|
วันคืนที่ผันผ่านมาตรว่าเลวร้าย รุ่งเช้ายังมีแสงอาทิตย์เป็นนิรันดร์
...ในแสงสลัวเลือนราง เต็งลั่งพลันลืมตาขึ้นมา...
พื้นหินใต้ร่างเขาทั้งชื้นทั้งเย็น เต็งลั่งเมื่อคืนนอนอยู่ระหว่างกลาง เล้งอิกอยู่ที่ด้านในสุด เก็งจู้ก็ขนาบอยู่ทางด้านนอก
...ได้ยินเสียงวิหคจากที่ไกล คนพลันทราบว่าเป็นยามเช้า ต้องผงกศีรษะขึ้นอย่างเงียบเชียบ เขาที่อ่อนเพลียหนักหนา เมื่อวานพอตกเย็นก็หลับไหล เก็งจู้กับเล้งอิกที่มีเรื่องครุ่นคิดมากหลาย น่ากลัวเพิ่งข่มตาได้เมื่อรุ่งสาง ดังนั้นยามนี้หลับสนิทอย่างยิ่ง...
แลดูเล้งอิกเห็นมิได้สวมเสื้อยาว ที่แท้เมื่อคืนปลดออก ยังคลุมไว้บนร่างตน เต็งลั่งต้องรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านในใจ เล้งอิกแต่เยาว์วัยมักยอมลงให้เขา ทว่าเวลาเกิดเรื่องราวใด กลับยืดอกออกรับแทน ยังคลับคล้ายกอกอผู้หนึ่ง
...เล้งอิกที่สัตย์ซื่อจริงใจ ยามนี้เผชิญเรื่องราวซับซ้อนมากหลาย ยังมิอาจแก้เงื่อนปมแม้แต่เปลาะเดียว คนจึงเคร่งเครียดจนบางครามิอาจระงับ เมื่อวานที่พวกเขาประมือกัน เต็งลั่งย่อมประจักษ์แก่สายตา...
เก็งจู้เมื่อวานบ่งบอกเรื่องราว ผนังหินด้านบนมีช่วงหนึ่งที่ราบเรียบ ยากต่อการนำพาผู้คนทะยานขึ้นไป เต็งลั่งก็มิได้กล่าวเสริมอันใด หากกระทั่งเก็งจู้ยังมองว่าแสนเข็ญ ตนกับเล้งอิกที่บาดเจ็บย่อมมิอาจผ่านพ้น
...เรื่องนี้ความจริงมิใช่แก้ไขยาก เก็งจู้สามารถกลับขึ้นไปก่อน เรียกหาผู้คนของเทียนมึ้งเก็ง จากนั้นค่อยลงมารับพวกเขาขึ้นไป ทว่าวิธีนี้เล้งอิกย่อมมิอาจยอมรับ เก็งจู้ก็ทราบ หากเล้งอิกมิกลับขึ้นไป เขาต้องรั้งอยู่กับสหาย ดังนั้นเก็งจู้ได้แต่จับเจ่าอยู่อีกผู้หนึ่ง...
เต็งลั่งสงบใจครุ่นคิด หากยามนี้สามารถเรียกผู้คนของฮวงจึงมา ย่อมสามารถช่วยเหลือเล้งอิก ทว่าผู้คนทั้งสองฝ่ายยามเผชิญหน้ากัน ย่อมมิเชื้อเชิญอีกฝ่ายดื่มสุรารับประทานผักดอง ผู้คนของฮวงจึงยามนี้เดือดดาลคั่งแค้น เทียนมึ้งเก็งที่ยโสถือดี ย่อมมิยอมลดราวาศอก จูไต่ลุ้ยที่คอยสอดแทรก สุดท้ายยังได้รับประทานขนมโก๋...
...ตนตั้งแต่ทราบเรื่องราวบาดหมาง พยายามสืบเสาะความนัยแต่หนหลัง ยังคิดรั้งสองฝ่ายไว้อีกชั่วเวลาหนึ่ง มิคาด เล้งอิกกลับปรากฏกายที่นี้ ดังนั้นเกิดปะทะกันโดยมิคาดฝัน เก็งจู้ความจริงก็ยังมิคิดประมือกับเขา เต็งลั่งย่อมทราบ แผนการทั้งมวลล้วนเป็นกิมแชฮูหยินกำหนด เก็งจู้เป็นเพียงหมากตัวสุดท้ายของนาง ใช้จัดการเล้งอิกที่สูญสิ้นทุกสรรพสิ่ง...
ยามนึกถึงกิมแชฮูหยิน จะอย่างไรก็ยังเข้าใจนาง มารดาที่สูญเสียบุตรชายในลักษณะนั้น ย่อมโกรธแค้นยิ่งกว่าพายุคลั่ง นางที่อดทนรอคอยมายี่สิบเจ็ดปีค่อยลงมือ มิเพียงคิดเล่นงานฮวงจึงที่ภายนอก ยังต้องการให้ทายาทเล้งทิเจ็งโศกเศร้าถึงที่สุด ตกต่ำถึงที่สุด
...เต็งลั่งลอบถอนใจแผ่วเบา ยังมีเม่งไอ่ซีที่ตนห่วงใย ทว่าคนอยู่ในเทียนมึ้งเก็ง ยังมีผู้คอยเฝ้าระวัง มิทราบไฉนตกอยู่ในเงื้อมมือจูไต่ลุ้ย...
