชิ้มฮุงเล้าเต็มราคา ข้าพเจ้าย่อมมิรั้งตัวท่านไว้"
...เล้งอิกได้แต่พยักหน้า ตนความจริงย่อมจ่ายเต็มราคา ทว่าเหล่ามกจู่อื่นมิเห็นชอบด้วย กล่าวว่าพวกเขาที่เมามาย มิได้ทำสินค้าสึกหรอ ดังนั้นเกิดทะเลาะทุ่มเถียงกับโกวเนี้ยที่นั้น สุดท้ายจึงโดนมือปราบจับกุม...
ลู่เอียะแซที่รับฟังอยู่เนิ่นนาน พลันเดินเข้ามาที่เล้งอิก ก้มหน้าลงยิ้มอายๆ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าก็คิดไปที่ชิ้มฮุงเล้าสักครา ท่านวันใดไปชำระเงินที่ค้าง ยังนำพาข้าพเจ้าไปเปิดหูเปิดตา"
เล้งอิกต้องรู้สึกขบขันในใจ ทว่ายามนี้มีเรื่องอื่นสำคัญกว่า ดังนั้นถามว่า
"ท่านไฉนทราบว่าเป็นข้าพเจ้า?"
ลู่เอียะแซส่งห่วงเงินคืนแก่เล้งอิก ตอบคำว่า
"ข้าพเจ้าเมื่อวานพบเห็นท่านในคราบมกจู่ ยังมิทราบว่าท่านคือเล้งจึงจู้ เมื่อเช้าเข้าไปรับใช้ฮูหยิน นางบอกเล่าว่า ผู้ที่ช่วยเหลือนางเมื่อคืนใช้แซ่เล้ง ข้าพเจ้าพอได้ยินก็เฉลียวใจ อีกทั้งเตียงเตียงโกวเนี้ยเสาะหาท่านมิพบ เข้าใจว่าท่านถูกผู้บุกรุกเมื่อวานสังหารไป ข้าพเจ้าพอปะติดปะต่อเรื่อง พลันได้คิดว่าท่านอาจบางทีคือเล้งจึงจู้ เมื่อครู่ที่เรียกหาก็ยังมิได้มั่นใจนัก ทว่าหากมิใช่ท่าน ยังจะมีผู้ใดอีกเล่า..."
ชิ้มอวงพอได้ยินเรื่องบุกรุก ทั้งได้ยินว่าเล้งอิกช่วยเหลือฮูหยินผู้หนึ่ง ย่อมเข้าใจได้ว่าหมายถึงเรื่องราวในตระกูลโง้ว เขาที่สนใจสืบเสาะ ย่อมต้องการเบาะแสอย่างยิ่ง ยามนี้ได้ฟังถ้อยคำที่ทั้งสองโต้ตอบกัน พลันรู้สึกยินดีปรีดา เรื่องที่ขบคิดแทบศีรษะแตกทำลาย สุดท้ายยังมีโอกาสล่วงรู้
...เห็นเล้งอิกจับจ้องมองลู่เอียะแซ ยังถามว่า
"ท่านที่แท้เป็นผู้ใด เกี่ยวข้องกับเทียนมึ้งเก็งหรือไม่"
ลู่เอียะแซยิ้มพลางสั่นศีรษะพลาง กล่าวว่า
"หากข้าพเจ้าเป็นคนของเทียนมึ้งเก็ง โง้วเล่าเอี้ยไหนเลยปล่อยออกมาเช่นนี้ ท่านก็ทราบข้าพเจ้าแซ่ลู่ ฤายังคาดเดามิออก ข้าพเจ้าถูกผู้ใดส่งมา"
...เล้งอิกพอรับฟังก็กระจ่างแจ้ง ยามนี้ย่อมทราบแน่ชัด ลู่เอียะแซกลับเป็นคนของเซียงกงจู้ พอเพ่งพินิจเห็นเขาคลับคล้ายลู่เช่าจื้อหลายส่วน ยังคงเป็นญาติพี่น้องกัน...
ลู่เอียะแซก็กล่าวว่า
"บิดาเซียงกงจู้เป็นแปะแป๊ะของข้าพเจ้า นางเห็นข้าพเจ้าชมชอบท่องเที่ยว ดังนั้นส่งมาที่นี้ รับหน้าที่ส่งข่าวให้แก่นาง ทว่าผู้สืบเสาะแท้จริงยังเป็นผู้อื่น"
เล้งอิกพยักหน้าฟังคำ ถามว่า
"ท่านใช่นัดแนะกับผู้ส่งข่าวที่นี้?"
ลู่เอียะแซสั่นศีรษะ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้ามิได้รู้จักเขา เซียงกงจู้มีผู้คนในส่วนของนาง ข้าพเจ้าเพียงมารับข่าวที่พวกเขาสืบทราบ จากนั้นส่งให้นางอีกทอดหนึ่ง"
ชิ้มอวงรับฟังจนมิอาจอดกลั้นความสงสัย ต้องถามขึ้นว่า
"เซียงกงจู้นั้นเป็นผู้ใด"
ลู่เอียะแซก็หันไปตอบว่า
"เป็นผู้คนนอกด่าน ท่านหากคิดสืบเสาะความจากนาง ยังต้องเดินทางไปที่เทียนไล้กัง"
...ชิ้มอวงย่อมเคยได้ยินนามเทียนไล้กังมา ยามนี้พลันรู้สึก เรื่องราวในวงนักเลงยุ่งยากซับซ้อนนัก ตนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเขตเกาซัวไซ่ซัว หากต้องเดินทางไปถึงเทียนไล้กังเพื่อสืบข่าว น่ากลัวลี้เล่าเอี้ยปลดออกจากตำแหน่ง มิทราบหลังจากนั้นยังทำมาหารับประทานเยี่ยงไร...
