|
แสงอาทิตย์จวนเที่ยงเจิดจ้าร้อนแรง โง้วตั่งกี้กับท้งก่วยจื้อกลับรู้สึกคล้ายเหน็บหนาว...
พวกเขายามนี้ยืนสงบสำรวมอยู่ที่มุมห้องด้านหนึ่ง ที่โต๊ะใหญ่จัดวางป้านชา ในป้านยังเป็นเล้งแจ้ (บ่อมังกร) ที่หอมหวน ทว่าคนที่นั่งอยู่มิเพียงไม่คิดดื่ม ยังแทบมิได้เหลือบแลมอง...
...คนที่หยิ่งยโสปานนั้น ห่างเหินปานนั้น ทั้งบันดาลให้ผู้คนหนาวสั่นปานนั้น หากมิใช่เก็งจู้แห่งเทียนมึ้งเก็งยังจะมีผู้ใด...
เก็งจู้พอออกสู่ภายนอก ก็มุ่งหน้าสู่ง้วยตอก่า เต็งลั่งและซังแชเกี่ยมแขะย่อมร่วมทางมา เขาตั้งแต่วันแรกก็ได้รับรายงาน เล้งอิกปรากฏกายขึ้นในเขตเกาซัว จากนั้นกลับหายไปไร้ร่องรอย วันนี้เมื่อเขาเดินทางมาถึง จึงได้รับการบอกเล่าจากโง้วตั่งกี้ เล้งอิกที่แท้ยังอยู่ในเมือง หนำซ้ำยังฝากถ้อยคำ คิดเผชิญหน้ากับเขาสักครา...
...เรื่องราวนี้เต็งลั่งย่อมมิได้รับทราบ โง้วตั่งกี้กับท้งก่วยจื้อเมื่อเดินทางมาพบเก็งจู้ พบว่าเต็งลั่งและซังแชเกี่ยมแขะออกไปที่ด้านนอก ยังลอบปรึกษากันอย่างร้อนใจ คนในวงนักเลงย่อมรับรู้ความสัมพันธ์ระหว่างเต็งลั่งเล้งอิก หากเขาทั้งคู่พาลพบกัน มิทราบเกิดผลเสียต่อเทียนมึ้งเก็งหรือไม่ เต็งลั่งมาตรว่าเป็นเซี่ยวเก็งจู้ ทว่ามิได้เติบโตในนิกาย ย่อมขาดความผูกพันต่อบรรพชน...
โง้วตั่งกี้พอรายงานเรื่องราวเสร็จสิ้น ยังอ้อมแอ้มเอ่ยว่า
"เซี่ยวเก็งจู้ที่ออกไปด้านนอก..."
เก็งจู้โบกมือเป็นเชิงมิได้สนใจ สีหน้ามีแววเรียบเฉย ถามว่า
"ท่านเกรงเขาพบเล้งอิก?"
โง้วตั่งกี้สบตากับท้งก่วยจื้อ ก้มศีรษะอย่างนอบน้อม กล่าวว่า
"เล้งอิกยังอยู่ในเขตเมือง พวกเราเมื่อทราบว่าเขารั้งรอพบท่าน ก็มิได้ติดตามอีก หากเซี่ยวเก็งจู้..."
...กล่าวถึงตรงนี้พลันหยุดค้างไว้ เก็งจู้ย่อมทราบเขาคิดอย่างไร คนพอหันมาก็เอ่ยว่า
"เรามิสนใจพวกเขาพบปะกันหรือไม่ ยิ่งมิสนใจพวกเขาเจรจาบอกเล่าอันใด ยามนี้เล้งอิกคิดเผชิญหน้าเรา เซี่ยวเก็งจู้หากพบพานเขา ยังต้องรั้งอยู่ที่นี้ ท่านก็อย่าได้วุ่นวาย ที่เราหวังให้ท่านกระทำ มีเพียงเรื่องเดียว..."
