|
เล้งอิกพอฟังว่าเก็งจู้คิดถ่ายทอดกำลังแก่ตน ย่อมรู้สึกมิใคร่สะดวกใจ ดังนั้นกล่าวว่า
"ท่านเพียงถ่ายทอดกำลังแก่เขา เราพักสักครู่จึงค่อยเดินลมปราณรักษาอาการตนเอง"
เก็งจู้ปรายตามองเขา กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"เรามิได้คิดช่วยเหลือหยิบยื่นบุญคุณ ทว่าหากท่านมิอาจกลับขึ้นไป เขาก็มิยินยอมเช่นกัน"
...เล้งอิกนิ่งคิดใคร่ครวญ เขาย่อมห่วงใยสหาย หากแต่ให้รับการถ่ายทอดพลังจากผู้คนของเทียนมึ้งเก็ง ย่อมมิอาจกระทำ ยามนี้เบี่ยงกายถอยมาอีกทาง ยังประคองเต็งลั่งขึ้น กล่าวกับเก็งจู้ว่า
"ท่านรักษาอาการเขา เราจะอย่างไรก็มิอาจรับน้ำใจ"
...เก็งจู้ย่อมเข้าใจความคิดเขา มาตรว่าขัดเคืองอยู่บ้าง ยังมิต้องการว่ากล่าวซ้ำซาก คนพอดึงเต็งลั่งมาก็ถ่ายทอดลมปราณแก่เขา ในที่นี้มีเพียงตนที่ร่างกายสมบูรณ์พร้อม ดังนั้นยังแยกโสตประสาทคอยระวัง เห็นที่ด้านบนยังมีเศษหินร่วงหล่นลงมา ทว่าเสียงครืนครั่นเมื่อครู่กลับหายไป แรงสั่นสะเทือนก็ลดน้อย ต้องรู้สึกเบาใจลง หากช่องหินนี้มิแตกทำลายสืบต่อ พวกตนย่อมรั้งอยู่ได้มิมีอันตราย
เล้งอิกแลดูเต็งลั่งที่หลับตาอย่างเหนื่อยอ่อน เมื่อครู่ได้ยินคำเรียกหาที่เขากล่าวต่อเก็งจู้ ตนพลันนึกถึงช่วงเวลาที่อยู่ร่วมกันบนโฮ้ยเกี่ยมซัว เต็งลั่งที่อายุน้อยกว่าเขา ซือเนี้ยสอนให้เรียกหาเขาเป็นตั่วกอ เต็งลั่งกลับมิยินยอม กลับต้องการเป็นตั่วกอเสียเอง ยังแทนตนเองเป็นเต็งตั่วกออย่างโน้นอย่างนี้ เล้งอิกย่อมมิได้ถือสา ซือเนี้ยที่พร่ำสอนพลันอ่อนใจ เรียกหาเต็งลั่งเป็นวานรน้อย...
...ยามนี้ย้อนคิดขึ้นมา ตนที่ถูกส่งขึ้นโฮ้ยเกี่ยมซัว ย่อมเป็นบิดากริ่งเกรงภายหน้าน่ำเทียนก่าลงมือ ทว่าเต็งลั่งที่เป็นบุตรกำพร้าของเจ็งไฮ้ มิทราบเป็นผู้ใดส่งขึ้นไป ซือแป๋ยังเคยบอกต่อเขา เต็งลั่งเป็นบุตรชายของคนผู้นั้น ท่านจึงมิกล้ารับเขาเป็นศิษย์ แสดงว่าท่านทราบชาติกำเนิดเต็งลั่งแต่แรก น่ากลัวยังทราบเรื่องบาดหมางระหว่างฮวงจึงและน่ำเทียนก่า ซือเนี้ยก็มักสอนให้พวกเขามีน้ำใจต่อกัน ยังรู้จักให้อภัยต่อกัน ย่อมเป็นหวั่นเกรงเรื่องภายหน้า...
