|
ประกายบุปผาพิรุณพร่างฟ้า
คนที่ด้านล่างกลับมิอาจหลบเลี่ยงแม้แต่น้อย...
เม่งไอ่ซีโน้มลงบนร่างปึงซิ่วซิ่ว คิดใช้ตนเองเป็นเกราะกำบังแก่นาง ในช่วงเวลาคับขัน พวกนางย่อมมิมีทางเลือกอื่น...
...เกลียวคลื่นสาดซัดขึ้นสูง ยังกระเซ็นพร่างพรมลงทั่ว เม่งไอ่ซีกลับมิทราบ ความเย็นที่เสียดแทงเข้ามาในกาย เป็นบุปผาพิรุณฤาหยาดน้ำในสมุทร กระทั่งได้ยินผู้คนเรียกหา ยังมิทราบเป็นจริงหรือฝัน พลันรู้สึกอุ่นวาบที่แขนซ้าย นางพอหันมองก็เห็นมือข้างหนึ่งแตะลงมา ยังฉุดดึงนางขึ้นจากพื้น
...ที่แท้เป็นยี่เก็งจู้ ซุนเซ่งเง็ก...
ในความมึนงงสับสน เห็นยี่เก็งจู้ก้มกายลงช้อนร่างปึงซิ่วซิ่ว บ้วนซิงแซที่ด้านหลังก็จับตัวเล่งเหล็งไว้ ได้ยินยี่เก็งจู้ถามว่า
"นี่เป็นเรื่องราวใด"
เม่งไอ่ซีพลันตั้งสติได้ ที่แท้ยี่เก็งจู้กับบริวารของเขาพบเห็นเหตุการณ์ ดังนั้นช่วยเหลือพวกนาง ตนยามนี้ย่อมนึกถึงปึงซิ่วซิ่วเป็นอันดับแรก มิทันบอกเล่าเรื่องราวอื่น รีบกล่าวว่า
"ท่านช่วยนางก่อนเถิด นางได้รับพิษจากสัตว์ร้าย..."
ป่าซิงแซที่ยืนอยู่อีกทางพลันชี้มือลงบนพื้น ถามขึ้นว่า
"ใช่เป็นอสรพิษนี้?"
เม่งไอ่ซีเหลียวมองตามเขา เห็นมัจฉาประหลาดนอนจมกองเลือด ส่วนศีรษะแหลกเหลวมิเป็นรูปร่าง น่ากลัวเมื่อครู่เป็นผู้หนึ่งผู้ใดจัดการ นางพอพยักหน้าแก่ป่าซิงแซ เล่งเหล็งก็กระทืบเท้าร้องขึ้น
"เซี่ยวกุ่งจื้อของเราหาใช่อสรพิษไม่ จึงเป็นมัจฉาตัวหนึ่ง ยี่เก็งจู้ทำร้ายเซี่ยวกุ่งจื้ออย่างโหดเหี้ยม ย่อมต้องชดใช้คืนมา"
ซุนเซ่งเง็กแลดูนางอย่างมีโทสะ ตวาดว่า
"เจ้าใช้บุปผาพิรุณต่อผู้คน ยังมิทราบว่าเป็นเรื่องอันตราย?"
เขาที่ห่วงใยปึงซิ่วซิ่ว ย่อมมิคิดรั้งอยู่ที่นี้เนิ่นนาน ยามนี้ก้มลงมองดูนาง เห็นยังมีสติอยู่ ทว่ามิอาจกล่าววาจา ต้องกระชับร่างแนบอกอย่างทนุถนอม ยังคิดใคร่แบ่งเบาความเจ็บปวดจากพิษร้าย...
...พวกเขาหลังจากแยกทางกับเก็งจู้และเต็งลั่ง ก็รีบเร่งเดินทางกลับเทียนมึ้งเก็ง พอเข้าเขตด้านนี้พลันได้ยินสุ้มเสียงผิดปกติ ยังเร่งรุดมาจนทันการณ์ หนำซ้ำพบเจอเม่งไอ่ซีที่สาบสูญ...
