|
วิกาลสยายปีกปกคลุมแผ่นดิน จันทรากลับลี้หน้าหลบหาย
...กอเฉียะซิมวันนี้ยืนอยู่ที่ระเบียงบ้าน แหงนหน้ามองท้องฟ้ามืดมิด จิตใจพลันหดหู่กว่าเดิม...
ตนเมื่อวานตกแต่งบุตรชายคนโต บิดากลับมีเรื่องเร่งด่วน จากไปโดยมิทันร่ำลา เพียงทิ้งหนังสือไว้ฉบับหนึ่ง สั่งเสียว่ามิต้องห่วงใยท่าน
...เฮี่ยงเม้งเล่าเอี้ยจื้อเคยรับราชการ ท่านที่มีเรื่องเร่งร้อนปานนี้ อาจบางทีเกี่ยวข้องกับกิจการแผ่นดินอันใด กอเฉียะซิมเติบโตในจี่คุ้ยที่เป็นเมืองเล็กห่างไกล เพียงรับทราบชื่อเสียงระบือของบิดา กลับมิเคยย่างกรายเข้าสู่เมืองหลวง ท่านก็เคยอธิบายต่อเขา หลังจากมารดาล่วงลับไป ย่อมมุ่งหวังเขามีชีวิตอย่างสุขสงบ หากเขาก็เข้ารับราชการ มีภาระหน้าที่มากหลาย กลับต้องละเลยครอบครัว ท่านผู้เฒ่าที่มีเขาเป็นบุตรโทน ย่อมมิปรารถนาเช่นนั้น...
ได้ยินเสียงฝีเท้าผู้คน ที่แท้เป็นกอซุ่ยกังเดินออกมา เขาเมื่อวานเพิ่งแต่งภรรยา มิเพียงมีพิธีใหญ่โต ยังมีแขกเหรื่อมากหลาย มิตรสหายยังเล่นหยอกล้อถึงดึกดื่น ดังนั้นอ่อนเพลียอย่างยิ่ง
...คนความจริงคิดเข้าห้องหอพักผ่อน ทว่าเห็นบิดายืนเดียวดายที่ด้านนอก ย่อมทราบว่าท่านห่วงใยเอี้ยเอี้ยที่จากไป ดังนั้นเดินเข้ามาสมทบ กล่าวว่า
"เอี้ยเอี้ยมักมีเรื่องสำคัญต้องไปกระทำบ่อยครั้ง บิดาท่านก็อย่าได้กลัดกลุ้มไป"
กอเฉียะซิมตบไหล่บุตรชาย กล่าวว่า
"เจ้าเพิ่งแต่งภรรยาเมื่อวาน ยามนี้ยังอยู่ที่ด้านนอก ยังมิรีบเข้าไปอยู่กับนาง"
กอซุ่ยกังพลันหน้าแดงวูบ กล่าวว่า
"ผู้บุตรสักครู่จึงค่อยเข้าไป..."
กอเฉียะซิมฝืนยิ้มขึ้น กล่าวว่า
"เราเพียงห่วงใยเอี้ยเอี้ยเจ้ามิใคร่สบาย กลับมีเรื่องเร่งด่วนให้ต้องกระทำ ทว่าเอี้ยเอี้ยเจ้าที่มีฉายาเฮี่ยงเม้ง หากทราบพวกเรากังวลถึงเขาเยี่ยงนี้ น่ากลัวต้องบ่นรำคาญยิ่ง"
กอซุ่ยกังก็พยักหน้าแย้มยิ้ม ยามนี้รู้สึกที่ด้านนอกมีลมเย็น ต้องกล่าวแก่บิดาว่า
"พวกเราเข้าไปที่ด้านใน ดื่มชาด้วยกันสักครู่ จากนั้นค่อยไปพักผ่อน"
กอเฉียะซิมย่อมมิขัดใจบุตรชาย คนพอคิดเดินเข้าไป ที่หลังคาพลันมีแมวขาวตัวหนึ่งกระโดดลง กอซุ่ยกังก็โอบอุ้มแมวนั้นขึ้น ที่แท้เป็นแป๊ะเน้ยยี้ (เจ้าบัวขาว) ของมารดา ดังนั้นนำพากลับเข้าไปส่งท่าน...