...เล้งอิกที่มิได้ทราบความนัยทั้งมวล กระทั่งยังมิทราบ เต็งลั่งก็เติบโตในน่ำไฮ้ก่าเช่นเดียวกับเม่งไอ่ซี มารดาเขายังเป็นธิดาเจ้านิกายน่ำตี่ ดังนั้นจึงขบคิดมิเข้าใจ...
เต็งลั่งยามนี้ลืมตาขึ้น สีหน้ากลับยังซีดเซียว คนพอมองเห็นเล้งอิกมีแววตาครุ่นคิด ต้องถามขึ้นว่า
"ท่านหิว?"
เล้งอิกสั่นศีรษะคราหนึ่ง ย้อนถามว่า
"เป็นท่านที่หิว?"
...พวกเขายามว่ากล่าว ในใจกลับนึกถึงคนผู้เดียวกัน ย่อมเป็นเม่งไอ่ซี...
เมื่อสิบปีที่แล้ว เม่งไอ่ซีแต่งเข้าฮวงจึง เล้งอิกกับเต็งลั่งมักออกไปฝึกฝนวิชาแต่เช้า ยามสายเม่งไอ่ซีจึงถือตะกร้าติดตามไป ในตะกร้าย่อมมีข้าวปลาอาหาร ยังมีชาร้อนหนึ่งป้าน ขนมอีกหนึ่งอับ นางพอเห็นหน้าพวกเขาก็เรียกหามารับประทาน คำถามแรกที่เปล่งจากปากย่อมเป็น 'พวกท่านหิว?'
...ยามนึกถึงบุคคลอันเป็นที่รัก หัวใจต้องปวดแปลบ ยิ่งทราบว่านางยามนี้มีภัย คนรู้สึกร้อนรุ่มหวาดหวั่น ทว่าพวกตนติดอยู่ในสถานที่นี้ ทั้งยังอ่อนล้าระโหย มิอาจออกติดตามช่วยเหลือ ยิ่งคิดยิ่งอึดอัดขัดข้อง ยังใคร่แผดร้องระบายให้ก้องภูผา...
เต็งลั่งพลันเอ่ยขึ้นว่า
"ท่านวางใจ จูไต่ลุ้ยคิดใช้นางถ่วงพวกเรา ดังนั้นต้องดูแลอย่างดี"
เล้งอิกผงกศีรษะคราหนึ่ง เก็งจู้ที่ยังถ่ายทอดกำลังแก่เต็งลั่งพลันเอ่ยว่า
"อาจบางทีเป็นเพียงกลลวงของจูไต่ลุ้ย เพียงเส้นผมผู้คน ไหนเลยทราบว่าเป็นผู้ใด"
...เต็งลั่งย่อมมิอาจตอบคำ เขาที่ผูกพันกับเม่งไอ่ซี ยามสัมผัสเส้นผมนั้นยังรู้สึกถึงกลิ่นอายนาง ทว่าคำพูดนี้ไหนเลยว่ากล่าวออกไปต่อหน้าเล้งอิก ดังนั้นได้แต่นิ่งเงียบงัน...
เก็งจู้พลันกล่าวขึ้นอีกว่า
"เม่งไอ่ซีอยู่ในเทียนมึ้งเก็ง ย่อมมิอาจมีภัยโดยง่าย"
เล้งอิกพอได้ยินต้องงุนงงอย่างยิ่ง ถามขึ้นว่า
"ไอ่ซีไฉนไปอยู่ในเทียนมึ้งเก็ง"
...เต็งลั่งย่อมทราบ ยามนี้ต้องถ่ายทอดเรื่องราวแก่สหาย ทว่าเล้งอิกยังบอบช้ำ ต้องการเวลาสงบใจ อีกทั้งเก็งจู้ก็อยู่ที่นี้ ดังนั้นเพียงว่ากล่าวเฉพาะเรื่องราวที่จำเป็น มิได้เอ่ยถึงความสัมพันธ์ระหว่างมารดาเขากับน่ำไฮ้ก่าจู้ อีกทั้งเรื่องของเล้งจงก้วงกับเจี้ยงลุ่ย ยังมีเหตุการณ์ที่ซุนเซ่งเง็กบุกรุกฮวงจึงคราหลังที่ต้องปิดบังไว้ เนื่องเพราะหากเล้งอิกทราบต้องแค้นเคืองอย่างยิ่ง เก็งจู้ที่มินำพาผู้คน วันนี้ยอมให้แก่เขาหลายส่วน ทว่าหากมีเรื่องปะทุขึ้นอีก มิทราบตนสามารถหยุดยั้งพวกเขาหรือไม่...
