บนทางเดินสายน้อยสู่ตึกด้านหลัง สรรพสำเนียงยิ่งมายิ่งเงียบ...
คนผู้หนึ่งสาวเท้าอย่างแช่มช้าเนิบนาบ มิเพียงระมัดระวังสุ้มเสียง กระทั่งลมหายใจยังแผ่วเบา เห็นท่านมีผมเผ้าหงอกขาว แต่งกายด้วยอาภรณ์ผ้าฝ้ายสีเทา ที่แท้เป็นเล้งจงก้วงเอง
เล้งจงก้วงปกติสงบสำรวมเป็นนิจ ทว่าเมื่อย่างก้าวเข้าสู่บริเวณนี้ กลับคล้ายเพิ่มความสำรวมขึ้นอีกเป็นเท่าตัว
...เข้าสู่ที่พำนักฮูหยินของฮวงจึง มีผู้ใดไม่สำรวม
กับธิดาโทนของน่ำไฮ้ก่าจู้ (เจ้านิกายทะเลใต้) เม่งตอส่วง ยังมีผู้ใดกล้าไม่สำรวม...

เตาดินน้อยๆ สามเตาตั้งเรียงราย ถ่านในเตาเพียงระอุแดงวาบ มิได้เผาผลาญรุนแรงเช่นเมื่อชั่วยามก่อน
เม่งไอ่ซีใช้คีมเหล็กคีบถ่านก้อนหนึ่งขึ้นจ่อกับริมฝีปาก เป่าเล็กน้อยให้เถ้าปลิวกระจาย เหงื่อหยดหนึ่งกลอกกลิ้งดังน้ำค้าง หยาดจากหน้าผากนางลงสู่พื้น

ภายในห้องหับร้อนอย่างยิ่ง... หน้าต่างประตูทุกบานล้วนปิดสนิท ทว่าบนเพดานกลับมีช่องใหญ่ แสงสว่างจากภายนอกส่องตรงลงมาสู่ร่างนาง ที่แท้กลับเป็นคนชมชอบรับประทานแสงแดดอีกผู้หนึ่ง...

เม่งไอ่ซีสวมชุดขาวยาวกรอมเท้า ผมเผ้าดำขลับประดุจนิลตลบขึ้นม้วนเป็นมวยใหญ่ด้านหลัง ไรผมด้านหน้าเปียกเหงื่อขดเป็นวงอยู่ข้างแก้ม ดวงหน้าแอร่มเป็นสีแดงระเรื่อด้วยความร้อน ดวงตาที่มุ่งมั่นถึงกับคล้ายมีสีมรกตเจือจาง

มุมห้องด้านหนึ่งจัดวางตั่งไม้สำหรับวาดรูป ตั่งไม้ขึงผ้าเรียบร้อย บนผืนผ้ายังปรากฏรูปพยัคฆ์ตัวหนึ่ง พยัคฆ์สีขาวปลอดตัวหนึ่ง...
เม่งไอ่ซีตวัดคีมที่คีบถ่านนั้นลงบนผืนผ้า ปัดซ้ายป่ายขวาอย่างรวดเร็ว ท่อนแขนเรียวงามอ่อนช้อยกลับมีพลังอย่างยิ่ง ชั่วพริบตาถึงกับปรากฏเส้นสายนับร้อย

เส้นสายที่ปรากฎบ้างเป็นสีดำ บ้างเป็นสีเทา บ้างเป็นรอยขาดจากแรงร้อนของถ่าน ยามเพ่งมองจึงเห็นเป็นรูปทะเลผืนหนึ่ง
ทะเลปั่นป่วนอย่างยิ่ง มีคลื่นลมมากอย่างยิ่ง
พยัคฆ์ขาวตัวนั้นถึงกับเหินหาวอยู่ในทะเลคลั่ง หนำซ้ำทะเลยังวาดขึ้นจากถ่านระอุก้อนหนึ่ง
นี่จึงเป็นภาพที่พิสดารยิ่ง... การวาดภาพที่พิสดารยิ่ง...