...พวกเขาพอกลับเข้าไป ที่บนหลังคาพลันมีสุ้มเสียงหนึ่งกระซิบว่า
"แมวขาวนั้นคลอเคลียจนเราคันอย่างยิ่ง"
อีกสองคนที่หมอบราบอยู่ได้แต่กลั้นยิ้ม ผู้ที่อยู่ทางซ้ายพลันกล่าวว่า
"ท่านเมื่อเช้าพกพาไข่ของโต่ยเอ็ง ในกายมีกลิ่นวิหค แมวขาวนั้นจึงสืบเสาะมา..."
...ที่สนทนากลับเป็นเต็งลั่งกับเล้งอิก ที่ด้านขวายังมีเก็งจู้...
พวกเขาเมื่อเช้ารับข้อเสนอของเต็งลั่ง สืบเสาะเรื่องราวของจูไต่ลุ้ยในตระกูลกอ จากนั้นค่อยแยกย้ายกระทำการ เก็งจู้ก็สั่งซุนเซ่งเง็กให้กลับคืนเทียนมึ้งเก็ง ยังให้เฝ้าระวังรัดกุมกว่าเดิม เมื่อกลางวันเต็งลั่งยังปรึกษากับเขาโดยลำพัง เป็นไปได้หรือไม่ที่จูไต่ลุ้ยแฝงกายเป็นผู้หนึ่งผู้ใดในสำนัก กับเรื่องราวนี้ เก็งจู้ย่อมมิอาจสืบทราบโดยพลัน เนื่องเพราะเทียนมึ้งเก็งมีผู้คนมากหลาย ยังกระจัดกระจายอยู่ทั่วแผ่นดิน เรื่องทั้งมวลมีกิมแชฮูหยินกับซุนเซ่งเง็กจัดการ หากมิใช่สำคัญสุดยอด เขาย่อมมิจำเป็นเข้ายุ่งเกี่ยว ดังนั้นรู้จักผู้คนน้อยอย่างยิ่ง...
จากคำสนทนาของกอเฉียะซิมกับบุตรชาย อีกทั้งยังมั่นใจว่าพวกเขามิได้ฝึกวิชาฝีมือ ย่อมยืนยันว่าผู้คนในตระกูลกอมิได้ทราบเรื่องราวอีกด้านหนึ่งของเฮี่ยงเม้งเล่าเอี้ยจื้อนั้น เต็งลั่งยามนี้เอ่ยขึ้นว่า
"พวกเรารอจนพวกเขาเข้านอนหมดสิ้น ค่อยเข้าไปสำรวจห้องหับของกอเล่าเอี้ยที่มักมิใคร่สบาย"
เล้งอิกก็ผงกศีรษะ เต็งลั่งเอ่ยสืบไปว่า
"ระหว่างนี้พวกเรายังต้องย้ายสถานที่ หาไม่แมวขาวนั้นกลับมาอีกครา เราปุ้กป้าฮ่อเสียง (หลวงจีนมิรู้อิ่ม) อาจต้องฆ่าสัตว์ตัดชีวิต"
เล้งอิกต้องหัวร่อขึ้นเบาๆ กล่าวว่า
"ท่านไฉนพาลไปเป็นปุ้กป้าฮ่อเสียง?"
เต็งลั่งก็หัวร่อคักคัก กล่าวว่า
"จูไต่ลุ้ยยังกลับกลายเป็นเฮี่ยงเม้งเล่าเอี้ยจื้อ เราเต็งลั่งไฉนมิอาจเป็นฮ่อเสียงผู้หนึ่ง"
...เก็งจู้พอฟังยังพึมพัมอันใด สีหน้าที่เคยเย็นชามิมีความรู้สึก บัดนี้กลับสลายคลายสิ้น กระทั่งยังมีรอยยิ้มปรากฏ...
พวกเขาพอโลดแล่นย้ายสถานที่ พลันได้ยินที่ด้านล่างมีเสียงผู้คนสนทนา ดังนั้นหมอบกายลงอีกครา เต็งลั่งยังห้อยศีรษะลง ลอบดูทางหน้าต่าง เห็นที่ด้านในมีสตรีสามนาง นางหนึ่งอายุราวสี่สิบเศษ แต่งกายพิถีพิถันงดงาม อีกนางอายุยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปี รูปร่างแบบบางอรชร บนศีรษะประดับด้วยอัญมณีหลากสี ทั้งคู่นั่งสนทนากันที่โต๊ะกลาง ที่ด้านข้างยังมีดรุณีอายุสิบแปดสิบเก้าปียืนอยู่...