...เต็งลั่งที่อยู่ระหว่างกลาง ทั้งยังแบกรับทุกเรื่องราว เมื่อครู่เห็นเก็งจู้ลงมือกับเล้งอิก ย่อมทราบว่าตึงมือนัก หากเปรียบเทียบด้านวิชาฝีมือ ยังพอบอกได้ว่าสูสีก้ำกึ่ง แต่ทางด้านกำลังใจ เล้งอิกที่มีปมเรื่องฮ้วยหงส์ตั๊ก แรงกดดันย่อมมีมากหลาย เก็งจู้ที่ตระเตรียมตนแต่เยาว์วัยจึงได้เปรียบกว่าทุกเชิง...
...ตนหากมิสามารถคลี่คลาย ฮ้วยหงส์ตั๊กพลันมาปรากฏบนคมทวนของเล้งทิเจ็งได้อย่างไร เล้งอิกกับเก็งจู้ย่อมมิอาจหลีกเลี่ยงการปะทะ ทว่าเรื่องนี้ยังมืดมนมิอาจสืบสาว เล้งอิกที่ไปพบมารดาเขา น่ากลัวมิได้เรื่องราวสำคัญอันใด หาไม่เมื่อครู่ย่อมมิคาดคั้นเขาให้เชื่อถือเล้งทิเจ็ง...
ยามนี้ถ่ายทอดเรื่องราวออกไป เล้งอิกก็นิ่งฟังอย่างสงบ ยังบังเกิดความเข้าใจขึ้นมากหลาย อีกทั้งสามารถคลายปมระหว่างเต็งลั่งกับเม่งไอ่ซี ที่แท้พวกเขารู้จักกันอยู่ก่อน มิใช่มาสนิทสนมกันในฮวงจึงดังที่ตนคิด
...ตนที่มักเข้าใจ เต็งลั่งคิดช่วงชิงภรรยา ที่แท้กลับกลายเป็นว่า ตนเป็นผู้ทำลายเรื่องราวระหว่างเขาทั้งสอง เต็งลั่งมาตรว่ามิได้บ่งบอกความสัมพันธ์ก่อนหน้านั้น เล้งอิกยังสามารถคาดเดา เพียงมิทราบเต็งลั่งไฉนจึงมิได้ตกแต่งนาง ทว่าในที่นี้ยังมีเก็งจู้ร่วมรับฟังอยู่ ย่อมมิอาจไถ่ถามความนัย...
...เต็งลั่งพอบอกเล่าจบคำ เห็นเล้งอิกนั่งซึมเซา ทราบว่าเขาทั้งโศกเศร้าทั้งลำบากใจ ขณะคิดว่ากล่าวอันใด เก็งจู้ที่อยู่ด้านหลังพลันหยุดมือ คนพอหันไปมอง เห็นเขามีสีหน้าแววตาเหนื่อยอ่อน เก็งจู้ที่เมื่อครู่รับมือเล้งอิกและจูไต่ลุ้ย มาตรว่ามิได้บาดเจ็บ จะอย่างไรก็เสียกำลังไปมากหลาย ยามนี้ยังถ่ายทอดลมปราณแก่ตน ย่อมสมควรพักผ่อนสักครา ดังนั้นเอ่ยขึ้น
"ท่านก็เข้าไปที่ด้านในเถิด"
...ช่องโหว่ระหว่างรอยแตกนี้มิได้มีขนาดใหญ่นัก เพียงพอให้นั่งนอนได้สี่ห้าคน หากลุกขึ้นยืนก็พอดีระดับศีรษะ เต็งลั่งพลันรู้สึก พวกตนคล้ายอยู่บนรังนกใหญ่ เสียดายที่นี้หามีแม่นกคาบอาหารมาเลี้ยงไม่ หนำซ้ำลูกนกยังคิดจิกตีกัน หากรั้งอยู่ที่นี้เนิ่นนาน ตนมิเพียงต้องปวดท้องหิวโหย ยังอาจแสบแก้วหูตกตาย...