...ยามนึกถึงจูไต่ลุ้ยที่พอลอกคราบก็กลายเป็นเฮี่ยงเม้งเล่าเอี้ยจื้อ ต้องสะดุ้งวาบขึ้นในใจ คนผู้นี้มีสองหน้าสองฉายา อาจบางทียังมีคราบร่างที่สามสี่ห้า...
เต็งลั่งพอได้คิดต้องรู้สึกหนาวเหน็บขึ้น หากจูไต่ลุ้ยก็เป็นผู้หนึ่งผู้ใดในเทียนมึ้งเก็ง ย่อมมีโอกาสประชิดตัวเม่งไอ่ซี ดังนั้นสามารถคร่ากุมนาง ทว่าหากเป็นเช่นนั้นจริง เก็งจู้ไฉนมิได้รู้จักเขามาก่อน...
ขณะใคร่ครวญเรื่องราว หางตาพลันเหลือบเห็นสิ่งใดเคลื่อนไหว พอหันหน้าแลดู พบว่าอีกฟากหนึ่งของช่องแตกที่ห่างออกไปราวสิบวา มีแพะเขาโง้งงอนสองตัวกำลังไต่ขึ้นเบื้องบน น่ากลัวเมื่อวานก็พลัดตกลงมาในช่องนี้ ถึงกับยังมีชีวิตรอดเช่นเดียวกับพวกตน
...เต็งลั่งรีบกระโจนขึ้นนั่ง ในสมองพลันคล้ายกระจ่างวาบ ต้องอุทานออกมาคราหนึ่ง เก็งจู้กับเล้งอิกที่หลับไหลต้องสะดุ้งตื่นขึ้น ยังได้ยินเต็งลั่งร้องบอกว่า
"พวกท่านดู..."
เก็งจู้กับเล้งอิกยันกายขึ้น จ้องมองไปยังทิศทางที่เต็งลั่งชี้มือ เห็นแพะสีดำขายาวเหยาะย่างไต่ขึ้นด้านบน ยังเลาะเลี้ยวรวดเร็วยิ่ง ยามแลติดตามไป พบว่าผนังทางฟากโน้นคล้ายตะปุ่มตะป่ำกว่า ยังมีชะง่อนหินยื่นออกหลายช่วง พอฉุกคิดย่อมเข้าใจทันที...
...แผ่นดินที่แยกออกเป็นโพรงมหึมา ฟากฝั่งที่พวกตนร่วงไถลลง เป็นด้านในที่ติดกับขุนเขา อีกฝั่งเป็นด้านที่ติดกับหน้าผา พอแตกออกก็โน้มลาดเอียง หนำซ้ำมีก้อนหินพุ่งกระทบมากหลาย เกิดเป็นช่องโพรงใหญ่น้อย แพะสองตัวจึงสามารถหาที่หยั่งเท้าไต่ขึ้น...
เต็งลั่งรั้งเก็งจู้มาทางด้านหลัง ตนเองชะโงกหน้าลงมองที่เบื้องล่าง ใคร่ทราบช่องแตกนี้สิ้นสุดที่ใด เห็นที่ห่างไปราวสามเส้นคล้ายเป็นช่วงบรรจบ หากพวกตนเลาะลงไปทางด้านล่าง จากนั้นไต่ขึ้นจากผนังอีกฟาก ย่อมสามารถขึ้นสู่เบื้องบนเช่นแพะสองตัวนั้น ระหว่างทางหากพบเจออุปสรรค ยังสามารถพำนักในช่องโพรงอื่น หนำซ้ำมีแพะเขาโง้งอยู่ร่วมชะตากรรม ย่อมต้องครึกครื้นกว่าเดิม
...พอคิดได้ดังนี้ก็รีบห่อไข่นกโต่ยเอ็งในเสื้อยาวของเล้งอิก ผูกมัดไว้กับร่างตน คนพลันกระโจนลงจากช่องพำนัก ไต่เลาะลงไปที่ด้านล่าง เล้งอิกกับเก็งจู้ที่คิดได้เช่นเดียวกันก็รีบตามติดลงมา...
แสงแดดพอเริ่มแผดแรง ย่อมมิอาจแลเห็นเปลวไฟ เหนือกองฟืนเพียงมีไอระอุสั่นไหว ด้านบนมีไม้พาดไว้ บนไม้ยังมีซากกระจงครึ่งตัว...
...จูไต่ลุ้ยเมื่อวานมิอาจกลับลงไป พอรุ่งสางก็ออกล่าสัตว์ ได้กระจงน้อยที่เพิ่งหย่านม พอถลกหนังออกก็ย่างเนื้อรับประทาน ที่เหลือยังเสียบไม้รมควันสืบต่อ ...