โง้วตั่งกี้ต้องรีบผงกศีรษะ เงยหน้าขึ้นถามว่า
"เป็นเรื่องราวใด เก็งจู้ท่านโปรดสั่งลงมา"
เก็งจู้ยามนี้ลุกขึ้นยืน ทอดสายตาออกไปที่นอกหน้าต่าง กล่าวว่า
"ส่งผู้คนขึ้นไปที่ง้วยตอก่า เผาผลาญทุกสรรพสิ่งให้หมดสิ้น"
โง้วตั่งกี้กับท้งก่วยจื้อต้องอ้าปากค้าง ท้งก่วยจื้อระล่ำระลักกล่าวว่า
"เรื่องราวของง้วยตอก่า พวกเราสืบได้เพียงครึ่งหนึ่ง ยังมีปริศนาอีกมากมาย เก็งจู้ท่าน..."
เก็งจู้พลันหันมาทางเขา สายตาคมกริบมีแววเยือกเย็น ท้งก่วยจื้อพอชำเลืองมองต้องชะงักถ้อยคำ ก้มศีรษะลงมิกล้าว่ากล่าว
...ได้ยินเก็งจู้เอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวว่า
"สถานที่ของง้วยตอก่า พวกท่านตรวจค้นหลายวัน ได้เบาะแสเพียงที่รายงานมา หรือพวกท่านคิด? ยังต้องเสาะค้นอีกหนึ่งปีจึงทราบทุกเรื่องราว"
โง้วตั่งกี้กับท้งก่วยจื้อที่ถูกตำหนิ ย่อมประหวั่นลนลาน มิกล้าเอ่ยคำแม้สักน้อย เก็งจู้ยามนี้หันหลังให้พวกเขา กล่าวสืบไปว่า
"ในเมื่อมิอาจพบความลับจากสถานที่ ยังคงรอคนปรากฏกาย เราคิดใคร่ทราบ ง้วยตอก่าที่เคยเกริกไกร หากถูกเผาผลาญสิ้นซาก ผู้คนที่เคยสูญหาย ใช่คิดกลับมารำลึกความหลังหรือไม่..."
...คนพอกล่าวจบก็สาวเท้าออกจากห้องไป โง้วตั่งกี้กับท้งก่วยจื้อยามนี้เพิ่งเข้าใจ เก็งจู้คิดสะสางเรื่องราวด้านจูไต่ลุ้ย ดังนั้นจงใจทำลายสถานที่ของเขา ใคร่ล่อคนผู้นี้ให้ปรากฏกายอีกครา...
เมืองจี่คุ้ยวันนี้ครึกครื้นยิ่ง มิเพียงมีเสียงประทัดกราว ยังมีสิงโตขบวนใหญ่
...ที่แท้เป็นงานแต่งยิ่มตั่วเซี่ยวเจี๊ยะ (คุณหนูใหญ่ตระกูลยิ่ม)...
ยิ่มเล่าเอี้ยตกแต่งธิดาคนโต เจ้าบ่าวยังเป็นหลานปู่เฮี่ยงเม้งเล่าเอี้ยจื้อ เสียงฆ้องกลองมิเพียงต้องดังเป็นพิเศษ แขกรับเชิญยังล้นหลามจนแทบคับเมือง
...เฮี่ยงเม้ง (อัจฉริยะ) มิใช่ชื่อแซ่ ทว่าเป็นฉายา ท่านเมื่อกาลก่อนเคยเป็นราชบัณฑิต ฟังว่ายังเคยถวายอักษรฮ่องเต้รัชกาลปัจจุบัน มาตรว่าบั้นปลายชีวิตพึงใจอยู่อย่างสมถะ ผู้คนยังเคารพนับถือ ยิ่มเล่าเอี้ยที่ครานี้ดองกับตระกูลท่าน ย่อมต้องป่าวประกาศออกไปไกล ดังนั้นมีผู้มาร่วมงานมากหน้าหลายตา ผู้ต้อนรับที่จัดเตรียมไว้วิ่งกันขวักไขว่ ล้วนสมองหมุนนัยน์ตาลาย พลันมิทราบผู้ใดเป็นผู้ใด เต็งลั่งกับซังแชเกี่ยมแขะพอเข้าเขตตัวเมือง ยังมีผู้มาต้อนรับขับสู้ เชื้อเชิญไปนั่งจิบชารับประทานขนมมงคล...
