เล้งอิกย่อมเห็นท่าทีของชิ้มอวง ดังนั้นถามว่า
"ท่านเคยพบเห็นเขา"
ชิ้มอวงผงกศีรษะ สีหน้ายังมึนงงคล้ายมิเชื่อ กล่าวว่า
"ท่านคือกอเล่าเอี้ยจื้อ (ผู้อาวุโสแซ่กอ) พวกเราที่นี้เรียกขานเป็นเฮี่ยงเม้งเล่าเอี้ยจื้อ วันนี้ที่จี่คุ้ยมีงานมงคล ยังเป็นหลานชายท่านตกแต่ง"

...เต็งลั่งกับเล้งอิกแลสบตากัน จูไต่ลุ้ยที่สาบสูญไปจากวงนักเลง ที่แท้กลับกลายเป็นเฮี่ยงเม้งเล่าเอี้ยจื้อ ถึงกับยังตั้งถิ่นฐานในแถบเดียวกับง้วยตอก่า หนำซ้ำเป็นที่นับหน้าถือตาของผู้คน ช่างมีขวัญกล้าเทียมฟ้านัก...
...เขาที่เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่ง ยามแฝงกายเป็นบัณฑิตยังมีชื่อเสียงระบือ ที่ได้รับยกย่องเป็นเฮี่ยงเม้ง (อัจฉริยะ) ย่อมมิใช่โชควาสนา...

เห็นจูไต่ลุ้ยสืบเท้ามายังพวกเขา พอถึงครึ่งทางก็หยุดลง ดวงตาแลจับที่เต็งลั่ง ยังเอ่ยว่า
"เด็กน้อยเจ้าวันนี้มิใคร่สบาย?"
เต็งลั่งกล้ำกลืนโลหิตลง ใบหน้ายังมีรอยยิ้ม ฝืนกล่าวว่า
"เราเมื่อเช้ามิใช่แขกเหรื่อ ยังร่วมรับประทานชากับขนมมงคล ท่านที่เป็นเอี้ยเอี้ยเจ้าบ่าว กลับมิได้อยู่รอรับหลานสะใภ้ น่ากลัวยังเป็นท่านที่มิใคร่สบาย"
...ยามนี้พลันหันมาทางชิ้มอวง เรียกเขาเข้ามาใกล้ ถามว่า
"เฮี่ยงเม้งเล่าเอี้ยจื้อผู้นี้เคยกระทำเรื่องชั่วช้า?"
ชิ้มอวงต้องรู้สึกงงงันวูบ มิทราบเต็งลั่งเหตุใดพลันถามขึ้น ได้แต่กล่าวว่า
"ในฐานะเฮี่ยงเม้งเล่าเอี้ยจื้อ ท่านย่อมมิเคยกระทำเรื่องชั่วช้าอันใด ทว่า..."
เต็งลั่งโบกมือขึ้น กล่าวว่า
"ท่านเพียงตอบเท่าที่ทราบ อย่าได้คาดเดาทางอื่น"
ชิ้มอวงเหลือบแลเล้งอิกอย่างคิดใคร่ถาม ทว่าเห็นเขาก็มีสีหน้าสงสัยเช่นกัน พอดีได้ยินเต็งลั่งเอ่ยขึ้นอีกว่า
"ผู้คนในครอบครัวเขาเล่า? มีผู้ใดเคยทำเรื่องผิดต่อระเบียบกรมเมือง?"
ชิ้มอวงสั่นศีรษะอีกครา เต็งลั่งก็กล่าวสืบไปว่า
"ดังนั้นพวกเขาล้วนเป็นสุจริตชนที่ผู้คนยกย่องนับถือ?"
ชิ้มอวงได้แต่ผงกศีรษะ เต็งลั่งพยักหน้าคราหนึ่ง กล่าวว่า
"สถานที่นี้มิมีเรื่องราวใดสำคัญ เชิญชิ้มตั่วเอี้ยท่านลงจากเขาไปก่อนเถิด"

