ขบวนผู้คนที่ไปรับเจ้าสาวเพิ่งจากไปไม่นาน ทางฝ่ายเจ้าบ่าวก็ตื่นเต้นรอคอย ในยี่สิบปีมานี้ เพิ่งมีงานมงคลของตั่วเซี่ยวเอี้ยเป็นงานแรก ผู้ที่ตระเตรียมพรมแดงยังมือไม้สั่น
...ญาติฝ่ายเจ้าบ่าวแต่งกายเฉิดฉัน สีหน้าแย้มยิ้มยินดี กอฮูหยินก็เบิกบานปลาบปลื้ม นางวันนี้แต่งบุตรชายคนโต บางครายังแอบซับน้ำตาด้วยความปีติ...

กอเฉียะซิมผู้สามียังอยู่ที่ห้องด้านใน เขาวันนี้ตกแต่งบุตรชาย สีหน้ากลับคล้ายมีกังวล
...ที่แท้เฮี่ยงเม้งเล่าเอี้ยจื้อผู้เป็นบิดามิใคร่สบายเท่าไร ท่านที่มักออกท่องเที่ยวล่องเรือน้อย เมื่อวานเพิ่งกลับมาถึง ยังเหนื่อยอ่อนอิดโรยยิ่ง กอซุ่ยกังที่วันนี้ตกแต่งภริยา เมื่อคืนอยู่กับเอี่ยเอี้ยจนดึกดื่น เขาที่เป็นหลานคนโปรด ห่วงใยอาการท่าน วันนี้ตนเองมีงานมงคล จิตใจกลับมิได้แจ่มใส
...เฮี่ยงเม้งเล่าเอี้ยจื้อกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง มองดูบุตรชายด้วยสายตาปรานี กล่าวว่า
"เจ้าก็ออกไปรอที่ด้านนอกเถิด อย่าได้ห่วงใยบิดา"
...กอเฉียะซิมสั่นศีรษะน้อยๆ เขาที่เป็นบุตรโทน มารดาเสียชีวิตแต่เยาว์วัย ย่อมสนิทสนมกับบิดาเป็นพิเศษ ท่านผู้เฒ่ากาลก่อนแม้มีภาระมากหลาย ยามกลับมาเยือนเคหายังพาเขาไปล่องเรือตกปลา สอนตำราความรู้มากมาย กอเฉียะซิมอาศัยอยู่ที่จี่คุ้ยตั้งแต่ถือกำเนิด ความเป็นอยู่ก็สุขสบายยิ่ง ผู้คนที่เคารพยกย่องต่อบิดาเขา ยังนอบน้อมให้เกียรติต่อเขามากหลาย กอซุ่ยกังวันนี้แต่งกับยิ่มตั่วเซี่ยวเจี๊ยะที่ฐานะร่ำรวย ยิ่มหลิ่วบิดานางยังถือเป็นบุญวาสนา จัดเลี้ยงผู้คนทั้งเขตเกาซัว...

บ่าวรับใช้ผู้หนึ่งยืนรีๆ รอๆ ที่หน้าประตู ย่อมเป็นฮูหยินสั่งให้มาดู กอเล่าเอี้ยสนทนากับเล่าเอี้ยจื้อเสร็จสิ้นหรือยัง ฟังว่าขบวนเจ้าสาวเคลื่อนมาถึงที่หัวถนนแล้ว กอเฉียะซิมที่เป็นบิดาเจ้าบ่าวย่อมต้องออกไปที่ห้องโถง ตระเตรียมรับสะใภ้เข้าสู่เคหา
...เฮี่ยงเม้งเล่าเอี้ยจื้อย่อมแลเห็นบ่าวผู้นั้น ท่านพลันยื่นมือออก ตบลงที่มือบุตรชายเบาๆ กล่าวว่า
"วันนี้มีงานมงคล อย่าได้จับเจ่าเศร้าสร้อย สักครู่เรายังอยากเห็นเจ้าสาวของซุ่ยกัง มิทราบงดงามสมกับหลานเราหรือไม่"
คนพอว่ากล่าวก็ยิ้มแย้มเบิกบาน สีหน้ายังคล้ายดีขึ้น กอเฉียะซิมต้องรู้สึกเบาใจ ดังนั้นออกมาที่ด้านนอกเตรียมรับเจ้าสาว...