...ได้ยินสตรีสูงวัยนั้นกล่าวว่า
"สามีเราวันนี้ยังเป็นกังวลถึงเล่าเอี้ยจื้อ ดังนั้นเมื่อครู่มิใคร่เอ่ยปากเจรจา น่อน้อเจ้าก็อย่าได้ถือสา"
สตรีรูปร่างเล็กบางก็ผงกศีรษะยิ้มแย้ม กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
"ม่วยม่วยย่อมทราบความนี้ ตั่วเจ่เจ้ (พี่สาวคนโต) อย่าได้คิดมากไป"
...เล้งอิกพอได้ยินสุ้มเสียงนี้ ต้องรู้สึกคุ้นหูนัก ดังนั้นก้มลงดูภายในห้อง พอเห็นสตรีที่เพิ่งว่ากล่าว คนพลันสะดุ้งขึ้นคราหนึ่ง นี่กลับเป็นโง้วฮูหยินที่ตนเคยแบกหามเกี้ยวนั้น ดรุณีที่ยืนอยู่ด้านข้างย่อมเป็นเตียงเตียงโกวเนี้ย มิทราบพวกนางไฉนพลันมาอยู่ที่นี้...
...ยามนี้รีบบอกเล่าต่อเต็งลั่งและเก็งจู้ ทั้งคู่ย่อมต้องรู้สึกสนใจขึ้น โง้วฮูหยินเป็นภรรยาโง้วตั่งกี้ กลับสนิทสนมกับผู้คนในตระกูลกอ มิทราบเป็นเรื่องบังเอิญฤามีความนัยใด...
เห็นเตียงเตียงโกวเนี้ยรินชาให้แก่ทั้งสอง ยังกล่าวว่า
"ในชายังผสมรากโสม กอฮูหยินที่เหน็ดเหนื่อยกับงานมงคลของตั่วเสี่ยวเอี้ย ย่อมต้องดื่มให้มาก"
สตรีสูงวัยนั้นก็ยิ้มให้นาง กล่าวว่า
"เตียงเตียงเจ้าเฉลียวฉลาดรู้ใจผู้คน ม่วยม่วยเราจึงโปรดปรานเจ้านัก"
...เล้งอิกพอฟังต้องคาดเดาขึ้น สตรีทั้งสองนางอาจบางทีเป็นเจ้ม่วย สังเกตดูหน้าตาก็คลับคล้าย หากเป็นเช่นนั้นย่อมเป็นเรื่องบังเอิญที่น่าขันนัก พวกนางผู้หนึ่งแต่งให้กับคนของเทียนมึ้งเก็ง อีกผู้หนึ่งกลับแต่งเข้าตระกูลของจูไต่ลุ้ย ตนพอครุ่นคิดก็ชำเลืองแลดูเก็งจู้ มิทราบเขาคิดจัดการอย่างไร โง้วตั่งกี้กาลก่อนย่อมมิอาจล่วงรู้ เฮี่ยงเม้งเล่าเอี้ยจื้อคือจูไต่ลุ้ย หากเกี่ยวดองไปด้วยความบังเอิญ ย่อมมิใช่ความผิดอันใด...
โง้วฮูหยินยามนี้ยกถ้วยชาขึ้นดื่ม สตรีสูงวัยนั้นก็กล่าวว่า
"งานแต่งของซุ่ยยี้มีพิธีรีตองมากหลาย เจ้าที่มิใคร่สบายยังมาค้างที่พวกเรา ยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ"
โง้วฮูหยินวางถ้วยชาลง รีบกล่าวว่า
"ซุ่ยยี้ที่เป็นบุตรชายตั่วเจ่เจ้ ก็เป็นหลานของม่วยม่วยเช่นกัน หากม่วยม่วยมิได้มาช่วยงาน ย่อมรู้สึกมิสบายใจ"
กอฮูหยินพลันเกาะกุมมือม่วยม่วยนาง กล่าวว่า
"เจ้ากาลก่อนมักช่วยดูแลซุ่ยยี้ อีกหลายเดือนเราก็ช่วยเจ้าดูแลทารกที่เกิดมา"
โง้วฮูหยินก้มศีรษะอย่างเอียงอาย กล่าวว่า
"ม่วยม่วยคิดว่าตนเองไร้วาสนา ตกแต่งเข้าตระกูลโง้วเนิ่นนาน กลับมิมีบุตรแก่ตั่วเอี้ยท่าน มิคาด เนี่ยเนี้ยที่โรงทานบอกกล่าวแม่นยำ หากพบพานเรื่องชวนตระหนกเสียขวัญ จึงสามารถมีบุตรเช่นผู้อื่น ในคืนที่เกิดเรื่องพลันพบพานเล้งไต้เฮียบ ได้รับบุญคุณท่านช่วยเหลือ จึงมีทารกมาเกิดในครรภ์..."
