จูไต่ลุ้ยที่คิดวัดฝีมือเก็งจู้ ยามนี้เห็นเขารุกไล่พัวพันเล้งอิก ชั่วพริบตายังจู่โจมถึงสิบเจ็ดกระบวนท่า พลังดรรชนีมาตรว่าอ่อนหยุ่น กลับผนึกลมปราณแข็งกร้าว ท่าเท้าก็มิได้เหยาะย่างเช่นแชเซียน ถึงกับสามารถพลิกแพลงสุดยอดวิชาอื่น ใช้ออกร่วมกันอย่างลงตัว
...เล้งอิกยังต้านรับด้วยกระบวนท่าในค้วงโฮ้วแพ้ไผ่ เขาที่ร่างกายซีกขวาเริ่มเจ็บร้าว ทว่ายามเร่งร้อนคิดหยุดยั้งอีกฝ่าย ยังเกร็งกำลังขึ้นเต็มที่ ฝ่ามือที่ฟาดออกดุดันหนักหน่วง ดรรชนีของเก็งจู้พอวาดลง คนยังสะอึกเข้าต้านรับ มิได้หลบเลี่ยงแม้แต่น้อย...
...จูไต่ลุ้ยพอแลดูต้องรู้สึกสมใจนัก สองพยัคฆ์โรมรันพันตู จะมากจะน้อยก็ต้องบาดเจ็บบอบช้ำ เต็งลั่งที่มากลวดลายก็มิอาจใช้กำลัง เขาที่มาเพียงหนึ่งเดียวกลับมีเปรียบที่สุด

ยามนี้เหลียวแลหาเต็งลั่ง ใจต้องสะท้านวาบ มิทราบเด็กน้อยที่น่าตายพลันหายไปที่ใด
คนพอตื่นตัว พลันรู้สึกถึงแรงลมจากเบื้องหลัง ต้องเกร็งกำลังขึ้นเต็มแรง ฟาดฝ่ามือออกเตรียมปะทะ ยังตวาดว่า
"เด็กน้อยเจ้ามากเล่ห์นัก"
...เขาพอหันไปก็แลเห็นประกายสีเขียวเรืองรอง พลังดรรชนีในเซียนจี้พุ่งวาบ ความเร็วยังมิได้ลดทอน จูไต่ลุ้ยจะอย่างไรก็มิอาจคาดคิด เต็งลั่งที่บอบช้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยังสามารถเค้นพลังในแชเซียนจี้ออกใช้ ทว่าเขาที่ร่างกายฟื้นฟูกว่า ย่อมมิคิดออมมือแก่เด็กน้อย ฝ่ามือพลันฟาดออกเต็มเหนี่ยว...

ได้ยินเสียงฉาดสามครั้งสามครา จูไต่ลุ้ยที่เห็นว่าตนมีเปรียบ ยามลงมือยังใช้ถึงสามกระบวนซ้อน เห็นเต็งลั่งผงะหงายหลัง ฝ่ามือที่ต้านรับตนยังรุกไล่เข้ามา
...ที่แท้กลับเป็นเก็งจู้...
เก็งจู้เมื่อครู่พัวพันกับเล้งอิก ทั้งยังหันไปอีกทาง กลับสามารถรับทราบ เต็งลั่งลงมือใส่จูไต่ลุ้ย พอทะยานมาก็ผลักเต็งลั่งออก รับฝ่ามือจูไต่ลุ้ยได้ทันท่วงที มิเพียงรวดเร็วปานสายฟ้า ยังแม่นยำยิ่งกว่าอินทรีปราดเปรียว จูไต่ลุ้ยที่หลงปะทะเต็มแรง ยามนี้ยังเซถลา เลือดลมในกายพลุ่งพล่าน คนพอถอยมาด้านหลัง ดวงตากลับมีประกายสมใจ
...เขาที่เคยเป็นมือดาบอันดับหนึ่งของแผ่นดิน อายุเพียงยี่สิบเศษก็ไร้ผู้ต้าน ยามพบพานยอดฝีมือระดับนี้ โลหิตในกายพลันร้อนระอุ คิดใคร่ให้ตนสมบูรณ์พร้อม สามารถประมืออย่างหนำใจสักครา
...คนพอตั้งหลักมั่นยังร้องชมเชยว่า
"ล้ำเลิศนัก"

