บนฟ้าไร้เดือนดาว ในโพรงถ้ำยิ่งมืดมิด
...เม่งไอ่ซีติดอยู่ในสถานที่นี้สามคืนแล้ว...

นางมิเพียงอดข้าวอดน้ำ ก่อนหน้านั้นยังได้รับยาชนิดหนึ่ง ร่างกายไร้เรี่ยวแรง เพียงก้าวเดินยังรู้สึกอ่อนล้า
...โพรงถ้ำนี้ย่อมอยู่ติดทะเล ทั้งวันคืนยังได้ยินเสียงคลื่นสาดกระแทกหินผา...
ที่น่าตระหนกคือ นางมิทราบสถานที่นี้เป็นที่แห่งใด นางเข้ามาตั้งแต่เมื่อไร ความจำสุดท้ายที่ยังระลึกได้ ตนเองก่อนเข้านอนยังวาดภาพใบหนึ่ง ย่อมเป็นภาพพยัคฆ์โผพุ่งบนเกลียวคลื่น นางตลอดสิบปีมักวาดภาพเช่นนี้ ยังวาดในลักษณะต่างๆ กันมากหลาย...
...นางหลังจากเข้านอน พลันตื่นขึ้นมาในสถานที่อันไม่คาดฝัน ทั้งเยียบเย็นเหน็บหนาว ทั้งเวิ้งว้างไร้ขอบเขต มิทราบส่วนใดจึงเป็นผนังถ้ำ คนยังนึกตนเองเพียงฝันไป ทว่าตื่นมากี่ครั้งยังคงเป็นสถานที่เดิม ได้แต่ส่งเสียงเรียกหาผู้คนจนใจแทบสลาย...

นางที่มิทราบอันใด ตอนแรกเพียงคาดเดา เก็งจู้ออกไปที่ด้านนอกกับเต็งลั่ง กิมแชฮูหยินเกรงนางก่อเรื่องหลบหนี ดังนั้นจับนางมาขังไว้ ทว่าหากเป็นเช่นนั้น ไหนเลยละทิ้งนางเนิ่นนานปานนี้
...เม่งไอ่ซียามหมดหนทาง ได้แต่ระงับจิตใจ วันนี้ทั้งวันเพียงนั่งสมาธิ หมายใจฟื้นฟูร่างกาย ทว่าคนที่กระหายน้ำ ทั้งยังได้รับยาอันใด ร่างกายมิเพียงไม่กระเตื้อง ยังยิ่งทรุดกว่าเดิม สุดท้ายได้แต่นอนลง พึมพัมเรียกหาผู้ที่อยู่ในใจ...

ในเสียงคลื่นลมหวีดหวิว คล้ายได้ยินสุ้มเสียงอันใดแว่วมา เม่งไอ่ซีที่ไร้เรี่ยวแรง ทางหนึ่งนอนอยู่อย่างสงบ อีกทางกลับเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ในภาวะที่มิกล้าคาดหวัง นางย่อมรู้สึกเกรงกลัว ตนเองที่อ่อนล้าหวาดหวั่น อาจบางทีแว่วได้ยินเสียงที่มิมีอยู่จริง...
...ยามนี้กลั้นลมหายใจ ตั้งสติขึ้นแน่วแน่ จำแนกเสียงที่ผิดแผกท่ามกลางคลื่นลมภายนอก คนพลันตื่นตัวขึ้น ที่ได้ยินกลับเป็นเสียงฝีเท้าผู้คน...
...ที่มาเป็นเพียงคนผู้เดียว เสียงฝีเท้าแผ่วเบา ย่างก้าวกลับถี่รัว เม่งไอ่ซีที่ปราดเปรียว ย่อมทราบจากน้ำหนักเท้าและการก้าวเดิน ผู้มาต้องเป็นสตรี หนำซ้ำมีร่างเล็กอย่างยิ่ง...

