ซุนเซี่ยวตงพอแลเห็นซุนพ้วง ต้องรู้สึกทั้งงุนงงทั้งหวาดหวั่น พลันเข้าใจ... ตนเองคืนนี้ฟุ้งซ่าน ดังนั้นนอนหลับฝันร้าย
เห็นซุนพ้วงหันหน้ามาทางเขา ดวงตาผู้ชรายังมีแววปรานี เอ่ยขึ้นว่า
"มิได้เห็นเจ้าหลายวัน เอี้ยเอี้ยจึงคิดถึงนัก..."

ซุนเซี่ยวตงเหลียวมองกิมแชฮูหยิน เห็นนางยังยืนชะงักค้าง คล้ายกลับกลายเป็นหุ่นปั้นตัวหนึ่ง ต้องแตะแขนนางอย่างแผ่วเบา กล่าวว่า
"เล่าฮูหยิน พวกเราวันนี้น่ากลัวฝันไป"
คนพอกล่าววาจา ต้องรู้สึกนี่มิอาจเกิดขึ้น ผู้คนสองคนที่ล้วนตื่นอยู่ ไหนเลยเข้ามาในความฝันโดยพร้อมเพรียง ยามนี้พลันสืบเท้าเข้าหาเอี้ยเอี้ย กล่าวว่า
"ท่านไฉนจับสตรีนางนั้นไว้..."
...พอกล่าวก็เห็นว่ามิถูกต้องอีก สตรีรับใช้ของกิมแชฮูหยินล้วนมีวิชาเลิศล้ำ เอี้ยเอี้ยที่มิได้มีวิชาฝีมือ ย่อมมิสามารถคว้าจับพวกนาง นี่อาจบางทีเป็นเรื่องล้อเล่น ดังนั้นฝืนยิ้มขึ้น หันมองซุนพ้วงกับกิมแชฮูหยินสลับกัน กล่าวว่า
"พวกท่านใช่กำลังหยอกเย้าข้าพเจ้า คิดให้ตกใจจนขวัญบินหาย"

ซุนพ้วงพลันส่งเสียงหัวร่อขึ้น กล่าวกับซุนเซี่ยวตงว่า
"เอี้ยเอี้ยย่อมหยอกเย้าเจ้า เด็กน้อยยามนี้รีบกลับไปนอน"
ซุนเซี่ยวตงคิดใคร่เชื่อสิ่งที่ได้ยินอย่างยิ่ง คนพอขยับขาออก เหงื่อกลับไหลซึมชุ่มโชก เห็นสตรีรับใช้นางนั้นถูกคว้าจับที่คอ มือเอี้ยเอี้ยกลับคล้ายคีมเหล็กอันหนึ่ง ยังบีบรัดจนใบหน้านางแปรเปลี่ยนไปมา บัดเดี๋ยวเป็นสีแดงฉาน บัดเดี๋ยวกลับซีดขาว...
...เขาที่จิตใจอ่อนโยน ทั้งยังมิเคยเห็นเหตุการณ์น่ากลัวเช่นนี้ พอถอยหลังก้าวหนึ่งร่างก็ทรุดลง แข้งขาสั่นระริก ได้แต่ขยับเข้ามาที่ด้านใน คิดให้เซี่ยวมั่งที่รักใคร่สนิทสนมว่ากล่าวอันใดสักครา...
พอถอยร่นมาถึงโต๊ะ เงยหน้าขึ้นมองเซี่ยวมั่ง ยื่นมือเขย่าร่างนางคราหนึ่ง ทว่าเซี่ยวมั่งมิเพียงมิเจรจาอันใด ยังลื่นไถลหล่นลงบนพื้น ซุนเซี่ยวตงพอเข้าประคอง พลันพบว่านางยามนี้ไร้ลมหายใจ ต้องร่ำร้องออกมาอย่างตื่นตระหนก ยังตบเบาๆ บนใบหน้านาง เรียกหาอยู่มิขาดปาก...