เก็งจู้พอลงมือก็มิยอมหยุดยั้ง เขาเมื่อครู่พัวพันเล้งอิกที่รุกรุนแรง ย่อมมิได้แลเห็น เต็งลั่งลอบไปทางด้านหลังจูไต่ลุ้ย ทว่าเต็งลั่งกลับรีดเร้นพลังในแชเซียนจี้ออก วิชาอันศักดิ์สิทธิ์ในนิกายแต่เก่าก่อน ยามใช้ยังสามารถสัมผัสถึงวิญญาณ เขาที่ฝึกแชเซียนจี้เช่นเดียวกัน ประสาทย่อมรับได้ในทันที เต็งลั่งที่ทางหนึ่งหลบเลี่ยงจูไต่ลุ้ย จงใจกรีดพลังดรรชนีออกตามท่าร่าง ล้วนเป็นอุบายให้เก็งจู้สัมผัสทราบ ยามปราดเข้ามาจึงมิต้องแลมอง ยังรับฝ่ามือได้ในฉับพลัน
...ยามนี้ปรายตามองเต็งลั่งที่ล้มลงบนพื้น เขาย่อมทราบ เต็งลั่งคิดให้ตนหยุดประมือกับเล้งอิก ถึงกับเสี่ยงลงมือด้วยตนเอง เด็กน้อยผู้นี้คล้ายมิได้ปกตินัก เพียงหวังวัดใจเขา ยอมเสี่ยงชีวิตตนถึงสองครั้งสองครา...
ในความรู้สึกพลุ่งพล่าน คนก็ถลันเข้าใส่จูไต่ลุ้ย เล้งอิกที่เมื่อครู่ผละออกจากวง คิดเข้าประคองเต็งลั่ง พอเห็นเช่นนั้นต้องปราดเข้ามา ตวาดว่า
"พวกเราหักหาญเช่นนี้ย่อมเสียเปรียบผู้แซ่จู"

เก็งจู้ยามนี้เปลี่ยนใช้ท่าร่างในเซียนไล้ที่เน้นการรุกไล่ เป้าหมายย่อมเป็นจูไต่ลุ้ยที่ทะยานหลบเลี่ยง ทว่าพอเล้งอิกสะกิดกายเข้ามา ยังวาดฝ่ามือขวาเข้าใส่เขา พลังที่ส่งออกยังหนักหน่วง เมื่อครู่ที่ปะทะฝ่ามือแรกกับเล้งอิก ย่อมมิได้กระทบถึงภายในแม้แต่น้อย
...เล้งอิกพอเบี่ยงกายหลบ เก็งจู้ยังลอยตัวขึ้น กวาดเท้าตวัดใส่ทั้งสองทาง จูไต่ลุ้ยต้องหนีการคุมคามไปทางด้านหลัง เล้งอิกก็ก้มตัวลง ในจังหวะที่เก็งจู้ปักหลักลงพื้น เล้งอิกพลันรุกเข้าใส่ ฝ่ามือกระหน่ำลงถี่เร็ว เก็งจู้ก็ปัดป้องอย่างคล่องแคล่ว เต็งลั่งต้องยันกายลุกขึ้น ลากเท้ามาที่ด้านข้าง กล่าวว่า
"พวกท่านหยุดเถิด เรายามนี้มีวิธี..."
เล้งอิกย่อมคิดชะงักท่าร่าง เก็งจู้กลับระดมโหมกระหน่ำ ดรรชนีในเซียนไล้ที่ดุดันวาดออกติดต่อกัน เต็งลั่งพลันตวาดอย่างขุ่นเคือง ฝืนเกร็งกำลังขึ้นอีกครา ใช้กระบวนท่าในเซียนปวยที่พลิกพลิ้ว เสือกกายเข้าขวางกลางระหว่างทั้งสอง เก็งจู้ต้องสลายพลังที่มือซ้าย ใช้ออกเพียงแค่สองส่วน คิดปัดเขาออกไปที่ด้านข้าง เต็งลั่งกลับยกแขนขึ้นต้านรับ ยังหมุนตัวหันมาที่เล้งอิก...
...คนยังมิทันแลมอง พลันรับรู้ถึงพลังหนักหน่วงที่ฟาดฟันลง ที่แท้เล้งอิกใช้ฝ่ามือดุดันในค้วงโฮ้ว ย่อมมิอาจสลายพลังได้รวดเร็ว ได้ยินเสียงฝ่ามือดังฉาด ย่อมประทับลงบนทรวงอกของเต็งลั่งแล้ว...