เสียงฆ้องกลองดนตรีพอกระหึ่มดัง ประทัดหลายชุดก็จุดระรัว เหล่าผู้คนที่ชะเง้อชะแง้อยู่ตามทางโห่ร้องด้วยความยินดี สายตาล้วนจับจ้องไปที่มุมถนน รอดูเกี้ยวเจ้าสาวแบกหามมา...
...เต็งลั่งที่มาสืบเสาะก็ยืนปะปนอยู่ในฝูงชน อั่งแชซิงแซเห็นเขาวนเวียนไปมา ย่อมคิดค้นหาผู้อื่นที่มีรังสีดาบเช่นเดียวกับเล่าตั่วนั้น
ยามนี้เห็นเต็งลั่งก้าวออกไปอีกทาง อั่งแชซิงแซต้องรีบสาวเท้าติดตามไป พอถึงที่ด้านหลังก็ถามว่า
"เซี่ยวเก็งจู้ท่านคิดทำอย่างไร"
เต็งลั่งมองดูตัวตึกตระกูลกอ สายตามีแววครุ่นคิด อั่งแชซิงแซพลันคาดเดาออก เซี่ยวเก็งจู้ย่อมคิดเข้าไปตรวจค้นที่ภายใน ดังนั้นกล่าวว่า
"วันนี้มีผู้คนมากหลาย พวกเราย่อมสามารถแฝงกายเข้าไปโดยง่าย"
เต็งลั่งผงกศีรษะคราหนึ่ง กล่าวว่า
"แฝงกายเข้าไปย่อมมิยาก ทว่าวันนี้เป็นวันมงคลของพวกเขา ผู้คนในบ้านอาจบางทีมิรู้ความใดทั้งสิ้น เราก็มิต้องการทำเรื่องให้เสียไป"

อั่งแชซิงแซเห็นเซี่ยวเก็งจู้ยังคิดเห็นเพื่อผู้อื่น ความจริงขัดใจอย่างยิ่ง ทว่าพอคิดอีกที เยี่ยงนี้ไยมิใช่ปลอดภัยกว่า เซี่ยวเก็งจู้ยังมีอาการบอบช้ำภายใน หากเขาผลีผลามกระทำการ พาลพบเจอผู้คนของง้วยตอก่านั้น ย่อมมีผลเลวร้ายบังเกิด ทางที่ดียังคงรอจนเก็งจู้มาถึงที่นี้

เสียงดนตรีดังเซ็งแซ่แสบแก้วหู เกี้ยวเจ้าสาวก็เคลื่อนมาถึงหน้าบ้านแล้ว ผู้คนข้างในรีบปูพรมแดงลง อีกทั้งจัดเตรียมอัง (อานม้า)* ไว้ที่ธรณีประตู ยังประดับด้วยผ้าแดง ตระเตรียมให้เจ้าสาวเดินข้าม ย่อมเป็นเครื่องหมายแห่งความสงบมั่นคง ครองคู่อยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า...

[*คำ 'อัง' หมายถึงสันติ สงบ มั่นคง อ่านออกเสียงเดียวกับ 'อัง' ที่หมายถึงอานม้า ดังนั้นจึงใช้อานม้าเป็นสัญลักษณ์แทน]

