|
เต็งลั่งแลดูเล้งอิก ในดวงตามีแววสับสน เขาความจริงย่อมมิได้คิดปิดบัง ทว่าในช่วงเวลาที่เพิ่งผ่านพ้น เกิดเรื่องราวขึ้นมากหลาย กระทั่งเม่งไอ่ซียังรั้งอยู่ในเทียนมึ้งเก็ง
...เขาย่อมรู้จักสหายดีกว่าผู้ใด เล้งอิกที่ยึดมั่นถือมั่น อีกทั้งมิปล่อยวาง หากตนมิได้บอกเล่าโดยถ้วนถี่ ไหนเลยยินยอมเข้าใจ...
ยามนี้เห็นสีหน้างุนงงของเล้งอิก ยังเห็นแววเคลือบแคลงในดวงตาเขา ต้องรีบเอ่ยว่า
"เราเองก็เพิ่งทราบเรื่องนี้..."
เล้งอิกส่ายหน้าไปมา มิอาจเชื่อสิ่งที่ได้ยิน ถามซ้ำว่า
"ท่านเป็นเซี่ยวเก็งจู้ของเทียนมึ้งเก็ง?"
เต็งลั่งได้แต่พยักหน้า เล้งอิกพลันคล้ายถูกกระหน่ำลงที่ศีรษะ ในความมึนงงยังถามขึ้นอีกว่า
"ท่านเกี่ยวข้องกับอดีตเก็งจู้ของเทียนมึ้งเก็งที่..."
...คนคิดกล่าว อดีตเก็งจู้ของเทียนมึ้งเก็งที่บิดาเราสังหาร... ทว่าถ้อยคำพลันติดอยู่ที่ลำคอ มิอาจล่วงพ้นออกไป เห็นเต็งลั่งถอนใจอย่างอ่อนล้า กล่าวเบาๆ ว่า
"อดีตเก็งจู้ที่เรียกว่าเจ็งไฮ้เป็นบิดาเรา"
เล้งอิกพอได้ยินถนัดชัดเจน ต้องสืบเท้ามาอีกทางอย่างลืมตัว เต็งลั่งก็ติดตามมา กล่าวว่า
"ท่านฟัง มิว่าเรื่องราวในอดีตเป็นเยี่ยงไร เราล้วนมิใส่ใจ"
...เล้งอิกกลับคล้ายมิได้ยินถ้อยคำที่เขากล่าว ซังแชเกี่ยมแขะที่ด้านหลังกลับขมวดคิ้วขึ้น พวกเขาพอฟัง... ต้องรู้สึกเซี่ยวเก็งจู้ใช้อารมณ์ความรู้สึกเป็นใหญ่ กลับลืมเลือนรอยแค้นบรรพชน บุตรหลานผู้หนึ่งหากว่ากล่าวเหลวไหลเช่นนี้ วิญญาณผู้ล่วงลับยังต้องหลั่งน้ำตา...
เห็นเล้งอิกยังเหม่อลอยซึมเซา เต็งลั่งก็กล่าวอีกว่า
"เรายามนี้สืบสาว ที่แท้เรื่องครั้งนั้นเป็นอย่างไร ท่านเองก็ต้องรีรอ..."
เล้งอิกกลับมิได้ฟังคำเขา พอหันมาก็กล่าวว่า
"ท่านเชื่อว่าบิดาเราใช้พิษ?"
เต็งลั่งสั่นศีรษะน้อยๆ ทว่ามิได้กล่าวอันใด เล้งอิกยังถามย้ำว่า
"ท่านบอกเรา ท่านเชื่อเรื่องราวนั้นหรือไม่"
เต็งลั่งพลันหันไปอีกทาง กล่าวว่า
"เรื่องนี้เราก็ต้องการคำตอบเช่นกัน ทว่าจนถึงบัดนี้ ยังมิสามารถสืบสาว"
เล้งอิกกลับมิยินยอม สีหน้าดวงตามีแววร้อนรุ่ม ยังถามว่า
"เรามิสนใจท่านสืบสาวอันใด เราเพียงต้องการทราบ ท่านเชื่อหรือไม่ บิดาเรามิได้ใช้พิษ"
เต็งลั่งยามนี้หันมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตายังคล้ายมีแววคุขึ้น กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
"เราเมื่อครู่บอกชัดเจน มิได้สนใจเรื่องราวแต่หนหลัง กับคำตอบที่ท่านต้องการ เราย่อมมิอาจเอ่ยออกไป ที่เรารู้จักคบหาคือท่าน ที่เราเชื่อถือก็คือท่าน หาใช่เล้งทิเจ็งไม่..."