เขาที่เข้าใจว่านางหลบหนี ย่อมรู้สึกงุนงงสงสัย นางไฉนพลันปรากฏขึ้น พวกเขาที่ตามหาแทบพลิกแผ่นดิน พาลพบเจอโดยมิคาดฝัน ความจริงมีเรื่องใคร่สอบถามมากหลาย ทว่าปึงซิ่วซิ่วเกิดบาดเจ็บจากสัตว์ร้าย มิทราบเป็นเรื่องราวผีสางใด ได้แต่พักเรื่องทางนี้ไว้ก่อน
...ยามนี้สั่งบ้วนซิงแซควบคุมเล่งเหล็ง ยังให้ป่าซิงแซคอยดูแลเม่งไอ่ซี ตนก็โอบอุ้มปึงซิ่วซิ่วกลับสู่ที่พำนักโดยพลัน
พอโลดแล่นมาถึงปากทาง พลันรู้สึกมีสิ่งใดผิดประหลาด เทียนมึ้งเก็งปกติวางยามไว้รอบบริเวณ หากพบเห็นเขาย่อมต้องออกมารับหน้า ทว่าเวลานี้กลับมิมีผู้ใดปรากฏมา คนมาตรว่าสงสัย กลับมิอาจชะงักเท้าสำรวจเรื่องราว ย่อมเป็นเพราะห่วงใยนวลนางในอ้อมแขน
...เขาที่ว้าวุ่นรีบร้อน พอสืบเท้าเข้ามาด้านใน กลับต้องผงะตะลึงงัน...
บนพื้นตลอดช่องทางเดิน ล้วนมีผู้คนทอดกายเกลื่อนกลาด เพียงมองปราดเดียวก็ทราบ ประดาเหล่านี้เสียชีวิตหมดสิ้น ซุนเซ่งเง็กที่ตื่นตระหนก ย่อมนึกถึงมารดาและบุตรชายเป็นอันดับแรก ต้องรีบพุ่งกายไปยังที่พำนักของกิมแชฮูหยิน มือที่โอบร่างปึงซิ่วซิ่วอยู่ยังสั่นระริก...
...เก็งจู้ก่อนแยกไปกับเต็งลั่ง ยังเตือนเขาระวังเหตุการณ์ที่ภายใน ให้เพิ่มผู้คนรักษาการณ์ทุกจุด มิคาด ตนเพิ่งกลับมาถึง กลับคล้ายยังมาสายไป...
ยามนี้พุ่งปราดถึงห้องหับมารดา พอสาวเท้าเข้าไปต้องใจหายวูบ...
...กิมแชฮูหยินมิได้อยู่ที่นี้ บนพื้นกลับมีร่างผู้คน ทางซ้ายเป็นดรุณีอาภรณ์เขียว ตนย่อมจำได้ว่านางคือหนึ่งในเจ็ดนางงาม ผู้ที่อยู่ทางขวานอนคว่ำลงกับพื้น หันหน้าไปอีกทาง หากมิใช่ซุนเซี่ยวตงยังจะเป็นผู้ใด...
เขายามนี้วางร่างปึงซิ่วซิ่วลง ปราดเข้าไปที่ซุนเซี่ยวตง ประคองขึ้นด้วยมืออันสั่นเทา พลันรู้สึกร่างกายบุตรชายยังอุ่นอยู่ ต้องรีบตรวจอาการเบื้องต้น พบว่าชีพจรยังเต้นสม่ำเสมอ สีหน้าก็เป็นปกติ ต้องเรียกหาอยู่หลายคำ...
...เห็นซุนเซี่ยวตงลืมตาขึ้น พอพบเห็นเขาก็โผเข้ากอดแนบแน่น ยังร่ำไห้สะอึกสะอื้น น่ากลัวเมื่อครู่พบเห็นเรื่องตื่นตระหนก คนพลันเป็นลมสลบไป ซุนเซ่งเง็กที่พบพานบุตรชายน้อยครั้ง ยามนี้เพิ่งรู้สึก... ตนเองก็เป็นบิดาผู้หนึ่ง พอเห็นซุนเซี่ยวตงปลอดภัยไร้อันตราย คล้ายได้สิ่งล้ำค่าที่สูญหายกลับคืน กระทั่งยังลืมเลือนปึงซิ่วซิ่วไปชั่วขณะ...
ได้ยินซุนเซี่ยวตงเอ่ยคำว่า
"เอี้ยเอี้ย..."