เต็งลั่งพลันเดินมาอีกด้านหนึ่ง มิได้สนใจดูขบวนพิธี พอเห็นบริเวณนี้พ้นสายตาผู้คน พลันกระโจนปราดขึ้นบนกำแพง คิดทิ้งตัวลงที่ด้านใน อั่งแชซิงแซเห็นเซี่ยวเก็งจู้บัดเดี๋ยวรีรอบัดเดี๋ยวรุกไล่ ต้องรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมา คนพอคิดทะยานติดตาม เต็งลั่งที่ยืนอยู่บนขอบกำแพงกลับชะงักลง โบกมือเป็นสัญญาณให้เขาหยุดยั้ง คนทอดสายตาไปที่อีกด้านหนึ่ง ยังคล้ายตะลึงงันอันใด
...อั่งแชซิงแซที่รออยู่ด้านล่างได้แต่บุ้ยใบ้ไปมา คิดถามไถ่เรื่องราว เต็งลั่งกลับมิได้สนใจ พลันกระโดดลงมาที่พื้น พุ่งปราดออกไปในทันที อั่งแชซิงแซต้องรีบกวดตามไปที่ด้านหลัง พอถึงเส้นทางที่ติดกับคูน้ำเล็กแคบ เห็นเงาร่างสองสายมุ่งตรงมาทางนี้ เต็งลั่งที่ด้านหน้าพลันหยุดเท้าวูบ อั่งแชซิงแซยังแทบปะทะเข้ากับเขา...

คนพอคิดถาม เซี่ยวเก็งจู้ท่านพบเจอสิ่งใด ทว่าพอเห็นผู้มาทั้งสอง พลันต้องชะงักค้างไปอีกคน
...เห็นที่เดินทางซ้ายเป็นบุรุษหนุ่มหน้าตาเครียดเคร่ง ทางขวากลับเป็นคนร่างสูงโปร่ง ท่วงทีนุ่มนวลมีสง่าราศี เขาพอพบเห็นเต็งลั่งก็คล้ายตะลึงงันเช่นกัน
...นี่มิใช่เล้งอิกยังจะเป็นผู้ใด...

เล้งอิกพลันพบเจอเต็งลั่งโดยมิคาดฝัน ต้องรีบสาวเท้าขึ้นมา เห็นเต็งลั่งยืนอยู่กับคนสวมอาภรณ์แดง ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นแขกเหรื่อในงานมงคล ทว่าพอเข้าใกล้กลับตระหนักถึงรังสีกระบี่แผ่ซ่าน ย่อมทราบทันทีว่าผู้นี้เป็นคนวงใน มิทราบเป็นสหายจากที่ใด
...เล้งอิกมิเคยพบกับซังแชเกี่ยมแขะ ย่อมมิได้ล่วงรู้ พวกเขาคราหนึ่งบุกเข้าฮวงจึง ยังสังหารศิษย์บุรุษรุ่นเยาว์จนหมดสิ้น...

อั่งแชซิงแซพอเผชิญหน้ากับเล้งอิกแห่งฮวงจึง ย่อมรู้สึกประหวั่นอยู่บ้าง เขาก็เป็นเช่นเดียวกับเต็งลั่ง มิได้ทราบมาก่อนว่าเล้งอิกอยู่ในที่นี้ ตนเมื่อเช้ายามออกมา เต็งลั่งสั่งห้ามพกกระบี่คู่กาย ยามนี้ต้องรู้สึกขาดแขนขา ยังเกร็งลมปราณขึ้นโดยมิรู้ตัว...
...เล้งอิกย่อมสัมผัสความนี้ได้ ทว่าเขาที่พบเต็งลั่ง ดังนั้นมิได้สนใจเรื่องอื่น คนพอยื่นมือออกตบไหล่สหายแต่วัยเยาว์ ดวงตายังเปล่งประกายยินดี เรียกหาว่า
"ลั่งน้อย ท่านไฉนมายังสถานที่นี้"
...เต็งลั่งก็รับฟังจนตื้นตัน คำเรียกหาเช่นนี้ เล้งอิกกลับมิได้ใช้กับเขาเนิ่นนาน คนเมื่อพบกันที่ฮวงจึง ยังห่างเหินราวอยู่คนละขอบฟ้า ตนวันนี้พบเขาโดยมิคาดฝัน ยังมีเรื่องราวมากหลายคิดบอกเล่า ทว่ามิทราบเล้งอิกสามารถเข้าใจเขาหรือไม่...