เก็งจู้ทรงกายขึ้นยืน ย่อมคิดขึ้นไปสำรวจที่ด้านบน เขาเมื่อครู่ที่รีบร้อนติดตามลงมา มิสามารถคำนวณชัดเจน พวกตนยามนี้อยู่ลึกเพียงใด น่ากลัวยังมิต่ำกว่าเจ็ดแปดเส้น เห็นที่เบื้องบนยังมีแสงสว่างเล็ดรอด ย่อมเป็นเวลาเที่ยงวัน หากปล่อยให้ล่วงเลยถึงยามบ่าย สถานที่นี้พลันมืดสลัวลง คิดกลับขึ้นไปย่อมมิง่ายดายนัก
...จูไต่ลุ้ยเมื่อครู่รอดจากเงื้อมมือ ย่อมต้องกลับลงไปที่ด้านล่าง เทียนมึ้งเก็งยามนี้มีซุนเซ่งเง็กอยู่ดูแล กิมแชฮูหยินก็มีสติปัญญา เขาความจริงมิควรคิดห่วง ทว่ามิทราบจูไต่ลุ้ยคร่ากุมเม่งไอ่ซีจริงหรือไม่ หากเป็นความจริง เทียนมึ้งเก็งย่อมมีภัยแฝงที่ภายใน...
...คนพอร้อนใจก็คิดขยับกาย กลับรู้สึกเจ็บร้าวในอก เขาในยามประมือใช้กำลังเต็มที่ เมื่อครู่ก็ถ่ายทอดลมปราณแก่เต็งลั่ง ดังนั้นร่างกายอ่อนเพลียยิ่ง...
เต็งลั่งย่อมสังเกตท่าทีเขาออก ดังนั้นกล่าวว่า
"เราสูงกว่าท่านฝ่ามือหนึ่ง เมื่อเช้ารับประทานขนมมากหลาย ถึงบัดนี้ยังมิได้ระบายออกไป ท่านหากมิยอมพักเสียก่อน ไหนเลยสามารถนำพาเรากลับขึ้นที่ด้านบน"
...เก้งจู้ลอบถอนใจในอก หากเป็นในยามอื่น เขาที่ดื้อรั้นย่อมมิคิดรั้งรอ ทว่าเวลานี้กลับมีห่วง ดังนั้นสงบใจลง ขยับเข้าไปที่ด้านใน ยินยอมพักผ่อนชั่วครู่...
ง้วยจี่ไง้ตั้งอยู่บนไซ่ซัว บริเวณใกล้เคียงล้วนเป็นผาสูงชัน ทางขึ้นยังมีทางเดียว
...ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องยืนอยู่กับโง้วตั่งกี้ พวกเขาเมื่อครู่หลังจากส่งชิ้มอวงกลับลงไป ยังสืบเสาะไปที่โง้วตั่งกี้ บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ยามชักนำเขามาที่นี้พลันได้ยินเสียงระเบิดแผดสนั่น ต้องรีบเร่งทะยานขึ้นเขา มิคาด พอมาถึงครึ่งทาง พบว่าพื้นหินที่เคยเป็นบันไดกลับแตกทำลาย บางส่วนยังแยกออกเป็นช่องใหญ่ จากบริเวณนี้ถึงยอดผาสูงกว่าสี่เส้น อีกทั้งเป็นที่ชัน ย่อมมิสามารถปีนป่ายขึ้นโดยง่าย...