ซุนเซ่งเง็กต้องใจหายอีกครา มิทราบเกิดเรื่องราวใดกับซุนพ้วงผู้บิดา ซุนเซี่ยวตงก็ข่มกลั้นสะอื้น กล่าวสืบไปว่า
"เอี้ยเอี้ยนำพาเล่าฮูหยินไป"
ซุนเซ่งเง็กพอฟังต้องรู้สึกประหลาดใจ ทว่ามิอาจปะติดปะต่อเรื่องราว ต้องรีบถามว่า
"พวกท่านไปยังสถานที่ใด ยังมี... ผู้คนภายนอกที่ล้มตาย ที่แท้เป็นฝีมือผู้ใด..."
...ซุนเซี่ยวตงสั่นศีรษะพลางพยักหน้าพลาง จิตใจย่อมสับสนอย่างยิ่ง พอตั้งสติได้ก็กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าก็มิทราบ เอี้ยเอี้ยนำพาเล่าฮูหยินไปยังสถานที่ใด ผู้คนที่ล้มตายภายนอก กลับเป็น... เป็น..."
ซุนเซ่งเง็กร้อนใจถึงที่สุด ต้องเขย่าบุตรชายจนร่างสั่นคลอน ซุนเซี่ยวตงก็หลั่งน้ำตามิขาดสาย สุดท้ายกล่าวว่า
"ผู้คนที่ล้มตาย ล้วนเป็นเอี้ยเอี้ยแพร่พิษทำร้าย..."
ซุนเซ่งเง็กพลันสะท้านไปทั้งร่าง พอเหลียวซ้ายแลขวาพลันเห็นปึงซิ่วซิ่วที่นอนอยู่บนพื้น คนในยามร้อนรุ่มกังวลยังตัดสินใจรักษาชีวิตนางก่อน
...ขณะถ่ายทอดลมปราณแก่นาง ทั้งคุ้มครองจุดชีพจรและเค้นพิษในกาย จิตใจยังกระหวัดถึงคำบอกเล่าของซุนเซี่ยวตง บิดาตนกลับเป็นผู้แพร่พิษทำร้ายผู้คน ความนี้มิทราบมีเลศนัยใดแอบแฝง เขามาตรว่าคิดข่มกลั้นอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน มือที่ทาบบนหลังปึงซิ่วซิ่วยังสั่นระริก...
เรือลำน้อยล่องทวนกระแสอย่างเอื่อยเฉื่อย...
ผิวน้ำก็สะท้านไหวในสายฝน...
กิมแชฮูหยินนั่งอยู่ใต้ประทุน ที่เบื้องหน้าเป็นตะเกียงดวงน้อย ย่อมเป็นซุนพ้วงเมื่อครู่จุดขึ้น เขายามนี้นั่งตากฝนคัดท้าย นางเมื่อเหม่อมอง ยังคล้ายเห็นภาพเมื่อสี่สิบปีก่อน
...พวกเขาเมื่อเริ่มอยู่ครองคู่ ซุนพ้วงมักพานางออกไปพายเรือ บางครายังตกปลามาปรุงอาหาร นางที่เติบโตในเทียนมึ้งเก็ง อายุเพียงสิบห้าปีก็ตกแต่งกับเจ็งเซ่งยิก กับชีวิตเรียบง่ายเช่นนั้นย่อมมิเคยพบพานมา...
...น้ำตาคนพอหลั่งไหล ยังต้องยอมรับกับตนเอง ช่วงสองปีที่อยู่ด้วยกัน ไยมิใช่เวลาที่มีความสุขล้นเหลือ?
นางมิเคยคาดคิด ซุนพ้วงที่คล้ายตัดขาดจากผู้คนอื่น ที่แท้คือจูไต่ลุ้ยที่มีชื่อเสียงกระเดื่องดัง...
...เขาที่มีพลังฝึมือถึงขั้นสูงสุด ยามปกปิดซ่อนเร้นกลับแนบเนียน มิอาจสังเกตได้แม้แต่น้อย เขาเมื่อครู่บอกเล่า เพราะเพื่อนาง ยินยอมเป็นซุนพ้วงที่ปลูกต้นไม้ใบหญ้าตลอดกาล มิได้โหยหาชีวิตอันเจิดจรัสเช่นกาลก่อน เพียงหวังความรักที่แท้...