เล้งอิกพอฟัง รู้สึกคล้ายมีกระบี่เสือกแทงเข้ามาในหัวใจ
...เต็งลั่งเมื่อสิบปีก่อนจู่โจมกระบี่ออก ทว่ามิได้แทงลงมา คนวันนี้ไม่มีกระบี่ วาจากลับชวนให้ปวดแปลบยิ่งกว่า...
เล้งอิกตั้งแต่ทราบเรื่องเจ็งไฮ้ที่ตกตายด้วยฮ้วยหงษ์ตั๊ก ย่อมเป็นหนามคาใจทุกเมื่อเชื่อวัน ตนเชื่อในความบริสุทธิ์ของผู้ให้กำเนิด ทว่าสืบเสาะอยู่เป็นนาน กลับมิอาจพบเบาะแสที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น ยามนี้เต็งลั่งที่คบหามาแต่เยาว์วัย พาลกลายไปเป็นทายาทของเทียนมึ้งเก็ง ยังเป็นบุตรชายผู้ที่ตกตายในคมทวนเคลือบพิษนั้น เล้งอิกต้องรู้สึกรวดร้าวอีกเป็นทวีคูณ
...เต็งลั่งที่บ่งบอก มิใส่ใจเรื่องในอดีตของบุพการี ทว่าเล้งอิกที่สับสนว้าวุ่น คิดใคร่ให้ใครสักคนว่ากล่าวหนุนความคิดตน เล้งทิเจ็งบิดาเขามิใช่บุคคลเช่นนั้น...
...มาตรว่าผู้อื่นมิยอมเชื่อถือ เต็งลั่งที่ผูกพันราวพี่น้องร่วมอุทรยังต้องเชื่อถือ...
ยามนี้แลสบตาเต็งลั่งแน่วแน่ กล่าวด้วยน้ำเสียงคาดคั้นว่า
"ท่านบอกเรา ท่านเชื่อหรือไม่ บิดาเรามิได้ใช้พิษ"
...เห็นเต็งลั่งยังยืนนิ่งเฉย เล้งอิกก็ยื่นมือกระชากปกเสื้อเขา ตวาดซ้ำด้วยถ้อยคำเดิม เต็งลั่งพอสะบัดหลุด คนพลันถอยออกไป หอบหายใจหนักหน่วง กล่าวอย่างพลุ่งพล่านว่า
"ยามนี้ยังมิมีหลักฐานแน่ชัด เราย่อมมิอาจเชื่อถือบิดาท่าน หากท่านคิดข่มขู่ให้เราปลงใจ เราก็ยินดีกระทำตาม ท่านพอใจแล้วหรือไม่"
เล้งอิกพลันถลันเข้ามา ผลักเต็งลั่งเซถลาไป ดวงตามีแววเจ็บช้ำ น้ำเสียงก็สั่นเครือ
"ท่านเมื่อมิยินยอมเชื่อถือ ก็มิต้องฝืนใจกระทำ"
เต็งลั่งพอตั้งหลักได้ก็สืบเท้าเข้าหาเล้งอิก คนแม้ข่มกลั้นอารมณ์ น้ำตายังซึมเป็นสาย ได้แต่กล่าวอย่างคับแค้นว่า
"ท่านเมื่อกาลก่อนเป็นอย่างไร บัดนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้น ท่านเพียงสนใจผู้อื่นกระทำอันใดต่อท่าน ทว่ามิเคยรับทราบ ท่านกระทำอันใดต่อผู้อื่น เล้งทิเจ็งที่สังหารบิดาเรา ท่านก็มิได้สนใจ บิดาเราตกตายอย่างไร เราผู้นี้มีความรู้สึกอย่างไร ท่านเพียงคิดให้เราเชื่อถือ เล้งทิเจ็งที่เลอเลิศในแผ่นดิน ทั้งยังเป็นบิดาท่าน มิเคยใช้พิษชั่วช้าสามานย์..."