ทั้งสามเดินสำรวจหาเส้นทางจนอ่อนใจ จี่แชซิงแซที่วิชาตัวเบาล้ำเลิศกว่ากอกอ ยังทดลองไต่เลาะขึ้นไป ทว่าด้วยระดับลมปราณของเขา ยังมิอาจฝ่าไปได้ถึงครึ่ง หนำซ้ำยังพลัดตกกระแทกคราหนึ่ง
...โง้วตั่งกี้พลันครุ่นคิดขึ้น เก็งจู้และเซี่ยวเก็งจู้ล้วนอยู่ที่ด้านบน ยามนี้มิสามารถสืบค้นร่องรอย หากปล่อยให้ล่าช้า อาจมีอันใดผิดพลาดเสียหาย ดังนั้นกล่าวว่า
"เรายังคงรายงานเรื่องนี้ไปที่เทียนมึ้งเก็ง"
ซังแชเกี่ยมแขะก็พยักหน้าพร้อมกัน กล่าวว่า
"ท่านรีบกลับไปสั่งความผู้คน พวกเรารั้งอยู่คอยสืบเบาะแส"
โง้วตั่งกี้พอหันกายลงจากเขา ซังแชเกี่ยมแขะต้องสบตากันอย่างกังวล หลังจากที่พวกเขาจากไป มิทราบที่ด้านบนเกิดเรื่องราวใด ด้วยระดับฝีมือของเก็งจู้ ย่อมสามารถรับมือจูไต่ลุ้ย ยังมีเซี่ยวเก็งจู้ที่เฉลียวฉลาดมากไหวพริบ พวกท่านสมควรมิมีอันตรายใด ทว่ายามนี้เกิดเหตุมิคาดฝัน พื้นหินแตกแยกทำลาย มิทราบกระทบกระเทือนถึงพวกเขาหรือไม่...
จี่แชซิงแซพลันกล่าวว่า
"เสียดายพวกเรามิใช่วิหค ดังนั้นมิอาจเหาะเหินขึ้นไป"
อั่งแชซิงแซแค่นเสียงดุตี่ตี๋ กล่าวว่า
"ยามนี้ยังพร่ำพูดเพ้อเจ้อ ทางที่สูงชันเช่นนี้ อย่าว่าแต่พวกเรามิอาจขึ้นไป กระทั่งเก็งจู้เซี่ยวเก็งจู้ ฤากระทั่งเล้งอิก น่ากลัวยังต้องใช้ความพยายามยิ่ง"
...จี่แชซิงแซนั่งลงบนหินก้อนหนึ่ง ยกสองมือขึ้นท้าวคาง กล่าวว่า
"ท่านว่าระหว่างพวกเขาทั้งสาม เป็นผู้ใดฝีมือล้ำเลิศที่สุด"
อั่งแชซิงแซถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย ตนที่รุ่มร้อนกลัดกลุ้ม ตี่ตี๋กลับกล่าววาจาไร้สาระ ดังนั้นตะคอกว่า
"ย่อมเป็นเก็งจู้"
จี่แชซิงแซก็มิได้ใส่ใจท่าทีกอกอ ใบหน้ายังมีรอยยิ้มผุดขึ้น กล่าวว่า
"ทว่าพวกเรายังชนะเก็งจู้มาคราหนึ่ง"
อั่งแชซิงแซตวาดเพ้ยใส่ตี่ตี๋ กล่าวว่า
"ย่อมเป็นอุบายของเซี่ยวเก็งจู้ เจ้าก็อย่าได้สำคัญตนเองผิดไป..."
...กล่าวขาดคำก็ออกเดินสำรวจเส้นทางอีกครา จี่แชซิงแซมองดูวิหคที่โบยบินเหนือศีรษะ พลันนึกถึงรังนกที่เก็งจู้ช่วยเหลือลงมา หนำซ้ำยังสั่งให้ตนเก็บรักษาไว้ให้เซี่ยวเก็งจู้ ยามนี้พื้นหินแตกทำลายลง ครอบครัวนกนั้นน่ากลัวประสบภัยมากกว่าวาสนา...
...ยามบี่...
ท้องฟ้ามีเมฆดำปกคลุม สักครู่น่ากลัวมีฝนหลงฤดู...
ตึกง้วยตอก่าที่เริดร้าง ยามนี้เผาไหม้หมดสิ้น เปลวไฟล้วนดับลง เห็นเพียงควันระอุขึ้นเป็นสาย ยามปะทะกับเมฆที่ลอยต่ำ ยังคล้ายแววตาที่หม่นหมองโศกเศร้า...