ในระยะประชิดปานนั้น เล้งอิกย่อมมิอาจหยุดยั้ง พลังยังใช้ออกถึงเจ็ดส่วน เต็งลั่งก็รับรู้ถึงความร้อนวาบที่แผ่เข้ามาในร่างกาย นัยน์ตายังประสานกับเล้งอิกแน่วแน่...
คนพอสะท้านขึ้น พลันรู้สึกที่ด้านหลังมีพลังเย็นเยียบผลักดันเข้ามา ที่แท้เก็งจู้ก็ทาบฝ่ามือลง ปล่อยกระแสพลังในแชเซียน ต้านรับค้วงโฮ้วที่พุ่งมาทางด้านหน้า
...พลังสองสายที่ปะทะกัน ล้วนแผ่ซ่านเข้าในกายเต็งลั่ง เล้งอิกเมื่อครู่พอปะทะร่างสหาย ย่อมคิดสลายพลังหยุดมือทันควัน มิคาด เก็งจู้กลับดุดันทรนง เค้นพลังในแชเซียนเข้าต้านรับ เขาที่กล้าใช้ร่างเต็งลั่งเป็นตัวกลาง ย่อมเชื่อมั่นในฝีมือตนเต็มเปี่ยม เล้งอิกหากชะงักลง อานุภาพแชเซียนย่อมพุ่งเข้า ยังสามารถกระแทกเขาตกตาย...

จูไต่ลุ้ยที่ด้านข้างยังเบิกตามอง มือพลันสั่นระริก เก็งจู้ที่ทะนงในตน ยามลงมือมิคำนึงถึงเรื่องใด เล้งอิกที่ใจไม่แข็งเท่า น่ากลัวครานี้ต้องพ่ายแพ้แน่แล้ว...
...เล้งอิกหากมิอาจหยุดยั้งเก็งจู้ ตนย่อมมีภัยถึงแก่ชีวิต จูไต่ลุ้ยที่วางแผนรอบคอบ ใช้เม่งไอ่ซีเป็นตัวหน่วงเหนี่ยว ยังประเมินเก็งจู้พลาดไป เขาตอนแรกเข้าใจ เก็งจู้ที่เริ่มมีความผูกพันต่อเต็งลั่ง ย่อมเห็นแก่คนร่วมสายโลหิต มิคาด เก็งจู้ที่เย่อหยิ่งถือดี ยังกล้าใช้เต็งลั่งเป็นเดิมพัน ประลองกำลังกับเล้งอิกในลักษณะนี้...