หญิงรับใช้นางหนึ่งเคาะประตูเบาๆ ในมือถือถาดใบหนึ่ง บนถาดมีเหยือกดินเผาและถ้วยใบน้อย
เหยือกดินเผานี้เติมน้ำจนเต็มเปี่ยมทุกวัน จากนั้นปิดฝาตั้งไว้ที่บ่อน้ำด้านหลัง เมื่อน้ำในเหยือกเย็นเยียบจึงค่อยยกมา
...ผู้อื่นดื่มน้ำชาอุ่นสุรา มีแต่จึงจู้ฮูหยินจึงดื่มน้ำเย็นจัด
รับประทานแสงแดดจนรุ่มร้อน ได้แต่ใช้น้ำเย็นจัดราดรด
หากที่รุ่มร้อนมิใช่ร่างกาย ทว่าเป็นหัวใจดวงหนึ่ง มิทราบน้ำเย็นจัดใช่บรรเทาได้หรือไม่...

หญิงรับใช้นั้นยกถาดน้ำเข้ามา เดินเหินอย่างเงียบเชียบยิ่ง ดูไปคล้ายมิได้ก้าวเท้า
...มิได้ก้าวเท้า ย่อมเป็นล่องลอยเข้ามา...
คนในฮวงจึงส่วนใหญ่เดินเหินด้วยเท้า มีส่วนน้อยที่ล่องลอย หากท่านเห็นคนของฮวงจึงล่องลอย ควรทราบว่าคนผู้นั้นฝึกวิชาลมปราณกับอาวเอี้ยงซิงแซ
ผู้ที่ฝึกวิชากับอาวเอี้ยงซิงแซ แม้ฝีมือทางต่อยตีจะด้อยกว่าฝึกกับเตี้ยงซิงแซ ทว่าวิชาล่องลอยกลับเหนือชั้นยิ่ง
จึงจู้ฮูหยินรังเกียจสุ้มเสียงรบกวนสมาธิ ยามนางวาดภาพ กระทั่งผีเสื้อตัวหนึ่งยังมิอาจขยับปีก
เยี่ยงนี้ผู้รับใช้ในตึกของนางจึงล้วนแต่ต้องคัดพิเศษ มิเพียงเดินเงียบเชียบเป็นพิเศษ ทั้งต้องเฉลียวฉลาดเป็นพิเศษ เนื่องเพราะฮูหยินว่ากล่าวทางวาจาน้อยอย่างยิ่ง
นางมิชมชอบว่ากล่าวทางวาจา ทว่ากลับว่ากล่าวโดยกริยาท่าทาง หากหญิงรับใช้นางใดมิอาจเข้าใจการว่ากล่าวโดยกริยาท่าทาง ทางที่ดีอย่าได้เยี่ยมหน้ามา ณ ที่นี้

เม่งไอ่ซีนั่งลงบนเก้าอี้สูงตัวหนึ่ง กล่าวอย่างแท้จริงควรเรียกว่าตอไม้สูงตอหนึ่ง ตอไม้สูงเพรียวนี้นางถึงกับเลื่อยตัดมาด้วยตนเอง ขัดเกลาลบเสี้ยนด้วยตนเอง กระทั่งยกมายังห้องหับเอง เมื่อมีเถ้าฝุ่นจับ นางยังถึงกับเช็ดถูเอง
สิ่งใดที่นางพอใจกระทำด้วยตนเอง มิว่าผู้ใดล้วนไม่อาจเสนอหน้ายุ่งเกี่ยว หากท่านเป็นผู้รับใช้ ณ ที่นี้ นี่คือกฎเกณฑ์ประการแรกที่ต้องเรียนรู้

หญิงรับใช้นั้นวางถาดน้ำลงบนพื้นข้างเก้าอี้ จากนั้นถอยกายไปด้านหลัง เม่งไอ่ซีใช้เท้าข้างหนึ่งเตะเหยือกน้ำขึ้น พลันตวัดปลายเท้าอีกคราเตะถ้วยน้ำใบน้อย ทั้งเหยือกและถ้วยลอยละลิ่วสู่มือนาง กระทั่งน้ำสักหยดยังไม่กระฉอก
นางรินน้ำให้ตนเอง สายตายังไม่ละจากภาพพยัคฆ์บนตั่งไม้
หญิงรับใช้ที่ด้านหลังก็แลดูภาพนั้น นางความจริงในห้วงสมองคิดกล่าวกระไร ทว่าทราบดีว่าไม่สมควร คิดไปคิดมากลับรู้สึกคล้ายคันริมฝีปากยุบยิบ
นางเฉลียวฉลาดอย่างยิ่ง รู้มากอย่างยิ่ง ถึงกับบางทีทราบความในใจของจึงจู้ฮูหยิน หากแต่นางรับใช้ที่นี่มากว่าสิบปี ย่อมเรียนรู้การณ์ควรไม่ควร