...ในซากตึกที่พังทลาย พลันมีคนผู้หนึ่งยืนเหม่อซึมเซา...
...เป็นจูไต่ลุ้ย...
เขาเมื่อครู่คิดหลบรอดจากเก็งจู้ ลองเสี่ยงวัดน้ำใจที่มีต่อเต็งลั่ง จึงใช้ไคตี่เท้งออกจัดการ หวังให้เก็งจู้ย้อนกลับไป ตนจึงมีโอกาสหลบรอด มิคาด ยามปล่อยโยนออกบริเวณริมผา แผ่นดินที่โดนความร้อนจากเพลิงเผาผลาญ พอเผชิญอานุภาพไคตี่เท้งซ้ำเข้า ถึงกับสั่นคลอนโคลงเคลง พื้นหินชั้นล่างยังเคลื่อนตัวออก เส้นทางลงจากเขาก็แตกแยกทำลายสิ้น กระทั่งตนที่มีวิชาตัวเบาเป็นเลิศ ยังมิอาจหวนกลับลงไป...
...หลังจากเสาะหาเส้นทางอยู่เป็นนาน คนพลันย้อนกลับมา ยังระแวดระวังเต็มที่ กริ่งเกรงพบเจอเก็งจู้ที่ร้ายกาจนั้น ทว่าจนถึงบัดนี้หาได้ยินสรรพสำเนียงใด มิทราบเก็งจู้กับเต็งลั่งเล้งอิกใช่ประสบภัย ฝังร่างลงใต้กองหินมหึมาหรือไม่...
คนพอเหลียวมองรอบกาย ยังรู้สึกถึงความเปล่าเปลี่ยววังเวง ต้องพึมพัมขึ้นว่า
"เรามิได้คิดทำร้ายพวกเจ้า ทว่านี่เป็นบาปเคราะห์ที่เราก่อไปแล้ว ทั้งยังมิอาจหยุดยั้งลง..."
ยามนี้นึกถึงกอเฉียะซิมผู้บุตรชาย ยังมีกอซุ่ยกังที่วันนี้เป็นเจ้าบ่าว ต้องรู้สึกเสียใจต่อพวกเขา ตนในคราบเฮี่ยงเม้งเล่าเอี้ยจื้อ มิเคยทำให้พวกเขาผิดหวังมาก่อน กอเฉียะซิมใช้ชีวิตอย่างบัณฑิตผู้หนึ่ง กอซุ่ยกังก็เป็นหนอนตำรา ชีวิตที่สงบสุขเช่นนี้ ย่อมเป็นตนที่ประทานแก่พวกเขา กับเรื่องราวของง้วยตอก่า อีกทั้งประวัติอีกด้านของตนในคราบจูไต่ลุ้ย พวกเขาย่อมมิเคยรับทราบ
...ตนยามเป็นจูไต่ลุ้ย ยังมีภรรยาที่นุ่มนวลผู้หนึ่ง มีธิดาที่น่ารักน่าเอ็นดูผู้หนึ่ง ยังได้รับการยกย่องไปทั่วแผ่นดิน หากวันนั้นตนพึงพอใจกับชีวิต เรื่องราวทุกวันนี้ย่อมมิเกิดขึ้น...
...หากวันนั้นมิได้พบนาง ทุกสิ่งย่อมมิได้เกิดขึ้น...
...ละอองฝนพอโปรยปรายลง รอยแตกในช่องผาก็เริ่มเปียกชื้น พื้นหินสองฝั่งยังมีคมวาววับ...