ในกระแสพลังที่กดดันสองทาง เต็งลั่งพลันกระอักโลหิตออกมา จุดแดงยังกระเซ็นใส่ใบหน้าและอาภรณ์ของเล้งอิก...
...เก็งจู้ย่อมทราบ เต็งลั่งมิอาจทนทานเนิ่นนาน ดังนั้นเร่งลมปราณถึงจุดสูงสุด รีดเค้นกดดันลงไปในร่างเขา พลังเย็นวาบในแชเซียนพอหลอมรวมกับพลังในกายเต็งลั่ง บังเกิดอานุภาพดุดัน ค้วงโฮ้วของเล้งอิกพลันถูกผลักไป ฝ่ามือที่ทาบอยู่บนทรวงอกเต็งลั่งยังมีไอเย็นพุ่งเข้า...
เล้งอิกที่ใช้พลังเจ็ดส่วน หากคิดรักษาชีวิตตนเอง ย่อมต้องเค้นลมปราณเพิ่มกำลังออก ทว่าคนพอเห็นเต็งลั่งตรงหน้า ไหนเลยสามารถเสี่ยงกับชีวิตเขา ยามนี้สัมผัสถึงพลังแชเซียนที่เยียบเย็น ใบหน้าพลันมีเหงื่อหยดหยาด ลมหายใจเริ่มติดขัด ในห้วงคับขันเป็นตาย พลันได้ยินเต็งลั่งกัดฟันว่ากล่าวอย่างยากลำบากว่า
"อย่า...หยุด...ต้าน..."

เล้งอิกพอได้ยินถ้อยคำ น้ำตาอุ่นระอุยังหยาดหยดลง ในเวลาเช่นนี้ เต็งลั่งยังห่วงใยเขา คนพอตวาดออกอย่างคั่งแค้น พลังกร้าวแกร่งพลันสลายหมดสิ้น ร่างลอยละลิ่วมาที่ด้านหลัง ย่อมโดนพลังในแชเซียนกระแทกเข้าเต็มหน่วง...
...จูไต่ลุ้ยต้องอุทานออกมา เขาย่อมมิคาด เพียงชั่วพริบตาสถานการณ์แปรเปลี่ยนมากหลาย เขาที่เฉลียวฉลาดลึกซึ้ง วันนี้พลันมิอาจคำนวณแน่ชัด น้ำใจผูกพันระหว่างเต็งลั่งกับเล้งอิก... ยังมีเต็งลั่งกับเก็งจู้... กลับคาดเดาได้ยากเย็นนัก...

เก็งจู้พอลงมือประสบผลก็มิสนใจอันใด ประคองร่างเต็งลั่งลงกับพื้น หันมาทางจูไต่ลุ้ย กล่าวว่า
"ท่านยามนี้หมดทางแล้ว..."
จูไต่ลุ้ยที่เป็นพยัคฆ์เฒ่า ย่อมช่ำชองจัดเจนกว่าผู้ใด คนที่กล้าขึ้นเขาเผชิญหน้า ย่อมมิเหลือเส้นทางเพียงสายเดียว ยามนี้ยังมีสีหน้าเป็นปกติ พยักหน้ามองเก็งจู้อย่างชื่นชม กล่าวว่า
"...ฝีมือเจ้าล้ำเลิศกว่าเต็งลั่งเล้งอิกหรือไม่ เรามิกล้าคำนวณออกไป ทว่าเจ้ายามลงมือมั่นใจเต็มเปี่ยม ความดื้อรั้นยังเหนือกว่าเขาทั้งสอง เป็นคู่ต่อสู้ที่เราชั่วชีวิตคิดพบพานสักครา..."
เก็งจู้มิสนใจฟังคำเขา กล่าวว่า
"ท่านเตรียมตัวเถิด"