...เต็งลั่งพอฟังก็หันมาทางเล้งอิก ยังเบิกตาขึ้นจ้องมองเขา ริมฝีปากก็มีรอยยิ้ม เล้งอิกพอเห็นต้องทราบว่าเขาคิดอันใดเกินเลย ได้แต่ถลึงตาใส่ เต็งลั่งที่ชวนผู้คนคลั่งใจตายยังหันไปพยักเพยิดกับเก็งจู้ ซุบซิบอันใดแก่เขามากหลาย เก็งจู้ก็ผงกศีรษะไปมา เล้งอิกได้แต่ทนข่มกลั้นไว้ ในใจพลันครุ่นคิดขึ้น...
...หากเทียนมึ้งเก็งมิได้มีความแค้นกับฮวงจึง เขากับเก็งจู้ย่อมมิมีเรื่องราวให้ต้องประมือ เต็งลั่งก็มิต้องคอยขวางกั้นกลาง บางทียังสามารถคบหา เก็งจู้เปลือกนอกคล้ายยโสเย็นชา ภายในกลับมิได้เลวร้าย เขาที่เป็นกอกอร่วมสายโลหิตของเต็งลั่ง พวกตนกลับต้องประหัตประหาร เต็งลั่งย่อมโศกเศร้ากังวล ตนก็รู้สึกทุกข์ใจอย่างยิ่ง...
ได้ยินเตียงเตียงโกวเนี้ยนั้นเอ่ยขึ้นว่า
"ผู้บ่าวกลับมิได้เห็นเล้งไต้เฮียบผู้นั้น ช่างน่าเสียดายนัก"
เล้งอิกพอฟังต้องนึกขบขันในใจ นางไหนเลยมิได้พบเห็นเขา กระทั่งยังช่วยเขาเช็ดหน้าตา อีกทั้งห่อเนื้อเค็มมาให้รับประทาน ทว่าตนยามนั้นอยู่ในคราบมกจู่ นางคงคิดว่าตนโดนคนร้ายสังหารไป...
กอฮูหยินพลันกล่าวว่า
"คืนนั้นเกิดเรื่องร้ายแรง เจ้ารอดมาได้ก็เป็นบุญวาสนานัก เรื่องอื่นอย่าได้สนใจไป พวกเราเพลานี้ก็อย่าได้เอ่ยถึง ยังคงคุยกันด้วยเรื่องสดชื่นเบิกบาน..."
โง้วฮูหยินก็กล่าวขึ้นว่า
"หากทารกในครรภ์ม่วยม่วยถือกำเนิดขึ้น ยังคิดตั้งนามให้มีตัวอักษรเล้ง ทว่าเรื่องนี้ยังมิได้เจรจากับตั่วเอี้ย มิทราบท่านคิดอย่างไร"
...เล้งอิกพอฟังต้องรู้สึกยินดี ยังคิดใคร่ส่งของกำนัลโดยมิลงชื่อแซ่ ทว่าน่ากลัวโง้วตั่งกี้มิยินยอมให้ทารกมีนามเล้งอันใด พวกเขาจะอย่างไรก็เป็นคนของเทียนมึ้งเก็ง...
...พวกนางยามนี้สนทนากันด้วยเรื่องสัพเพเหระของสตรี ดังนั้นพวกตนมิคิดอยู่ฟังสืบต่อ เต็งลั่งยังชวนไปที่กลางหลังคา นอนชมท้องฟ้ามืดมิด กระทั่งดวงดาวยังคล้ายหายสิ้น...
ระหว่างรอคอยเวลา เต็งลั่งพลันถามไถ่ขึ้น เล้งอิกไปรู้จักชิ้มอวงที่เป็นมือปราบนั้นแต่เมื่อใด คนพอได้ยินเล้งอิกบอกเล่าเรื่องราวเมื่ออยู่ในคราบมกจู่ ต้องหัวร่อคักคักหลายครา ยังเรียกเล้งอิกอย่าได้ลืมชำระเงินแก่สตรีในชิ้มฮุงเล้านั้น เก็งจู้ที่ด้านข้างก็นอนฟังเรื่องราวอย่างเงียบเชียบ มิทราบในใจคิดเช่นเดียวกับเล้งอิกเมื่อครู่หรือไม่...