เก็งจู้พอพักผ่อนครู่หนึ่ง พละกำลังเริ่มฟื้นฟู ดังนั้นหาหนทางลัดเลาะขึ้น วิชาตัวเบาของเขาถึงขั้นสูงสุด กับระยะทางเจ็ดแปดเส้น สมควรไต่ทะยานขึ้นได้ ทว่าผนังหินที่แตกออกกลับมีช่วงหนึ่งเป็นมันวาว มิเพียงลาดชันเฉียงลง ยังราบเรียบไร้ที่ยึดเหนี่ยว ตนหากเกร็งลมปราณเต็มกำลัง อาจบางทีสามารถเหวี่ยงกายขึ้นพ้น มาตรว่ามิอาจกระทำสำเร็จ ยามตกลงมายังพอโผหาที่มั่น ทว่าหากคิดนำพาผู้คนขึ้นไป กลับเป็นเรื่องลำบากแสนเข็ญ...
...เต็งลั่งที่ร่างกายยังมิสมบูรณ์ เล้งอิกก็เพียงดีกว่าเล็กน้อย กับสภาพพื้นที่เช่นนี้ ทั้งสองย่อมมิอาจฟันฝ่าขึ้นไป...
...เก็งจู้ตัดสินใจกลับลงมา ยามพุ่งกายเลาะลงพลันได้ยินเสียงวิหคร่ำร้อง คนพอเหลียวมองต้องชะงักท่าร่างโดยพลัน...
ที่ด้านหนึ่งของผนังหินมีซอกแตกขนาดฝ่ามือ ในซอกกลับมีรังนก เห็นใบปิงสีเขียวยังติดอยู่ นี่ไยมิใช่รังนกที่เขาเมื่อครู่ปาดตกลงมา ยังบอกให้จี่แชซิงแซเก็บรักษาไว้ให้เต็งลั่ง...
...เก็งจู้ขยับกายเข้าใกล้ คิดหยิบรังนกนั้นออกมา พ่อนกแม่นกที่บินวนอยู่ก็ส่งเสียงเซ็งแซ่ ต้องนึกสนเท่ห์อย่างยิ่ง เมื่อครู่พื้นดินถล่มทลาย รังนกนี้กลับสามารถรอดอยู่ น่ากลัวปลิวไถลลงมาตามผนังหิน ยังหลุดเข้าในช่องแตกกะจ้อยร่อย เห็นในรังมีไข่สี่ฟอง ยังเป็นสีครามสดใส ระหว่างเดินทางจากเทียนมึ้งเก็งสู่ม่งเอี้ยง ได้ยินเต็งลั่งพูดคุยกับเฮียตี๋ซังแชเกี่ยมแขะ ยังกล่าวถึงไข่นกที่เป็นสีครามเช่นนี้ ทว่าตนมิได้จดจำ เต็งลั่งบอกว่าเป็นนกชนิดใด ยามนี้หันมองดูพ่อนกแม่นก เห็นมีขนสีเขียว ส่วนหน้ากลับเป็นสีแดง เขาที่ทั้งชีวิตมิเคยใส่ใจผู้ใด กลับหอบหิ้วรังนกลงมา คิดให้เต็งลั่งชมดู
คนพอกลับมาถึง ยังเห็นทั้งสองตั้งตารอคอย เล้งอิกที่เห็นรังนกในมือเขา สีหน้าพลันมีแววฉงน เต็งลั่งกลับฉีกยิ้มกว้าง รีบถามว่า
"ท่านมีรังนกอันใด"
เก็งจู้ก็ยื่นส่งให้เขา เต็งลั่งพอเห็นไข่นกสีคราม ต้องส่งให้เล้งอิกชมดู ร่ำร้องว่า
"เป็นไข่ของโต่ยเอ็ง (นกแก้วขนคราม)"
...เล้งอิกชำเลืองดูเก็งจู้ ตนย่อมคิดใคร่ทราบ เขาขึ้นไปสำรวจที่ด้านบน พบเส้นทางลัดเลาะขึ้นได้หรือไม่ ทว่าเต็งลั่งที่มิรู้จักโต พอเห็นไข่นกก็ตื่นเต้นยินดี เก็งจู้ก็คล้ายเป็นไปอีกผู้หนึ่ง ยามนี้ยังนั่งลงเคียงข้างกัน กล่าวว่า
"เป็นโต่ยเอ็งอันใด เราเห็นพ่อแม่นกกลับมีสีเขียวหน้าแดง"
เต็งลั่งผงกศีรษะคราหนึ่ง กล่าวว่า
"โต่ยเอ็งบางตัวมีสีเขียวหน้าแดง บางตัวสีเขียวหน้าดำ บางตัวยังเป็นสีครามสดใส ทว่าล้วนเรียกหาเป็นโต่ยเอ็งทั้งสิ้น"
...เก็งจู้ก็รับฟังเขา ดวงตายังมีแววสนใจใคร่ทราบ ถามว่า
"ไข่ของโต่ยเอ็งล้วนเป็นสีคราม?"