คนพบเจอโดยมิได้ตั้งตัว ต้องรู้สึกอึดอัดขัดข้อง ฐานะเขาตอนนี้เป็นที่ยากยอมรับ อั่งแชซิงแซที่ด้านข้างก็เคยสังหารคนของฮวงจึง หนำซ้ำเขายังร่วมทางกับเก็งจู้ที่เป็นกอกอ
...พอนึกถึงเก็งจู้ จิตใจพลันปั่นป่วนพลุ่งพล่าน เมื่อครู่จี่แชซิงแซย้อนกลับไป ย่อมคิดเรียกหาเก็งจู้ติดตามตน หากเขาก็มาถึงสถานที่นี้ ยังพบพานเล้งอิก เกิดมีเรื่องราวปะทะ ตนที่ยังใช้พลังได้ไม่ถึงครึ่ง สมควรทำอย่างไร...
เห็นเล้งอิกแลดูเขาอย่างงุนงง ทว่ายังเอ่ยแนะนำบุรุษที่ด้านข้าง ได้ยินว่ามีนามชิ้มอวง เป็นมือปราบผู้หนึ่ง เต็งลั่งที่ครุ่นคิดมิตก ยามนี้ฉุดดึงเล้งอิกมาอีกทาง กล่าวว่า
"เรามาที่นี้เพื่อสืบเรื่องของง้วยตอก่า ยังมี... จูไต่ลุ้ยก็ปรากฏกายขึ้น"
...เล้งอิกย่อมทราบเรื่องราวนี้ ยามได้ยิน เต็งลั่งก็คิดสืบสาวเรื่องเดียวกับเขา แสดงว่าล่วงรู้ความนัยบางอย่างเช่นกัน ดังนั้นรีบกล่าวว่า
"เราก็เป็นเช่นท่าน เมื่อวานยังขึ้นไปบนง้วยจี่ไง้ ทว่ามิได้พบเบาะแสอันใด ชิ้มตั่วเอี้ยผู้นี้ยังช่วยเหลือเรา สืบค้นได้เรื่องราวมากหลาย ท่านไฉนพาลมายังสถานที่นี้ ไอ่ซีใช่ยังอยู่ที่น่ำไฮ้ก่า?"

เต็งลั่งพอได้ยินคำถาม ต้องรู้สึกว้าวุ่นใจ เรื่องราวนี้ย่อมต้องใช้เวลาอธิบาย ได้แต่ตัดบทว่า
"ไอ่ซีมิมีอันตรายใด เรามีเรื่องมากมายต้องบอกเล่าต่อท่าน ทว่ายามนี้มิใช่เวลาว่ากล่าว เราเมื่อครู่ชมดูขบวนเจ้าบ่าว พบว่าเล่าตั่วมีรังสีดาบ ยังเป็นเช่นเดียวกับจูไต่ลุ้ยมิผิด"
เล้งอิกพอได้ยินต้องสังสัยใจยิ่ง ถามว่า
"ท่านพบพานจูไต่ลุ้ย?"
เต็งลั่งก็ผงกศีรษะ กล่าวว่า
"มิเพียงพบพาน ยังประมือกับเขา"
เล้งอิกต้องตื่นตระหนกยิ่ง ดวงตามีประกายวูบ ถามว่า
"เขาไฉนประมือกับท่าน"
เต็งลั่งตอบว่า
"เราก็มิทราบ เขาที่แท้มีความแค้นเคืองอันใด เรื่องนี้มีเงื่อนงำลึกซึ้ง เขายังกล่าวคำกับเราว่า ประเมินฝีมือท่านต่ำไป มิอาจลงมือประสบผล ดังนั้นมุ่งเป้าหมายมาที่เรา..."

เล้งอิกส่ายหน้าไปมา มิได้เข้าใจเรื่องราวแม้แต่น้อย พลันกล่าวขึ้นว่า
"ง้วยตอก่ามิเคยมีเรื่องกับฮวงจึง ที่เราทราบ พวกเขามีความแค้นกับเทียนมึ้งเก็ง เมื่อวานซืนยังเกิดเรื่องปะทะกัน ผู้คนฝ่ายหนึ่งเป็นของเทียนมึ้งเก็ง อีกฝ่ายก็คล้ายเป็นง้วยตอก่า ยังมี เราได้ยินมาว่า จูไต่ลุ้ยยังเคยประมือกับเซี่ยวเก็งจู้ของเทียนมึ้งเก็ง..."
...เต็งลั่งพอฟังก็สะดุ้งขึ้นในใจ เซี่ยวเก็งจู้นั้นย่อมหมายถึงเขา ยามร่วมทางกันมา เก็งจู้กลับมิได้บอกเล่าเรื่องราวด้านนี้แม้แต่น้อย ที่เล้งอิกปรากฏกายในจี่คุ้ย มิทราบเก็งจู้ล่วงรู้หรือไม่...