เขายามนี้แน่ใจ บนง้วยจี่ไง้มิหลงเหลือผู้คนอื่น ทว่ากลับมิอาจเสาะพบซากร่างเต็งลั่งเล้งอิก ตนจะอย่างไรก็มิอาจเชื่อ เก็งจู้สามารถช่วยเหลือพวกเขากลับลงไปในช่วงเวลาเพียงน้อยนิด...
ขณะเหม่อลอยครุ่นคิด คล้ายได้ยินสุ้มเสียงใดจากที่ไกล สถานที่นี้เป็นขุนเขา หน้าผาด้านนี้ยังโล่งว่างเปล่า ดังนั้นได้ยินสรรพสำเนียงชัดเจนยิ่ง...
...จูไต่ลุ้ยพุ่งปราดไปยังด้านที่เคยเป็นทางขึ้น เขาที่โสตประสาทปราดเปรียว ย่อมมั่นใจว่าได้ยินจากทางนี้ พอเหลือบสายตาแลมอง พลันพบว่าที่ห่างไปราวสี่เส้น มีเงาร่างยืนอยู่เจ็ดแปดสาย ย่อมเป็นผู้คนของเทียนมึ้งเก็งที่สืบเสาะมา น่ากลัวคิดหาวิธีขึ้นเขา...
...กับระยะทางเพียงสี่เส้นย่อมมิใช่เรื่องยาก ทว่าพื้นหินที่แตกเป็นแนวลาดลง หากมิมีที่หยั่งเท้าตามเส้นทาง ย่อมมิสามารถทะยานขึ้นรวดเดียว ตนเมื่อวานยังคิดเสี่ยงไถลลง เพียงมีอุปสรรคที่ร่างกายมิสมบูรณ์พร้อม ยังเกรงระหว่างทางพบพานผู้คนของเทียนมึ้งเก็ง ดังนั้นสงบใจรอ เมื่อคืนยังโคจรลมปราณฟื้นฟูร่างกาย จะอย่างไรก็ต้องหาทางลงจากเขาไป หาไม่เรื่องราวที่ตระเตรียมไว้พลันสูญสลายหมดสิ้น...
ได้ยินเสียงกระแทกตึงตัง ยามเขม้นมองจึงรู้ชัด ผู้คนที่ด้านล่างพอทะยานขึ้นคราหนึ่ง ก็ใช้พลังพุ่งผ่านกระบองหิน กระแทกพื้นผาแตกเป็นช่อง ผู้ที่ติดตามทางด้านหลังจึงสามารถหยั่งเท้าสืบต่อ ด้วยวิธีเช่นนี้ แม้มิมีวิชาตัวเบาเลิศล้ำเท่าใด ยังสามารถไต่ะเลาะขึ้นมาง่ายดาย
...ได้ยินเสียงพวกเขาใกล้เข้ามา จูไต่ลุ้ยที่มองอยู่ยังแลเห็น ผู้ที่อยู่ด้านหน้าสวมอาภรณ์สีอ่อน ยังคล้ายเป็นยี่เก็งจู้ซุนเซ่งเง็ก มาตรว่ามิอาจสังเกตถนัดถนี่ ยังรู้สึกคลับคล้าย ต้องรีบถลันกลับมายังกองไฟที่ตนก่อไว้เมื่อเช้า สะบัดฝ่ามือลงพื้นคราหนึ่ง เศษหินใหญ่น้อยก็ปลิวว่อนขึ้น ร่วงหล่นลงกลบบนกองไฟนั้น ซากกระจงยังถูกทับที่ข้างใต้ สถานที่นี้เมื่อวานมีเพลิงเผาผลาญ กลิ่นควันยังมิเจือจาง ดังนั้นจึงดูแนบเนียน...
จูไต่ลุ้ยที่หาญกล้ามิกลัวฟ้าดิน ยามนี้กลับเลาะเข้าไปในด้านที่เป็นป่าทึบ เขาที่กล้าเผชิญหน้าเก็งจู้เล้งอิกโดยพร้อมเพรียง กลับมิคิดพบเจอผู้อื่นของเทียนมึ้งเก็ง มิทราบในใจมีแผนการอันใด...
เพียงชั่วลัดนิ้วมือ ผู้คนที่ด้านล่างพลันขึ้นมาบนยอดผาหมดสิ้น เห็นผู้นำขบวนคือซุนเซ่งเง็ก ยังมีป่าซิงแซ บ้วนซิงแซ ซังแชเกี่ยมแขะ อีกทั้งโง้วตั่งกี้กับบริวารที่ภายนอกสองคน
...ซุนเซ่งเง็กความจริงรักษาการในเทียนมึ้งเก็ง พอทราบเรื่องก็เร่งรุดเดินทาง ยามค่ำคืนยังมิได้พักนอน เห็นสีหน้ายามนี้ซีดเซียว นัยน์ตายังแดงก่ำ ความในใจก็หนักหน่วงอย่างยิ่ง คืนก่อนเกิดเรื่องยุ่งยากในสำนัก เม่งไอ่ซีพลันสาบสูญไร้ร่องรอย พวกตนติดตามแทบพลิกแผ่นดิน กลับมิพบเจอแม้แต่เงา มิทราบนางสามารถหลบหนีออกไปทางใด ได้แต่ระดมข่าวไปที่ด้านนอก ให้ผู้คนคอยระวังเส้นทางสู่ฮวงจึง ไม่ว่าอย่างไรก็มิอาจให้เม่งไอ่ซีกลับคืนไป...