กิมแชฮูหยินยามนี้คล้ายมีสติขึ้น ยกมือชี้หน้าซุนพ้วงผู้เป็นสามี กัดฟันกล่าวว่า
"ท่าน..."
วาจากลับมิอาจเปล่งออกดังใจ นางย่อมมิเคยคาดคิด ซุนพ้วงที่เป็นหมอยาสมถะ ใช้ชีวิตเรียบง่ายมาตลอดสี่สิบปี ที่แท้เป็นบุคคลที่นางมิได้รู้จักมาก่อน...
ซุนพ้วงก็จ้องมองนาง ดวงตามีแววนุ่มนวล กระทั่งยังรักใคร่เทอดทูน เขาพอคิดก้าวเข้าห้องหับนาง พลันยกร่างสตรีรับใช้ในมือขึ้น ส่งพลังบิดมือคราหนึ่ง ได้ยินเสียงดังกร๊อบ กระดูกคอนางพลันหักสลาย สิ้นชีวิตไปในฉับพลัน...

คนพอโยนร่างนางไปอย่างไม่แยแส สองเท้าก็ก้าวเข้ามา กิมแชฮูหยินพลันขยับกายถอยหลัง นางยามนี้ก็คล้ายซุนเซี่ยวตงเมื่อครู่ ยังคิดว่าตนเองฟุ้งซ่านจนเกิดฝันร้าย...
...นางจะอย่างไรก็มิอาจเชื่อ บุรุษที่นางคัดเลือกด้วยตนเอง ทั้งยังสืบสาวประวัติอย่างดี เพียงหวังให้กำเนิดบุตรหลานเพิ่มเติมแก่เทียนมึ้งเก็ง กลับเป็นคนที่บันดาลเรื่องราวขวัญผวาในค่ำคืนนี้...
เมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้ว เจ็งเซ่งยิกพอเสียชีวิต เจ็งไฮ้เพิ่งอายุเพียงสิบสี่ปี นางที่หวั่นเกรงเกิดเหตุร้ายกับเขา เทียนมึ้งเก็งพลันเป็นมังกรไร้เศียร ดังนั้นเสาะหาบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง ตกแต่งให้กำเนิดบุตรชายอีกคน นางที่เป็นคนระแวงระวัง ย่อมเลือกบุรุษที่มิได้มีวิชาฝีมือ ทั้งยังพอใจความสันโดษ ยินดีสยบอยู่แทบเท้านาง...
...ซุนพ้วงในเวลานั้นเป็นบัณฑิตหนุ่ม ยังอ่อนกว่านางเกือบยี่สิบปี นางยังจำได้ วันแรกที่พบพานเขา ซุนพ้วงยืนอยู่ที่สะพานข้ามลำธาร สีหน้าแววตาหมองเศร้า นางเพียงลอบดูอยู่ที่ด้านหลัง สักครู่เห็นเขากระโดดลงไปในน้ำ ยังคล้ายคิดฆ่าตัวตาย นางรีรออยู่ครู่หนึ่ง เขากลับมิได้โผล่ขึ้นมา ดังนั้นจึงกระโจนลงไปช่วย ย่อมทราบนามเขาเมื่อภายหลัง พอสืบประวัติความเป็นมา จึงค่อยล่วงรู้เพิ่มเติม ซุนพ้วงเป็นบัณฑิตไร้เส้นสาย มิอาจเข้ารับราชการ อีกทั้งไร้ญาติขาดมิตร คนพอมีเรื่องผิดหวังเสียใจ จึงคิดจบชีวิตตนเอง...

พวกเขาพอตกแต่งได้สองปี นางก็ให้กำเนิดบุตรชายสมความปรารถนา ยังตั้งให้เขาเป็นยี่เก็งจู้ สำรองไว้หากมีอันใดผิดพลาด ทว่าพอพ้นจากเจ็งไฮ้ ยังมีเจ็งเช็งจุ้ยที่เป็นบุตรหลานสายตรง ซุนเซ่งเง็กจึงลดบทบาทลง ทว่านางจะอย่างไรก็เป็นมารดา สิ่งใดที่ซุนเซ่งเง็กปรารถนา ยังจัดหามาให้มิได้ขาด ยังกล่าวได้ว่าในบรรดาบุตรหลาน เขาเป็นผู้ที่นางตามใจที่สุด...
...ยามเหม่อลอยครุ่นคิด ได้ยินซุนพ้วงเอ่ยขึ้นว่า
"ท่านมิยินดีไปหาเรา เราวันนี้จึงมาหาท่าน"
กิมแชฮูหยินยื่นมือจับโต๊ะไว้ คล้ายมิอาจทรงกายสืบต่อ ยังถามว่า
"ท่านที่แท้เป็นผู้ใด"