...สิ่งที่เขาปรารถนา กลับเป็นสิ่งที่นางมิเคยมอบให้อย่างจริงใจ...
...คนพอแลสบตา ความรู้สึกลึกซึ้งยังมิอาจปิดบัง ท่านหากชิงชังคนผู้หนึ่ง ต่อหน้าคิดเสแสร้งเป็นมิตร ยังอาจกระทำได้ไม่ยาก ทว่ากับคนอันเป็นที่รัก ย่อมมิอาจซุกซ่อนความรู้สึก...
...ผ่านไปเนิ่นนาน กิมแชฮูหยินพลันเอ่ยขึ้น
"ท่านแพร่พิษต่อผู้คนของเทียนมึ้งเก็งได้อย่างไร"
ซุนพ้วงยังคงพายเรืออย่างสงบ ตอบคำนางว่า
"ที่เราแพร่ออกวันนี้มิใช่พิษ เป็นเพียงเกสรพืชชนิดหนึ่ง ท่านเมื่อคราวก่อนให้เซ่งเง็กไปขอลักง้วงฮวยจากเรา ใช่เห็นเรากำลังเพาะต้นอุ้ง?"
...กิมแชฮูหยินย่อมมิเคยใส่ใจพืชพรรณไม้ ทว่ายามนิ่งนึกยังพอจดจำได้ เมื่อพวกตนไปยังสถานที่ของซุนพ้วง ซุนเซ่งเง็กคล้ายกล่าวว่าบิดาเพาะต้นกล้าอันใด...
ในแสงตะเกียงวอมแวม เห็นแววตาซุนพ้วงที่จับจ้องมองนางมีประกายนุ่มนวล ราวกับเมื่อครู่มิได้เกิดเรื่องราวใด ได้ยินเขาอธิบายสืบไปว่า
"...เกสรดอกอุ้งความจริงเป็นตัวยาที่มีคุณต่อผู้ป่วย ผู้เป็นโรคลม อ่อนเพลีย หมดสติ หากใช้แล้วโลหิตสูบฉีดทั่วร่าง หัวใจก็เต้นแรงขึ้น..."
กิมแชฮูหยินพอฟังต้องรู้สึกสงสัย ถามว่า
"หากเป็นเช่นนั้น ไฉนจึงเป็นพิษต่อผู้คน"
ซุนพ้วงพลันมีดวงตาเจิดจ้าวูบหนึ่ง ย้อนถามว่า
"ท่านย่อมรู้จักเก้าตั๊กฮวย (บุปผาเก้าพิษ)?"
...กิมแชฮูหยินผงกศีรษะ นางย่อมรู้จักเก้าตั๊กฮวยดีอย่างยิ่ง พิษร้ายแรงจากบุปผาชนิดนี้ ใช้ควบคู่กับการฝึกม้อฮ้วยชิ่ว ผู้ฝึกต้องรับเก้าตั๊กฮวยแต่แรก พิษพอผสานกับโลหิตในกาย ยามใช้ฝ่ามือออกต่อกร คู่ต่อสู้มิเพียงโดนลมปราณกระแทก ยังรับพิษเข้าไปอีกทาง วิชาฝีมืออันน่าหวาดหวั่นนี้ น่ำก่าในอดีตเห็นว่าควรสูญไป เทียนมึ้งเก็งย่อมเคารพกฎเกณฑ์ ทว่าอีกสามนิกายที่เกรงกลัวพวกเขา กลับถ่ายทอดแก่บุตรหลานใกล้ชิด เต็งลั่งกับเม่งไอ่ซียังได้ฝึกมา...
ซุนพ้วงเอ่ยสืบไปว่า
"...เราหลายปีก่อนศึกษาเก้าตั๊กฮวยโดยละเอียด พบว่าพิษชนิดนี้เป็นอันตรายได้สองทาง หนึ่งคือเมื่อสัมผัสโลหิต สองคือเมื่อรับประทานเข้าไป ทว่าหากเพียงสูดดม พิษเพียงเข้าสะสมในร่างกาย มิได้ก่อให้เกิดอาการใด เพียงแต่..."
กิมแชฮูหยินพลันฉุกคิดเข้าใจ ต้องเอ่ยขึ้นมาว่า
"ฤาเกสรดอกอุ้งมีฤทธิ์กระตุ้นเก้าตั๊กฮวยในร่างผู้คน?"