เม่งไอ่ซีพลันเอื้อนเอ่ยว่า
"วันนี้มีเรื่องราวใด"
หญิงรับใช้สะดุ้งน้อยๆ กล่าวว่า
"ฮูหยินหมายถึงเรื่องราวใด"
เม่งไอ่ซีเงยหน้าขึ้นรับแสงตะวัน ดวงหน้างามยังคงปรากฏหยาดเหงื่อผุดซึม ริมฝีปากอิ่มเต็มเผยอเล็กน้อย ดูคล้ายกลีบกุหลาบที่เปียกชื้น ดวงตาดำขลับลึกล้ำดังห้วงสมุทร ไรผมขดเป็นวงล้อมรอบใบหน้าขาวผ่อง หากมองจากช่องบนเพดานลงมา ราวกับชมดูภาพนางสวรรค์ก็มิปาน

นางงดงามอย่างยิ่ง ทว่าใส่ใจกับการประทินโฉมน้อยอย่างยิ่ง
อาภรณ์ที่นางสวมใส่ มิเพียงมีอายุหลายปี หนำซ้ำยังตัดเย็บด้วยผ้าฝ้ายธรรมดา หาได้ประดับไหมเงินทอง แม้บุปผาดอกหนึ่งก็มิได้ปักไว้
ผมเผ้านางมวยมุ่นอย่างง่ายดายที่สุด รวบรัดที่สุด เพียงรวมไว้แล้วม้วนขึ้น ที่ด้านหลังถึงกับใช้ภู่กันด้ามเรียวเล็กขัดไว้ ยามคล้อยวันผมเผ้าหลายส่วนจึงตกรุ่ยร่าย...
วีรบุรุษบางท่านชมชอบงำประกาย โฉมสะคราญบางนางก็เป็นเช่นเดียวกัน...
ทว่าสตรีเช่นเม่งไอ่ซี แม้นแอบซ่อนหลบเร้นในถ้ำใต้สมุทร ใช่สามารถงำประกายได้?

เม่งไอ่ซีดีดนิ้วเผาะ ถ้วยน้ำในมือถูกส่งลงไปวางในถาดอย่างแม่นยำ นางถามซ้ำอีกครั้งว่า
"ที่ฮวงจึงวันนี้มีเรื่องราวใด"
หญิงรับใช้นั้นขบริมฝีปาก จึงจู้ฮูหยินถามถึงฮวงจึง นี่จึงเป็นเรื่องพิเศษยิ่ง ปกติไม่ว่าเรื่องราวใหญ่น้อยอันใดนางมิเคยใส่ใจถามไถ่ ตึกหลังนี้แม้อยู่ใจกลางฮวงจึง ทว่าดูคล้ายตัดขาดโดดเดี่ยว เม่งไอ่ซียามเอ่ยถึงฮวงจึงก็มิใช้คำว่าบ้านเรา ราวกับสถานที่ทั้งสองห่างไกลกันหลายร้อยลี้ก็มิปาน

หญิงรับใช้นั้นเขยิบเท้ามาข้างหน้า กล่าวว่า
"โอ้วซิงแซได้รับบาดเจ็บ ผู้คนจึงชุลมุนวุ่นวายยิ่ง..."
นางกลืนน้ำลาย คิดกล่าวถ้อยคำต่อไป หากวาจาเพียงชะงักอยู่ในลำคอ มิว่าอย่างไรก็มิกล้าเอ่ยออกมา
เม่งไอ่ซีลุกขึ้นจากเก้าอี้ ดวงตาจับนิ่งอยู่ที่พยัคฆ์ขาวนั้น ดูไปกลับคล้ายทั้งสองจับจ้องตากัน มิว่าผู้ใดก็ไม่กล้าถอนสายตาก่อน สักครู่หนึ่งนางพลันหันกายมา ยกเหยือกน้ำในมือขึ้นสูง แหงนศีรษะเทน้ำลงราดรดใบหน้าจนชุ่มฉ่ำ