ชิ้มอวงพอฟังต้องประหลาดใจยิ่ง พอขยับปากจะถาม เต็งลั่งพลันหันไปทางซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้อง กล่าวว่า
"ดูแลให้ท่านผู้นี้ลงจากเขาไป"
ชิ้มอวงมองมาทางเล้งอิก เห็นเขาจับไหล่เต็งลั่ง ถามว่า
"ท่านไฉน..."
เต็งลั่งที่กล่าววาจามากหลาย ยามนี้พักหอบหายใจ อั่งแชซิงแซที่คาดเดาความคิดของเซี่ยวเก็งจู้ออก พลันหันมาทางชิ้มอวง กล่าวว่า
"ท่านเมื่อมิได้เกี่ยวข้องกับจูไต่ลุ้ย เพียงรู้จักเขาในคราบเฮี่ยงเม้งเล่าเอี้ยจื้อ เซี่ยวเก็งจู้เราจึงหวัง อย่าได้สืบสาวให้เป็นภัยต่อตนเอง..."
...เล้งอิกกับชิ้มอวงพอฟังเพิ่งเข้าใจ เต็งลั่งที่เมื่อครู่ถามไถ่ออกมา คิดกระตุ้นเตือนชิ้มอวงให้รับทราบ อย่าได้พัวพันเรื่องราวนี้ ทั้งยังหมายให้เขากลับลงไป ย่อมคำนึงถึงความปลอดภัยของเขา...

เล้งอิกพลันประสานมือต่อชิ้มอวง ขอบคุณเขาที่ช่วยเหลือตน ยังกล่าววาจาน้อมส่งเขา
...คนชำเลืองมาที่เต็งลั่ง กับความละเอียดรอบคอบเช่นนี้ เขาย่อมมิอาจเทียบเทียม ตนรู้จักชิ้มอวงอยู่ก่อน กลับมิได้คิดหาเพื่อเขาแม้แต่น้อย เต็งลั่งที่เพิ่งพบพาน ยังสามารถใคร่ครวญอย่างรวดเร็ว...
ชิ้มอวงก็ประสานมือตอบเล้งอิก พอหันไปทางเต็งลั่งก็กล่าวว่า
"ขอบคุณเต็งกงจื้อที่มีน้ำใจ ทว่าข้าพเจ้าเป็นมือปราบ..."
เต็งลั่งยกมือปาดโลหิตบนใบหน้า กล่าวว่า
"มือปราบดูแลความสงบในเมือง เล่าเอี้ยจื้อผู้นี้เมื่อมิได้มีภัยต่อผู้คนอื่น ท่านก็อย่าได้เกี่ยวข้อง..."
...ยามนี้หันมาทางซังแชเกี่ยมแขะ สำทับว่า
"นำพาตั่วเอี้ยท่านลงไป"

ซังแชเกี่ยมแขะพอรับคำก็เดินเข้ามา ชิ้มอวงย่อมมิอาจขัดขืนสืบต่อ ได้แต่ติดตามพวกเขาลงสู่เบื้องล่าง อั่งแชซิงแซที่ห่วงใยอาการเซี่ยวเก็งจู้ ยังหันมากล่าวว่า
"ท่านต้องระวังให้มาก"
เต็งลั่งยิ้มกว้างให้เขา คนเพียงยืนขึ้นก็ซวนเซ ทว่ายังปากแข็งอย่างยิ่ง
"พวกท่านกลัวต้องแบกเราอีกครา?"