...พวกเขาที่พอถือกำเนิดมา ก็มีภาระหน้าที่รั้งรอให้กระทำ ยังคล้ายมิเป็นตัวของตัวเอง ทว่าคนในโลกล้วนต้องสวมหน้ากากใบหนึ่ง หากมิถึงวันสุดท้ายของชีวิต ไหนเลยสามารถปลดเปลื้องลง...
...ยามไห้...
ผู้คนในเคหาสน์ตระกูลกอล้วนเข้านอนหมดสิ้น...
พวกเขาที่เหน็ดเหนื่อยเป็นแรมเดือนกับงานมงคล ดังนั้นเข้านอนเร็วเป็นพิเศษ...
ในห้องด้านทิศใต้ของตัวตึกพลันมีเงาร่างสามสายปรากฏขึ้น ย่อมเป็นเต็งลั่งเล้งอิกกับเก็งจู้ พวกเขาความจริงหากคิดเข้ามาภายใน ย่อมกระทำได้ทุกเวลา ทว่าคนที่มิคิดทำร้ายผู้ไร้วิชาฝีมือ ดังนั้นรอคอยจนสรรพสำเนียงเงียบงัน
...ค่ำคืนนี้มิมีแสงจันทร์ ทว่าที่เบื้องนอกจุดโคมแดงสว่างไสว ยังมีแสงสว่างเล็ดรอดเข้ามาในห้อง...
สถานที่นี้ย่อมเป็นห้องหับของจูไต่ลุ้ยในคราบกอเล่าเอี้ย ทั้งสามเดินตรวจค้นจนทั่ว กระทั่งเสื้อผ้าอาภรณ์ก็หยิบออกคลี่ดู ทว่ามิพบเห็นอันใดผิดสังเกต เต็งลั่งยามนี้พลันนั่งลงบนเตียง ตนเมื่อพบจูไต่ลุ้ยครั้งแรก เขาราดรดสุราจนหัวทิ่ม ในห้องนี้กลับมิได้มีกลิ่นอายสุราแม้แต่น้อย กับผู้คนโดยทั่วไป หากชมชอบสูบยาเส้น มาตรว่ามิได้สูบในห้องหับ ในเสื้อผ้าอาภรณ์ยังมีกลิ่นยาเส้น หากดื่มสุราเมามายเป็นนิจ เสื้อผ้าอาภรณ์ย่อมมีกลิ่นสุราหลงเหลือ...
...เต็งลั่งล้มกายลงนอน ยังวางศีรษะบนหมอนของจูไต่ลุ้ย คนหลับตาลงสงบจิตใจ ลมหายใจก็ละเอียดราวเข้าสมาธิ เล้งอิกย่อมทราบว่าสหายเชี่ยวชาญด้านสะกดรอย ยังมีประสาทสัมผัสเหนือผู้คนทั่วไป ดังนั้นนั่งลงบนเก้าอี้ที่มุมห้อง มิได้ส่งเสียงรบกวน เก็งจู้ก็ยืนนิ่งอยู่ที่ข้างประตู เพียงใช้สายตาสังเกตโดยรอบ...
ยามแลมองพลันเห็นที่บนหลังตู้มีกระถางเจ็ดแปดใบ พอเดินเข้าไปดู เห็นดินบรรจุอยู่เต็มแน่น ต้องลองควานนิ้วลงไปสำรวจ ทว่าที่ได้มาเป็นเพียงเมล็ดพืชพันธ์ ในกระถางอื่นก็เป็นเช่นเดียวกัน ย่อมมิมีอันใดน่าสนใจ เห็นเต็งลั่งยามนี้กลับขึ้นนั่งอย่างเก่า ต้องถามขึ้นว่า
"ได้เรื่องราวหรือไม่"
เต็งลั่งทอดสายตาไปที่เบื้องหน้า ดวงตาสุกใสมีแววเรียบเฉย กล่าวว่า
"คนผู้นี้มิได้ทิ้งกลิ่นกายอันใดทั้งสิ้น..."