ทั้งสองที่หนึ่งครุ่นคิดใคร่ครวญ หนึ่งอัดอั้นสับสน กลับมิได้สังเกตเรื่องอื่นใด อั่งแชซิงแซกับชิ้มอวงที่ด้านหลังพลันร้องขึ้นว่า
"ที่นั่นเกิดเรื่องใด"
เล้งอิกเต็งลั่งต้องหันขวับไป เห็นที่ไกลตามีกลุ่มควันปรากฏขึ้น ยังคล้ายลอยขึ้นทางทิศตะวันออกของม่งเอี้ยง เล้งอิกพอตั้งสติได้ต้องอุทานว่า
"นั่นเป็นง้วยจี่ไง้"
ชิ้มอวงก็สะอึกกายเข้ามา เขาที่เป็นมือปราบ ความคิดย่อมฉับไวยิ่ง พอได้ยินเล้งอิกว่ากล่าว ยังคล้ายคาดเดาเรื่องราวได้ ต้องร้องว่า
"อาจมีผู้วางเพลิงง้วยตอก่า"

เล้งอิกพอฟังต้องร้อนใจอย่างยิ่ง สถานที่นั้นมิเพียงมีเรื่องให้สืบเสาะ ลู่เอียะแซยังคอยรับรหัสข่าวจากผู้คนของเซียงกงจู้ หากโดนเพลิงเผาผลาญพินาศไป ไหนเลยสืบค้นอันใดได้อีก ยามนี้ตบแขนเต็งลั่ง กล่าวว่า
"พวกเรารีบไป"
...เขาพอทะยานขึ้น พอดีนึกถึงชิ้มอวง ดังนั้นวกกายกลับมา คว้าจับชิ้มอวงไว้ทางหนึ่ง นำพาโลดแล่นไปด้วยกัน เต็งลั่งที่ยังบอบช้ำภายใน ได้แต่สะกดกลั้นใจติดตามที่ด้านหลัง อั่งแชซิงแซก็รั้งอยู่ที่ข้างกายเขา ยังเหลียวหน้าหลังอย่างพะวง มิทราบตี่ตี๋ป่านนี้ไฉนยังมินำพาเก็งจู้มา...

พวกเขาทั้งสี่เพิ่งจากไปมินาน ที่ในเคหาสน์ตระกูลกอพลันมีคนผู้หนึ่งสืบเท้าออกมาอย่างเร่งร้อน พอเพ่งมองไปยังทิศตะวันออก ดวงตาที่ปกติมักสงบนิ่งพลันมีแววพิโรธปรากฏ ต้องกำมือขึ้นแนบแน่น พึมพัมรอดไรฟันออกมาว่า
"ย่อมเป็นเด็กน้อยคิดลองดีกับเรา"
...คนพอแค่นเสียงอย่างเจ็บแค้น ร่างก็โผพุ่งขึ้นราววิหคใหญ่ มุ่งหน้าสู่ม่งเอี้ยงอย่างเร่งร้อน เพลิงโทสะในใจยังลุกโชน...