พวกเขาทั้งสามพอจากไป จูไต่ลุ้ยที่เมื่อครู่เพียงแลดูอย่างเงียบเชียบ พลันเอ่ยกับเต็งลั่งว่า
"ยังคงเป็นเด็กน้อยที่รอบคอบ สมกับเป็นบุตรชายเจ็งไฮ้ ทว่านิสัยที่คิดเห็นเพื่อผู้อื่น น่ากลัวถ่ายทอดทางลิ้วซีซี เนื่องเพราะเจ็งเช็งจุ้ยกลับมิได้มีส่วนนี้"
...เต็งลั่งต้องหันมาทางเก็งจู้ ในดวงตาคนทั้งสองย่อมมีแววประหลาดใจ จูไต่ลุ้ยกลับทราบเรื่องราวผู้คนในเทียนมึ้งเก็งมากหลาย กระทั่งนามของเก็งจู้ยังสามารถเอ่ยออกมา...
เก็งจู้ก้าวออกมาที่ด้านหน้า ถามว่า
"ท่านเคยพบพานบิดาเรา?"
จูไต่ลุ้ยกลับมิได้ตอบคำเขา ยังคงเอ่ยสืบไปว่า
"เราประเมินเจ้าทั้งสามผิดพลาดหมดสิ้น แผนการยังถูกทำลายหลายส่วน..."
...ยามนี้ถอนใจคราหนึ่ง สายตาพอแลไปทางง้วยตอก่าที่กลายเป็นซาก สีหน้าพลันเจ็บแค้นรันทด ดวงตาก็เป็นประกายเกรี้ยวกราด คนพอหันมาก็ประสานสายตากับพวกเขาทั้งสาม กล่าวว่า
"ในบรรดาพวกเจ้า เราตอนแรกเข้าใจ เด็กน้อยแซ่เต็งจัดการยากที่สุด ทว่าเมื่อลงมือกลับมิใช่..."
...ถ้อยคำพอหยุดชะงัก ยังยิ้มให้เต็งลั่งอีกครา กล่าวสืบไปว่า
"เจ้ามีน้ำใจมากหลาย ยามมีโอกาสยังให้ผู้คนละเว้นชีวิตเรา กับสหายก็คิดปกป้อง กับกอกอที่เย็นชายังห่วงใย คิดจัดการกับเจ้าจึงง่ายดายยิ่ง เนื่องเพราะเจ้ามีจุดอ่อนรอบกาย..."

เต็งลั่งพลันแย้มยิ้มออกมา กล่าวว่า
"ดูท่าท่านก็เป็นคนประเภทเดียวกับเรา เนื่องเพราะท่านก็มีโอกาสสังหารเรา ทว่ากลับมิได้กระทำ..."
จูไต่ลุ้ยพยักหน้าช้าๆ กล่าวว่า
"ผู้คนเช่นพวกเรา มักถูกผู้อื่นกระทำเจ็บช้ำ"
...ยามนี้หันมาทางเก็งจู้ นัยน์ตายังคล้ายมีแววชื่นชม กล่าวว่า
"เราประเมินเจ้าสูงสุดกว่าผู้ใด เจ้าพอเกิดมาก็มีภาระหน้าที่ ยังเติบโตอย่างโดดเดี่ยว มิได้ผูกพันกับผู้อื่น ยามลงมือกระทำการ ล้วนเฉียบขาดเป็นที่ยำเกรง ทว่าเราวันนี้พลันพบเห็น เจ้าคล้ายติดเชื้อโรคเด็กน้อยแซ่เต็งไปบ้าง น่ากลัวเรายังลงมือต่อเจ้าได้ไม่ยาก"

เก็งจู้เพียงนิ่งฟัง มิได้ว่ากล่าวอันใด จูไต่ลุ้ยพลันหันมาทางเล้งอิก หัวร่อขึ้นเบาๆ กล่าวว่า
"เด็กน้อยแซ่เล้งที่ขาดประสบการณ์ในวงนักเลง เรากลับประเมินเจ้าต่ำกว่าผู้อื่น ดังนั้นเกิดเรื่องยุ่งยากที่สุด แก้ไขยากที่สุด..."
เล้งอิกประสานสายตากับเขา พลันถามถึงสิ่งที่คับข้องใจออกมา
"จูเพ่งเอ็งเกี่ยวข้องอันใดกับท่าน"
จูไต่ลุ้ยพอได้ยินนามจูเพ่งเอ็ง ต้องถอนใจเนิ่นนาน ตอบคำว่า
"เรื่องนี้มิใช่ความลับอันใด เพ่งเอ็งเป็นธิดาของเรา ถือกำเนิดจากจูบ่ออ่วงที่เป็นภรรยาของจูตั้งเฮ้า ทว่าเราที่เร้นกาย ได้แต่ให้ผู้อื่นเข้าใจ จูตั้งเฮ้าจึงเป็นบิดาของนาง"
...เล้งอิกพอฟังต้องรู้สึก นี่กลับเหนือความคาดหมาย ตนเข้าใจมาตลอดว่าจูเพ่งเอ็งเป็นธิดาของจูตั้งเฮ้า มิทราบจูบ่ออ่วงไฉนมาเกี่ยวข้องกับจูไต่ลุ้ย ยังให้กำเนิดธิดาแก่เขา...