ได้ยินเสียงครืนครั่นแผ่วเบา คล้ายแผ่นศิลาเลื่อนออก ยังดังมาจากที่ไกล เม่งไอ่ซีก็รีบทรงกายขึ้น เพ่งมองไปยังทิศทางนั้น ทว่ามิอาจแลเห็นสิ่งใด เพียงได้ยินเสียงฝีเท้าเมื่อครู่ดังใกล้เข้ามา ยามนี้เป็นเวลากลางคืน นางย่อมมิอาจแลเห็นในความมืด เพียงสัมผัสไออวลจากร่างกายมนุษย์ ยังรู้สึกถึงรังสีแห่งความอาฆาตมาดร้าย...
...คนมาตรว่าตื่นตัว กลับมิมีแรงต้านทานสิ่งใด ได้ยินเสียงฝีเท้าหยุดลงที่เบื้องหน้า เม่งไอ่ซีพอยันกายแลมอง ก็เห็นนัยน์ตาแวววาวคู่นั้น...
นางพลันรู้สึกใจสะท้าน นัยน์ตาที่เปี่ยมด้วยแววเจ็บแค้นชิงชังนี้ ตนย่อมเคยพบเห็นมาก่อน ยามนั้นพลันเรียกหาออกไป
"เป็นเจ้า เล่งเหล็ง..."

บุคคลที่ยืนอยู่เบื้องหน้านาง กลับเป็นทาริกาน้อยที่มีความเป็นมาคลุมเครือผู้นั้น เพียงทราบเป็นบุตรีของเล้งโกว ทว่ามิปรากฏชื่อแซ่บิดา
...เก็งจู้เคยบอกต่อนาง เขามิเคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเล้งโกว ผู้อื่นในเทียนมึ้งเก็งล้วนร่ำลือกันไป กับเรื่องนี้เม่งไอ่ซีย่อมเชื่อถือเขา เก็งจู้ที่หยิ่งยโสไม่นำพา หากปรารถนาสตรีนางหนึ่ง ยังถึงกับมีบุตรธิดาด้วยกัน ก็ไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนผู้ใด กระทั่งนางที่เป็นสตรีมีสามี ทั้งยังผูกพันกับเต็งลั่ง เก็งจู้ยังเคยคิดใคร่ได้ หนำซ้ำยังแสดงท่าทีต่อหน้า มิได้หวั่นสายตาผู้ใดทั้งสิ้น...
ทาริกาน้อยนั้นพลันคุกเข่าลง เม่งไอ่ซีเพ่งมองดูนาง เล่งเหล็งก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาห่างเหินว่า
"เรากลับเสาะหาท่านพบ"

เม่งไอ่ซีพอได้ยินถ้อยคำทาริกาน้อย ต้องคำนวณได้ในฉับพลัน ที่แท้เล่งเหล็งมิได้ทราบมาก่อน นางถูกนำพามายังสถานที่นี้ ย่อมเป็นเพียงดั้นด้นสืบเสาะมา
...ยามนี้เอ่ยขึ้นว่า
"เป็นผู้ใดนำพาเรามาที่นี้ ยังให้ยาแก่เรา"
เล่งเหล็งสั่นศีรษะตอบว่า
"เรามิทราบ..."
เม่งไอ่ซีก็ถามอีกว่า
"สถานที่นี้ยังอยู่ในเทียนมึ้งเก็งหรือไม่"
เล่งเหล็งก็ตอบว่า
"ย่อมยังอยู่ในเทียนมึ้งเก็ง"
...นางพลันหยุดครุ่นคิดอันใดครู่หนึ่ง สักครู่จึงเอ่ยว่า
"ท่านมิอาจขยับกาย?"
เม่งไอ่ซีตอบไปตามตรงว่า
"เราสามารถขยับกาย ทว่ามิอาจใช้กำลัง"
เล่งเหล็งชะงักไปอีกคราว เม่งไอ่ซีก็ถามว่า
"ผู้คนในเทียนมึ้งเก็งเล่า ใช่เป็นพวกเขากระทำสิ่งนี้ต่อเรา? ฤาเกิดเรื่องราวใดขึ้น ยี่เก็งจู้เล่า เขาใช่อยู่ในเทียนมึ้งเก็งหรือไม่?..."