ง้วยจี่ไง้ที่สูงตระหง่านเทียมเมฆ ยามมีเปลวเพลิงเผาพุ่ง ยังคล้ายแผดร้อนไปถึงแดนสวรรค์
...นกกาที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้นทิ้งรังหมดสิ้น ต่างโผพุ่งขึ้นฟ้าอย่างตื่นตระหนก แม่นกที่เพิ่งวางไข่พลันกระโดดไปมา มิอาจทอดทิ้งรังลูกน้อย พ่อนกก็ส่งเสียงร้องดัง ได้แต่จับเจ่ารั้งรอ

จี่แชซิงแซยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างกายเก็งจู้ นัยน์ตายังจ้องมองแม่นกนั้น ในใจพลันคิดขึ้น หากเซี่ยวเก็งจู้ก็อยู่ที่นี้ ท่านน่ากลัวขึ้นไปช่วยแม่นก นำพารังไปที่ปลอดภัย
...เขากับกอกอติดตามเต็งลั่ง ยังซึมซับความละเอียดอ่อนไปมากหลาย ทว่ายามนี้อยู่เบื้องหน้าเก็งจู้ คนแม้คิดช่วยเหลือแม่นก ยังมิกล้าขยับกายแม้แต่น้อย...
เมื่อครู่ย้อนกลับมารายงาน เซี่ยวเก็งจู้คิดตามรอยง้วยตอก่า สืบเสาะไปที่บ้านเจ้าบ่าวผู้นั้น เก็งจู้เพียงรับฟังอย่างสงบ มิได้สั่งการให้เคลื่อนไหวอันใด ยังชักนำเขาออกนอกจี่คุ้ย เดินทางขึ้นมายังง้วยจี่ไง้ ผู้คนของโง้วตั่งกี้ก็ล่วงหน้ามาก่อน วางเพลิงเผาผลาญตัวตึกง้วยตอก่า เขาพอขึ้นมาถึงก็เห็นเปลวไฟลุกโชน กระทั่งป้ายบอกนามนิกายที่ด้านหน้าก็ถูกเผาผลาญหมดสิ้น เหลือเพียงแผ่นศิลาที่สลักเป็นรูปดาบโค้ง...

เก็งจู้ทอดสายตาไปที่เบื้องหน้า กับง้วยตอก่าที่ถูกแผดเผาทำลาย คล้ายมิได้รู้สึกรู้สาอันใดทั้งสิ้น
...จี่แชซิงแซชำเลืองสายตาแลดูท่าน เห็นตวัดนิ้วขึ้นคราหนึ่ง แผ่นหินเล็กบางพลันลอยวืดขึ้น คนพอสะบัดแรงออกอีกครา ได้ยินเสียงดังฟุบ จี่แชซิงแซต้องแหงนมองไป พบว่ากิ่งไม้ที่มีรังนกนั้นพลันร่วงหล่นลง ยามลืมตัวต้องรีบสะกิดเท้าขึ้นรับไว้ เห็นกิ่งไม้มีรอยขาดเฉียงๆ ต้องนึกได้ในบัดดล ที่แท้เก็งจู้เมื่อครู่ใช้พลังบังคับแผ่นหินบางพุ่งขึ้น ตัดกิ่งไม้นี้หล่นลงมา...
เขาในยามงุนงง ได้ยินเก็งจู้กล่าวว่า
"เก็บไว้ให้เซี่ยวเก็งจู้เจ้า"
...จี่แชซิงแซรับคำโดยพลัน ยังมีอาจกลั้นรอยยิ้มยินดี เขาที่ผูกพันกับกอกอ เห็นเซี่ยวเก็งจู้บอบช้ำเพิ่งทุเลา เก็งจู้กลับปฏิบัติต่อท่านอย่างห่างเหิน ต้องรู้สึกเห็นใจมิใช่น้อย ยามนี้เก็งจู้กลับมีใจคิดถึงท่าน ตนพลันรู้สึกปลาบปลื้ม คิดใคร่ให้เซี่ยวเก็งจู้ก็อยู่ที่นี้ รับทราบน้ำใจของกอกอท่านสักครา...

...คนเพิ่งส่งใจไป ผู้ที่คิดถึงพลันปรากฏมา...
ได้ยินเสียงชายเสื้อปะทะลมเร่งร้อน จี่แชซิงแซต้องรีบสาวเท้าไปที่ทางขึ้นเขา เห็นที่ด้านล่างมีเงาร่างสี่สาย ผู้ที่อยู่ด้านหน้าปราดเปรียวว่องไวนัก ยังนำพาคนอีกผู้หนึ่งหนึ่งทะยานขึ้นมา ที่อยู่ด้านหลังคล้ายเชื่องช้ากว่า ยามเพ่งมองเห็นเงาสีแดงวาบ น่ากลัวเป็นกอกอของตน ที่ด้านข้างย่อมเป็นเซี่ยวเก็งจู้ที่ตนเพิ่งนึกถึงนั้นแล้ว...