...เรื่องราวทางเม่งไอ่ซียังมิทันแก้ไข พลันได้รับรายงาน เก็งจู้เผชิญหน้ากับทั้งเล้งอิกและจูไต่ลุ้ย ง้วยจี่ไง้ยังเกิดเหตุระเบิดขึ้น เก็งจู้กับเต็งลั่งกลับมิปรากฏกาย เขาที่เป็นเสาหลักยามนี้ต้องรีบเร่งเดินทางมา ทิ้งสถานการณ์ด้านโน้นไว้กับกิมแชฮูหยิน
พอขึ้นมาก็แยกย้ายออกสำรวจทุกทิศทาง ทุกผู้คนล้วนติดชุดไฟสัญญาณ หากพบเจออันใดจึงสามารถบ่งบอกต่อกันในทันที
...ซุนเซ่งเง็กแลดูซากง้วยตอก่าที่มอดไหม้เป็นจุล ย่อมรับทราบเรื่องราวจากโง้วตั่งกี้ เป็นเก็งจู้สั่งให้เผาผลาญสถานที่นี้ คิดชักนำจูไต่ลุ้ยออกมา แผนการของท่านย่อมสัมฤทธิ์ผล ทว่ามิทราบหลังจากนั้นเกิดเรื่องราวใด ยอดผานี้กลับพังทลายหลายส่วน ที่ริมด้านนอกยังมีพื้นดินแยกเป็นช่องมหึมา...
...ขณะเดินดูบริเวณ เห็นเศษกระเบื้องชิ้นหนึ่งปะปนอยู่กับกรวดหินดินทราย คนมิทราบคิดอย่างไร กลับก้มกายลงเก็บขึ้นมาพิจารณาดู เห็นด้านหนึ่งวาดเป็นลายกล้วยไม้อ่อนช้อย ยามปัดเขม่าออกยังเห็นกลีบดอกสีม่วงอ่อน ลายเส้นกลับประนีตยิ่ง ซุนเซ่งเง็กยังจับจ้องอย่างซึมเซา คล้ายรู้สึกสิ่งนี้คุ้นตา...
...เขาย่อมมิทราบ นั่นเป็นเศษกระถางที่ตั้งอยู่ข้างประตูหน้าของตึกง้วยตอก่า ลู่เอียะแซกับพวกที่เทียนไล้กังยังใช้เป็นรหัสส่งข่าวต่อกัน...
ยามนั้นพลันได้ยินสุ้มเสียงผิดปกติ ซุนเซ่งเง็กขว้างกระเบื้องกลับลงพื้น พอหันไปมองก็เห็นแพะเขาโง้งสองตัววิ่งเปะปะมาทางนี้ น่ากลัวหลงออกมาจากป่าด้านหลัง
...ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องที่ออกสำรวจทางด้านเหนือพลันกลับมาสมทบ คนพอเห็นแพะก็ร้องไล่ไป จี่แชซิงแซยังพึมพัมว่า
"กระทั่งเดียรัจฉานโง่งมยังรอดจากแผ่นดินถล่ม เก็งจู้กับเซี่ยวเก็งจู้ล้วนมีสติปัญญายิ่งกว่า ย่อมต้องอยู่รอดปลอดภัย"
อั่งแชซิงแซรีบถลึงตาให้ตี่ตี๋หยุดปากคำ จี่แชซิงแซที่มองตามแพะไปกลับมิได้แลเห็น ดังนั้นกล่าวขึ้นอีกว่า
"หากเซี่ยวเก็งจู้ก็อยู่ที่นี้ ต้องจับแพะนั้นมาเทียบกับใบหน้าพวกเรา บอกเล่าว่าตัวใดจึงเป็นท่าน ตัวใดจึงเป็นเรา"
ซุนเซ่งเง็กที่ทั้งเหนื่อยอ่อนทั้งหงุดหงิดต้องหันขวับมา ตวาดว่า
"ในสถานการณ์เช่นนี้ยังกล่าววาจาเหลวไหล ช่างน่าตายนัก"
...จี่แชซิงแซต้องก้มศีรษะลง กระทั่งยังยืนนิ่ง มิกล้าขยับกายแม้แต่น้อย ซุนเซ่งเง็กที่มีโทสะก็สะบัดหน้าจากไป พลันฉุกคิดอันใดขึ้น กลับย่างเท้าไปทางช่องแตกที่ด้านนอก...