เต็งลั่งความจริงสวมใส่อาภรณ์ฝ้ายสีคราม มิได้มีเครื่องประดับราวกงจื้อสูงศักดิ์ ทว่าผู้ต้อนรับเห็นเขาสูงโปร่งสง่างาม ดวงตายังสุกใสกระจ่าง ผู้ติดตามที่ด้านข้างก็สวมอาภรณ์แพรชั้นดี ท่วงทียังนบนอบต่อเขาอย่างยิ่ง ดังนั้นเข้าใจว่าเต็งลั่งเป็นกงจื้อที่ถือสันโดษถ่อมตน ยังเรียกหาเป็นเซี่ยงกง (นักศึกษา) ผู้หนึ่ง
เต็งลั่งที่เดินทางมาหลายวัน คนยังมิสมบูรณ์นัก พอได้นั่งพักรับประทาน สีหน้าพลันสดชื่นแจ่มใส ยามได้กลิ่นชาหอมหวน ยังกล่าวต่อซังแชเกี่ยมแขะว่า
"พวกเขาต้อนรับผู้คนมากมาย ยังคัดเลือกชาพิถีพิถันยิ่ง ฝีมือชงก็ประนีต"
ซังแชเกี่ยมแขะที่อุทิศตนแก่มรรคากระบี่ ไหนเลยทราบเรื่องชาอันใด พวกตนที่เติบโตในเทียนมึ้งเก็งอันมากกฎเกณฑ์ วันเวลายังเงียบเหงากว่าอารามบรรพชิต ยามติดตามเต็งลั่งพลันคล้ายทารกพบเห็นสายรุ้งที่ขอบฟ้า ตลอดทางล้วนมีแต่เรื่องสนุกสนาน กระทั่งชมนกตัวหนึ่ง ชมหินก้อนหนึ่ง ยังมีประวัติความเป็นมา ย่อมบันเทิงเริงใจมากหลาย
...ยามนี้ได้ยินเต็งลั่งกล่าวถึงการชงชาที่พิถีพิถัน ต้องถามอย่างสงสัยว่า
"ชาอันใดจึงเป็นชั้นเลิศ ยังมี... ต้องชงอย่างไรจึงเรียกว่าประนีต"
เต็งลั่งที่ติดตามเก็งจู้ รู้สึกคล้ายพูดคุยกับหินศิลา ดีที่เฮียตี๋ซังแชเกี่ยมแขะยังคล้ายผู้คนอยู่บ้าง พอเห็นพวกเขากระตือรือร้นสนใจ คนก็ตั้งตนเป็นบัณฑิตคงแก่เรียน ในใจยังคิดขึ้น เมื่อครู่มีผู้เรียกหาเป็นเซี่ยงกง วันพรุ่งต้องหาชุดยาวสีม่วงมาใส่สักครา
...คนพอนึกขันยังอธิบายว่า
"พวกเขาวันนี้ใช้เล้งแจ้เลี้ยงแขกเหรื่อ พวกท่านทราบหรือไม่ เล้งแจ้มาจากสถานที่ใด"
ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องย่อมมิทราบ อั่งแชซิงแซที่ช่างคิดกว่าพลันเดาส่งว่า
"น่ากลัวมาจากฮั่งโจวที่ร่ำลือว่าเป็นแดนสวรรค์"
เต็งลั่งพอฟังต้องแย้มยิ้มยินดี กล่าวชมเชยอั่งแชซิงแซว่าฉลาดเฉลียวนัก เขาที่ติดตามตนเพียงไม่กี่วัน ยังคล้ายรับถ่ายทอดสติปัญญาไป
...ยามนี้บอกเล่าตำนานเล้งแจ้ต่อเฮียตี๋ซังแชเกี่ยมแขะ ย่อมเป็นดังที่เตียฮูหยิน ภริยาของโฮ้ยเกี่ยมแขะเคยเล่าให้ฟังเมื่อตนและเล้งอิกยังเยาว์วัย
"...บนหุบเขาที่ฮั่งโจวมีหมู่บ้านน้อย เรียกกันว่าเล้งแจ้ชึง (หมู่บ้านบ่อมังกร) ผู้คนเชื่อว่ามีมังกรอาศัยอยู่ ยังคอยกำหนดลมฝนในปฐพี หากท้องถิ่นใดแห้งแล้งเนิ่นนาน ชาวบ้านยังเดินทางไปที่เล้งแจ้ชึงนั้น บนบานต่อพญามังกร ขอให้ท่านประทานฝนลงมาสักครา..."