วาจาพอกล่าว คนก็โถมเข้าใส่ในฉับพลัน จูไต่ลุ้ยย่อมทราบ ยามนี้สถานการณ์คับขันถึงที่สุด พอเกร็งลมปราณก็ทะยานไปทางด้านหลัง ถึงกับถีบเท้าเข้าหาตัวตึกง้วยตอก่าที่มอดไหม้ เปลวไฟยังฮือโหมในบางจุด เก็งจู้ย่อมพุ่งปราดติดตามไม่ลดละ เห็นจูไต่ลุ้ยพลิ้วกายหลบหลีกกองเพลิง ต้องสะบัดฟาดฝ่ามือออก พลังที่โหมขึ้นในยามเร่งร้อน ย่อมมีอานุภาพรุนแรงแข็งกร้าว จูไต่ลุ้ยที่รับรู้ถึงกระแสถั่งโถมนั้น ต้องลนลานทิ้งร่างลงพื้น หลบรอดพลังฝ่ามือที่แหวกอากาศมา ถึงกับกล้าล้มใส่กองไฟ
...ในเปลวเพลิงวาบขึ้น ได้ยินเสียงจูไต่ลุ้ยตวาดว่า
"เจ้าเผาผลาญง้วยตอก่า ก็ฝังซากผู้คนของเทียนมึ้งเก็งเซ่นสรวงนิกายเราเถิด"

ในเสียงตวาดพลันมีเงาเจ็ดสายพุ่งขึ้นบนฟ้า เก็งจู้ที่มุ่งติดตามจูไต่ลุ้ย ย่อมมิได้สนใจอันใด กับอาวุธลับนานาประการ ยังมิอาจเหนือความเร็วของเขา เห็นจูไต่ลุ้ยสะบัดกายออกจากกองเพลิง เสื้อผ้าบางส่วนยังโดนเผาไหม้ ทว่าร่างที่มีลมปราณคุ้มครอง กลับมิได้กระเทือนแม้แต่น้อย เขาพอทะยานขึ้นก็มิได้หลบเลี่ยง กลับเกร็งกำลังขึ้นเต็มแรง ส่งสภาวะหมุนวนราวคลื่นพายุขึ้นบนท้องฟ้า ปะทะเข้ากับเงาเจ็ดสายที่ลอยเคว้งคว้าง มิทราบคิดเล่นลวดลายใด
...เก็งจู้ที่มีเป้าหมายเพียงจูไต่ลุ้ย ยามนี้พลันปราดเข้ามา ร่ายดรรชนีออกในกระบวนท่าของเซียนไล้จี้ที่แกร่งกร้าว จูไต่ลุ้ยต้องถอยหลบพัลวัน คนพอส่งพลังขึ้นใส่เงาเจ็ดสาย พลันรั้งฝ่ามือย้อนกลับมา เบี่ยงกายเข้าปะทะกับเก็งจู้ ท่าเท้ายังย่อถอยหลัง มิกล้าต้านรับโดยตรง...
ได้ยินเสียงปงติดกันเจ็ดครั้ง เงาเจ็ดสายบนฟ้าพลันแตกออก เก็งจู้ที่แต่แรกมิได้ใส่ใจ ยามนี้พลันชำเลืองทางหางตา เห็นฝุ่นควันปลิวตลบบนอากาศ พอกระทบแสงอาทิตย์ยังแปรเปลี่ยนเป็นสีทองวับวาบ จูไต่ลุ้ยเมื่อครู่ส่งพลังขึ้น ที่แท้ฟาดใส่สิ่งของเหล่านี้ ยังบังคับทิศทางให้โปรยปรายลงที่ด้านนอก ย่อมเป็นบริเวณที่เต็งลั่งกับเล้งอิกยังรั้งอยู่...
...เก็งจู้พลันรู้สึกร้อนรุ่มใจ มิทราบฝุ่นผงสีทองนี้มีลวดลายใด จูไต่ลุ้ยก็พุ่งกายออก หลบหนีเขาห่างออกไป ในท่าร่างยังส่งเสียงหัวร่อมา ตะโกนว่า
"เรากำนัลไคตี่เท้ง (อสนีเบิกปฐพี) แก่ตี่ตี๋เจ้า คราวหน้าค่อยทำป้ายวิญญาณให้เทียนมึ้งเก็งเซ่นไหว้ระลึกถึงเขา..."