คนพอไปถึงก็ก้มลงมอง ยังต้องส่งเสียงอุทานขึ้น ซังแชเกี่ยมแขะก็รีบติดตามมา พอเห็นถนัดชัดตาพลันร่ำร้องขึ้นพร้อมกัน
"เซี่ยวเก็งจู้..."
...เห็นที่ผนังด้านหนึ่งของรอยแตกมีเงาร่างสามสาย ยามนี้อยู่ห่างออกไปราวสองเส้น ยังเห็นชัดเจนว่าผู้ใดเป็นผู้ใด คนที่ปีนป่ายอยู่หน้าสุดสวมเสื้อสีคราม ย่อมเป็นเต็งลั่งที่พวกเขากังวลถึง เก็งจู้ที่ใส่อาภรณ์ขาวรั้งอยู่ที่ด้านท้าย ตรงกลางกลับเป็นเล้งอิก...
ซุนเซ่งเง็กสั่งซังแชเกี่ยมแขะจุดไฟสัญญาณโดยพลัน ตนก็กระโจนลงไปตามทาง คิดช่วยเหลือเต็งลั่งขึ้นมา ย่อมทราบว่าเขาเมื่อวานปะทะกับเล้งอิก ดังนั้นบาดเจ็บซ้ำสอง หากปีนป่ายขึ้นมาจากด้านล่างต้องใช้กำลังมากหลาย ยามนี้จวนถึงปากทาง ยังคงอย่าให้เกิดเหตุมิคาดฝัน...
เต็งลั่งเล้งอิกและเก็งจู้ย่อมตระหนักถึงการมาของผู้คน มาตรว่าเหงื่อหลั่งไหลโทรมหน้า แสงแดดก็ส่องกระทบดวงตา ยังเห็นเงาร่างคนผู้หนึ่งปราดลงมา กับระยะทางเพียงเท่านี้ เก็งจู้ความจริงสามารถพุ่งขึ้นไปโดยง่าย ทว่าเขาที่ห่วงใยเต็งลั่ง เต็งลั่งก็ห่วงใยเล้งอิกอีกทอดหนึ่ง ดังนั้นได้แต่ติดตามกันเป็นทาง
...เต็งลั่งพอเห็นท่าร่างผู้มา ย่อมทราบทันทีว่าเป็นยี่เก็งจู้ซุนเซ่งเง็ก คนทางหนึ่งรู้สึกยินดี อีกทางยังวิตกกังวล ผู้คนของเทียนมึ้งเก็งน่ากลัวมิได้สืบเสาะมาเพียงคนเดียว ตนมิทราบสมควรทำอย่างไรกับเล้งอิกที่ด้านหลัง...
ซุนเซ่งเง็กพอมาถึงก็ฉุดรั้งมือเขา เต็งลั่งต้องรีบกล่าวว่า
"ท่านเพียงคอยระวังที่ด้านข้างเถิด มือเราผู้นี้ยังเหนียวแน่นกว่าแมงมุม ย่อมมิปล่อยตนเองพลัดตกลงไป"
...ซุนเซ่งเง็กย่อมแลเห็นเล้งอิกเช่นกัน ทว่าในสถานการณ์เยี่ยงนี้ย่อมต้องสงบปากคำไว้ ยังต้องรั้งรอคำสั่งจากเก็งจู้...
พวกเขาพอขึ้นถึงด้านบน เต็งลั่งก็กระโจนมาทางซังแชเกี่ยมแขะ รีบปลดเสื้อยาวของเล้งอิกที่ห่อไข่นกไว้ เปิดออกให้พวกเขาชมดูโดยพลัน จี่แชซิงแซพลันจดจำได้ นี่จึงเป็นไข่นกในรังที่ตกลงมา มิทราบเต็งลั่งเก็บไว้ตั้งแต่เมื่อใด...
อั่งแชซิงแซมองดูเซี่ยวเก็งจู้อย่างสำรวจ เห็นท่านเพียงมีสีหน้าอ่อนระโหย บาดแผลที่ภายนอกก็เพียงเล็กน้อย เล้งอิกกลับมีรอยแตกที่หน้าผาก ยังคล้ายหนักหนากว่าเซี่ยวเก็งจู้ ต้องรู้สึกโล่งใจยิ่ง จี่แชซิงแซพลันถามขึ้นว่า
"พ่อนกแม่นกเล่า เซี่ยวเก็งจู้ท่านใช่รับประทานหมดสิ้น?"
เต็งลั่งต้องจุ๊ปากหลายครา กล่าวว่า
"นกโต่ยเอ็งผอมแห้งมีแต่กระดูก พวกเราติดอยู่ที่ด้านล่างทั้งคืน โต่ยเอ็งฝูงหนึ่งยังมิอาจประทังความหิว"
ยามนี้หันมาทางเก็งจู้ ถามว่า
"ท่านเมื่อวานใช่พบเห็นพ่อแม่นก?"