นางที่เอ่ยถึงยี่เก็งจู้ ย่อมเป็นเพราะมั่นใจ คนผู้นี้พอพึ่งพาได้ ปึงซิ่วซิ่วก็เคยบอกเล่า ยี่เก็งจู้ที่คล้ายมิได้นำพาเรื่องราวใด เพียงรับฟังคำสั่งมารดา ทว่าความจริงยังมีน้ำใจนัก
...เล่งเหล็งกลับมิได้ตอบคำถาม พลันคว้าข้อมือเม่งไอ่ซี ฉุดรั้งนางขึ้นจากพื้น เอ่ยว่า
"ท่านยังพอเดินไหวหรือไม่"
เม่งไอ่ซีก็ฝืนลุกขึ้นยืน พยักหน้ากล่าวว่า
"เรายังพอเดินได้"
...เล่งเหล็งเกาะกุมมือเม่งไอ่ซีแนบแน่น นิ้วมือน้อยๆ เย็นเฉียบ เม่งไอ่ซียังรู้สึก นางที่ติดอยู่ในสถานที่นี้เนิ่นนาน ร่างกายยังอุ่นกว่ามือของทาริกานี้ ดังนั้นถามขึ้นอย่างห่วงใย
"เจ้าหนาว?"
คนพอเปล่งวาจา พลันรู้สึกที่มือสัมผัสสิ่งใดหยุ่นเยียบ ยังกระดุกกระดิกไปมาราวมีชีวิต พอคิดจะสะบัดออก ได้ยินเล่งเหล็งกล่าวว่า
"อย่าได้ขยับเขยื้อน หาไม่เซี่ยวกุ่งจื้อ (กระบองน้อย) โกรธเคืองท่าน ปล่อยพิษออกมาจู่โจม ยังคิดรับประทานดวงตาที่งดงาม ก็อย่าได้ว่าพวกเราเหี้ยมโหดแล้ว"

เม่งไอ่ซีทั้งตื่นตระหนกทั้งงงงัน ยามนี้พลันเข้าใจ สิ่งเย็นเยียบที่เลื้อยพันบนแขนนางคืออสรพิษชนิดหนึ่ง ในความมืดมิดยังเห็นดวงตาที่เป็นจุดแดงวาบ เกล็ดที่เป็นมันเลื่อมยังเสียดสีบนผิวเนื้อ
...คนแม้หวาดหวั่น ยังข่มความรู้สึกกล่าวว่า
"เจ้าไฉนมีอสรพิษที่อันตรายเช่นนี้"
เล่งเหล็งส่งเสียงหัวเราะคิกคัก สุ้มเสียงสดใสไร้เดียงสา น้ำเสียงกลับไร้ไมตรี มิคล้ายทาริกาอายุแปดเก้าปีแม้แต่น้อย ได้ยินนางกล่าวสืบไปว่า
"เซี่ยวกุ่งจื้อหาใช่อสรพิษไม่ หากแต่เป็นมัจฉา มิเพียงดื่มโลหิต ยังชมชอบรับประทานดวงตามนุษย์ ท่านหากสะบัดมือจากเรา ฤาคิดเล่นเล่ห์เพทุบายใด เซี่ยวกุ่งจื้อยังขบกัดท่าน ปล่อยพิษแทรกซึมในร่าง ยามนั้นต่อให้เจ็งเช็งจุ้ยร้อยคนก็มิอาจยื้อชีวิตท่าน"

...นางยามกล่าวถึงเก็งจู้ กลับเอ่ยนามออกมาโดยตรง น้ำเสียงยังเคียดแค้นชิงชัง เม่งไอ่ซีที่มิอาจใช้กำลัง อีกทั้งถูกควบคุมโดยสัตว์มีพิษ มาตรว่ามิทราบ ที่ทาริกาน้อยว่ากล่าวใช่เป็นจริงหรือไม่ ยังมิอาจเสี่ยงกระทำการใดออกไป ระหว่างขบคิดหาวิธีแก้ไข ได้แต่ติดตามออกมาโดยมิทราบจุดหมาย...