เต็งลั่งใช้ใบปิงที่ติดรังเขี่ยไข่นกพลิกไปมา กล่าวว่า
"โต่ยเอ็งมักออกไข่สีขาว มีบางคราจึงเป็นสีคราม เราเคยจับเจ่าเฝ้าดูตลอดทั้งปี พบรังหนึ่งมีไข่สีขาวกับสีครามปนกัน ภายหลังจับตาอย่างใกล้ชิด ที่แท้พ่อนกกลับมีภรรยาสองนาง นางหนึ่งออกไข่สีขาว อีกนางออกไข่สีคราม..."
เก็งจู้ร้องอ้ออย่างสงสัย ยังกล่าวแย้งขึ้นว่า
"แม่นกตัวหนึ่งอาจออกไข่ทั้งสองสี"
เต็งลั่งสั่นศีรษะเป็นการใหญ่ กล่าวว่า
"เราเฝ้าดูเนิ่นนาน ดังนั้นเชี่ยวชาญอย่างยิ่ง แม่นกที่ออกไข่เป็นสีขาว ย่อมมิอาจออกไข่สีคราม ท่านดู... อย่างเช่นบิดาพวกเรามีภรรยาสองนาง มารดาท่านให้กำเนิดอินทรีตัวหนึ่ง มารดาเรากลับคลอดเป็ดเทศ..."
เล้งอิกที่นั่งฟังอย่างเงียบเชียบต้องนึกขันวาจาสหาย เต็งลั่งก็ยื่นมือมาสะกิดเขา กล่าวว่า
"ท่านดู เก็งจู้วันนี้ยังยิ้มออกมา.."
เล้งอิกเพียงชำเลืองด้วยหางตา เก็งจู้ก็รีบหันไปอีกทาง เต็งลั่งพลันหยุดล้อเลียนเขา จัดวางรังนกไว้ที่ด้านใน เล้งอิกส่งสายตาแก่เขาคราหนึ่ง ย่อมคิดให้เต็งลั่งถามไถ่ เก็งจู้ที่เมื่อครู่ขึ้นไปสำรวจที่ด้านบน ใช่พบหนทางใดหรือไม่ เต็งลั่งที่มองสบตากลับคล้ายมิเข้าใจ พอเอนกายลงก็ทาบฝ่ามือลงกับหลังเล้งอิก เขียนเป็นตัวอักษรว่า
...อย่าได้ถามไถ่...
เล้งอิกพลันหันหน้ามา ในดวงตายังมีแววสงสัย เต็งลั่งปรายตามองเก็งจู้ เห็นมิได้สนใจทางนี้ ดังนั้นขีดเขียนต่อไปอย่างรวดเร็วว่า
...หากได้เรื่องราว เขาย่อมต้องบอกออกมา...
เล้งอิกพอรับทราบจึงเข้าใจ กับวิชาสังเกตผู้คน เต็งลั่งย่อมเหนือกว่าเขามากหลาย ยามนี้ลอบแลดูเก็งจู้ เห็นสีหน้ามีแววหนักใจ พวกตนวันนี้น่ากลัวมิอาจกลับขึ้นด้านบน...
...เต็งลั่งที่ด้านข้างพลันล้มกายลงนอน เล้งอิกก็สงบใจโคจรลมปราณอีกครา หวังให้ร่างกายกระเตื้องขึ้นโดยเร็ว ตนจะอย่างไรก็มิยอมรับการช่วยเหลือจากเก็งจู้ หากมิอาจกลับขึ้นไปด้วยตัวเอง ยังยินดีรั้งอยู่ที่นี้ตลอดกาล...
|