จี่แชซิงแซเห็นเมื่อครู่กอกอได้รับคำชม ยามนี้จึงสอดคำขึ้นว่า
"พญามังกรนั้นน่ากลัวใจดีอย่างยิ่ง มิเพียงประทานฝน ยังประทานพันธ์ชา"
เต็งลั่งพอฟังต้องหัวร่อออกมา ยื่นมือเขกศีรษะจี่แชซิงแซ กล่าวว่า
"ท่านอย่าได้เดาวุ่นวายไป พญามังกรเพียงรู้จักพ่นน้ำพ่นไฟ ไหนเลยประทานพืชพรรณอันใด"
อั่งแชซิงแซก็ปิดปากกลั้นหัวร่อ เต็งลั่งพลันกล่าวสืบไปว่า
"ที่เรากล่าวถึงเล้งแจ้ชึง เพื่อให้พวกท่านทราบ นามเล้งแจ้มีที่มาอย่างไร เรื่องเพาะปลูกชาย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง..."
จี่แชซิงแซที่คาดเดาผิดพลาด ต้องเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบาว่า
"เซี่ยวเก็งจู้ท่านก็เล่าต่อเถิด ข้าพเจ้าต่อไปมิกล้าสอดแทรกอีก"
เต็งลั่งรินเล้งแจ้ที่หอมหวนลงจอก ยังหยิบยื่นให้ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้อง คนพอรับประทานขนมหมดปากก็เล่าต่อว่า
"ต้นชาเล้งแจ้เพาะปลูกในหุบเขาด้านตะวันตกของทะเลสาป ดินในสถานที่นั้นเปรี้ยวอย่างยิ่ง บนพื้นก็มีเมฆหมอกปกคลุม ยามเดินเหินย่อมคล้ายอยู่ในสรวงสวรรค์ ดังนั้นเพาะได้ใบชาชั้นเลิศ ทว่าในหนึ่งปีเก็บเกี่ยวได้เพียงสิบกว่าวัน จากช่วงเช็งเม้งถึงก้กโหว* พ้นจากนั้นจึงมิใช่ชาชั้นดี"
...ซังแชเกี่ยมแขะพอฟัง มิเพียงรู้สึกเล้งแจ้ที่เบื้องหน้าหอมหวนกว่าเดิม ยังคิดเดินทางสู่ฮั่งโจว เที่ยวชมเล้งแจ้ชึงสักครา...
ยามนี้รอฟังเต็งลั่งเล่าถึงวิธีชงชา ทว่าที่เบื้องนอกพลันมีเสียงฆ้องกลองดังสนั่น ที่แท้ขบวนเจ้าบ่าวเดินทางมาถึง เต็งลั่งที่ชมชอบความครึกครื้นพลันปราดออกไป พวกตนได้แต่ไล่ตามที่ด้านหลัง...
ทั้งสามที่คล่องแคล่วว่องไวกว่าผู้อื่น ย่อมเบียดผู้คนไปอยู่ที่ด้านหน้า เห็นเจ้าบ่าวใส่ชุดยาวสีแดง ริมฝีปากแม้แย้มยิ้ม ใบหน้ากลับซีดขาว น่ากลัวเมื่อคืนตื่นเต้นจนมิอาจนิทรา เล่าตั่ว (เพื่อนเจ้าบ่าว) ที่เดินประกบมายังดูสดชื่นยิ่งกว่า
...ซังแชเกี่ยมแขะที่ยืนอยู่ข้างเต็งลั่งก็ชมดูอย่างสนใจ เห็นที่ด้านหลังยังมีขบวนผู้คนยาวเหยียด ล้วนแต่งกายด้วยอาภรณ์หลากสี เกี้ยวรับเจ้าสาวที่ประดับอย่างงดงามก็แห่หามมา เต็งลั่งพอแลดูก็กระซิบกับพวกเขา ที่แท้คิดสลับตัวกับเจ้าบ่าว เพียงปรารถนารับประทานบัวลอยชามหนึ่ง ไข่หวานคู่หนึ่ง ยังมีชาลิ้นจี่อีกถ้วยหนึ่ง ซังแชเกี่ยมแขะพอได้ฟังต้องกลั้นหัวร่อไว้ เซี่ยวเก็งจู้ที่ใคร่รับประทานขนม ถึงกับยอมตกแต่งสตรี คำนวณดูแล้วน่ากลัวขาดทุนย่อยยับ...