ซุนพ้วงผงกศีรษะช้าๆ กล่าวสืบไปว่า
"ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา เราปล่อยผงเก้าตั๊กฮวยให้กระจายในอากาศ ประดาผู้คนในเทียนมึ้งเก็งล้วนรับผงพิษนี้ทั้งสิ้น จากนั้นเราเพียงรอคอย เมื่อกลางวันพลันมีลมพัดลงทางใต้ เกสรดอกอุ้งกระจายครอบคลุมอาณาเขต กระตุ้นโลหิตในกายผู้คนให้สูบฉีดแรง พิษจากเก้าตั๊กฮวยพลันกำเริบ..."
กิมแชฮูหยินก็กล่าวแทรกว่า
"ดังนั้นท่านให้เซี่ยวตงรับประทานเฮ่าจู ที่แท้เป็นยาป้องกันพิษ"
ซุนพ้วงพยักหน้าคราหนึ่ง กล่าวว่า
"เฮ่าจูความจริงเป็นยารักษาอาการบอบช้ำ ทว่าเฮ่าจูของเซี่ยวตงกลับมีเลศนัย เนื่องเพราะภายในบรรจุยาแก้ของเก้าตั๊กฮวย"
...ซุนพ้วงย่อมมิทราบ ซุนเซี่ยวตงคราก่อนพบเจอเต็งลั่ง ยังคิดให้เขารับประทานเฮ่าจูของตน เต็งลั่งที่มิชมชอบกลิ่นยากลับลอบเก็บคืนไป หากเขาครานั้นรับประทานลง ยาแก้ของเก้าตั๊กฮวยย่อมมีผลต่อพิษในร่าง ความลับของซุนพ้วงอาจบางทีถูกเปิดเผยออกมาก่อน...
กิมแชฮูหยินใคร่ครวญคราหนึ่ง พลันพบข้อสงสัย ต้องถามว่า
"ผู้คนในเทียนมึ้งเก็งล้วนรับพิษถ้วนทั่ว ทว่าเรากับสตรีรับใช้หาเป็นไรไม่ นี่ที่แท้เป็นลวดลายใด"
ซุนพ้วงทอดสายตามองดูตะเกียงดวงน้อย กล่าวว่า
"เรามิได้คิดสังหารท่าน ไหนเลยยินยอมให้ท่านได้รับพิษ เราทราบท่านปกติดื่มชาที่เจือด้วยกลีบดอกมัก (มะลิ) ดังนั้นให้เล่าเจียส่งใบชาพิเศษมา ในนั้นย่อมบรรจุผงยาแก้ของเก้าตั๊กฮวย สตรีรับใช้ของท่านที่มักร่วมดื่มด้วย ย่อมมิได้รับพิษเช่นกัน ยังมี... เม่งไอ่ซีกับเต็งลั่งที่ในกายมีพิษเก้าตั๊กฮวย ก็มิมีผลกระทบต่อพวกเขา"
กิมแชฮูหยินพลันมีดวงตาเป็นประกาย กล่าวว่า
"ท่านกลับกล้าเสี่ยงเช่นนี้ ฤามิกลัวว่าเซ่งเง็กกับเซี่ยวตงมิได้รับประทานเฮ่าจู กลับต้องตกตายในเงื้อมมือท่าน"
ซุนพ้วงแลสบตานาง เอ่ยว่า
"เราย่อมเกรงกลัวมีข้อผิดพลาด ทว่ามั่นใจเซี่ยวตงรับประทานเฮ่าจูแน่นอน เนื่องเพราะสั่งให้เล่าเจียกำกับเขา ทางด้านเซ่งเง็กเรากลับมิได้ห่วง..."
กิมแชฮูหยินมองตอบเขาด้วยดวงตาที่มีแววเจ็บช้ำ กล่าวช้าๆ ว่า
"ท่านที่มิได้ห่วง ย่อมเป็นเพราะท่านทราบ เขายามนี้อยู่ที่ภายนอก ที่เขารีบร้อนเดินทางออกไป เป็นเพราะได้รับข่าวจากทางไซ่ซัว เก็งจู้พบเจอจูไต่ลุ้ย..."