...ยามจื้อ...
กิมแชฮูหยินถอดเครื่องประดับศีรษะออกวางบนโต๊ะ สตรีรับใช้ทั้งสี่นางก็บรรจงหยิบใส่ลงกล่อง ยังแยกออกมิให้ผิดพลาด กล่องทองเก็บเครื่องประดับที่เป็นมุก กล่องงาช้างเก็บชุดมรกต กล่องเงินเก็บเครื่องทับทิม...
...มีเพียงชิ้นเดียวที่นางมิได้ถอดออก ย่อมเป็นสร้อยทองเส้นเล็กบาง มีจี้ประดับที่เป็นรูปกิมแช ด้านหลังยังสลักตัวอักษรยิก (ตะวัน)...
...ยิกที่หมายถึงเจ็งเซ่งยิก บุรุษอันเป็นที่รัก สี่สิบกว่าปีที่เขาตายจาก นางยังระลึกถึงทุกเมื่อเชื่อวัน ต่อให้นางมีชีวิตอยู่อีกร้อยปี ก็มิอาจลืมเลือนแม้สักช่วงเวลา...

นางเมื่อกาลก่อนถูกเรียกขานเป็นอั้งเง็กเซียนนึ้ง (เทพธิดาหยกแดง) มิเพียงมีรูปโฉมสะคราญล้ำเลิศ ยังมีสติปัญญาสูงส่ง ไม่ว่าวิชาฝีมือใดล้วนร่ำเรียนถึงขั้นสุดยอด เจ็งเซ่งยิกที่เป็นก่าจู้ในเวลานั้น ยังมีฝีมือด้อยกว่าภรรยา นางที่ได้รับเลือกเป็นกิมแชฮูหยิน ย่อมเป็นบรรพชนเล็งเห็น ก่าจู้มิได้เข้มแข็งเท่าใด ยังต้องอาศัยฮูหยินที่เฉียบขาดกว่า
...นางที่เก่งกาจเกินสตรี ทว่ามิเคยออกหน้า ยังคงให้เกียรติสามีทุกประการ เจ็งเซ่งยิกที่มิสนใจปณิธานบรรพบุรุษ นางมาตรว่ามิเห็นด้วย ยังคงเออออคล้อยตาม...
มิคาด เจ็งเซ่งยิกเสียชีวิตในวัยหนุ่ม นางที่โศกเศร้าสุดประมาณ ยังคิดใคร่ตกตายในเวลานั้น เคราะห์ดีที่มีที่ยึดเหนี่ยว ย่อมเป็นบุตรชายโทนที่พวกเขาภาคภูมิใจ...
...เจ็งไฮ้แต่เล็กจนโตมิเคยทำให้นางผิดหวัง เขามาตรว่ามิคิดครอบครองค่ายสำนักในแผ่นดิน ยังพอใจออกท้าประลอง ในเวลาเพียงวันเดียว สามารถสยบห้าสำนักราบคาบ บุตรชายที่เก่งกล้าปานนี้ มารดาเช่นนางย่อมปลาบปลื้มยิ่ง...

...บุตรชายเพียงหนึ่งเดียวที่ถือกำเนิดจากความรัก หากตกตายในเหตุมิคาดฝัน ประสบเล่ห์เพทุบายร้าย มารดาผู้หนึ่งหากมิคับแค้น ใช่ยังมีเลือดเนื้อเป็นมนุษย์?...