ซุนพ้วงยังแย้มยิ้มให้นาง น้ำเสียงที่กล่าวย่อมเป็นเช่นกาลก่อนมิได้ผิด
"เราย่อมเป็นสามีของท่าน ตลอดสี่สิบปีมานี้ ยังรักท่านมิได้เสื่อมคลาย"
กิมแชฮูหยินพลันตวาดคราหนึ่ง มือซ้ายยกขึ้นอย่างรวดเร็ว กรีดพลังดรรชนีในแชเซียนจี้ออกมา เห็นใบหน้าและฝ่ามือนางเป็นสีเขียววาบ ซุนพ้วงกลับมิได้ตื่นตกใจ ดรรชนีพอร่ายเป็นสาย ฝ่ามือเขาก็ยกขึ้นต้านรับ ท่วงท่ายังไวกว่านาง พลังในกายก็แกร่งกร้าว ถึงกับกระแทกจนแชเซียนสลายหมดสิ้น
...กิมแชฮูหยินทรุดกายลงบนเก้าอี้ มองจ้องซุนพ้วงอย่างมิเชื่อสายตา กล่าวด้วยน้ำเสียงคั่งแค้นว่า
"ท่านที่แท้แฝงกายเข้ามา มีความมุ่งหมายอันใด"

ซุนพ้วงถอนหายใจคราหนึ่ง คนพอนั่งลงอีกด้านก็เอ่ยว่า
"เรามิเคยคิดแฝงกาย กาลก่อนก็มิเคยมีความมุ่งหมายอันใด สี่สิบปีที่แล้วท่านช่วยเราขึ้นจากน้ำ ยังปลุกปลอบเราให้เข้มแข็ง บอกให้เรามีชีวิตสืบต่อ ภายหลังยังมอบความรักแก่เรา ช่วงเวลาสองปีแรกที่พวกเราอยู่ด้วยกัน เรามีความสุขอย่างยิ่ง ยังยินดีเป็นซุนพ้วงที่ปลูกต้นไม้ใบหญ้า เป็นบุรุษที่ไร้ฝีมือตลอดกาล ขอเพียงมีท่านอยู่ข้างกาย เราก็มิคิดเสาะแสวงหาสิ่งใดอีก ยังยินดีทอดทิ้งความหลังทั้งมวล..."
...เห็นกิมแชฮูหยินพลันมีน้ำตาหลั่งไหลออกมา เขากลับมิอาจชมดู ได้แต่หันไปอีกทาง ยังเอ่ยวาจาต่อไปว่า
"เพราะเพื่อท่าน เราทอดทิ้งภรรยาสองนาง ภรรยาเรานางหนึ่งฆ่าตัวตาย อีกนางพลันวิกลจริต เรายามนั้นกลับมิได้ใส่ใจ เพียงหวังมีชีวิตใหม่กับท่าน ทว่าหลังจากท่านให้กำเนิดเซ่งเง็ก กลับแปรเปลี่ยนมิเป็นเช่นเดิม ที่แท้ท่านเพียงต้องการเราในฐานะบุรุษผู้หนึ่ง เมื่อได้บุตรชายไว้สานต่อปณิธานเทียนมึ้งเก็ง เราก็ไร้ความหมายต่อท่านโดยสิ้นเชิง..."
คนยามนี้ก็มีหยาดน้ำรื้นในดวงตา กิมแชฮูหยินพลันเงยศีรษะขึ้น ถามด้วยเสียงแหบโหยว่า
"ท่านมีความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยิ่ง เยี่ยงนี้ยังว่ามิเพียงพอ"

...ซุนพ้วงก็สบตานาง ในประกายตายังมีความรักลึกซึ้ง กิมแชฮูหยินต้องหลบลงโดยพลัน นี่ย่อมเป็นแววตาเช่นเดียวกับเมื่อสี่สิบปีที่แล้ว แววตาของบุรุษหนุ่มที่นางช่วยขึ้นมาจากน้ำนั้น...


แสงจันทร์ชักชวนผู้คนระลึกความหลัง
...ยามไร้จันทรากลับคล้ายคนึงหายิ่งกว่า...