เก็งจู้ยามนี้อยู่ต่อหน้าผู้คนอื่น ย่อมมิต้องการแสดงความสนิทสนม เพียงสั่นศีรษะคราหนึ่ง ยังหันไปทางซุนเซ่งเง็ก กล่าวว่า
"ทางด้านโน้นเป็นอย่างไร"
...เขาย่อมหมายถึงสถานการณ์ทางเทียนมึ้งเก็ง เนื่องเพราะเมื่อวานจูไต่ลุ้ยคล้ายบอกใบ้อันใด ตนมาตรว่ามั่นใจ เทียนมึ้งเก็งแข็งแกร่งไร้ผู้เทียบเทียม ทว่ากับจูไต่ลุ้ยที่มีชั้นเชิงมากหลาย ย่อมมิอาจวางใจโดยแท้...
ซุนเซ่งเง็กพลันเดินมาอีกทาง ย่อมมิต้องการให้ผู้อื่นได้ยินคำบอกเล่า อีกทั้งยังมีเล้งอิกอยู่ที่นี้ ดังนั้นต้องระวังเป็นพิเศษ ขณะว่ากล่าวยังใช้รหัสสัญญาณ มิได้เจรจาด้วยถ้อยคำธรรมดา...
เก็งจู้พอทราบเรื่องเม่งไอ่ซี รู้สึกเดือดดาลยิ่งนัก นัยน์ตายังมีประกายกร้าว ที่จูไต่ลุ้ยว่ากล่าวกลับเป็นความจริง มิทราบคนผู้นี้เร้นกายเข้าเทียนมึ้งเก็งได้อย่างไร แสดงว่าที่ด้านในต้องมีเขี้ยวเล็บของเขาแฝงอยู่...
...คนที่ครุ่นคิดใคร่ครวญ กลับมิได้บอกเล่าต่อซุนเซ่งเง็ก ยามนี้เดินกลับมาที่เต็งลั่ง กล่าวว่า
"พวกเรากลับสู่เทียนมึ้งเก็ง"
เต็งลั่งสบตากับเล้งอิกคราหนึ่ง คนก็ไตร่ตรองอย่างรวดเร็ว หากเก็งจู้คิดกลับคืนถิ่นฐานเวลานี้ ย่อมเป็นผลดีต่อสถานการณ์ เล้งอิกที่ยังบาดเจ็บ ย่อมรั้งรอมิคิดต่อกร ตนก็สามารถว่ากล่าวให้เขากลับคืนสู่ฮวงจึง ทว่าตนในใจยังมีเรื่องหนึ่งคิดกระทำ จูไต่ลุ้ยเมื่อหลบรอด ย่อมมิกล้ากลับเคหาในคราบเฮี่ยงเม้งเล่าเอี้ยจื้อ หากคิดติดตามร่องรอยเขา อาจบางทีสถานที่นั้นยังมีอันใดให้สืบ...
...ตนความจริงสามารถบอกต่อผู้อื่นของเทียนมึ้งเก็งให้เสาะหาเบาะแส หากแต่กริ่งเกรงพวกเขามิยั้งมือไว้ไมตรี พลันทำร้ายผู้คนที่มิเกี่ยวข้อง เมื่อวานซังแชเกี่ยมแขะก็ล่วงรู้ความนัยนี้ มิทราบใช่บ่งบอกออกไปแล้ว?...
พอคิดได้ต้องรู้สึกร้อนใจ รีบกวักมือเรียกซังแชเกี่ยมแขะมาอีกทาง ถามไถ่เรื่องราวที่สงสัย ซังแชเกี่ยมแขะพอได้ยินก็สั่นศีรษะโดยพร้อมเพรียง ที่แท้เมื่อวานเพียงห่วงใยพวกเขาที่ด้านบน ยังใช้เวลาทั้งคืนเสาะหาทางขึ้น ดังนั้นลืมเลือนนึกถึงเรื่องนี้ กลับมิได้บอกต่อผู้ใด จูไต่ลุ้ยคือเฮี่ยงเม้งเล่าเอี้ยจื้อ เต็งลั่งพอฟังต้องโล่งอกวูบ กำชับพวกเขาอย่าได้เปิดเผยแก่ผู้อื่น จากนั้นสาวเท้ามาที่เก็งจู้กับเล้งอิก ชักนำพวกเขามาที่ห่างไกลอีกทาง กล่าวกับเก็งจู้ว่า
"เทียนมึ้งเก็งอาจบางทีมีผู้คนของจูไต่ลุ้ย พวกเรายามนี้อยู่ในเขตไช่ซัว ยังคงสืบเสาะไปที่เฮี่ยงเม้งเล่าเอี้ยจื้อนั้น อาจค้นพบเบาะแสบางประการ"
...เก็งจู้ความจริงคิดกลับคืนเทียนมึ้งเก็งโดยเร็ว ทว่าที่เต็งลั่งว่ากล่าวก็มีเหตุผล เรื่องประการนี้สำคัญยิ่งนัก ระหว่างที่ยังมิอาจทราบ ในเทียนมึ้งเก็งมีหนอนบ่อนไส้หรือไม่ ย่อมมิอาจสั่งการผู้คนอื่น...