...นางพอเอ่ยนาม น้ำเสียงพลันแหบเครือ จูไต่ลุ้ยที่เมื่อคราก่อนปะทะกับเต็งลั่ง ยังลงมือดุเดือดแทบสังเวยชีวิต ที่แท้กลับเป็นซุนพ้วงที่อยู่เบื้องหน้านางยามนี้...
ยามคับแค้นต้องกระแทกเสียงกล่าวว่า
"ท่านไฉนคิดเอาชีวิตหลานชายเรา"
ซุนพ้วงก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ก้มศีรษะลงกล่าวว่า
"...เราย่อมมิได้คิดให้ท่านปวดร้าว เพียงต้องการถอนรากเทียนมึ้งเก็ง ท่านที่มีความแค้นกับฮวงจึง ใช้ผู้คนมากมายเป็นหมาก เรากลับต้องการแสดงให้ท่านเห็น หากคิดทำร้ายเล้งอิก คิดทำลายฮวงจึงให้ล่มสลาย กระทั่งให้ห้าสำนักใหญ่สาบสูญจากแผ่นดิน เพียงเราคนเดียวก็สามารถทำให้ท่านสมปรารถนา ท่านเชื่อหรือไม่..."
กิมแชฮูหยินส่ายหน้าไปมา น้ำตาหยดหยาดลง ฝืนกล่าวคำว่า
"ท่านเพียงคิดให้เราหันมอง ถึงกับทำร้ายผู้คนปานนี้"
ซุนพ้วงก็พยักหน้าช้าๆ กล่าวว่า
"...ท่านไยมิใช่เป็นเช่นเรา เพียงคิดล้างแค้นแก่บุตรชาย ยอมเสียสละมากหลาย ยังมิได้คำนึงถึงจิตใจคนรอบข้าง ท่านดู... ท่านสั่งสอนเก็งจู้ให้เป็นคนอย่างไร ยังแยกเขาจากมารดาผู้ให้กำเนิด กับเซ่งเง็กที่เป็นบุตรเราท่าน ความจริงมิได้ด้อยกว่าเจ็งไฮ้แม้สักน้อย ทว่าท่านที่เพียงใช้เขาสำรองตำแหน่ง กลับจัดหาสตรีมากมายแก่เขา คิดดึงความสนใจเขาไปอีกทาง ลดทอนความสามารถที่แท้ในตัว ยังมี... ท่านคราวก่อนขอลักง้วงฮวยจากเรา ย่อมคิดใช้กับเต็งลั่ง หวังให้เขามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเม่งไอ่ซี เล้งอิกหากทราบความนี้ต้องเจ็บปวดชอกช้ำ ท่านก็รู้สึกสมหวังไปอีกครา ทว่าท่านใช่คิดหรือไม่ บุรุษผู้หนึ่งหากหลับนอนกับภรรยาสหายโดยมิตั้งใจ ชั่วชีวิตนี้เขายังสามารถมองหน้าผู้คน? ท่านเข้าใจ ตนเองส่งเสริมพวกเขา หากแต่ท่านผิดแล้ว เต็งลั่งกับเม่งไอ่ซีความจริงขาดกันตั้งแต่วันที่นางแต่งให้เล้งอิก เรื่องเช่นนี้ท่านสามารถอธิบาย? ท่านที่แท้ห่วงใยพวกเขาด้วยใจจริง ฤาเพราะเพียงต้องการทำลายเล้งอิก ถึงกับวางหลานชายตนเองเป็นหมากตัวหนึ่ง?"
...กิมแชฮูหยินพลันคล้ายพังทลายลง ถ้อยคำของซุนพ้วงประดุจหนามแหลมทิ่มแทงเข้าสู่หัวใจ นางที่คิดล้างแค้นแก่เจ็งไฮ้ กลับใช้ผู้คนรอบข้างเป็นหมาก เพียงเพื่อให้สมความปรารถนา ย่อมมิได้คำนึงถึงจิตใจผู้คน...