พอสิ้นวาจาก็มีเสียงครืนครั่นที่ด้านหลัง แผ่นดินที่เหยียบลงยังคล้ายเอียงไปมา เก็งจู้ต้องใจหายวาบ ที่แท้ไคตี่เท้งกลับเป็นชนวนไฟ ยามสัมผัสความร้อนจึงระเบิดออก จูไต่ลุ้ยทราบว่าเขาสามารถหลบรอด ย่อมมิได้คิดใช้กับเขา กลับโยนส่งไปทางเต็งลั่ง...
...เห็นเงาร่างจูไต่ลุ้ยโลดแล่นที่ด้านหน้า เสียงหัวร่อยังกึกก้องเสียดสี เก็งจู้ต้องแค่นเสียงอย่างแค้นใจ เขาที่เข้าใจว่าตนเองมิเคยห่วงใยผู้ใด ยามนี้กลับต้องวกคืนหลัง ยอมปล่อยจูไต่ลุ้ยที่มากเล่ห์หลุดรอด

ในกลุ่มควันคละคลุ้งยังมีเศษหินปลิวกระจาย พื้นดินก็สั่นสะเทือน ต้นไม้ใหญ่ในบริเวณโค่นลงหมดสิ้น เก็งจู้ต้องเกร็งลมปราณคุ้มครองทั่วร่าง คนพอทะยานขึ้น ยังสอดส่ายสายตาแลหา ในใจกลับร้อนยิ่งกว่าเปลงเพลิงที่เข้าปะทะ
...เขาพอพุ่งปราดถึงจุดที่เต็งลั่งนอนอยู่เมื่อครู่ ต้องสะท้านขึ้นทั้งกาย เห็นพื้นบริเวณนี้แตกลึกเป็นร่องขนาดมหึมา ที่แท้เป็นส่วนที่อยู่ริมผา พอมีแรงสั่นสะเทือนกระหน่ำเข้า พื้นหินด้านล่างพลันทรุดลง ยังกวาดสรรพสิ่งที่อยู่ด้านบนร่วงหล่นไป...
คนพอตื่นตระหนก ต้องส่งเสียงเรียกหาอย่างเร่งร้อน ในยามแตกตื่นลนลาน หางตาพลันแลเห็นสิ่งหนึ่งพลิ้วไหวในร่องแตกนั้น ยังคล้ายเป็นชายเสื้อผู้คน เก็งจู้กลับลืมนึกถึงอันตราย พุ่งกายลงติดตาม... ในเศษดินหินฝุ่นละออง ย่อมมิอาจแลเห็นอันใดถนัดชัดเจน คนเพียงจับตาอยู่กับสิ่งเดียว ย่อมเป็นชายเสื้อที่เห็นอยู่ไกลลิบนั้น...

ในร่องแตกเป็นทางดิ่งลึกคล้ายหุบเหว เก็งจู้ที่ทิ้งร่างลง ยังตกฮวบไปที่เบื้องล่าง ต้องทะยานเข้าชิดแผ่นหิน แนบกายคราหนึ่งก็สะกิดเท้าไล่ลง คนที่ยามจู่โจมรวดเร็วปานพายุ ยามไล่ติดตามยังคล่องแคล่วมิแพ้กัน ยามนี้แลเห็นชายเสื้อนั้นถนัดชัดเจน คนพอปล่อยร่างวูบลงก็แลเห็นเล้งอิก...
...เล้งอิกที่มีโลหิตไหลซึมจากจมูก ศีรษะยังมีบาดแผล มือข้างหนึ่งยังรั้งเต็งลั่งไว้แน่น...
...ทั้งสองยามนี้หนึ่งนั่งหนึ่งนอนบนแผ่นหิน เมื่อครู่ที่เกิดระเบิดขึ้น แผ่นดินพอสะเทือนก็แยกออก เต็งลั่งที่นอนคร่อมอยู่ได้แต่เกร็งลมปราณลอยตัว ทว่าพอกระทบเข้ากับดินหินที่ปลิวกระหน่ำหนักหน่วง พลังในกายมิอาจคุ้มครองทุกจุดชีพจร คนพลันมิอาจรั้งสภาวะ พลัดตกลงในช่องแตก เล้งอิกที่บอบช้ำก็ติดตามลงมา ในเศษเสี้ยวเวลาสุดท้ายยังฉุดดึงแขนสหาย ทว่าทั้งคู่ที่บาดเจ็บ ย่อมมิอาจพุ่งฝ่าเศษหินกลับขึ้นด้านบน ได้แต่ปล่อยกายไหลลงแนบช่องผา ยามไถลลึกลงมาย่อมมิอาจหยุดยั้ง เคราะห์ดีที่มีรอยแตกด้านหนึ่งโหว่ลึกเข้าไป เล้งอิกพลันรั้งเต็งลั่งเข้าที่ด้านใน ตนเองก็หันหน้าออกดูสภาพภายนอก ยังใช้ร่างกายกำบังเขาไว้...