เล้งอิกพอฟังเต็งลั่งจบคำก็กล่าวขึ้นว่า
"...เราก็ต้องการทราบเช่นกัน จูไต่ลุ้ยมาตรว่ามิได้คิดทำร้ายฮวงจึง ทว่าเมื่อวานกล่าวถึงไอ่ซี..."
ยามนี้หันมาทางเก็งจู้ กล่าวว่า
"ท่านก็ถามผู้คนของท่าน ภรรยาเราใช่ปลอดภัยไร้เรื่องราวหรือไม่"
...เก็งจู้พลันหันหน้าไป เต็งลั่งย่อมทราบทันทีว่าเม่งไอ่ซีเกิดเรื่อง เล้งอิกก็คล้ายคาดเดาได้ ดวงตาพลันมีโทสะพลุ่งพล่าน เต็งลั่งต้องรีบจับแขนเขา กล่าวว่า
"ท่านฟังเรา หากคิดช่วยเหลือไอ่ซี พวกเรายามนี้ต้องร่วมมือกัน"
เล้งอิกพลันสั่นศีรษะ กล่าวว่า
"เราจึงมิร่วมมือกับเทียนมึ้งเก็ง"
เก็งจู้ก็มองเขาอย่างมินำพา กล่าวว่า
"เราก็มิสนใจชีวิตภรรยาท่าน หากเราคิดช่วยนาง กลับเพียงเพื่อเทียนมึ้งเก็ง"
เล้งอิกพอฟังก็ตวาดว่า
"เราจึงมิต้องการให้พวกท่านช่วยเหลือนาง"
เต็งลั่งพลันรู้สึกปวดศีรษะอีกครา ยามนี้หากคิดทราบร่องรอยเม่งไอ่ซี ย่อมมิอาจมัวทะเลาะทุ่มเถียง จูไต่ลุ้ยที่ฉกตัวเม่งไอ่ซีจากเทียนมึ้งเก็ง เล้งอิกหากต้องการเสาะหานาง ยังต้องเข้าสู่สถานที่นั้น ทว่าเก็งจู้ย่อมมิยินยอมอนุญาต ตนคิดไปคิดมาพลันคล้ายพลัดตกลงในหลุมแคบลึก มิว่าหันทางใดก็หามีหนทางให้เดินไม่
...ยามนี้ตัดสินใจแก้ปัญหาเปลาะแรก หันมากล่าวแก่ทั้งสองว่า
"พวกท่านฟังเรา ก่อนอื่นต้องสืบเสาะไปยังเคหาสน์ตระกูลกอนั้น ดูว่าจูไต่ลุ้ยทิ้งร่องรอยใดไว้"
เก็งจู้พลันเอ่ยขึ้นว่า
"อาจบางทีมิเพียงพบร่องรอย ยังพบพานตัวเขา"
เต็งลั่งสั่นศีรษะคราหนึ่ง กล่าวว่า
"จูไต่ลุ้ยย่อมมิยอมรั้งอยู่สถานที่นั้น"
เล้งอิกก็ถามว่า
"เพราะเหตุใด"
เต็งลั่งอธิบายว่า
"จูไต่ลุ้ยมาตรว่าอหังการ ทว่าหากเขารั้งอยู่ ยามเทียนมึ้งเก็งบุกรุกเข้าไป ผู้คนภายในต้องบาดเจ็บล้มตาย..."
เก็งจู้พลันกล่าวแทรกขึ้นว่า
"เขาหากมิรั้งอยู่ ผู้คนในบ้านก็ยังอาจบาดเจ็บล้มตาย"
เต็งลั่งโบกมือคราหนึ่ง กล่าวสืบไปว่า
"ย่อมเป็นไปได้ ทว่าท่านถามตนเอง หากจูไต่ลุ้ยมิได้อยู่ที่นั้น ท่านก็คิดฆ่าบุตรหลานเขาที่มิมีวิชาฝีมือ?"
เก็งจู้พลันนิ่งเงียบงัน เต็งลั่งก็อธิบายขึ้นอีกว่า
"จูไต่ลุ้ยที่เมื่อวานกล้าเปิดเผย ตนเองคือเฮี่ยงเม้งเล่าเอี้ยจื้อ เนื่องเพราะเขามิมีหนทางดิ้นรน อีกทั้งยังทราบ ท่านที่หยิ่งทะนง ย่อมมิใส่ใจผู้คนที่ไร้วิชาฝีมือ เราเมื่อวานเพียงสัมผัสรังสีดาบในตัวเล่าตั่วผู้นั้น น่ากลัวเป็นศิษย์ที่จูไต่ลุ้ยให้ดูแลผู้คนของเขา ทว่าเจ้าบ่าวที่เป็นหลานชาย กลับมิอาจสัมผัสรังสีใดแม้แต่น้อย มั่นใจว่าเขามิได้ฝึกวิชาบู๊ จูไต่ลุ้ยที่ทำเช่นนี้ ย่อมคิดเห็นเพื่อความปลอดภัยของพวกเขา ยังเพื่อมิให้ผู้คนสามารถสืบสาวมาถึงตัว เราคาดว่า... บุตรภรรยาเขาในตระกูลกอ ย่อมมิทราบว่าเขาคือจูไต่ลุ้ย..."