เก็งจู้ย่อมรับทราบการมาของผู้คนเช่นกัน ยังคล้ายล่วงรู้ก่อนหน้าเขา เห็นท่านยังยืนสงบอยู่ที่เดิม มิได้สนใจสิ่งใด จี่แชซิงแซวางกิ่งไม้ที่มีรังนกไว้ที่ด้านข้าง พ่อนกแม่นกก็ติดตามลงมา กระโดดคอยเฝ้าอยู่มิได้ห่าง
...ยามนั้นผู้มาพลันขึ้นถึงที่หน้าผา จี่แชซิงแซพอหันไปมอง ใจพลันสะท้านวูบ มือสองข้างยังคล้ายสั่นเทา ตนมาตรว่ามิเคยเผชิญหน้าเล้งอิก ทว่าพอพบเห็นก็ทราบทันทีว่าเป็นเขา...
...คนที่บุคลิกเรียบเฉยสำรวม ทว่ายามปรากฏกายสามารถดึงดูดใจผู้คน ยังมีรัศมีน่าเกรงขาม มิใช่เล้งอิกแห่งฮวงจึงยังจะมีผู้ใด...

เก็งจู้พอหันกายมา สายตาก็ปะทะเข้ากับเล้งอิก พริบตานั้นพลันคล้ายเวลาหยุดลงชั่วขณะ กระทั่งใบไม้ที่คว้างด้วยแรงลมยังนิ่งสงบ เปลวเพลิงที่แผดเผาอยู่ด้านหลังก็คล้ายมิใช่ของจริง ทว่าเป็นภาพวาดใบหนึ่ง...
เล้งอิกปล่อยแขนชิ้มอวงที่ด้านข้าง สืบเท้าขึ้นมาหนึ่งก้าว ลมหายใจละเอียดแทบมิอาจสัมผัส ด้วยสัญชาติญาณปราดเปรียวในกาย เขาย่อมทราบ ผู้ที่อยู่เบื้องหน้ามิใช่ผู้คนธรรมดา
...คนพอเผชิญหน้า ดวงตาก็มิคลาดจากกัน เล้งอิกยังเอ่ยขึ้นว่า
"เก็งจู้?"

ถ้อยคำพอเปล่งออก เต็งลั่งกับอั่งแชซิงแซก็ติดตามขึ้นมาถึง เล้งอิกยามนี้เพิ่งตระหนัก เต็งลั่งกลับเชื่องช้าลงนัก พลันนึกถึงที่เขาบ่งบอกเมื่อครู่ เคยประมือกับจูไต่ลุ้ยมาคราหนึ่ง...
คนพอนึกได้ต้องสะท้านใจวูบ ตนที่เร่งร้อนมิได้คิดรอบคอบ กลับเพิ่งนึกได้เวลานี้ ต้องรีบหันกลับไป ถามว่า
"ท่านบาดเจ็บ?"
เต็งลั่งผงกศีรษะคราหนึ่ง ยังหอบหายใจเล็กน้อย สายตากลับมิได้มองตอบเล้งอิก เพียงจับจ้องที่เก็งจู้เบื้องหน้า กล่าวว่า
"ที่แท้เป็นท่านกระทำ"
...เล้งอิกแลดูเก็งจู้สลับกับเต็งลั่ง เห็นทั้งสองจับจ้องกันแน่นิ่ง เต็งลั่งพลันสาวเท้าขึ้น เดินไปที่ข้างกายเก็งจู้ ยังถามขึ้นอีกว่า
"ท่านไฉนทำเช่นนี้"