หญิงรับใช้รีบเข้ามารับเหยือกจากมือนาง เม่งไอ่ซีสะบัดศีรษะไปมา เสื้อผ้าด้านบนเปียกชุ่มโชก หยาดน้ำบนใบหน้ายังพร่างพราย
นางยกแขนเสื้อเช็ดใบหน้าอย่างแช่มช้า หยาดน้ำกลับคล้ายไม่รู้จักหมดสิ้น ...หรือที่เห็นใช่เป็นเพียงหยดน้ำ?
...เม่งไอ่ซีปีนี้อายุยี่สิบเก้า นางแต่งเข้าฮวงจึงเมื่ออายุสิบแปดปี ผู้คนทั่วไปล้วนทราบ น้ำไฮ้ก่าจู้รักถนอมธิดายิ่ง มิว่าผู้ใดล้วนไม่ถูกใจท่าน ในที่สุดกลับเป็นเล้งอิกที่สามารถครอบครองนาง
เล้งอิกเป็นประมุขฮวงจึง เกียรติภูมินับเป็นหนึ่งในแผ่นดิน วิชาฝีมือยิ่งไม่ต้องว่ากล่าวแล้ว น้ำไฮ้ก่าจู้ฝากฝังธิดาโทนไว้กับเขา เยี่ยงนี้สมควรสบายอกสบายใจยิ่ง...
เม่งไอ่ซีเป็นจึงจู้ฮูหยินของสถานที่นี้ ผู้คนล้วนยกย่องเคารพนาง บ้างถึงกับเกรงกลัวนาง ได้ยินว่านางเข้านอนดึกอย่างยิ่ง รังเกียจสุ้มเสียงรบกวนอย่างยิ่ง บ่าวไพร่ยามดึกดื่นหากมีธุระต้องเดินผ่านตึกของนาง ล้วนเขย่งเท้าย่องอย่างเงียบเชียบ กระทั่งบางครั้งอยู่ไกลถึงตึกหน้า ทว่าหากคิดเอ่ยถึงนาง ยังรีบลดสุ้มเสียงแผ่วเบา

มาตรว่านางร้อยวันพันปีมิได้ย่างเท้าออกจากตึก พวกเขายังคงเกรงกลัวนาง...
มาตรว่าพวกเขาสงสัยยิ่ง เล้งจึงจู้เพราะเหตุใดจึงพำนักอยู่คนละตึกกับนาง หากแต่พวกเขามิเพียงไม่กล้าถาม หนำซ้ำยังไม่กล้ากระซิบกระซาบออกความเห็น
เรื่องราวของคนบางคนคล้ายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประเภทหนึ่ง...
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องไม่ได้ประเภทหนึ่ง...


ห้องหนังสือในตึกหน้าของฮวงจึงแคบเล็กอย่างยิ่ง...
มาตรว่าเป็นห้องหนังสือ กลับไม่มีหนังสือแม้แต่เล่มเดียว...
หิ้งใหญ่ที่ติดผนังทุกด้านล้วนว่างเปล่า หนังสือถูกขนย้ายออกไปเนิ่นนานแล้ว มีเพียงกระบี่เก่าด้ามหนึ่งวางอยู่
นับแต่ที่เม่งไอ่ซีย้ายไปที่ตึกด้านหลัง หนังสือทุกเล่มล้วนถูกขนย้ายไป ณ สถานที่ของนาง กระดาษที่นางใช้เขียน ภาพที่นางวาด กล่องหมึกของนาง ภู่กันของนาง ไม่ว่าเศษเสี้ยวเล็กน้อยใดล้วนไม่หลงเหลืออยู่ที่นี้
เพ็กกงจู้ย้ายกลับสู่ดินแดนของนาง ทว่าห้องหับยังได้รับการดูแลไว้ในสภาพเดิม เม่งไอ่ซีเมื่อย้ายออก ทุกอย่างกลับต้องติดตามนางไป
เยี่ยงนี้ห้องหนังสือจึงว่างเปล่ายิ่ง กระทั่งโต๊ะตัวหนึ่งก็ไม่มี