เก็งจู้ถลันเข้ามาในรอยแตกนั้น คว้าเต็งลั่งจากมือเล้งอิก ยังคิดฝ่าทะยานกลับขึ้นเบื้องบน ทว่าเต็งลั่งที่ลมหายใจรวยริน ทั้งปากจมูกล้วนมีโลหิตไหลซึม ยังมิยอมปล่อยมือสหาย เก็งจู้พอคิดสกัดจุดเขามิให้ขัดขืน พลันได้ยินเต็งลั่งเอ่ยอย่างยากลำบากว่า
"เราจึงมิทิ้งเขา..."
...เก็งจู้ยามนี้ย่อมมิได้ใส่ใจ เล้งอิกอยู่รอดฤาเป็นตาย ที่ด้านบนยังมีหินใหญ่ร่วงหล่นลงไม่ขาดสาย พื้นที่บริเวณนี้เป็นหน้าผา หากรั้งอยู่ย่อมเป็นอันตรายยิ่ง เขาพอยกนิ้วขึ้นเตรียมสกัดจุด เต็งลั่งพลันสะอึกกายถอยหนี ดวงตามีหยาดน้ำเนืองนอง ยังกล่าวว่า
"อย่าได้ทำเช่นนี้ เรามิอาจทิ้งเล้งอิก ท่านได้โปรด..."
เก็งจู้ชำเลืองมองเล้งอิก คนผู้นี้รับแชเซียนจี้เต็มแรง ภายในย่อมบอบช้ำยิ่ง เขามาตรว่ามีวิชาตัวเบาเลิศล้ำ ย่อมมิอาจนำพาผู้คนทั้งสองทะยานกลับไปพร้อมกัน เห็นเต็งลั่งที่มักดื้อรั้นกลับกล่าวคำขอร้อง ต้องกล่าวอย่างเร่งร้อนว่า
"เรานำเจ้าขึ้นไปก่อน ค่อยกลับมานำพาเขาขึ้นไป"
...คนพอกล่าวออก ย่อมทราบนี่มิใช่ง่ายดาย คิดนำเต็งลั่งกลับขึ้นไปก็ลำบากยากเข็ญนัก มิทราบหากพื้นดินด้านบนทลายลง ยังสามารถย้อนกลับมาช่วยเล้งอิกหรือไม่ ทว่าในยามนี้ต้องรักษาชีวิตผู้คนของตนก่อน ดังนั้นกล่าวคำสัญญาออกไป...