เต็งลั่งก็ถามขึ้นว่า
"ท่านยุ่งเกี่ยวกับภรรยาของจูตั้งเฮ้า ดังนั้นเมื่อยี่สิบปีก่อน สังหารเขาและฮูหยินลำดับสอง?"
...เล้งอิกพอฟังต้องอุทานออกมา เขาเพียงทราบจูตั้งเฮ้าหายสาบสูญ คาดมิถึง ท่านกลับตกตายตั้งแต่ยี่สิบปีที่แล้ว...
เห็นจูไต่ลุ้ยส่ายหน้าไปมา กล่าวว่า
"จูตั้งเฮ้ากับภรรยามิได้อยู่ในสายตาเราแม้แต่น้อย พวกเขาที่เสียชีวิต ล้วนเป็นเรื่องราวส่วนตัว เราก็มิต้องบอกกล่าวต่อพวกเจ้า จูบ่ออ่วงที่ตกแต่งกับเขา เป็นแต่เพียงในนาม เราก็รับนางเป็นภรรยาเมื่อจูตั้งเฮ้าสิ้นไปแล้ว มิได้กระทำเรื่องราวผิดศีลธรรม กระทั่งบุตรชายทั้งสี่ของเขา เราก็ชุบเลี้ยงอย่างดี ทั้งยังถ่ายทอดวิชา..."

เต็งลั่งใคร่ครวญอย่างฉับไว จูบ่ออ่วงที่ตกแต่งกับจูตั้งเฮ้าเพียงในนาม ภายหลังกลับกลายเป็นภรรยาจูไต่ลุ้ย ย่อมมีความนัยเบื้องหลัง ดังนั้นเอ่ยถามว่า
"ท่านวางจูบ่ออ่วงไว้เป็นหมาก? คิดชักใยง้วยตอก่าที่ด้านหลัง?"
จูไต่ลุ้ยสั่นศีรษะคราหนึ่ง กล่าวว่า
"เรามิได้คิดใช้นาง มาตรว่ามิได้มีนาง เราก็สามารถควบคุมจูตั้งเฮ้า ยังสามารถครอบครองง้วยตอก่า..."
...ที่เขาว่ากล่าย่อมเป็นความสัตย์ ง้วยตอก่าในอดีต หามีศิษย์ผู้ใดสร้างชื่อเสียงเกริกไกรเท่าจูไต่ลุ้ย หากเขาคิดเป็นก่าจู้ผู้หนึ่ง ย่อมมิมีผู้ใดกล้าคัดค้าน...
...เห็นสีหน้าเขามีแววเศร้าสร้อย ดวงตาก็แลไปยังซากง้วยตอก่า กล่าวช้าๆ ว่า
"สี่สิบปีก่อนเราทอดทิ้งภรรยา ธิดาที่เพิ่งถือกำเนิดก็ล้มป่วยตายไป ภรรยาเรากลับอุปการะเด็กหญิงผู้หนึ่ง ยังตั้งนามว่าบ่ออ่วง (มิอาฆาต) นางเลี้ยงเด็กหญิงนี้ไว้ข้างกาย ถ่ายทอดทุกสรรพสิ่งที่เป็นตัวนาง มิว่ากริยาท่าที อารมณ์ความรู้สึก เราพอพบเห็นจูบ่ออ่วง ยังรู้สึกว่าได้เจอนางอีกครั้ง"