ได้ยินลู่เอียะแซเล่าสืบไปว่า
"ผู้ที่สืบเสาะข่าวของเซียงกงจู้ แจ้งข่าวแก่ข้าพเจ้าผ่านทางสัญลักษณ์ ยังใช้ลวดลายบนกระถางนั้น..."
ยามนี้ชี้มือไปทางกระถางสองใบที่ด้านหน้า อธิบายต่อไปว่า
"บนกระถางมีลายกล้วยไม้ต่างพันธ์ พวกเขาพอหันกระถางมาทางหนึ่ง แต้มสีลงบนกลีบดอกหนึ่ง ยังปะติดปะต่อกับสัญลักษณ์บนอีกกระถาง ยามนำทั้งหมดมารวมกัน เกิดเป็นรหัสข้อความ ข้าพเจ้าเมื่อครู่ขึ้นมาอ่านดู กลับพบว่าข้อความเหลวไหลยิ่ง มิทราบผู้ส่งข่าวนั้นหันกระถางผิดทางหรืออย่างไร"
...ชิ้มอวงพอฟังต้องร้องอุทานขึ้น ตนเมื่อครู่เคลื่อนย้ายกระถางตรวจสอบ ยามกลิ้งกลับที่เดิมทุลักทุเลรีบร้อน ดังนั้นกระถางจึงเปลี่ยนทิศทางไป ทว่าลวดลายที่วาดบนกระถางละเอียดยิบ ไหนเลยสามารถจดจำ เมื่อครู่กระถางวางอยู่เช่นใด...
เล้งอิกก็ถอนใจออกมา เขาย่อมเห็นกระถางโดนเคลื่อนย้าย ชิ้มอวงยามนี้ก็บอกเล่าแก่ลู่เอียะแซ ทั้งสามได้แต่ส่ายหน้าไปมา ย่อมมิอาจแก้ไขกลับคืน
...ลู่เอียะแซที่ห่อเหี่ยวพลันเอ่ยออกมาว่า
"ข้าพเจ้ายังคงรีบกลับไป หาไม่อาจเป็นที่สงสัยแก่ผู้คน"
เล้งอิกก็ห่วงใยเขา กล่าวว่า
"ท่านยามนี้ควรกลับคืนสู่เทียนไล้กัง บอกกล่าวต่อเซียงกงจู้ ข้าพเจ้าก็อยู่ที่นี้แล้ว สามารถสืบเสาะด้วยตนเอง"
ลู่เอียะแซสั่นศีรษะเล็กน้อย กล่าวว่า
"หากโง้วเล่าเอี้ยทราบ ข้าพเจ้ามาที่นี้เพื่อสืบเรื่องราวของง้วยตอก่า ยังคงมิลงมืออันใด เนื่องเพราะเทียนมึ้งเก็งมิได้มีเรื่องขุ่นเคืองกับเทียนไล้กัง เซียงกงจู้ก็คำนวณแน่ชัด ส่งข้าพเจ้ามาย่อมมิมีอันตราย นางหากไม่มั่นใจยังคงมิกระทำ อีกทั้ง..."
...เล้งอิกเห็นเขาพลันหยุดไป ใบหน้ายังแดงก่ำขึ้น ดังนั้นถามว่า
"ท่านยังคิดบอกอันใด"
ลู่เอียะแซพลันข่มความอาย เล้งจึงจู้กับตั่วเอี้ยมือปราบล้วนเป็นบุรุษ ย่อมสามารถบอกกล่าวแก่พวกท่าน พอกระแอมกระไอก็กล่าวว่า
"ลักเซี่ยวเจี๊ยะ (คุณหนูที่หก) ของตระกูลโง้วงดงามอย่างยิ่ง ยังดีต่อข้าพเจ้า ดังนั้นจึงคิดอยู่ต่ออีกสักระยะ..."
เล้งอิกพอฟังก็ข่มกลั้นรอยยิ้มไว้ ชิ้มอวงพลันหัวร่อในลำคอ กล่าวว่า
"บุรุษมักพ่ายแพ้ต่อโฉมสะคราญ เราวันนี้เตือนท่าน สถานการณ์อันตรายอย่าได้ประมาท ยังคงรีบนัดแนะนาง หลบหนีไปที่เทียนไล้กังด้วยกัน"
...คนพอแนะนำออกไป พลันคิดได้ตนเป็นมือปราบผู้หนึ่ง ไหนเลยบอกทางผู้คนให้ก่อคดี ต้องรีบหันหน้าไปอีกทาง ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ยังถามเล้งอิกว่า
"ขออภัยที่ข้าพเจ้าบังอาจ ทว่าท่านที่ปลอมแปลงตนมา มิทราบคิดสืบเสาะเรื่องราวใด ท่านหากไว้วางใจบอกเล่า ข้าพเจ้าที่เป็นมือปราบรักษาคุณธรรม อาจบางทีสามารถช่วยเหลือ เสาะหาข่าวบางประการแก่ท่าน"
เล้งอิกพยักหน้าช้าๆ เขาที่สัตย์ซื่อเปิดเผย ดังนั้นบอกเล่าเรื่องราวบางส่วนต่อชิ้มอวง ย่อมเป็นด้านที่เกี่ยวข้องกับง้วยตอก่า จูตั้งเฮ้าและบุตรภริยาที่สาบสูญ ยังมีจูไต่ลุ้ยที่ปรากฏกายขึ้นอีกครา...
|