ห้องหนังสือแม้ว่างเปล่า บัดนี้กลับมีผู้คนสองคนยืนอยู่
คนผู้หนึ่งสวมอาภรณ์สีคราม ดวงตาสุกใสกระจ่าง ที่แท้เป็นเล้งอิกเอง
อีกผู้หนึ่งรูปร่างสูงโปร่ง ดวงหน้าเรียบเฉย ดวงตาก็ไม่ปรากฏความรู้สึกใด ย่อมเป็นเต็งลั่งผู้นั้น
เล้งอิกขยับกายก่อน เขาจ้องดูผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้า เพ่งพินิจอย่างถ้วนถี่
...สิบกว่าปีที่พวกเขาไม่ได้พบกัน สิบกว่าปีที่เขามักตื่นขึ้นจากฝันร้าย...
ในที่สุดเล้งอิกว่ากล่าวแล้ว
"สิบกว่าปีนี้ ท่านไปอยู่ที่ใด"

เต็งลั่งก็มองตอบเล้งอิก แววตากลับคล้ายมีร่องรอยใดปรากฏ มิทราบเป็นพลุ่งพล่านหรือหมองหม่น...
"ข้าพเจ้าเดินทางโดยตลอด มิได้อยู่ที่ใดที่หนึ่ง"
เล้งอิกร้องอ้อ กล่าวว่า
"สถานที่นั้นของท่าน ข้าพเจ้าให้คนดูแลไว้"
เต็งลั่งผงกศีรษะ กล่าวว่า
"ความจริงท่านไม่ต้องลำบาก สถานที่นั้นข้าพเจ้าไม่ทราบจะกลับมาพำนักอีกหรือไม่"
เล้งอิกขมวดคิ้วนิดหนึ่ง กล่าวว่า
"ท่านมาครั้งนี้ มิได้คิดกลับมาอยู่?"
เต็งลั่งทอดถอนใจ ส่ายศีรษะกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าไม่คิดกลับมาอยู่"

เล้งอิกพลันมีสีหน้าเคร่งเครียด กล่าวว่า
"ท่านพอมาก็คิดไป หรือว่าเพียงรู้จักนึกถึงตนเอง ไม่นึกถึงผู้อื่น ท่านเมื่อสิบปีที่แล้วพอคิดไปก็ไป สิบปีให้หลังยังหวังกระทำเช่นเดิม เยี่ยงนี้ท่านว่าผู้อื่นสามารถทนทานได้?"
เต็งลั่งก้มศีรษะลง หันกายไปอีกทาง ที่แท้ในดวงตามีหยาดน้ำแล้ว
เล้งอิกไม่หยุดยั้ง สาวเท้าเดินไปเผชิญหน้า กล่าวว่า
"หากท่านคิดไปแน่นอน ใช่สามารถตอบคำถามข้าพเจ้าสามประการได้หรือไม่"
เต็งลั่งกล้ำกลืนน้ำตาไว้ เอ่ยเบาๆ ว่า
"คำถามสามประการใด"

เล้งอิกจ้องมองเต็งลั่ง ในดวงตากลับมีแววอาทรขึ้นวูบหนึ่ง
พวกเขาเติบโตขึ้นมาด้วยกัน เมื่อเยาว์วัยเต็งลั่งซุกซนยิ่ง มีครั้งหนึ่งถึงกับเอาตำราโบราณของซือเนี้ย (อาจารย์หญิง) มาพับเรือเล่น ยังถึงกับเอาลอยในลำธารจนเสียหาย ซุกซนเยี่ยงนี้มิเพียงถูกซือแป๋เฆี่ยนตี ยังต้องอดข้าวหนึ่งวัน คุกเข่าสำนึกผิดอีกทั้งคืน
เล้งอิกในยามนั้นไม่สบายใจอย่างยิ่ง ถึงกับกล้าขัดคำสั่งซือแป๋ ลอบเอาสาลี่ผลหนึ่งมาให้เต็งลั่งที่นั่งคุกเข่าตากน้ำค้าง
...เต็งลั่งน้อยหนาวสั่นอย่างยิ่ง เสื้อผ้าผมเผ้าล้วนเปียกชื้น ทว่าในมือยังคงมีดินก้อนหนึ่ง ที่แท้เล่นปั้นตุ๊กตามากมายหลายตัว
เล้งอิกส่งสาลี่ให้เต็งลั่ง เต็งลั่งตอนแรกคิดกัดกิน ภายหลังกลับเปลี่ยนใจ ส่งคืนแก่เล้งอิก
... สาลี่นี้เป็นของเตียซิงแซ ท่านโกรธข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงไม่รับประทานของของท่าน...
เล้งอิกพยายามต่างๆ นานา ทว่าเต็งลั่งไม่ยินยอม ขณะยื้อยุดฉุดกัน ซือแป๋กลับเปิดประตูออกมา
เล้งอิกยามนั้นกลัวแทบตาย เต็งลั่งกลับรีบกระชากสาลี่จากมือเขา กล่าวว่า
"สาลี่นี้ข้าพเจ้าโขมยมาจากในครัว ท่านอย่าได้คิดยื้อแย่งไป"
เล้งอิกยามงุนงงไม่อาจว่ากล่าว โฮ้ยเกี่ยมแขะพลันทรุดกายลง โอบอุ้มทั้งสองขึ้นมาในอ้อมแขนท่าน
... ผู้หนึ่งกลัวอีกผู้หนึ่งอดตาย อีกผู้หนึ่งคิดแย่งรับโทษ วิชานี้เรามิได้ฝึกสอนแก่พวกเจ้า เมื่อเห็นพวกเจ้าคิดได้เอง เราจึงเบิกบานยิ่ง...
เล้งอิกแย้มยิ้มออกมาได้ เต็งลั่งซบศีรษะลงบนไหล่โฮ้ยเกี่ยมแขะ ที่แท้อ่อนระโหยนัก เมื่อกลับเข้าบ้านรับประทานข้าวต้มเพียงไม่กี่คำก็ผล็อยหลับไปกับโต๊ะ โฮ้ยเกี่ยมแขะได้แต่โอบอุ้มไปส่งที่เตียง