คนพอว่ากล่าวก็ผุดลุกขึ้น เดินไปที่หน้าต่าง กล่าวว่า
"พวกเราไปดูห้องบุตรชายกับหลานชายเขา"
พอสิ้นเสียงก็กระโจนลงหน้าต่างไป เล้งอิกกับเก็งจู้ได้แต่รีบติดตามที่ด้านหลัง ยามลัดเลาะไปอีกทาง ได้ยินในห้องหนึ่งมีสุ้มเสียงผิดปกติ พอหยุดเท้าตั้งใจฟัง ต่างเหลียวดูกันไปมา น่ากลัวที่นี้เป็นห้องหอของตั่วเซี่ยวเอี้ยที่เพิ่งเป็นเจ้าบ่าวนั้น
...เต็งลั่งพลันกลั้นยิ้มไว้ กล่าวว่า
"เราเข้าไปคนแรก"
...เขาพอว่ากล่าวก็ทำท่าย่องเท้า กรีดนิ้วลงที่หน้าต่าง บังคับไม้ที่ขัดอยู่ภายในให้เลื่อนออก จากนั้นแง้มเข้าไปทีละน้อย ตนเองมิเพียงกลั้นหายใจ ยังหันมาทางเล้งอิกกับเก็งจู้ จรดนิ้วชี้ลงบนริมฝีปาก เตือนพวกเขามิให้ทำสุ้มเสียง เล้งอิกกับเก็งจู้พอเห็นท่าทีเช่นนั้น พลันรู้สึกคล้ายพวกตนเป็นโจรลักเล็กขโมยน้อย ในใจยังเต้นแรงขึ้น...
เต็งลั่งพอกระโจนเข้าไป ก็ยื่นมือมากวักเรียกเก็งจู้กับเล้งอิก ทั้งสามพออยู่ในห้อง ต้องรู้สึกโล่งใจขึ้นบ้าง ที่แท้ห้องหอนี้ใหญ่โตอย่างยิ่ง เตียงนอนตั้งอยู่ที่ด้านใน ยังมีฉากผ้าไหมกั้นไว้ชั้นหนึ่ง เห็นเต็งลั่งย่องไปที่โต๊ะ แลดูตำรับตำราที่กองอยู่ ยังหยิบออกพลิกไปมาอย่างแผ่วเบา เก็งจู้กับเล้งอิกก็สำรวจโดยรอบ ทว่ามิได้เห็นอันใดผิดสังเกต เล้งอิกที่มักเกรงใจผู้คน ยังรู้สึกผิดต่อตั่วเซี่ยวเอี้ย เขาเพิ่งแต่งภรรยาเพียงสองวัน พวกตนกลับล่วงล้ำเข้ามา ย่อมมิใช่เรื่องที่วิญญูชนพึงกระทำ...
...เห็นเต็งลั่งเดินไปที่ฉากผ้าไหม เล้งอิกต้องรีบรุดเข้าไป ฉุดดึงมือเขามาอีกทาง ทำท่าบอกใบ้มิให้ซุกซนเกินเลย เต็งลั่งก็บุ้ยใบ้อธิบายอันใด กลับมิได้เชื่อฟังเล้งอิก ยังเดินเข้าไปที่ฉากนั้น ยื่นมือหยิบอาภรณ์ที่พาดแขวนไว้ หอบมาที่อีกด้านหนึ่งของห้อง เก็งจู้ก็รีบติดตามมา ถลึงตาใส่เขาคราหนึ่ง ชี้มือให้นำกลับไปเก็บที่เดิม เต็งลั่งกลับสั่นศีรษะถี่รัว เล้งอิกที่เหนื่อยใจได้แต่ยืนดูที่ด้านข้าง มิอาจว่ากล่าวอันใด...
...เต็งลั่งคลี่อาภรณ์เหล่านั้นออก เอี๊ยมสีแดงก็ร่วงหล่นลงมา เก็งจู้กับเล้งอิกต้องเมินศีรษะไปอีกทาง เต็งลั่งกลับมิได้ใส่ใจท่าทีของสหายและกอกอ ยามนี้ลูบไล้ไปบนอาภรณ์ทีละชิ้น ยังยกขึ้นพิสูจน์กลิ่น พอล้วงมือสัมผัสเสื้อยาวของตั่วเซี่ยวเอี้ย พลันค้นได้ถุงผ้าใบหนึ่ง ย่อมเทออกดูของที่ภายใน เล้งอิกกับเก็งจู้ก็ก้มลงมอง เห็นในถุงมีตลับไม้อันหนึ่ง เต็งลั่งพอเปิดออก ยังยกขึ้นส่องกับแสงโคม ที่ด้านในมีวัตถุทรงกลมเล็กเท่าปลายก้อย คล้ายเป็นเม็ดหินพื้นผิวตะปุ่มตะป่ำ เล้งอิกกับเก็งจู้ย่อมมิทราบเป็นสิ่งของใด เต็งลั่งพอแลดูกลับตะลึงค้าง...