เล้งอิกพลันนึกถึงสิ่งที่เซียงกงจู้บ่งบอก ผู้คนในดินแดนทะเลทรายนั้นมีวิชาลี้ลับ ยังเรียกว่าถอดวิญญาณอันใด คนพอคิดใคร่ถาม พอดีจูไต่ลุ้ยกล่าวสืบไปว่า
"...คิดให้คนผู้หนึ่งเป็นเช่นเดียวกับตัวเจ้าทุกประการ มิเพียงต้องฝึกฝน หนำซ้ำยังต้องสะกดจิตใจ ปลูกฝังเรื่องราวในจิตสำนึก"
เล้งอิกพอฟังต้องโพล่งถามขึ้นมา
"จูเพ่งเอ็งเล่า ใช่ถูกพวกท่านสะกดจิตใจ?"
จูไต่ลุ้ยก็พยักหน้าอีกครา กล่าวว่า
"เป็นมารดานางเองที่สะกดจิตนาง จูบ่ออ่วงเมื่อทราบว่าตนมีชีวิตไม่ยืนยาว ดังนั้นสะกดจิตจูเพ่งเอ็ง ถ่ายทอดเรื่องราวทุกประการแก่นาง จูเพ่งเอ็งจึงมีสองวิญญาณในร่างเดียว"

เล้งอิกพอฟัง ต้องรู้สึกเสียใจต่อจูเพ่งเอ็งนัก นางความจริงเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ถูกวางเป็นหมาก ที่น่าเศร้ายิ่งกว่า ผู้วางหมากกลับเป็นบิดามารดาผู้ให้กำเนิด...
...ยามนี้เอ่ยถามจูไต่ลุ้ยว่า
"ท่านไฉนส่งพวกนางไปที่ข้าพเจ้า"
จูไต่ลุ้ยแลสบตาเล้งอิก นัยน์ตาเป็นประกายวาว กล่าวว่า
"เรื่องนี้สหายของเจ้ากลับคำนวณออกแต่แรก เราคิดตัดหน้าเทียนมึ้งเก็ง จึงส่งผู้คนไปเสาะหาเจ้า ทว่าเจ้ามิเพียงรอดมา ยังทำร้ายธิดาเราสาหัสนัก..."
เอ่ยถึงตอนนี้ แววตาที่จับจ้องเล้งอิกพลันมีแววเหี้ยมเกรียม กล่าวสืบไปว่า
"...เรากลับตระหนักเมื่อสาย ในบรรดาพวกเจ้าทั้งสาม เจ้าที่ติดกับผู้คนง่ายที่สุด กลับเป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวที่สุด เจ้ามีห่วงผูกพันมากหลาย หนำซ้ำเป็นจึงจู้สำนักเที่ยงธรรม ยามคับขันกลับมิได้คิดถึงผู้ใดทั้งสิ้น ทั้งมีพลังแฝงในกาย ประเมินฝีมือแทบมิได้ เมื่อครู่หากที่ประมือมิใช่เด็กแซ่เต็ง คู่ต่อสู้เจ้าต้องตกตายแน่นอน"

เต็งลั่งที่นิ่งฟังอยู่นาน ยามนี้เอ่ยขึ้นว่า
"ท่านวันนี้อารมณ์ดี บอกเล่าเรื่องราวแต่ก่อนเก่า ที่ข้าพเจ้ายังคิดทราบ ท่านใช่มีความแค้นกับเทียนมึ้งเก็งอยู่ก่อน"
จูไต่ลุ้ยพลันหัวร่อขึ้น ยกมือชี้มาทางเต็งลั่ง กล่าวว่า
"เจ้าตอนนี้กลับไปสู่รากเดิม ยังรู้จักเจรจาเพื่อเทียนมึ้งเก็ง"
เต็งลั่งก็หัวร่อฮาฮา กล่าวว่า
"เรารับประทานเล้งจือของฮูหยินท่านนั้นมากมาย ย่อมต้องรู้จักทำงานชดใช้นาง"
...จูไต่ลุ้ยก็หัวร่อประสานกับเขา ยังคล้ายถูกอกถูกใจกันนัก เก็งจู้กับเล้งอิกที่เคร่งเครียดต้องลอบถอนใจคราหนึ่ง...
ได้ยินเต็งลั่งเอ่ยขึ้นอีกว่า
"เรายามนี้น่ากลัวดวงตก ผู้คนมักประทานหมัดเท้า บ้างยังกำนัลดาบกระบี่ ท่านก็เห็นใจเราสักครา บอกเล่าออกมาก่อนเราตกตาย มิเช่นนั้นเราพอเป็นวิญญาณ มิอาจล่องลอยสู่สุคติ ยิ่งมิอาจเข้าครรภ์ผู้คนไปเกิดใหม่"
...เล้งอิกต้องสะกิดเต็งลั่งคราหนึ่ง ในเวลาเช่นนี้ยังว่ากล่าวเหลวไหล กลับคล้ายมิได้เติบโตจริงๆ...