...เล้งอิกพอฟังต้องตะลึงงัน เต็งลั่งก็ก้าวเข้ามายืนที่เบื้องหน้าเขา ตะคอกใส่ว่า
"เรื่องเมื่อสิบปีก่อนท่านก็มีคำถามมากมายให้เราตอบ เรื่องเมื่อยี่สิบเจ็ดปีที่แล้วท่านยังต้องการให้เรายอมรับ หากวันนี้มีผู้คนยืนยัน เล้งทิเจ็งใช้พิษจริง ท่านยังคงเค้นคอเราให้บอกออกมา เป็นบิดาเราเสียหลักล้มลงใส่คมทวน ใช่หรือไม่"
วาจาพอขาดคำ ร่างก็ลอยละลิ่วมาที่ด้านหลัง พอตกลงสู่พื้นยังกระอักโลหิตออก
...เล้งอิกกลับลงมือแล้ว...
ชิ้มอวงที่ชมดูอยู่ด้านข้างต้องร้องอุทานอย่างแตกตื่น เขาไหนเลยคาดคิด เรื่องราวกลับแปรเปลี่ยนเช่นนี้ เห็นเฮียตี๋ที่ผมขาวทั้งศีรษะสะอึกกายเข้ามารับเต็งลั่ง ร่ำร้องอึงอลว่า
"เซี่ยวเก็งจู้ ท่านไฉนมิหลบเลี่ยง"
...ยามหันมามองเก็งจู้ที่ยโสเย็นชา เห็นเพียงปรายตามองเต็งลั่งวูบหนึ่ง กลับมิได้มีท่าทีเยี่ยงไร...
เต็งลั่งบนพื้นพลันผลักซังแเชเกี่ยมแขะออก คนก็ยันกายลุกขึ้น ยังสืบเท้าเข้าหาเล้งอิก ดวงตามีแววเศร้าเสียใจ ริมฝีปากกลับมีรอยยิ้ม กล่าวว่า
"ท่านใช้กำลังเพียงสองส่วน ย่อมมิอาจหยุดเรา ทางที่ดีใช้ออกเจ็ดแปดส่วน ยังสามารถหยิบยืมกระบี่ผู้คน..."
...เล้งอิกที่เมื่อครู่ตบฟาดฝ่ามืออย่างลืมตัว ย่อมมิได้ตั้งใจทำร้ายสหาย ยามนี้รู้สึกเจ็บปวดรวดร้าว ต้องกล่าวว่า
"เราขอโทษท่าน"
เต็งลั่งสั่นศีรษะคราหนึ่ง กล่าวว่า
"ท่านมิต้องขอโทษเรา ท่านเมื่อคิดลงมือ ยังสามารถกระทำสืบต่อ เรายังมุ่งหวังท่านฟาดเราตกตาย..."
คนพอสืบเท้าเข้ามา เล้งอิกกลับต้องถอยไป ในความร้อนรุ่มยังตวาดว่า
"อย่าได้บีบบังคับเรา"
เต็งลั่งพลันยื่นมือออก กล่าวเน้นถ้อยคำว่า
"พวกเราใช้กระบี่..."
จี่แชซิงแซพอฟังต้องประหวั่นลนลาน เซี่ยวเก็งจู้และเล้งอิกมิได้มีกระบี่ ที่ท่านว่ากล่าวเช่นนั้น ย่อมคิดหมายให้ตนและกอกอส่งกระบี่ให้ เขาเมื่อครู่ย้อนกลับไปรายงานเก็งจู้ ย่อมพกกระบี่ของตนและกอกอติดตัวมา
...อั่งแชซิงแซยามนี้ชำเลืองแลเก็งจู้ เห็นท่านยังคงชมดูโดยมินำพา เต็งลั่งพอตวาดคำเดิม คนได้แต่ยื่นส่งกระบี่แก่เขา จี่แชซิงแซก็โยนกระบี่ให้เล้งอิก...
เล้งอิกมาตรว่ารับกระบี่ ยังคงสืบเท้าถอยหลัง กล่าวว่า
"ลั่งน้อย เราขอโทษ เรามิได้ตั้งใจ"
เห็นเต็งลั่งชักกระบี่ออก ดวงตาที่มีแววปวดร้าวยังประสานกับเขาแน่วแน่ เล้งอิกก็ชมดูจนใจสะท้าน ทว่าพอเต็งลั่งกล่าววาจา ถ้อยคำกลับทำให้ตนสั่นระริกไปทั่วร่าง
"ท่านฟัง... วันนี้หากเราสังหารท่าน ไอ่ซีจึงหวนคืนมาเป็นของเรา ทว่าหากท่านสังหารเรา ไอ่ซีกลับทอดทิ้งท่านตลอดกาล..."