เต็งลั่งพอแลดูนัยน์ตาเขา ย่อมทราบความในใจหมดสิ้น คนดิ้นรนกระแทกนั่งลง ยังจับมือเล้งอิกไว้แนบแน่น หอบหายใจพลางกล่าวพลาง
"ท่านกลับขึ้นไปก่อน นำพาผู้คนของท่านมาที่นี้ เรารั้งรออยู่กับเล้งอิก..."
...เล้งอิกย่อมได้ยินคำเจรจาทั้งมวล ตนที่เมื่อครู่ฝืนใช้ลมปราณรั้งสหาย ยามนี้พลันตื้นตันใจ โลหิตในกายพลุ่งพล่าน ดังนั้นมิอาจกล่าววาจา เก็งจู้แลดูทั้งสอง พลันตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว มิว่าอย่างไรก็ต้องนำพาเต็งลั่งกลับขึ้นไป ขณะยื่นมือหมายฉุดดึงเขา พลันรู้สึกที่ด้านหลังมีพลังทะลักเข้ามา ในหางตาแลเห็นก้อนหินใหญ่ที่เหวี่ยงลง ยังพุ่งเฉียงมาทางด้านนี้ ต้องรีบเกร็งลมปราณขึ้น กระแทกออกต้านสุดแรง เห็นสะเก็ดด้านหน้าแตกทำลายออก หินใหญ่ก็เปลี่ยนสภาวะ ร่วงหล่นลงด้านล่าง...

เล้งอิกบ้วนโลหิตในปากออก ฝืนกล่าวกับเต็งลั่งว่า
"ท่านกลับขึ้นไปพร้อมเขา สักครู่ค่อยหาผู้คนมาช่วยเรา"
เต็งลั่งสั่นศีรษะไปมา เก็งจู้พอก้มกายลงฉุดรั้ง คนพลันแทรกกายมาที่ด้านหลังเล้งอิก เขาย่อมทราบว่าตนมิอาจขัดขืน พอเงยหน้าขึ้นก็กล่าวว่า
"ตั่วกอ ท่านได้โปรด..."

เก็งจู้พอได้ยินต้องชะงักลง กับคำเรียกหาที่สนิทสนมเช่นนี้ ชั่วชีวิตเขากลับมิเคยได้ยินมา
...เขาเมื่อถือกำเนิดก็เป็นเซี่ยวเก็งจู้ เป็นบุตรชายโทนของเจ็งไฮ้ ยังเป็นความมุ่งหวังของเทียนมึ้งเก็ง กระทั่งมารดายังมิเคยเรียกหานามตน กิมแชฮูหยินและซุนเซ่งเง็กยังค้อมกายแก่เขา...
คนที่คล้ายยืนอยู่บนยอดเขาสูงตลอดกาล ยามนี้พลันมีคนเรียกหาดังญาติสนิท น้ำแข็งที่เคลือบคลุมหัวใจยังกร่อนทลายลง...
...เต็งลั่งยังคงแลดูเขา ดวงตาคู่นี้ย่อมเป็นดังที่เม่งไอ่ซีเคยบ่งบอก เป็นดวงตาของพี่น้องที่คลับคล้ายอย่างยิ่ง กระทั่งนางบางครั้งยังต้องหลบลง มิกล้าสบสายตากับเขา ย่อมเป็นนึกถึงเต็งลั่ง...

เต็งลั่งพอเรียกหาออกไป ย่อมมิได้มั่นใจแม้แต่น้อย เก็งจู้ใช่ยอมฟังตนหรือไม่ ตนที่เคยวัดใจเขามาสองครา คราวนี้ยังกระทำอีกครั้ง หนำซ้ำเป็นครั้งที่เสี่ยงที่สุด ยังคล้ายขอร้องมากที่สุด
...เล้งอิกเป็นคู่แค้นของเทียนมึ้งเก็ง บิดาของพวกเขาก็ตกตายในคมทวนของฮวงจึง ให้เก็งจู้ยอมเอ่ยปากช่วยเหลือเล้งอิก ย่อมยากลำบากอย่างยิ่ง ยามนี้เขายังต้องรั้งรอตามคำตน ในใจต้องรู้สึกขัดแย้งมากหลาย เต็งลั่งมาตรว่าหลับตาลง น้ำตายังซึมออกมาเป็นทาง...

เก็งจู้ที่ยืนซึมเซาพลันทรุดกายลง นั่งที่ด้านข้างเล้งอิก มาตรว่ามิได้แลดูพวกเขา ยังกล่าววาจาว่า
"เราถ่ายทอดกำลังต่อพวกท่าน..."