ในเสียงโห่ร้องยินดี ขบวนผู้คนพลันผ่านหน้าพวกเขาไป เต็งลั่งกลับถอยมาที่ด้านหลัง ดวงตาเป็นประกายเจิดจ้า ซังแชเกี่ยมแขะก็รีบตามเข้ามา กระซิบถามอย่างสงสัยว่า
"เซี่ยวเก็งจู้ท่านพบเห็นอันใด"
เต็งลั่งมีสีหน้าใคร่ครวญ ตอบคำว่า
"เล่าตั่วผู้นั้นมีรังสีดาบ"
ซังแชเกี่ยมแขะต้องงงงันวูบ ถามว่า
"ไฉนเป็นเช่นนี้"
เต็งลั่งครุ่นคิดไปมา ผู้คนที่ฝึกวิชาฝีมือ มีรังสีดาบกระบี่ย่อมมิใช่เรื่องผิดประหลาด เล่าตั่วก็เป็นคนผู้หนึ่ง ย่อมสามารถฝึกวิชา ทว่ารังสีดาบเมื่อครู่ พอสัมผัสก็ชวนให้ยะเยียบวังเวง ยังเป็นเช่นเดียวกับของจูไต่ลุ้ยมิผิดเพี้ยน...
...ดาบกระบี่ล้วนมีวิญญาณ ผู้ที่ฝึกวิชาจากสำนักเดียวกัน แนวทางอาจผิดแผกตามอุปนิสัย ทว่ารังสีที่เปล่งออกมายังคงคลับคล้าย...
ผู้คนของง้วยตอก่าเมื่อถูกเทียนมึ้งเก็งบุกรุกจู่โจม พลันหายสาบสูญทั้งนิกาย เล่าตั่วผู้นี้กลับมีรังสีดาบเช่นเดียวกับจูไต่ลุ้ย อาจบางทีเป็นคนของง้วยตอก่าผู้หนึ่ง...
เต็งลั่งยามนี้ย้อนมาทางด้านหลัง ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องก็รีบกวดติดตาม พวกเขาที่งุนงงยังร้องถามว่า
"เซี่ยวเก็งจู้ท่านคิดไปที่ใด"
เต็งลั่งยังคงสืบเท้าไปข้างหน้า มิได้หันกลับมา เพียงตอบคำว่า
"พวกเราไปบ้านเจ้าบ่าวผู้นั้น"
...ซังแชเกี่ยมแขะพอฟังต้องรู้สึกร้อนใจ เมื่อครู่เซี่ยวเก็งจู้กล่าวว่าเล่าตั่วนั้นมีรังสีดาบ มิทราบเกี่ยวข้องกับง้วยตอก่าหรือไม่ ยามนี้ท่านที่ร่างกายยังมิสมบูรณ์พร้อม กลับคิดสืบเสาะไป อั่งแชซิงแซได้แต่บอกให้ตี่ตี๋ย้อนกลับ รายงานเรื่องนี้ต่อเก็งจู้ ตนก็ติดตามเต็งลั่งไปเพียงผู้เดียว...
*[เช็งเม้งคือเทศกาลเซ่นไหว้ฮวงซุ้ยบรรพชนผู้ล่วงลับ กระทำในเดือนห้า ตรงกับเดือนเมษายนของทุกปี...
*ก้กโหวคือฝนในฤดูเพาะปลูก ช่วยให้เมล็ดพันธ์แตกหน่อ เริ่มในวันที่ยี่สิบ เดือนเมษายน]
หัวตลาดเมืองจี่คุ้ยวันนี้เงียบเหงาอย่างยิ่ง ร้านรวงล้วนปิดหนึ่งวัน ย่อมไปร่วมงานมงคลของยิ่มเล่าเอี้ย
...มาตรว่าปิดร้านมิทำการ เจ้าของเพิงอาหารพอเห็นเล้งอิกยังจดจำได้ เห็นเขาเดินอยู่โดดเดี่ยว ยังเรียกหามารับประทานหมี่ ถึงกับปรุงให้เป็นพิเศษ...