เล้งอิกพอฟังต้องเดือดพุ่งขึ้น ในความหมายที่เต็งลั่งว่ากล่าว หัวใจของเม่งไอ่ซีมีเพียงคนผู้เดียว หากคนผู้นั้นทำร้ายเขาตกตาย เม่งไอ่ซีพลันเป็นอิสระ ทว่าหากเขาประหัตประหารคนผู้นั้น เม่งไอ่ซีทั้งชีวิตกลับมิอาจอยู่ร่วมกับผู้ใดอีก...
...ในเสียงตวาดอย่างเจ็บแค้น เล้งอิกก็ชักกระบี่แล้ว...
ในความมืดมิดมีเพียงแสงสว่างจุดเดียว
เม่งไอ่ซีที่ฟุบอยู่บนพื้นพลันลืมตาขึ้นมา...
นางพอยันกายขึ้น หัวใจกลับรู้สึกเฉียบเย็น คล้ายถูกทิ่มแทงด้วยอาวุธมีคม
...คนพอหันกายรอบด้าน มิอาจแลเห็นสิ่งใด รอบกายล้วนเป็นความมืดสนิท มีเพียงเบื้องบนที่มีจุดแสงสว่างน้อยนิด ยังคล้ายอยู่ไกลอย่างยิ่ง...
...นี่มิทราบเป็นสถานที่ใด นางพลันมาอยู่ที่นี้ได้อย่างไร...
พอก้าวออกเดิน กายพลันตระหนักถึงความหนาวเหน็บ ยามนี้ตั้งสติขึ้น ยังคล้ายได้ยินเสียงคลื่นลมกระแทกหินผา
...ในอกพลันเจ็บแปลบขึ้นอีกครา เท้าก็สะดุดกับสิ่งอันใด คนพอทรุดกายลง ยังคล้ายได้ยินเสียงเรียกหา...
นางที่เหลียวหน้าแลหลัง เพียงได้ยินเสียงหายใจของตนเอง ด้วยสัญชาติญาณที่ปราดเปรียว ย่อมทราบว่าสถานที่นี้มิได้มีผู้คน
เมื่อมิได้มีผู้คน ไฉนจึงได้ยินสุ้มเสียงนั้น...
...ฤาผู้คนที่เรียกหา เพียงส่งเสียงจากใจสู่ใจ...
กระบี่พอวาดขึ้น เปลวเพลิงที่ด้านหลังยังลุกโชนกว่าเดิม
...คนทั้งคู่ที่ตวัดกระบี่ขึ้นเตรียมพร้อม ท่วงท่ายังเป็นเช่นเดียวกัน...
ซังแชเกี่ยมแขะสะกิดกายเข้าใกล้เก็งจู้ พวกตนที่เกรงกลัวท่าน ยามนี้กลับลืมเลือนหมดสิ้น ระล่ำระลักถามว่า
"เซี่ยวเก็งจู้ร่างกายมิพร้อม ยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้?"
เก็งจู้เพียงแลดูผู้คนตรงหน้า แววตายังนิ่งเฉย กล่าวว่า
"เขาที่คิดปกป้องสหาย กระทั่งกับเรายังกล้าขวางกั้นกลาง วันนี้เราก็คิดใคร่ทราบ บุคคลที่เขาปกป้อง ใช่สามารถลงมือต่อเขาหรือไม่"
อั่งแชซิงแซพลันรวบรวมความกล้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรนว่า
"ท่านมิอาจเสี่ยงเช่นนี้..."
พวกเขายังมิทันว่ากล่าวจบคำ เสียงกระบี่ก็ดังขึ้นแล้ว
...กระบี่เพียงเริ่มปะทะ กระบวนท่ายังฉับไวปานพายุ...
เล้งอิกสืบเท้าเป็นวง กระบี่ในมือจู่โจมต่อเนื่องเป็นสาย ใช้ออกด้วยเทียนเลี้ยงจุ้ยเกี่ยมหวบ (เพลงกระบี่ฟ้าเชื่อมบาดาล) คนพอเบี่ยงซ้าย กระบี่พลันวาดออกทางขวา พอหมุนกลับอีกทางยังเสือกแทงย้อนหลัง ในหนึ่งกระบวนคุ้มครองทั้งสี่ทิศ ทุกท่วงท่าล้วนจบเป็นวง คิดใช้กระบี่นี้มิเพียงท่าร่างต้องรวดเร็ว ลมปราณยังต้องหนุนเนื่องพอดี หากส่งพลังเร็วหรือช้าเพียงเล็กน้อย เกิดผิดจังหวะเสียหลัก วงกระบี่พลันแตกออก เปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามชิงรุกไล่...