ปึงซิ่วซิ่วยืนเดียวดายอยู่ที่โขดหินริมสมุทร นางลงมาที่นี้ตั้งแต่เพลาเย็น น้ำทะเลตอนแรกขึ้นสูงถึงข้อเท้า พอถึงยามดึกกลับเหือดแห้งลง ยังคล้ายคิดหลบลี้หนีนาง
...อาภรณ์แพรบางปลิวไสวในสายลม นางวันนี้กลับแต่งกายด้วยสีดำทั้งชุด มีเพียงใบหน้าที่ซีดขาว ในคืนเดือนมืดยังดูคล้ายเทพธิดาราตรีจุติมา...
ยี่เก็งจู้ออกไปที่ด้านนอกตั้งแต่เมื่อวาน นางย่อมเป็นอิสระชั่วคราว ทว่าคนกลับมีเรื่องทุกข์ใจ มิเพียงคิดถึงคนผู้หนึ่ง ยังมีเรื่องห่วงใยคนอีกผู้หนึ่ง...
...ที่ห่วงใยย่อมเป็นเม่งไอ่ซี ที่คิดถึงกลับเป็นเต็งลั่ง...

เม่งไอ่ซีสาบสูญไร้ร่องรอย ปึงซิ่วซิ่วมาตรว่าภาวนา นางสามารถหลบลี้กลับคืนฮวงจึง ทว่าระหว่างทางกริ่งเกรงเกิดเรื่องราว ดังนั้นมิอาจวางใจ ที่ชวนให้รันทดยิ่งกว่า เป็นเพราะมิอาจทราบ ชั่วชีวิตนี้ยังได้พบพานนางอีกหรือไม่
...ระหว่างนางกับเม่งไอ่ซี มิเพียงมีน้ำใจต่อกัน ยังสามารถเข้าใจราวคบหากันมานาน กับความเจ็บปวดรวดร้าวของเม่งไอ่ซี ความรักความสับสนที่อยู่ในใจ ปึงซิ่วซิ่วย่อมตระหนักถ่องแท้...
...นางเองไยมิใช่มีชะตาชีวิตคลับคล้าย ตนเป็นภรรยาคนผู้หนึ่ง กลับมอบหัวใจแก่คนอีกผู้หนึ่ง มาตรว่าทราบ... มิอาจมีผลลงเอยที่ดี ยังโหยหาอาทรทุกเมื่อเชื่อวัน...

...ที่ผิดแผกคือ เม่งไอ่ซีได้รับความรักตอบแทน ทว่านางที่มอบให้เต็งกงจื้อทั้งกายใจ เขากลับมิได้ล่วงรู้แม้แต่น้อย...

คนพอหลั่งน้ำตา ประสาทสัมผัสกลับตื่นตัวขึ้น
นางมิได้มีวิชาฝีมือ ที่ฝึกจากเทียนมึ้งเก็งกลับเป็นด้านจิตใจ คล้ายกระบี่เล่มหนึ่งที่ถูกตีจนบาง เพียงกระทบสายลมแผ่วเบาก็สั่นไหว...
...ในความมืดมิดเพียงได้ยินเสียงคลื่นลม ทว่าที่ปึงซิ่วซิ่วได้ยินคล้ายมีมากกว่านั้น นางมิเพียงรับฟังจากหู ยังรับฟังจากหัวใจ เพียงมีคลื่นความรู้สึกผู้คนมากระทบ ย่อมสามารถสัมผัสได้...
...คนพอรู้สึกก็ย่างเท้าออก เดินไปยังทิศทางที่คล้ายมีผู้เรียกหา ในสรรพสำเนียงสับสนอึงอล ยังสัมผัสถึงความอาฆาตมาดร้าย...