เล้งอิกพอออกจากง้วยตอก่า ก็กลับเข้ามาที่จี่คุ้ย วันนี้ที่ในเมืองมีงานมงคล สุ้มเสียงฆ้องกลองย่อมดังเซ็งแซ่ เขาที่ต้องการสงบใจใคร่ครวญเรื่องราว ดังนั้นเตร็ดเตร่มาที่ด้านนอก เจ้าของเพิงอาหารแม้ปิดร้านยังมีน้ำใจ ปรุงหมี่แก่เขาชามหนึ่ง น้ำชาสุราก็พรักพร้อม อีกทั้งยังไว้วางใจ ให้เขารับประทานก่อนค่อยจ่ายทีหลัง เนื่องเพราะตนรีบร้อนไปร่วมงาน ดังนั้นมิอาจรอคอยเล้งอิกรับประทานอิ่มหนำ...
...เล้งอิกที่นั่งอยู่เพียงลำพัง สักครู่จึงเห็นเงาผู้คน ที่แท้เป็นชิ้มอวงที่เพิ่งรู้จักนั้น...
ชิ้มอวงเมื่อวานพบพานเล้งอิก รับทราบเรื่องราวลึกลับประการหนึ่ง คนที่เป็นมือปราบ มาตรว่ามิคิดเกี่ยวข้องวงนักเลง ยังรู้สึกสนใจใคร่สืบสาว พลันเดินทางเข้ากรมทะเบียน ยังสอบปากคำผู้คนที่เกี่ยวข้อง
...เล้งอิกพอเห็นเขาก็ลุกขึ้นยืน ผายมือเชื้อเชิญให้นั่ง เห็นชิ้มอวงมีสีหน้าทั้งยินดีทั้งร้อนรน น่ากลัวมีเรื่องอันใดคิดบอกเล่าออกมา ต้องรีบถามว่า
"ท่านมีข่าวคราว?"
ชิ้มอวงก็ผงกศีรษะคราหนึ่ง กล่าวว่า
"เรื่องใหม่มิอาจสืบทราบ ที่ทราบกลับเป็นเรื่องแต่หนหลัง"
เล้งอิกก็สนใจอย่างยิ่ง รินชาร้อนแก่เขาจอกหนึ่ง พอยื่นส่งให้ก็ถามว่า
"เป็นเรื่องแต่หนหลังใด"
ชิ้มอวงรับจอกชาพลางเอ่ยขอบคุณเขา จากนั้นกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเมื่อวานสืบเรื่องราวของง้วยตอก่า ได้ความมามากหลาย ประการแรกที่ท่านควรทราบคือ จูก่าจู้ (ประมุขนิกายแซ่จู) จูตั้งเฮ้าผู้นั้น มิได้ปรากฏกายแก่ผู้คนร่วมยี่สิบปี ฮูหยินลำดับที่สองของเขาก็เช่นกัน"
เล้งอิกย่อมทราบว่าจูตั้งเฮ้าเก็บตนเนิ่นนาน เรื่องนี้เป็นที่ล่วงรู้กันโดยทั่วไป ชิ้มอวงพลันกล่าวสืบต่อว่า
"ที่แปลกประหลาดคือ จูก่าจู้ก่อนหน้านั้น นัดหมายเล่าพัว (เฒ่าแซ่พัว) ที่เป็นช่างตีดาบ เขาว่าจ้างเล่าพัวตีดาบโค้งสองเล่ม ยังสั่งรายละเอียดจุกจิกมากหลาย ทว่าเมื่อถึงวันนัดรับสินค้า กลับมิได้ปรากฏกาย เล่าพัวภายหลังเดินทางขึ้นง้วยตอก่า คิดถามไถ่เขายังต้องการดาบหรือไม่ กลับถูกผู้คนที่นั้นไล่ตะเพิดลงมา เล่าพัวปัจจุบันอายุเจ็ดสิบปี ยังเก็บความสงสัยไว้ เนื่องเพราะจูก่าจู้สั่งตีดาบที่เขามาเนิ่นนาน มิเคยผิดนัดแม้สักครั้ง ดาบโค้งที่สั่งไว้ ก็คล้ายคิดกำนัลแก่บุตรชายคนเล็ก ระหว่างตีดาบยังเคยลงมาดูหลายครั้ง ยามเสร็จสมบูรณ์กลับหายหน้าไป เล่าพัวมาตรว่ารู้สึก เรื่องนี้มีเงื่อนงำอันใด ทว่าเขามิคิดข้องเกี่ยวผู้คนของง้วยตอก่า ดังนั้นมิเคยปริปากออกไป บิดาข้าพเจ้าที่เป็นมือปราบเก่าเคยมีบุญคุณต่อเล่าพัว ข้าพเจ้าพอสืบเสาะเรื่องราวที่เขา จึงยินยอมบอกเล่าออกมา..."