เทียนเลี้ยงจุ้ยเกี่ยมหวบย่อมเป็นโฮ้ยเกี่ยมแขะบัญญัติขึ้น ยังถ่ายทอดต่อเล้งอิกครบเก้ากระบวน เต็งลั่งมาตรว่ามิเคยฝึกฝนโดยตรง ยังจดจำท่าร่างได้หมดสิ้น คนพอเห็นเล้งอิกใช้ออก ตนที่ยังบอบช้ำ มิอาจใช้กำลังเต็มที่ ยังสามารถหมุนกายต้านรับ กระบี่ในมือวาดออกด้วยท่วงท่าเดียวกัน ท่าเท้าที่ใช้กลับผิดแผก มิได้วนรอบคู่ต่อสู้ เพียงสะกิดกายติดตาม ท่านซ้ายเราขวา ท่านขึ้นเราถอย ยังสอดคล้องกับจังหวะเคลื่อนไหวของเล้งอิก
...ในประกายกระบี่ถี่ยิบราวสะเก็ดเพลิง เล้งอิกพลันเปลี่ยนสภาวะ คนพอถอยออกก็ถีบร่างขึ้น กลับวกจู่โจมจากเบื้องสูง ยังใช้กระบวนท่าในเทียนเลี้ยงจุ้ยเกี่ยม ยามอยู่กลางอากาศพลันคล้ายลูกไฟจากเวหา คนกับกระบี่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ในท่าร่างที่รวดเร็ว เห็นเพียงเงากระบี่แปลบปลาบ หามีช่องว่างให้จู่โจมสอดแทรกแม้แต่น้อย...
เพลงกระบี่ดุดันเร่าร้อน ทั้งยังครอบคลุมสภาวะทั้งมวล เต็งลั่งที่อยู่เบื้องล่างได้แต่สืบเท้าถอยออก เขาที่มิอาจควบคุมลมปราณดังใจ ร่างกายก็ยังบอบช้ำ มิสามารถทะยานขึ้นรุกไล่ เพียงตั้งหลักบนพื้นต้านรับ ยังใช้ออกด้วยเทียนเลี้ยงจุ้ยเกี่ยม คล้ายคิดท้าทาย ในกระบวนท่าดุจเดียว เป็นเราหรือท่านที่เชี่ยวชาญกว่า
...คนที่มิอาจจบกระบวนครบ เพียงวาดมือมิอาจกวาดเท้า อานุภาพย่อมลดทอนลงมากหลาย เล้งอิกในจังหวะนี้ก็หมุนคว้างจู่โจมมา เต็งลั่งพลันล้มหงายลง ซังแชเกี่ยมแขะที่ชมดูต้องอุทานอย่างตื่นตระหนก เห็นกระบี่ในมือเล้งอิกวกวาบลงราวอสนีบาต เต็งลั่งที่ทอดกายบนพื้นพลันพลิกตะแคง พุ่งกระบี่ในมือออก ยังใช้กำลังจนสุดแรง...
...ได้ยินเสียงดังเคร้ง ประกายเจิดจ้าวูบขึ้นกลางอากาศ ย่อมเป็นกระบี่สองเล่มปะทะกัน เต็งลั่งฉวยโอกาสนี้กลิ้งมาทางด้านข้าง เล้งอิกพอตวัดมือ กระบี่ของเต็งลั่งก็ลอยขึ้น คนพลันเสือกแทงติดตาม ปลายกระบี่คมกริบสะกิดกับส่วนกลางกระบี่ของเต็งลั่ง เห็นตัวกระบี่โค้งลงราวมีมือเหนี่ยวน้าวไว้ พอสะบัดออกก็พุ่งคว้างลงเลียดพื้น ในเสียงควับเควี้ยวแหวกอากาศ กระบี่พลันหมุนวนราวจักรผัน ยังลอยละลิ่วสู่เต็งลั่งที่ไร้อาวุธ...