เล่งเหล็งนำพาเม่งไอ่ซีไต่เลาะมาถึงเชิงผา สถานที่นี้กลับเป็นทางด้านหลัง เม่งไอ่ซีย่อมมิเคยย่างกรายมาก่อน
...นางตลอดทางมิได้เอ่ยถ้อยคำ เล่งเหล็งก็มีท่าทีสงบอย่างยิ่ง เม่งไอ่ซีถึงบัดนี้ยังมิอาจคาดเดา ทาริกานางนี้คิดกระทำอันใดต่อนาง มาตรว่าทราบ เล่งเหล็งมีนิสัยประหลาด ทั้งยังดื้อรั้นเจ้าอารมณ์ ทว่าจะอย่างไรก็เป็นเพียงเด็กน้อย หนำซ้ำยามนี้ไร้มารดาคอยปกป้อง ต้องชอกช้ำเปล่าเปลี่ยวยิ่ง...
...เล้งโกวถูกจับกุมเป็นเชลยที่ฮวงจึง เม่งไอ่ซียังตั้งใจ หากตนสามารถกลับไป ต้องขอร้องเล้งอิกปล่อยสตรีนางนี้ออกมา...

เล่งเหล็งพลันหยุดเท้าลง ชี้ไปที่โขดหินทางหนึ่ง กล่าวว่า
"ท่านก็ไปนั่งที่นั้น"
เม่งไอ่ซีที่อ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง ย่อมยินดีอย่างยิ่ง คนพอทรุดกายลงนั่งยังเอ่ยว่า
"เจ้าก็มานั่งข้างเราเถิด"
เล่งเหล็งพลันสะบัดศีรษะไปอีกทาง กล่าวอย่างมิสบอารมณ์ว่า
"นางมารร้ายมิต้องพูดดีต่อเรา"
เม่งไอ่ซีต้องชะงักงันวูบ กับถ้อยคำเช่นนี้ ย่อมมิเคยถูกเรียกหามา ทว่านางที่สงสารทาริกาน้อยไร้มารดา ย่อมมิได้ถือสา เพียงถามว่า
"เรามิเคยกระทำอันใดต่อเจ้า ไฉนจึงขุ่นเคืองเรา"

เล่งเหล็งเชิดหน้าอย่างยโส ชำเลืองมองเม่งไอ่ซีทางหางตา กล่าวว่า
"ท่านมิได้กระทำอันใดต่อเรา ทว่ากระทำต่อมารดาเรา"
...เม่งไอ่ซีพลันเข้าใจ ที่แท้เล่งเหล็งมิชอบใจที่นางเคยประมือกับเล้งโกว ยามนั้นเก็งจู้ยังช่วยนางอีกแรง นางยามนี้ครุ่นคิด มิทราบเล่งเหล็งก็เข้าใจว่าเก็งจู้เป็นบิดานางหรือไม่ เล้งโกวผู้นั้นบอกเล่าสิ่งใดต่อผู้เป็นธิดา...
ได้ยินเล่งเหล็งกล่าวสืบไปว่า
"มารดาเราถูกกังขังในฮวงจึง เราก็คิดใช้ท่านแลกเปลี่ยนนางออกมา"
เม่งไอ่ซีพอฟังต้องรู้สึกเห็นใจ ทาริกานางนี้ยามหมดที่พึ่ง ได้แต่หาวิธีแก้ไขเอง นางที่ยังเยาว์วัยกลับเฉลียวฉลาดนัก คนพอครุ่นคิดก็เอ่ยว่า
"เจ้ามิต้องกังวลไป หากเรากลับสู่ฮวงจึง ย่อมต้องปล่อยมารดาเจ้าออกมา"

เล่งเหล็งพลันกระโดดปราดมาที่เบื้องหน้าเม่งไอ่ซี ถลึงตาใส่นางอย่างเจ็บแค้น กล่าวว่า
"ท่านอย่าได้ฝันหวานไป เราจึงมิปล่อยให้สตรีเลวร้ายอย่างท่านได้หวนคืนสถานที่นั้น"
เม่งไอ่ซีต้องขมวดคิ้วขึ้น ทาริกานี้กลับมีวาจามิน่าฟัง ดังนั้นนิ่งเสียมิต่อคำกับนาง เล่งเหล็งยามนั้นเดินวนรอบโขดหิน กล่าวว่า
"ท่านจำไว้ ที่เราคิดต่อรองกับฮวงจึง คือให้พวกเขาปล่อยมารดาเราออกมาภายในสามวัน หากพวกเขากระทำตามที่เราขอ เราเพียงให้เซี่ยวกุ่งจื้อดื่มโลหิตท่านคราหนึ่ง จากนั้นแพร่พิษเข้าในร่างกายท่าน เซี่ยวกุ่งจื้อเพิ่งมีอายุเพียงสี่เดือน พิษยังมิเข้มข้นเท่าไร ย่อมมิสร้างความเจ็บปวดแก่ผู้คน ท่านยามนั้นเพียงคิดใคร่นิทรา ตกตายสบายอย่างยิ่ง..."
เม่งไอ่ซีพอฟัง ต้องมองหน้านางอย่างฉงน นี่ไหนเลยเป็นวาจาทาริกาแปดเก้าขวบผู้หนึ่ง เล่งเหล็งก็กล่าวสืบไปว่า
"...ทว่าหากพวกเขามิกระทำตาม เราจึงล่ามท่านไว้กับต้นไม้ สุมกองฟางเข้าโดยรอบ จากนั้นจุดไฟขึ้น ท่านที่งดงามปานเทพธิดา มิทราบยามถูกไฟเผาผลาญ พลันมีสภาพเป็นเช่นใด"