จูไต่ลุ้ยกลับหัวร่อมิได้หยุด แลมองเต็งลั่งด้วยสายตาประหลาด กล่าวว่า
"เรากลับมิได้มีบุตรหลานเช่นเจ้า รู้สึกเสียดายนัก"
เต็งลั่งแสร้งถอนใจออกมา กล่าวว่า
"เราอาจบางทีเป็นไข้ท้องขึ้น ตกตายในฉับพลัน ท่านก็รีบหาภรรยาที่ยังเยาว์วัยตระเตรียมไว้ เพียงแต่ท่านสูงวัยปานนี้ ใช่ยังสามารถ..."
จูไต่ลุ้ยก็แสร้งแค่นเสียงออกมา กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า
"เด็กน้อยเจ้าอย่าได้ดูหมิ่นผู้คน ธิดาคนเล็กของเรา ปีนี้เพิ่งอายุแปดขวบ"
...เต็งลั่งพลันประสานมือขึ้น กล่าวคำนับถือหลายครา คนที่บาดแผลภายในเพิ่งกระทบกระเทือน ในคำว่ากล่าวยังมีโลหิตไหลซึม เก็งจู้ต้องรั้งเขามาที่ด้านข้าง กล่าวอย่างตำหนิว่า
"เจ้าวันนี้เล่นพอแล้ว"

ยามนี้หันมาทางจูไต่ลุ้ย กล่าวว่า
"ท่านเมื่อออกมาเผชิญหน้า ย่อมมิได้คิดเพียงบอกเล่าเรื่องราว"
จูไต่ลุ้ยก็สืบเท้าเข้ามา สายตาคมกล้าเป็นประกาย กล่าวว่า
"เจ้าเผาผลาญสถานที่ของเรา เรามิอาจไม่ออกมา ทว่าเราบอกต่อเจ้า เรื่องที่เจ้าสามารถกระทำ ผู้อื่นก็สามารถกระทำ ง้วยตอก่าที่เหลือแต่ซาก นิกายกลับยังดำรงอยู่ ผู้คนในสังกัดก็มีมากหลาย ที่น่าห่วงกลับเป็นเทียนมึ้งเก็ง..."
เก็งจู้พลันมีสีหน้าเปลี่ยนแปร เต็งลั่งก็ก้าวเท้าขึ้นมา ถามอย่างร้อนรนว่า
"ท่านกระทำอันใด"

จูไต่ลุ้ยแหงนหน้าขึ้น เสียงหัวร่อยังกึกก้องทั่วบริเวณ คนพอตวัดมือออก เห็นของสิ่งหนึ่งลอยขึ้นไปบนฟ้า เก็งจู้พลันส่งพลังติดตาม ปัดร่วงหล่นลงมาที่พื้น
...พอเห็นถนัดชัดตา คนพลันรู้สึกงุนงงวาบ...
...ที่เห็นกลับเป็นเพียงเส้นผมดำขลับปอยหนึ่ง...