เล้งอิกยามนี้รับฟังอย่างสนใจ ชิ้มอวงผู้นี้ละเอียดรอบคอบยิ่ง ง้วยตอก่าเป็นสำนักดาบ ดังนั้นสืบเสาะไปที่ช่างตีดาบในเมือง ตนที่อยู่ในวงนักเลง คิดมาสืบเสาะเรื่องราว กลับมิได้อันใดสลักสำคัญ
...ชิ้มอวงเห็นเล้งอิกมีแววตาชื่นชม ต้องรู้สึกปลาบปลื้มยินดี กล่าวสืบต่อไปว่า
"ข้าพเจ้าเมื่อวานยังไปที่กรมทะเบียน ตรวจดูรายชื่อผู้คนในเขตม่งเอี้ยง พบว่าจูก่าจู้มีบุตรสี่คน ธิดาหนึ่งนาง ทั้งบุตรธิดาล้วนกำเนิดจากสตรีแซ่เงี้ยมที่เป็นฮูหยินลำดับสอง บุตรชายสี่คนแรกถือกำเนิดก่อนที่เขาจะเร้นกาย ธิดากลับกำเนิดหลังจากนั้น ข้าพเจ้าพลันคิด ยามที่ธิดาเขาถือกำเนิด อาจบางทีมีคนนอกได้พบเห็นพวกเขาอีกครา ดังนั้นสืบเสาะไปที่เกี้ยไหนไน่ (สตรีสูงอายุแซ่เกี้ย) นางเมื่อกาลก่อนช่วยทำคลอดทารก ยังมีความจำดีอย่างยิ่ง นางกล่าวว่า ตอนที่ธิดาจูก่าจู้จวนถือกำเนิด ผู้คนที่นั้นก็มารับนางไป ยังต้อนรับนางอย่างดี นางเองก็รู้จักเหล่าสตรีในง้วยตอก่า ยังเคยทำคลอดบุตรชายทั้งสี่ของจูก่าจู้ ทว่าตอนที่นางทำคลอดแก่ธิดาเขา พบว่าสตรีที่ตั้งครรภ์มิใช่ฮูหยินลำดับที่สอง อีกประการ... สตรีนางนั้นเพิ่งตั้งครรภ์แรก ตอนคลอดยังยากลำบากอย่างยิ่ง..."