เม่งไอ่ซีส่ายศีรษะอย่างมิอาจเชื่อถือ นี่ไหนเลยเป็นการต่อรอง มิว่าฮวงจึงยอมปล่อยมารดานางหรือไม่ ตนล้วนต้องตกตายทั้งสิ้น
...นางพอขยับกายขึ้น มัจฉาที่คล้ายอสรพิษก็เลื้อยปราดขึ้นมาถึงหัวไหล่ ปากแหลมเล็กยังส่งเสียงหวีดหวิว พอแลดูต้องสยิวกายอย่างหนาวเหน็บ รีบชะงักท่วงท่าโดยพลัน มิทราบเล่งเหล็งไปเสาะหาตัวประหลาดเยี่ยงนี้มาจากที่ใด...
เห็นเล่งเหล็งมีดวงตาแวววับ ยังกล่าวขึ้นอีกว่า
"เรายามนี้ยังคงตัดนิ้วท่านออกนิ้วหนึ่ง ส่งไปที่ฮวงจึงเป็นเครื่องยืนยัน หวังพวกเขาสามารถจดจำนิ้วของท่าน มิคิดว่าเราโป้ปดมดเท็จ"
เม่งไอ่ซียามนี้เพิ่งตระหนัก ทาริกาที่อยู่ตรงหน้าหาได้ไร้เดียงสาดังอายุไม่ มิทราบเล้งโกวผู้เป็นมารดาสั่งสอนนางอย่างไร กลับคล้ายเป็นคนวิกลจริตผู้หนึ่งก็มิปาน...
...นางที่มิอาจใช้กำลัง ทว่าจะอย่างไรก็มิยินยอมเป็นเหยื่อประทุษร้าย หากเล่งเหล็งลงมือดังที่ว่ากล่าว นางย่อมดิ้นรนขัดขืน กับมัจฉาประหลาดที่เกาะแน่นอยู่ ได้แต่ยอมเสี่ยงกันสักครา...

เห็นเล่งเหล็งก้มลงดึงกริชจากพื้นรองเท้า ตัวกริชทั้งบางทั้งเล็ก ส่วนคมกลับแปลบปลาบในความมืด ย่อมเป็นกริชเหล็กเนื้อดีที่เชือดเฉือนเลือดเนื้อขาดในพริบตา นางพอชูคมกริชขึ้น เม่งไอ่ซีก็ตระเตรียมขยับกาย ทว่าที่ด้านข้างพลันมีสุ้มเสียงหนึ่ง
...เล่งเหล็งรีบหันขวับไปมอง เม่งไอ่ซีพอแลเห็นก็สะท้านขึ้น ทางหนึ่งย่อมรู้สึกยินดี อีกทางกลับคล้ายหวาดหวั่นกว่าเดิม...
...ผู้มากลับเป็นปึงซิ่วซิ่ว...