เต็งลั่งพอแลดู มือไม้พลันสั่นระริก ต้องรีบก้มลงหยิบปอยผมนั้นขึ้น จูไต่ลุ้ยก็หันมาทางพวกเขา กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า
"สตรีนางนี้ประหลาดนัก คนเป็นถึงเซี่ยวก่าจู้ ยังเป็นจึงจู้ฮูหยินผู้หนึ่ง กลับมิมีเครื่องประดับอันใดติดตัว เราที่มิอาจหาของเหล่านั้นมาหยอกล้อกับพวกเจ้า ได้แต่สะบั้นผมมากำนัล"
เล้งอิกพลันใจสะท้าน พึมพัมว่า
"ไอ่ซี..."
เก็งจู้กลับสืบเท้าเข้าหาจูไต่ลุ้ย กล่าวว่า
"ท่านคิดใช้ผู้คนรั้งเรา น่ากลัวยังพ่ายแพ้ย่อยยับ"
...จูไต่ลุ้ยก็หันมาประชันกับเขา กล่าวอย่างไม่อาทรว่า
"เรามาตรว่าครั้งก่อนคำนวณพลาด ยังมิเคยพ่ายแพ้ผู้ใด เม่งไอ่ซีที่อยู่ในกำมือเรา หากวันนี้เราตกตาย มิได้กลับไปยังสถานที่นั้น นางก็มิอาจมีชีวิตสืบต่อ"

เล้งอิกกับเต็งลั่งพอฟังต้องใจหายวูบ เก็งจู้กลับหรี่ตาลง กล่าวว่า
"ท่านที่ใช้เม่งไอ่ซี อาจบางทีสามารถหยุดยั้งพวกเขา ทว่ามิอาจหยุดยั้งเรา..."
จูไต่ลุ้ยพลันหัวร่อขึ้นอีกครา กล่าวว่า
"สมเป็นเก็งจู้ที่เทียนมึ้งเก็งภาคภูมิใจ มิว่าชีวิตผู้ใดก็หามีความสำคัญต่อเจ้าไม่ เราผู้แซ่จูนับถือเด็กน้อยเจ้านัก เพียงแต่..."
...ยามนี้ปรายตามาทางเต็งลั่งเล้งอิก กล่าวสืบไปว่า
"...เจ้าหากคิดจัดการเราวันนี้ น่ากลัวมีผู้คนที่มิยินยอม..."

กล่าวจบคำก็ยืนเผชิญหน้าเก็งจู้อย่างท้าทาย ในดวงตายังมีแววเชื้อเชิญ เก็งจู้ย่อมมิได้รีรอ คนพอเกร็งลมปราณ ร่างก็พุ่งวาบราวพายุ ปราดเข้าใส่จูไต่ลุ้ยในฉับพลัน
...เต็งลั่งต้องร้องออกไปว่า
"อย่าได้ทำร้ายเขา"
ในสุ้มเสียงร้อนรุ่ม คนก็ถลันออกไป ทว่าเขาที่บาดเจ็บย่อมเชื่องช้ากว่าผู้อื่น เล้งอิกเพียงสะกิดเท้าคราเดียวก็ไล่เก็งจู้ทัน เห็นจูไต่ลุ้ยเพียงยืนสงบนิ่งมิได้หลบเลี่ยง ฝ่ามือเก็งจู้ที่ยกขึ้นพลันมีสีเขียวเรืองรอง คนพอคิดลงมือก็ใช้แชเซียนจี้ที่อานุภาพรุนแรงที่สุด เล้งอิกในยามลนลานพลันเกร็งกำลังขึ้นเต็มเหนี่ยว ฟาดพลังในค้วงโฮ้วไปที่ด้านหลังเก็งจู้ ย่อมคิดให้เขายั้งมือโดยพลัน...
...เต็งลั่งที่เห็นเหตุการณ์ทั้งมวล ยามนี้ต้องร้องขึ้น
"พวกท่านรีบสลายพลัง..."