ซังแชเกี่ยมแขะกับชิ้มอวงพลันอ้าปากค้าง เล้งอิกยามนี้ใช้ลมปราณบังคับกระบี่ที่เต็งลั่งจู่โจมใส่เขา กระบี่ที่เหินร่อนยังอยู่ในกระบวนท่าเมื่อครู่ เห็นเต็งลั่งพอยกศีรษะขึ้นก็แนบกายลงกับพื้น ประกายกระบี่พอพุ่งมาถึง คนพลันถีบเท้าโผทะยานขึ้น ม้วนร่างหลบคมกระบี่วาววับ หนำซ้ำยื่นมือออก คว้าจับกระบี่ที่หมุนคว้างกลับมาในมือ...
...ซังแชเกี่ยมแขะต้องร้องขึ้นอย่างลืมตัว พวกตนย่อมมิอาจคาดคิด เซี่ยวเก็งจู้มิเพียงสามารถหลบรอด ยังฉวยกระบี่ตั้งหลักได้อีกครา ในฉับพลันเห็นจุดแดงกระจายพร่างขึ้น เต็งลั่งที่ยื่นมือรับกระบี่กลับร่วงหล่นลง โลหิตยังฉีดพุ่งจากปากจมูกเป็นสาย...
...ในพริบตาที่ร่างจวนกระแทกพื้น เก็งจู้และเล้งอิกล้วนปราดเข้าไป ต่างฝ่ายต่างยื่นมือรับเต็งลั่งไว้ กระบี่ในมือเล้งอิกยังทิ้งลงอีกทาง...
เต็งลั่งมองดูเล้งอิก คิดว่ากล่าวกระไรทว่ามิอาจเอ่ยถ้อยคำออกมา ในลำคอมีเพียงโลหิตพุ่งขึ้น ที่ฝ่ามือก็มีโลหิตชโลมแดงฉาน เมื่อครู่ที่รับกระบี่ย่อมโดนพลังกระแทกเข้า
...เก็งจู้ฉุดดึงเขาจากเล้งอิก จับนั่งลงบนพื้น ถ่ายทอดลมปราณให้อย่างเร่งร้อน เล้งอิกพอแลดูเต็งลั่งที่หลั่งโลหิตโทรมกาย มือต้องสั่นระริกขึ้น ตนเมื่อครู่ลงมือต่อเขา ยังใช้กระบวนท่าที่กราดเกรี้ยว ในจังหวะสุดท้ายที่เป็นช่วงคับขัน เต็งลั่งได้แต่ฝืนเกร็งลมปราณขึ้น ทะยานหลบหนีกระบี่ที่โหมเข้าใส่ราวพายุหมุน คนที่ดื้อรั้นมิยอมแพ้ ยังคว้าจับกระบี่กลับมา พลังที่เล้งอิกส่งไปจึงกระแทกลงอย่างหนักหน่วง เต็งลั่งที่ร่างกายมิสมบูรณ์ ลมปราณมิอาจหนุนเนื่องสืบต่อ ดังนั้นหยุดสภาวะกลางอากาศ ร่างจึงเสียหลักร่วงหล่นลง...
เล้งอิกยามนี้ย่อกายลง สบตาเต็งลั่งที่อ่อนระโหย พลันยื่นมือออกจับแขนเขาไว้ ในดวงตามีหยาดน้ำแวววาว ทว่ารีบฝืนกล้ำกลืนลง กล่าวว่า
"เมื่อครู่เราลืมตัวไป..."
จี่แชซิงแซที่ยืนอยู่ด้านหลังพลันร้องขึ้นว่า
"ท่านก็ทราบ เขาบาดเจ็บอยู่ก่อน ยังลงมือมุ่งหมายเอาชีวิต..."
เต็งลั่งพลันโบกมือขึ้น ยังส่งสายตาตำหนิใส่จี่แชซิงแซ คนที่มิอาจว่ากล่าว ยังจับมือเล้งอิกเข้ามา ขีดเขียนตัวหนังสือลงไป เล้งอิกพอรับทราบต้องก้มศีรษะลง มิอาจกลั้นน้ำตาสืบต่อ ได้แต่ปล่อยให้หลั่งรดลงสู่พื้น...
...ที่เต็งลั่งเขียนในมือเขาเป็นเพียงคำสี่คำ
...เราผิดต่อท่าน...