ตลอดยี่สิบเจ็ดปีที่นางกล้ำกลืน วันนี้แผนการก้าวไปกว่าครึ่ง ผู้คนของฮวงจึงล้มตายมากหลาย ค่ายสำนักอื่นที่เคยมีความแค้นก็ย่อยยับอัปรา หามีผู้ใดเทียบเทียมเทียนมึ้งเก็งไม่...
...เก็งจู้ท่านปัจจุบันที่เป็นหลานชาย ฝีมือมิได้ด้อยกว่าบิดาเขา อีกทั้งยังถูกนางปลูกฝัง มิให้เห็นแก่ผู้ใดทั้งสิ้น นางที่ทำเช่นนี้ ย่อมเป็นเพราะเจ็งไฮ้เมื่อกาลก่อนมีน้ำใจเกินไป เชื่อถือผู้คนเกินไป เขาที่รับพิษจนเสียชีวิต ย่อมเป็นเพราะมิได้คาดคิด คนระดับเล้งทิเจ็งกลับมีใจชั่วช้า ดังนั้นหลงลืมระวังตัว นางที่บ่มเพาะหลานชายให้เย็นชาต่อผู้อื่น ล้วนเพื่อปกป้องเขา...
...ยามนี้ทอดสายตาแลมอง ที่นอกหน้าต่างเป็นความมืดสนิท ม่านมุกที่แขวนไว้ก็สะท้อนประกายกับแสงตะเกียง คนพลันนึกถึงดวงตาสุกใสวาววับคู่หนึ่ง ย่อมเป็นดวงตาของเต็งลั่ง...

เต็งลั่งมีรูปโฉมคลับคล้ายลิ้วซีซีผู้เป็นมารดา ดวงตากลับเป็นเช่นเจ็งไฮ้ อุปนิสัยยังคลับคล้าย นางพอนึกถึงหลานชายผู้นี้ ใบหน้ายังมีรอยยิ้มผุดขึ้น
...หากเรื่องราวโหดร้ายมิได้บังเกิด เต็งลั่งกับเจ็งเช็งจุ้ยเติบโตมาด้วยกัน บัดนี้อาจบางทีตกแต่งมีบุตรมากหลาย นางไยมิใช่มีความสุขอย่างยิ่ง...
เต็งลั่งชมชอบเล่นสนุก ยังกระเซ้าเย้าแหย่ผู้คน นางพอเห็นก็ปวดร้าวใจ นี่มิได้ผิดจากบิดาเขาแม้แต่น้อย ทว่าที่นางต้องข่มกลั้น แสร้งทำท่าทีดุดันมิพอใจ เนื่องเพราะเทียนมึ้งเก็งบ่มเพาะความเศร้าโศกมายี่สิบเจ็ดปี หากฮวงจึงยังมีชื่ออยู่ในแผ่นดิน ผู้คนของนางไหนเลยควรเล่นหัวยินดี...
...ที่เป็นปัญหาขุ่นใจในยามนี้ ย่อมเป็นเม่งไอ่ซีที่สาบสูญ มิทราบนางหลบรอดออกไปได้อย่างไร สตรีนางนี้เหมาะเป็นคู่หมายของเต็งลั่ง หากเล้งอิกตกตาย พวกเขาย่อมสามารถลงเอยต่อกัน นางคราวก่อนก็คิดสนับสนุน เสียดายแผนการกลับคลาดเคลื่อน...

คนมาตรว่าหนักใจ ยังคาดหวังตนเองสามารถคำนวณอีกครา จัดการเรื่องราวอีกครา ย่อมมิยอมปล่อยให้ผิดพลาดอีก
...นางที่เป็นภรรยาผู้หนึ่ง เป็นมารดาผู้หนึ่ง เป็นย่ายายผู้หนึ่ง ย่อมปรารถนาบุตรหลานมีชีวิตสุขสงบ ทว่าหากหนามยอกใจยังไม่หมดสิ้น ยามตกตายไหนเลยมีหน้าไปพบบรรพชน...
...ยามนี้เพียงอดทนรอ ยอมให้ผู้อื่นที่มิเข้าใจประนามอีกมินาน นางก็สามารถนำพาพวกเขากลับคืนสู่สิ่งที่มุ่งหวัง...