วาจามิทันขาดคำ ที่เบื้องหน้าพลันมีพลังรุนแรงกระแทกออก เต็งลั่งต้องหงายหลังหลบเลี่ยง จูไต่ลุ้ยที่ยืนอยู่ยังรีบทะยานออกไป
...เห็นละอองธุลีปลิวคว้างขึ้นในอากาศ ใบไม้ในบริเวณนั้นก็สะบัดร่วงสิ้น เล้งอิกที่เมื่อครู่ฟาดฝ่ามือออก เก็งจู้พลันหมุนร่างกลับมา ตบฝ่ามือต้านรับเต็มแรง ทั้งคู่ที่หนึ่งเร่งร้อนถือดี หนึ่งประหวั่นลนลาน หนึ่งเยียบหยุ่น หนึ่งกร้าวแกร่ง ยามใช้พลังเต็มสิบส่วนปะทะกัน ย่อมกระทบถึงสรรพสิ่งรายรอบ กระทั่งเปลวเพลิงที่ด้านข้างยังเอียงลู่ ราวกับต้องแรงลมกระหน่ำ...
...ฝ่ามือแรกพอปะทะ คนก็ถอยออกหนึ่งก้าว เล้งอิกความจริงเพียงคิดหยุดยั้งเขา หวั่นเกรงเม่งไอ่ซีมีภัย ทว่าเก็งจู้ที่เคืองขุ่นขัดใจ ย่อมมิยินยอมให้มีผู้ใดขวาง คนพอผละจากเล้งอิกก็หันคว้าง พุ่งเข้าใส่จูไต่ลุ้ยอีกครา เล้งอิกได้แต่สะกิดเท้าติดตาม พลันรู้สึกเจ็บร้าวขึ้นที่ร่างกายซีกขวา เมื่อครู่เก็งจู้ใช้พลังเต็มส่วนในแชเซียนจี้ เขาก็กระแทกออกด้วยค้วงโฮ้ว ยามปะทะโดยมิได้ออมมือ มาตรว่าใช้กำลังโดยใกล้เคียง อานุภาพกลับมิอาจสลายหมดสิ้น เล้งอิกยังโดนแชเซียนจี้จู่โจมเข้าร่างกาย มิทราบเก็งจู้ใช่โดนค้วงโฮ้วกระหน่ำเข้าหรือไม่...

เต็งลั่งพอตั้งหลักได้ ต้องรีบตะโกนออกไปว่า
"พวกท่านหากปะทะกันอีกครา ผู้แซ่จูจึงมีเปรียบแล้ว"
...เล้งอิกก็ได้ยินถ้อยคำนั้น เขาย่อมคิดหยุดยั้ง ทว่าเก็งจู้กลับมิได้ใส่ใจแม้แต่น้อย คนพอปราดถึงจูไต่ลุ้ย ยังใช้แชเซียนจี้ขึ้นอีกครั้ง เห็นวาดดรรชนีเป็นสาย ประกายสีเขียวเรืองรองกวาดพลิ้วออก ยังพาดผ่านใบหน้าจูไต่ลุ้ย เล้งอิกยามนี้ย่อมมิอาจรั้งรอ ต้องถลันเข้ารับไว้อีกครา ยังตวาดว่า
"ท่านหยุดสักครู่ได้หรือไม่"
...เก็งจู้ทางหนึ่งจู่โจมจูไต่ลุ้ย ทางหนึ่งต้านรับเล้งอิก ท่าร่างมิเพียงรวดเร็ว ลมปราณยังคล้ายเหนือกว่า จูไต่ลุ้ยที่ช่ำชองย่อมแลเห็นเช่นกัน เขาหลังจากปะทะกับเต็งลั่ง ร่างกายยังมิฟื้นฟูเต็มที่ หากเก็งจู้สามารถสยบเล้งอิก ตนวันนี้ย่อมมิปลอดภัย คนพอเบี่ยงกายหลบเลี่ยง ยังใช้ท่าเท้าจู่โจม ก่อกวนเก็งจู้มิให้ลงมือถนัด...

...เขาที่เคยเป็นหนึ่งในแผ่นดิน ยามนี้ยังปรารถนาจะทราบ เก็งจู้ที่เป็นทายาทเทียนมึ้งเก็ง รับถ่ายทอดครบถ้วนทุกวิชา ใช่สามารถต้านยอดฝีมือถึงสองทาง?...