ปึงซิ่วซิ่วพอปรากฏกาย สีหน้าแววตาล้วนเย็นชา เพียงจับจ้องมองเม่งไอ่ซีแน่นิ่ง พอย่างกรายเข้ามาก็หยุดอยู่ที่เบื้องหน้านาง แค่นวาจาออกด้วยน้ำเสียงเสียดสี
"นางแพศยายังมีชีวิตอยู่?"
เม่งไอ่ซีพอฟังต้องตะลึงงัน เล่งเหล็งพลันผลักปึงซิ่วซิ่วออกไปอีกทาง กล่าวว่า
"เจ้าอย่าได้ยุ่งเกี่ยวเรื่องของเรา"
ปึงซิ่วซิ่วที่เซถลา พอตั้งหลักได้ก็ย่างเท้ากลับมา ตวาดใส่เล่งเหล็งว่า
"เจ้าจึงอย่ายุ่งเกี่ยวเรื่องของเรา..."
ยามนี้ชี้มาที่เม่งไอ่ซี เอ่ยอย่างคับแค้นว่า
"สตรีนางนี้ตกแต่งเข้าฮวงจึง ยังแสร้งออดอ้อนบุรุษผู้อื่น ยั่วยวนจนเต็งกงจื้อนั้นหลงใหล มิเพียงเท่านั้น ยามเข้ามาในเทียนมึ้งเก็ง มิทราบใช้เล่ห์กลอันใด ยังผูกมัดจิตใจเก็งจู้ หนำซ้ำยังช่วงชิงยี่เก็งจู้ไปจากเรา..."

เม่งไอ่ซีตอนแรกงุนงง ยามนี้พลันเข้าใจเรื่องราว ปึงซิ่วซิ่วน่ากลัวผ่านมาพบเห็นพวกนาง ทราบว่าเล่งเหล็งคิดประทุษร้าย ดังนั้นใช้อุบายหลอกล่อ ดึงความสนใจเล่งเหล็ง ยื้อเวลาเพื่อช่วยเหลือนาง
...คนพอเข้าใจต้องแสร้งเชิดศีรษะขึ้น สานต่อว่า
"เจ้าเป็นเพียงสตรีต่ำต้อย ผู้ใดจึงลดตัวไปแย่งชิงกับเจ้า"
ปึงซิ่วซิ่วพลันถลันเข้ามา เล่งเหล็งก็รีบขวางไว้ นางมาตรว่าเยาว์วัย ทว่าเฉลียวฉลาดปราดเปรียว อีกทั้งมิเคยไว้วางใจผู้คน พอกันปึงซิ่วซิ่วออกไปก็กล่าวว่า
"ท่านหากชิงชังนาง เราจึงให้โอกาสท่าน..."
...ยามนี้ยื่นส่งกริชในมือแก่ปึงซิ่วซิ่ว กล่าวว่า
"นางมารร้ายหามีเรี่ยวแรงไม่ ท่านก็ตัดนิ้วนางให้แก่เรา"

ปึงซิ่วซิ่วคว้ากริชมาถือไว้ มืออีกข้างทาบลงบนทรวงอก พอย่างเท้ามาทางด้านหน้าก็กล่าวว่า
"เจ้าทำร้ายจนหัวใจเราแตกสลาย วันนี้เรายังคิดชมดู สตรีที่หน้าหนาเช่นเจ้า โลหิตใช่ยังเป็นสีแดงหรือไม่"
เล่งเหล็งก็ถอยไปที่ด้านข้าง จับตาชมดูอย่างเงียบงัน ปึงซิ่วซิ่วสาวเท้าขึ้นทีละก้าว เม่งไอ่ซีก็กลั้นใจอย่างตื่นเต้น นางย่อมมิทราบ พวกตนสามารถหลุดรอดจากสถานการณ์นี้อย่างไร ปึงซิ่วซิ่วมิได้มีวิชาฝีมือ นางยามนี้ก็มิอาจใช้กำลัง เล่งเหล็งที่เป็นทาริกาน้อยกลับมีเปรียบเหนือพวกนาง...

ในท่วงท่าที่ก้าวย่าง ปึงซิ่วซิ่วพลันตวัดมือลง คมกริชแวววับเปล่งประกายในความมืด เม่งไอ่ซีก็สะท้านขึ้นทั้งกาย ได้ยินเสียงดังฉึก กริชในมือปึงซิ่วซิ่วกลับแทงออกแล้ว
...ในเสียงกรีดร้องหวีดหวิว โลหิตสีแดงฉานทะลักพุ่ง เม่งไอ่ซียังเห็นสายโลหิตฉีดผ่านใบหน้านาง ขณะที่สับสนงงงัน เห็นเงาสีดำพุ่งฉวัดเฉวียนขึ้นบนอากาศ กลับเป็นมัจฉาที่แปลกประหลาดพิสดารนั้น...
...ปึงซิ่วซิ่วที่ปักคมกริชลง ที่แท้มีเป้าหมายอยู่ที่สัตว์ร้าย...