เห็นซือแป๋ยามนั้นอารมณ์ดี เล้งอิกพลันมิอาจเก็บความสงสัยไว้ เต็งลั่งมิเคยเรียกหาโฮ้ยเกี่ยมแขะสองสามีภริยาเป็นซือแป๋ซือเนี้ย ทว่าเรียกเป็นเตียซิงแซ เตียฮูหยิน ค่ำคืนนั้นเล้งอิกกลับเอ่ยปากไถ่ถามซือแป๋ ยังจำได้ท่านทอดถอนใจหลายครั้ง กล่าวว่า
... ลั่งน้อยเป็นบุตรชายของคนผู้นั้น เราจึงมิกล้ารับเขาเป็นศิษย์ ...
... คนผู้นั้นคือผู้ใด...
โฮ้ยเกี่ยมแขะนิ่งเฉยอยู่นาน สักครู่จึงกล่าวว่า
... คนผู้นั้นเป็นผู้ใดเจ้าจึงไม่ต้องสนใจ เพียงทราบ เต็งลั่งถือกำเนิดเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าบาปเคราะห์ของผู้ใด ล้วนไม่ต้องให้เขาชดใช้ เรื่องราวในหนหลังอย่าได้สืบสาวแล้ว...

เล้งอิกหยุดครุ่นคิดคำนึง มองดูเต็งลั่งที่ยืนตรงหน้า พลันเอ่ยช้าๆ ว่า
"คำถามสามประการของข้าพเจ้า ล้วนสืบเนื่องจากเมื่อสิบปีก่อน เรื่องราวในวันที่ท่านจากไป"
เต็งลั่งยืนเงียบงันไร้วาจา เล้งอิกพลันหยิบกระบี่บนหิ้งหนังสือมาถือไว้ ดึงกระบี่ออกจากฝักอย่างแช่มช้า ด้ามกระบี่แม้เก่าชรา แลดูมีรอยขูดขีดมากหลาย ตัวกระบี่กลับคล้ายเพิ่งขัดถู ถึงกับเปล่งประกายเจิดจ้า
...เล้งอิกยกกระบี่ขึ้น จากนั้นตวัดลงอย่างรวดเร็ว ได้ยินเสียงควับเควี้ยวในอากาศ เขาจ่อปลายกระบี่ไปที่ผนังด้านหนึ่ง มองดูจุดที่กระบี่ชี้นั้น พลันเอ่ยถามว่า
"สิบปีก่อนท่านลงมือกะทันหันยิ่ง กราดเกรี้ยวยิ่ง ถึงกับจ่อกระบี่ที่หน้าอกข้าพเจ้า วันนี้ข้าพเจ้าคิดใคร่ถาม ท่านยามนั้นใช่คิดสังหารข้าพเจ้าหรือไม่..."