เก็งจู้เพียงสบตาเต็งลั่ง มิได้ว่ากล่าวอันใด เล้งอิกที่งุนงงสงสัยต้องติดตามไป ถามเต็งลั่งว่า
"ท่านรู้จักเขาอยู่ก่อน?"
เต็งลั่งได้แต่พยักหน้า ยามนี้คิดอธิบายเรื่องราว มิทราบสมควรเริ่มต้นอย่างไร เก็งจู้พลันหันมาทางเล้งอิก กล่าวว่า
"ได้ยินว่าท่านคิดพบเรา?"
เล้งอิกข่มใจให้สงบ กล่าวว่า
"เราย่อมคิดพบท่าน ท่านเองก็ต้องพบเราวันหนึ่ง"
เก็งจู้หันหน้ามาทางเต็งลั่ง กล่าวว่า
"ท่านใช่สามารถรอคอยที่ด้านข้าง"
เล้งอิกมองดูท่าทีคนทั้งสอง รู้สึกสงสัยใจอย่างยิ่ง เต็งลั่งยามนี้กลับปราดเข้าระหว่างกลาง หันหน้าเผชิญกับเก็งจู้ กล่าวว่า
"นี่ยังมิใช่เวลา"

เก็งจู้คล้ายมีรอยยิ้มขึ้น กล่าวด้วยน้ำเสียงสงบเยือกเย็นว่า
"เราย่อมทราบ นี่ยังมิใช่เวลา ทว่าเล้งจึงจู้น่ากลัวยังมิทราบ"
เต็งลั่งสั่นศีรษะไปมา กล่าวว่า
"เมื่อยังมิใช่เวลา ท่านก็สามารถหลีกเลี่ยง"
เก็งจู้ยังมีรอยยิ้มที่มุมปาก กล่าวว่า
"เราย่อมสามารถหลีกเลี่ยง ทว่าวันนี้กลับมิคิดกระทำ"
เล้งอิกพลันฉุดรั้งเต็งลั่ง ถามว่า
"ลั่งน้อย ท่านรู้จักเขาได้อย่างไร?"

เต็งลั่งพลันก้มศีรษะลง ถ้อยคำกลับมิอาจล่วงพ้นออก ชิ้มอวงมองดูเหตุการณ์เบื้องหน้าอย่างงุนงงสงสัย เขาที่มิได้อยู่ในวง เพียงทราบเต็งลั่งเป็นสหายเล้งอิก กับเรื่องเทียนมึ้งเก็งย่อมมิได้ล่วงรู้ ดังนั้นเพียงยืนอยู่ที่ด้านข้าง ยังจับตาเก็งจู้ที่ยโสเย็นชานั้น
...ซังแชเกี่ยมแขะสองเฮียตี๋พลันแลสบตากัน ทั้งคู่ย่อมรู้สึก สถานการณ์ยามนี้ลำบากยากเย็นยิ่ง ยังนึกเห็นใจเซี่ยวเก็งจู้ที่อยู่ระหว่างกลาง พวกเขาย่อมจดจำได้ ครั้งที่ร่วมทางสู่เทียนมึ้งเก็ง เต็งลั่งเคยจู่โจมกระบี่ใส่ เปรียบเทียบให้พวกเขาเข้าใจ...
...ระหว่างข้าพเจ้ากับเล้งอิก ก็เป็นเช่นพวกท่านสองพี่น้อง หากผู้หนึ่งตกตาย อีกผู้หนึ่งย่อมไม่ยินยอม ยังสามารถสละชีวิตตน...
ยามนึกถึงถ้อยคำนี้พลันรู้สึกใจคอไม่ปกติ จี่แชซิงแซที่ห่วงใยกังวล คิดให้เต็งลั่งถอยมาที่ด้านข้าง ยังลืมตัวเรียกหาออกมา...
"เซี่ยวเก็งจู้..."

เต็งลั่งมาตรว่าได้ยินกลับมิได้หันไป เล้งอิกพลันถอยเท้าก้าวหนึ่ง ห้วงความคิดพลันสว่างวาบ ยามนี้ยื่นมือจับไหล่เต็งลั่ง ยังพลิกตัวเขากลับมา วาจาที่ล่วงพ้นก็แผ่วเบายิ่ง
"เซี่ยวเก็งจู้?"