คนพอลุกขึ้นยืน ตระเตรียมผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ พลันได้ยินสุ้มเสียงผิดปกติภายในถ้ำคูหา...
...สตรีรับใช้ทั้งสี่นางก็ตื่นตัวโดยพลัน สองในจำนวนนั้นวิ่งปราดออกไป สักครู่พอกลับเข้ามา พลันมีสีหน้าแตกตื่น กล่าวอย่างรุ่มร้อนว่า
"ผู้คนของพวกเราล้วนได้รับพิษ"
...กิมแชฮูหยินสะท้านขึ้นทั้งกาย รีบหยิบเสื้อคลุมมาสวมใส่ไว้ สาวเท้าออกจากห้องหับอย่างเร่งรี่ พอผ่านช่องทางเดินก็เห็นสตรีรับใช้หลายนางทรุดกายอยู่บนพื้น บางนางหายใจระทวย ยังดิ้นรนอย่างอึดอัด ที่ปากจมูกล้วนมีโลหิตไหลซึม บางนางกลับนอนตาเหลือกค้าง ที่แท้สิ้นลมหายใจแล้ว...

ในความสับสนงุนงง กิมแชฮูหยินยังมีสติสั่งการ เรียกหายอดฝีมือในสำนัก ยังให้ระดมเหล่าซออัวของเล้งโกว สตรีรับใช้ทั้งสี่ก็ปราดออกไปตามคำสั่ง
...นางยามนี้ก้มลงตรวจอาการสตรีรับใช้ที่ยังมีลมหายใจ พบว่าชีพจรอ่อนล้า โลหิตในกายไหลเวียนผิดทิศทาง จังหวะหายใจมิปกติ ต้องทราบว่าพิษนี้แทรกซึมเข้าปอด ในเวลากะทันหันเช่นนี้ ไหนเลยสามารถช่วยเหลือทุกผู้คน...
พอทรงกายขึ้นก็รู้สึกประหวั่นพรั่นพรึง พลันนึกถึงหลานชายอีกผู้หนึ่ง ซุนเซี่ยวตงที่เป็นบุตรชายซุนเซ่งเง็ก มิทราบยามนี้เกิดอันตรายหรือไม่ คนพอคิดห่วงก็ทุกข์ร้อนนัก พลันได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งมาทางด้านนี้ พอเหลียวดูต้องถอนใจโล่งอก ที่วิ่งมากลับเป็นซุนเซี่ยวตง นางก็รีบสาวเท้าเข้าไปหา มองสำรวจร่างกายเขาจนทั่ว ถามว่า...
"เจ้ามิเป็นไร"

ซุนเซี่ยวตงสั่นศีรษะอย่างเร่งร้อน ในอ้อมแขนเขายังมีร่างคนผู้หนึ่ง ย่อมเป็นเซี่ยวมั่งที่เป็นสตรีรับใช้ประจำตัว เห็นนางมีสีหน้าขาวซีด ดวงตาเหม่อลอย ลมหายใจมิสม่ำเสมอ ย่อมต้องถูกพิษเช่นกัน
...ซุนเซี่ยวตงกล่าวอย่างร้อนใจว่า
"นางมิทราบเกิดเรื่องอันใด เมื่อครู่ยังสนทนากับข้าพเจ้า จู่ๆ ก็มีอาการประหลาด มิอาจหายใจโดยสะดวก ทั้งยังมิสามารถกล่าววาจา..."
กิมแชฮูหยินตรวจดูชีพจรเซี่ยวมั่ง เห็นประกายตาเริ่มแตกซ่าน โลหิตไหลซึมจากจมูก กับพิษที่มีผลต่อจังหวะหายใจผู้คนเช่นนี้ ยังร้ายกาจกว่าพิษที่รับประทานลงไป