เล้งอิกย่อมเห็นท่าทีของสหาย คนยังมิทันไถ่ถาม เต็งลั่งก็เก็บตลับใส่ในถุงผ้าดังเดิม จากนั้นรวบกองอาภรณ์ขึ้น นำกลับไปไว้บนฉากผ้าไหมนั้น นัยน์ตายังมีแววซึมเซา คล้ายครุ่นคิดอันใดมิตก
...พวกเขาพอกระโจนออกมาที่ด้านนอก เล้งอิกก็รีบถามถึงสิ่งของที่พบเห็นนั้น เต็งลั่งกลับมิได้ตอบคำเขา พอหันไปทางเก็งจู้ก็ถามว่า
"ท่านเคยพบพานบิดาของยี่เก็งจู้มาก่อนหรือไม่"
เก็งจู้สั่นศีรษะคราหนึ่ง กล่าวว่า
"ผู้แซ่ซุนนั้นพึงใจอยู่อย่างสันโดษ ดังนั้นพำนักที่ด้านหลังของเทียนมึ้งเก็ง หากกิมแชฮูหยินมินำพาไป ก็ห้ามผู้ใดเข้าไปที่เขา เราก็มิเคยพบเห็นเขามาก่อน..."
ยามนี้พลันมีนัยน์ตากระจ่างวาบ เขาย่อมเคยได้ยินมา บิดาของซุนเซ่งเง็กเป็นหมอยาผู้หนึ่ง เพาะปลูกสมุนไพรเป็นนิจ ตนเมื่อครู่ยังเห็นกระถางเมล็ดพันธ์ในห้องจูไต่ลุ้ย ต้องรู้สึกทั้งตื่นเต้นทั้งร้อนใจ พึมพัมว่า
"ฤามีอันใดเกี่ยวข้องกับเขา"
เต็งลั่งพยักหน้าช้าๆ ใคร่ครวญถึงคำพูดของซุนเซี่ยวตง ยังทบทวนจนแน่ใจ จากนั้นหันมากล่าวว่า
"ซุนเซี่ยวตงคราหนึ่งมาที่เรา ยังคิดกำนัลเฮ่าจูที่ได้จากเอี้ยเอี้ยเขา บอกว่าเป็นยาอายุวัฒนะ สามารถรักษาอาการบอบช้ำได้รวดเร็ว ยังกล่าวว่าในแผ่นดินมีเพียงห้าเม็ด เขาได้รับกำนัลมาเม็ดหนึ่ง ยี่เก็งจู้บิดาเขาก็มีเม็ดหนึ่ง ที่เหลืออีกสามล้วนอยู่ที่เอี้ยเอี้ยของเขา..."
...เล้งอิกมาตรว่ามิเคยรู้จัก ซุนเซี่ยวตงกับเอี้ยเอี้ยนั้นเป็นผู้ใด ทว่าตนเมื่อกลางวันพบเจอยี่เก็งจู้ เต็งลั่งภายหลังยังบอกเล่า ยี่เก็งจู้เป็นตี่ตี๋ต่างบิดาของเจ็งไฮ้ ดังนั้นจึงใช้แซ่ซุนตามบิดาเขา...
ตนพอติดตามเรื่องราวได้ มือยังสั่นระริกขึ้น ถามว่า
"ท่านแน่ใจ ยาเม็ดสีดำในตลับนั้นคือเฮ่าจู?"
เต็งลั่งสืบกายมาอีกทาง นัยน์ตาเป็นประกายวาว กล่าวว่า
"ย่อมเป็นเฮ่าจูมิผิด มิเพียงรูปร่างเป็นเช่นเดียวกัน กลิ่นยังมิได้ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย หากในแผ่นดินมีเพียงห้าเม็ดจริง เอี้ยเอี้ยของซุนเซี่ยวตงไหนเลยใจดีเป็นพิเศษ กำนัลแก่ผู้คนตระกูลกอที่มิได้เกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อย..."
|