พวกเขาเมื่อครู่หนึ่งคับแค้น หนึ่งลนลานเสียขวัญ ดังนั้นทำร้ายกันด้วยวาจา สุดท้ายยังห้ำหั่นประมือ เต็งลั่งบัดนี้ยอมรับตนเองผิดแล้ว เล้งอิกกลับเห็นว่ามิใช่...
...ที่ผิดจึงเป็นเขา...
เต็งลั่งเมื่อครู่ว่ากล่าว เขาเพียงสนใจผู้อื่นกระทำอันใดต่อตน ทว่ามิเคยรับทราบ ตนกระทำอันใดต่อผู้อื่น นั่นย่อมเป็นเรื่องจริงแท้ เล้งอิกพอฟังยังรู้สึกเจ็บปวดใจ คิดใคร่เอ่ยคำขอโทษออกมา มิคาด เต็งลั่งกลับมิได้หยุดยั้งแค่นั้น ยังตอกย้ำเรื่องบิดาของเขา กระทั่งยังเอ่ยถึงไอ่ซี...
...เต็งลั่งที่โพล่งออกมาด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน ย่อมเป็นเขาจุดชนวนขึ้นทั้งสิ้น...
เล้งอิกปาดเช็ดน้ำตาจนเหือดแห้ง ขยับมาทางเก็งจู้ กล่าวว่า
"เราจึงถ่ายทอดกำลังแก่เขา..."
เก็งจู้สั่นศีรษะเป็นเชิงปฏิเสธ พอเห็นเล้งอิกยังคิดว่ากล่าวอันใด พลันเอ่ยขึ้นว่า
"เขาเป็นคนของเทียนมึ้งเก็ง ท่านก็อย่าได้วุ่นวายไป"
เล้งอิกพอได้ยินกลับรู้สึกมิยินยอม กล่าวว่า
"เขาเป็นสหายเรา วันนี้ยังเป็นเราที่..."
วาจาเพิ่งเปล่งออก ประสาทอันฉับไวพลันสัมผัสถึงสิ่งใด ต้องหยุดชะงักคำพูดลง เก็งจู้ก็ตื่นตัวขึ้น ผลักเต็งลั่งออกเบาๆ มีเพียงซังแชเกี่ยมแขะและชิ้มอวงที่มิทราบเรื่องราว พากันย่างเท้าเข้ามา จี่แชซิงแซยังบ่นอย่างร้อนใจว่า
"เซี่ยวเก็งจู้เพิ่งฟื้นฟู วันนี้กลับ..."
เต็งลั่งพลันโบกมือห้าม นัยน์ตาที่อ่อนล้ากลับมีประกายวูบ ชิ้มอวงพอเห็นทั้งสามมีท่าทีผิดแปลกไป ย่อมคาดเดาเหตุการณ์ได้รางๆ น่ากลัววันนี้ยังมีเรื่องราวให้ชมดูอีกมากหลาย...
ในฉับพลันได้ยินอั่งแชซิงแซร้องขึ้น นัยน์ตายังจับจ้องไปทางริมผา ชิ้มอวงพอเหลียวมอง พลันเห็นเงาร่างสายหนึ่งยืนหันหลังอยู่ มิทราบคนผู้นี้ขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใด...
จี่แชซิงแซก็เอ่ยโพล่งอย่างตื่นตระหนกว่า
"จูไต่ลุ้ย..."
ชิ้มอวงพอฟังต้องสะดุ้งขึ้น เมื่อวันก่อนที่เล้งจึงจู้บอกเล่าเรื่องราวของง้วยตอก่า จูไต่ลุ้ยผู้นี้ยังคล้ายเป็นต้นตอสำคัญ เสียดายตนมิอาจสืบประวัติเขาแม้แต่น้อย เห็นคนผู้นี้ผมเผ้าหงอกขาวทั้งศีรษะ เขาที่สาบสูญไปถึงสี่สิบปี อายุต้องไม่น้อยกว่าหกสิบ หลังไหล่กลับยังตั้งตรง ชิ้มอวงพอแลดูอย่างพินิจพิเคราะห์ จูไต่ลุ้ยพลันหันหน้ามา ตนพอเห็นถนัดชัดตา ต้องอุทานอย่างแตกตื่น...
...นี่กลับเป็นบุคคลที่ตนรู้จักมาเนิ่นนาน ยังเป็นที่เคารพยกย่องในแถบถิ่นนี้...
...เฮี่ยงเม้งเล่าเอี้ยจื้อ...
|