กิมแชฮูหยินรู้สึกร้อนรุ่มใจ ยามนี้ในสำนักเหลือเพียงนาง เก็งจู้ยี่เก็งจู้ล้วนอยู่ที่ด้านนอกทั้งสิ้น ซุนเซี่ยวตงก็เป็นเพียงเด็กน้อย มิเพียงไม่สามารถช่วยเหลืออันใด ยังต้องคอยปกป้องคุ้มครองเขา
...เห็นซุนเซี่ยวตงร่ำไห้ออกมา ต้องรีบถามขึ้นว่า
"เจ้ามีอันใดผิดปกติที่ภายใน ใช่เจ็บปวดหรือไม่"
ซุนเซี่ยวตงส่ายหน้ากล่าวว่า
"ข้าพเจ้ามิได้เจ็บปวดที่ใดทั้งสิ้น เมื่อครู่ที่วิ่งมาหาท่าน ยังเห็นผู้อื่นนอนเกลื่อนกลาดพื้น กระทั่งเกี้ยซิงแซ เซี่ยงซิงแซ เจี่ยซิงแซ..."
กิมแชฮูหยินพลันรับทราบ สถานการณ์เลวร้ายถึงที่สุด ประดาผู้คนที่ซุนเซี่ยวตงเอ่ยนาม ล้วนเป็นยอดฝีมือระดับสูงในสำนัก หากกระทั่งพวกเขายังได้รับพิษ ผู้คนอื่นไยมิใช่...

ยามนี้รีบร้อนกลับมาที่ห้อง ซุนเซี่ยวตงก็อุ้มเซี่ยวมั่งติดตามมา เขาที่ปกติมักกลัวเกรงนาง ยังยื่นมือมาจับแขนแนบแน่น สะอึกสะอื้นกล่าวว่า
"เซี่ยวมั่งเคยเป็นซาเจ้เจ๊ของข้าพเจ้า ยังดีต่อข้าพเจ้าอย่างยิ่ง เซี่ยวม่วยม่วยของข้าพเจ้าก็รักนางที่สุด ฮูหยินท่านได้โปรดช่วยเหลือ..."
...กิมแชฮูหยินแลดูเขาอย่างเห็นใจ สีหน้าแววตากลับจนปัญญา เซี่ยวมั่งได้รับพิษจนลมปราณแตกซ่าน ที่ยังมีลมหายใจอยู่ก็นับว่าประหลาดมากแล้ว ทว่าเห็นซุนเซี่ยวตงหลั่งน้ำตาเนืองนอง ดังนั้นแสร้งหยิบยาในตู้มากระปุกหนึ่ง เพียงเป็นยาบำรุงหัวใจ เปิดฝาออกเทใส่มือเขาสองเม็ด บอกให้เซี่ยวมั่งรับประทาน ซุนเซี่ยวตงที่ไร้เดียงสาก็มีสีหน้ายินดี รีบป้อนยาแก่นางโดยพลัน ยังเอ่ยเรียกชื่อนางมิได้ขาดปาก...

กิมแชฮูหยินพลันครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว จากที่ตรวจอาการเซี่ยวมั่งและสตรีรับใช้นางอื่น ทราบว่าพิษนี้มิได้แพร่ทางอาหาร แสดงว่าต้องเป็นพิษที่กระจายในอากาศ ทว่าไฉนนางกับสตรีรับใช้จึงมิได้เป็นอันใด ทั้งยังมิได้สังเกตพบแม้แต่น้อย...
...ยังมี ซุนเซี่ยวตงที่ลมปราณอ่อนด้อย ไหนเลยมิได้รับพิษ ความนี้ต้องมีลวดลายให้สืบสาว คนพอใคร่ครวญคราหนึ่งก็ถามว่า
"เซี่ยวตง สามวันมานี้เจ้ารับประทานอันใดผิดแผกจากผู้อื่นหรือไม่"
ซุนเซี่ยวตงสั่นศีรษะ กล่าวว่า
"สิ่งทีข้าพเจ้ารับประทาน เซี่ยวมั่งมักรับประทานก่อน พวกเรามิได้รับประทานอันใดผิดไปจากกัน หากนางเป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าก็สมควรเป็นด้วย มิทราบไฉน..."
...พอว่ากล่าวไปคล้ายฉุกคิดอันใดได้ ต้องรีบบอกเล่าว่า
"เมื่อสองวันก่อนท่านให้ข้าพเจ้าไปเยี่ยมเอี้ยเอี้ย ข้าพเจ้าพอไปถึงสถานที่นั้น กลับมิได้พบท่านผู้เฒ่า เล่าเจียบอกว่าท่านขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพร ทว่าท่านสั่งเล่าเจียไว้ ให้ข้าพเจ้ารับประทานเฮ่าจูที่เคยรับมา เนื่องเพราะเฮ่าจูมีกำหนดอายุ หากเลยสองวันนี้พลันกลายเป็นไร้คุณค่า"

กิมแชฮูหยินย่อมเคยเห็นเฮ่าจูมา ซุนพ้วงที่เป็นบิดาซุนเซ่งเง็ก ทั้งวันงมงายกับตัวยาสมุนไพร ยังเคยปรุงเฮ่าจูขึ้นห้าเม็ด นางเพียงทราบเป็นยาอายุวัฒนะ กับเรื่องราวของซุนพ้วงที่นางมิเคยเห็นอยู่ในสายตา ย่อมมิได้สนใจใคร่ทราบ
...ยามนี้รู้สึกสังหรณ์ใจอย่างประหลาด ต้องถามซุนเซี่ยวตงว่า
"เมื่อครู่เจ้าบอก เอี้ยเอี้ยเจ้าขึ้นเขาเก็บสมุนไพร ยังสั่งให้เจ้ารับประทานเฮ่าจูภายในสองวัน?"
ซุนเซี่ยวตงก็ผงกศีรษะ ถามอย่างสงสัยว่า
"ที่ข้าพเจ้ามิได้เจ็บป่วยเช่นผู้อื่น ใช่เป็นเพราะเฮ่าจูของเอี้ยเอี้ย?"

กิมแชฮูหยินยังมิทันตอบคำ ที่เบื้องนอกพลันมีเสียงดังโครม นางต้องรีบถลันออกไป คนมาตรว่าสูงอายุ ท่าร่างยังรวดเร็วยิ่ง
...ซุนเซี่ยวตงก็วางร่างเซี่ยวมั่งไว้บนเก้าอี้ ย่อมคิดติดตามกิมแชฮูหยินไปดูเรื่องราว ทว่ายังมิทันสาวเท้าออกจากห้อง เห็นกิมแชฮูหยินเดินถอยหลังเข้ามา ต้องร้องถามอย่างสงสัยว่า
"เล่าฮูหยิน มีเรื่องราวใด"
กิมแชฮูหยินกลับมิได้หันมาทางเขา สายตายังจับจ้องไปที่ประตู ซุนเซี่ยวตงต้องรู้สึกผิดท่า ยามนี้ปราดเข้าไปที่ด้านหลังนาง พอแลมองก็พลันสะดุ้งขึ้น...

ผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตู ในมือยังคว้าจับลำคอสตรีรับใช้อาภรณ์แดงนางหนึ่ง กลับเป็นบุคคลในเทียนมึ้งเก็งที่เขารักใคร่วางใจที่สุด
...เป็นเอี้ยเอี้ย ซุนพ้วง...