เล่งเหล็งพอเห็นเหตุการณ์ก็กรีดร้องขึ้น นางพอถลันเข้ามา พลันได้ยินเสียงเควี้ยวในอากาศ เซี่ยวกุ่งจื้อที่เคยเชื่องเชื่อ บัดนี้กลับพุ่งปรี่เข้าใส่ ย่อมเป็นได้รับบาดเจ็บจนคลุ้มคลั่ง มิสนใจผู้ใดเป็นผู้ใด ยังคิดขบกัดทำอันตรายไม่เลือกหน้า
...เล่งเหล็งที่เยาว์วัยกลับมีฝีมือมิใช่ชั่ว ยามนี้สะกิดเท้าถอยหนี ท่าร่างพลิกพลิ้วรวดเร็ว เม่งไอ่ซียามนี้พลันนึกได้ เล่งเหล็งเมื่อครู่มิใช่บ่งบอกออกมาเอง หากนางขยับกายรวดเร็ว ตัวประหลาดนั้นจึงขบกัดลง ที่แท้สัตว์ร้ายนี้เพียงพุ่งเข้าใส่สิ่งเคลื่อนไหว พอคิดได้ต้องรีบฉุดดึงร่างปึงซิ่วซิ่วที่ด้านข้าง จับหมอบลงบนพื้น กระซิบขึ้นว่า
"อย่าได้ขยับเขยื้อน"
พอเอ่ยวาจาเพิ่งสังเกตสีหน้านาง เห็นปึงซิ่วซิ่วใบหน้าเผือดขาว พอแลดูละเอียดต้องสะดุ้งขึ้นคราหนึ่ง ที่มือขวาของปึงซิ่วซิ่วกลับมีโลหิตไหลหลั่ง รอยแผลเป็นรูปเฉียง ที่แท้เมื่อครู่ที่ปักคมกริชลง มัจฉาประหลาดนั้นยังวกกัดนาง...

เม่งไอ่ซีพอทราบเรื่องราว เรี่ยวแรงมิทราบหลั่งไหลมาจากที่ใด ยังลืมเลือนเหตุการณ์ตรงหน้าหมดสิ้น ต้องรีบประคองปึงซิ่วซิ่วขึ้น กล่าวว่า
"เราพาท่านกลับไปรักษา"
...เห็นปึงซิ่วซิ่วพริ้มตาลงมิเอ่ยวาจา ลมหายใจก็แผ่วเบา เม่งไอ่ซีต้องรู้สึกหนาวสะท้าน มือไม้ยังสั่นระริก ยามร้อนรุ่มใจพลันลุกขึ้นยืน ยังรั้งร่างปึงซิ่วซิ่วขึ้น เล่งเหล็งที่ทางหนึ่งหลบหลีกมัจฉาประหลาด ยังแลเห็นเหตุการณ์ทางด้านนี้ นางพอพุ่งกายขึ้นเหนือโขดหิน ฝ่ามือยังสะบัดออกคราหนึ่ง เห็นประกายหลากสีวาบขึ้นเบื้องบน เม่งไอ่ซีพอแลดูต้องยกแขนเสื้อขึ้นปกป้องตามสัญชาติญาณ บุปผาพิรุณเช่นนี้นางย่อมเคยรับทราบมา คราที่มุ่ยเง็กเซียนนึ้งบุกรุกฮวงจึง ยังเคยใช้อาวุธลับนี้ทำร้ายนาง...

...ฝีมือเล่งเหล็งย่อมมิอาจเปรียบกับมุ่ยเง็กเซียนนึ้งนั้น ทว่าเม่งไอ่ซีที่มิอาจเกร็งลมปราณใช้กำลัง ยังมีปึงซิ่วซิ่วที่สลบไสลในอ้อมแขน ยามนี้มิสามารถหลบเลี่ยง ได้แต่ก้มศีรษะลง กลั้นใจยอมรับชะตากรรมแล้ว...