เล้งอิกก็ผงกศีรษะเห็นด้วย ทว่ายังมีข้อสงสัย ต้องถามว่า
"หากผู้คนที่นั้นมิได้ทราบความนัย พวกเราเมื่อสืบเสาะไป ยังสามารถหาร่องรอยใด"
เต็งลั่งหันมาทางเล้งอิก กล่าวว่า
"พวกเราอาจบางทีมิได้ร่องรอยใดทั้งสิ้น ทว่าคนผู้หนึ่งมาตรว่ามีหลายบุคลิก กับเรื่องราวบางอย่างยังกระทำเป็นกิจวัตร กระทั่งยังเป็นนิสัยประจำตัว อย่างเช่นจูไต่ลุ้ยหากชมชอบดื่มเล้งแจ้ก่อนนอน เฮี่ยงเม้งเล่าเอี้ยจื้อย่อมต้องดื่มเล้งแจ้ก่อนนอนเช่นกัน ..."
...เล้งอิกไตร่ตรองไปมา เต็งลั่งก็กล่าวสืบไปว่า
"คนอย่างจูไต่ลุ้ยย่อมมิทิ้งร่องรอยสำคัญ ที่พวกเราคิดไปค้นหา เป็นเพียงกลิ่นอายของเขา หากพวกเราได้เบาะแสแม้เพียงสายหนึ่ง ย่อมเป็นผลดีต่อการติดตามช่วยเหลือไอ่ซี หลังจากนั้นยังสามารถแยกกันกระทำการ ฮวงจึงก็กระทำการของฮวงจึง เทียนมึ้งเก็งก็กระทำการของเทียนมึ้งเก็ง เราเต็งลั่งก็ไปหาสุราอาหารรับประทาน..."
คนที่หิวโหยทั้งคืน ยามพูดถึงสุราอาหาร พลันได้กลิ่นอันใดหอมหวน เต็งลั่งที่จมูกไวเป็นพิเศษ มาตรว่าสถานที่นี้ยังมีกลิ่นเผาไหม้จากวันวาน ยังสามารถแยกแยะได้ละเอียด
...ขณะตบหลังไหล่เล้งอิก ปลอบเขาให้ใจเย็นลง สายตาก็แลสอดส่องไปรอบด้าน เห็นที่กองหินด้านหนึ่งมีขาสัตว์โผล่ออกมา ยังคล้ายเป็นขากวางน้อย กลิ่นหอมหวนที่ตนจำแนกได้ย่อมโชยมาจากทางนั้น...
เต็งลั่งพอได้คิดต้องสะท้านใจ ลูกกวางกระดูกอ่อนหากพลัดหลงเข้าในกองไฟ ย่อมโดนเผาไหม้เป็นผุยผง ไหนเลยยังเหลือท่อนขาครบถ้วน...
...คนพลันคาดเดาอย่างรวดเร็ว สถานที่นี้หามีผู้อื่นไม่ ซุนเซ่งเง็กที่ส่งผู้คนขึ้นมาค้นหาพวกเขา ย่อมมิใจเย็นล่ากวางมาย่างรับประทาน ฤาจูไต่ลุ้ยเมื่อวานก็มิอาจกลับลงที่ด้านล่าง ตื่นเช้ามายังล่าเนื้อระงับความหิวโหย...
...คนมาตรว่าฉุกคิดได้ กลับมิบอกเล่าออกไป ย่อมเป็นเกรงกลัวเก็งจู้ทราบ พาลรั้งอยู่บนหน้าผานี้ เสาะหาจูไต่ลุ้ยสืบต่อ หากพบเจอย่อมมิเป็นผลดีต่อไอ่ซี เฒ่าผู้นั้นเมื่อวานมิใช่บ่งบอก หากเขามิอาจรอดกลับไป ไอ่ซีอาจบางทีเป็นอันตรายถึงชีวิต...
...คนพอใคร่ครวญถ้วนถี่ ต้องหนักอกหนักใจสุดบรรยาย กับเล้งอิกที่ร้อนรุ่มดังมีไฟในทรวง ย่อมมิอาจว่ากล่าวให้ทราบ กับเก็งจู้ยิ่งต้องปิดบัง ตนที่มิได้คิดต่อกรกับผู้ใด กลับมีศึกมากมายหลายทาง คิดไปคิดมาพลันสมองหมุนตาลาย ต้องกระโจนขึ้นหลังให้เล้งอิกแบกหาม เล้งอิกก็มิได้ว่ากล่าวอันใด ย่อมเข้าใจว่าสหายเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า...
|