...เล้งอิกรับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ ยามนี้ถามขึ้นว่า
"หรือสตรีนางนั้นคือฮูหยินลำดับที่หนึ่ง"
ชิ้มอวงส่ายหน้าไปมา กล่าวว่า
"สตรีนางนั้นใช่ฮูหยินลำดับที่หนึ่งหรือไม่ เกี้ยไหนไน่ย่อมมิทราบ เนื่องเพราะนางมิเคยเห็นฮูหยินผู้นั้นมาก่อน ทว่าที่ประหลาดยิ่งกว่านั้นคือ จูก่าจู้มิได้อยู่รอรับธิดา ถึงกับมิได้ปรากฏกาย ผู้ที่มาชมดูทาริกา กลับเป็นบุรุษวัยกลางคน เกี้ยไหนไน่มิเคยพบพานเขามาก่อน นางมาตรว่าสงสัยใจ ยังทราบมิควรว่ากล่าวมากความ พอปฏิบัติหน้าที่ลุล่วงก็กลับลงมา ย่อมมิเคยบอกเล่าเรื่องนี้แก่ผู้ใดเช่นกัน"
เล้งอิกฟังพลางใคร่ครวญพลาง เด็กหญิงที่กำเนิดในยามนั้น อาจบางทีคือจูเพ่งเอ็ง นางหากเป็นธิดาของฮูหยินลำดับแรก ก็มิมีใดสมควรปกปิด ไฉนจึงไม่บันทึกไว้ตามตรง
...ชิ้มอวงเห็นเล้งอิกนิ่งคิดอยู่นาน ดังนั้นกล่าวขึ้นอีกว่า
"ยังมีเรื่องบางประการที่อาจมิได้สำคัญอันใด จูไต่ลุ้ยมิได้ถือกำเนิดในม่งเอี้ยง ในเขตไซ่ซัวบันทึกประวัติผู้คนละเอียดยิ่ง ทว่ามิมีนามของเขา แสดงว่ามาจากถิ่นอื่น ดังนั้นข้าพเจ้ามิอาจสืบทราบ เขาแต่เดิมใช้ชื่อแซ่ใด เป็นคนแซ่จูโดยกำเนิดหรือไม่"
เล้งอิกก็ผงกศีรษะรับทราบ เรื่องประการนี้มิได้มีอันใดชวนสนใจ ศิษย์ที่เข้าสังกัดในสำนัก บางคราเปลี่ยนแซ่ใช้ตามซือแป๋
...ชิ้มอวงพลันกล่าวสืบไปว่า
"ที่ข้าพเจ้าคิดทราบชื่อแซ่เดิมของจูไต่ลุ้ย เนื่องเพราะอาจบางทีสามารถค้นประวัติเขาย้อนไป ทั้งยังอาจสืบทราบ เขาเมื่อสาบสูญจากวงนักเลง พลันใช้ชีวิตอยู่ที่ใด..."
เล้งอิกต้องสำนึกในน้ำใจชิ้มอวงมากหลาย พวกตนเพิ่งพบกันเพียงเมื่อวาน เขากลับช่วยตนสืบเสาะเรื่องราว มาตรว่ามิอาจคลี่คลายปมทั้งมวลของจูตั้งเฮ้า ยังพอคาดเดาได้ อาจบางทีมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นในง้วยตอก่าตั้งแต่ยี่สิบปีก่อน ดังนั้นพวกเขามิติดต่อผู้ใดอีก...
...ชิ้มอวงยามนี้ผุดลุกขึ้น กล่าวว่า
"ขออภัย ข้าพเจ้ายามนี้ต้องรีบไป วันนี้มีงานแต่งธิดายิ่มเล่าเอี้ย ลี้เล่าเอี้ยที่เป็นนายข้าพเจ้า ได้รับเชิญจากเฮี่ยงเม้งเล่าเอี้ยจื้อที่เป็นฝ่ายเจ้าบ่าว ท่านยังสั่งพวกเราไปร่วมงานโดยพร้อมเพรียง..."
เล้งอิกก็ลุกขึ้นส่งเขา กล่าวว่า
"เชิญท่านตามสะดวก"
ชิ้มอวงประสานมือคิดจากไป ทว่าฉุกคิดอันใดขึ้น กล่าวว่า
"ท่านวันนี้หากมิมีเรื่องราวใด พวกเรายังสามารถไปด้วยกัน"
เล้งอิกที่มิได้รับเชิญ ย่อมมิกล้าติดตามเขาไป ชิ้มอวงพลันกล่าวว่า
"งานแต่งวันนี้เลี้ยงผู้คนมากมาย ยิ่มเล่าเอี้ยกับเฮี่ยงเม้งเล่าเอี้ยจื้อยังประกาศ เชื้อเชิญผู้คนทั้งม่งเอี้ยงจี่คุ้ย ท่านยามนี้ก็อยู่ในจี่คุ้ย ถือว่าอยู่ในข่ายเช่นกัน ย่อมสามารถไปร่วมพิธี..."
...เล้งอิกพอฟังจึงพยักหน้ารับ ตนที่รั้งรอเผชิญหน้าเก็งจู้แห่งเทียนมึ้งเก็ง ยามนี้ได้แต่อยู่ว่าง ดังนั้นติดตามชิ้มอวงไปในบัดดล...
|