ซุนพ้วงแลดูนาง พลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่รวดร้าว
"เราที่กระทำต่อเทียนมึ้งเก็ง มาตรว่าโหดร้ายอย่างยิ่ง ยังได้รับผลตอบแทนดังที่มุ่งหมาย ท่านในที่สุดก็หันมองเรา ยังรู้สึกทึ่งกับสิ่งที่เรากระทำ ทว่าเรายามนี้ถามท่าน... หากเก็งจู้มีชัยเหนือเล้งอิก ยังสามารถสังหารเขา เจ็งไฮ้ใช่มีชีวิตกลับคืน? ยังมี... เต็งลั่งกับเล้งอิกที่เป็นสหาย ท่านคิดว่าเต็งลั่งต่อไปจึงมีชีวิตอย่างไร เก็งจู้ที่เป็นกอกอเขาพลันรู้สึกอย่างไร...
...ท่านเข้าใจ เพลิงแค้นสามารถดับลงหากเล้งอิกตกตาย? เรากลับเห็นว่าตรงกันข้าม ท่านทราบหรือไม่ เราเมื่อวันก่อนพบพานพวกเขา ยังประมือกับพวกเขา ดังนั้นมองออกหลายประการ ท่านหากคิดว่าเล้งอิกในยามสิ้นหวังจึงจัดการได้ง่าย ท่านก็ประเมินคนผู้นี้ผิดพลาดแล้ว เราบอกต่อท่าน เล้งอิกหากโศกเศร้าเสียใจถึงที่สุด เก็งจู้ที่ท่านบ่มเพาะมาแต่เยาว์วัย คิดเอาชัยเขาก็ลำบากยากเย็นยิ่ง..."
คนหยุดไปครู่หนึ่ง มองดูสตรีตรงหน้าที่นิ่งฟังเลื่อนลอย ต้องถอนใจขึ้นอีกครา กล่าวว่า
"...หากเก็งจู้สามารถสังหารเล้งอิก เท่ากับทำร้ายสหายของเต็งลั่ง ท่านคิดว่าเต็งลั่งจึงเลือกฝ่ายเทียนมึ้งเก็งฤาฮวงจึง? ท่านคิดว่าเก็งจู้กับเต็งลั่งใช่สามารถมองหน้ากันอีกครา?"
...เห็นนางยังคงนั่งนิ่งมิอาจตอบคำ ซุนพ้วงก็เอ่ยสืบไปว่า
"...บอกต่อท่าน พวกเขาหากตกตายในเงื้อมมือเรา ยังมีความทรงจำดีงามระหว่างกัน ทว่าหากพวกเขาดำเนินไปตามแผนการท่าน ชั่วชีวิตนี้กลับมิอาจข่มตาหลับลง ท่านว่าเราทำร้ายผู้คนของท่าน ที่แท้กลับเป็นท่านที่ทำร้ายพวกเขา หนำซ้ำยังทำร้ายให้ตกตายทั้งเป็น ตอนนี้ท่านถามตนเอง เป็นเราฤาท่านที่โหดเหี้ยมกว่า..."
กิมแชฮูหยินยกมือขึ้นปาดน้ำตา เอ่ยออกมาว่า
"ท่านอย่าได้ว่ากล่าวแล้ว..."
ซุนพ้วงพลันขยับเข้ามาในประทุน ยื่นมือสัมผัสมือนางอย่างแผ่วเบา กล่าวว่า
"ฮูหยิน เราที่กระทำต่อท่านเช่นนี้ นอกจากหวังให้ท่านเห็นความสำคัญของเรา ยังคิดให้ท่านเชื่อเรา ยอมเปลี่ยนแผนการสักครา..."
กิมแชฮูหยินเงยหน้ามองเขา สีหน้าแววตาคล้ายหมดเรี่ยวแรง ถามว่า
"ท่านคิดให้เราเปลี่ยนแผนการเยี่ยงไร"
ซุนพ้วงตอบคำว่า
"...ท่านหากเชื่อเรา ยอมให้เราเป็นผู้กระทำการ เราสัญญา เล้งอิกต้องเจ็บปวดรวดร้าวถึงที่สุด ตกตายอย่างเอน็จอนาถที่สุด ฮวงจึงมิเพียงต้องสูญสลาย ยังถูกประนามทั้งแผ่นดิน เต็งลั่งก็สามารถครองคู่กับเม่งไอ่ซี ยังลืมเลือนเรื่องราวแต่หนหลังทุกประการ เราท่านก็สามารถเริ่มต้นกันอีกครา พวกเรายามนี้เป็นไม้ใกล้ฝั่ง เพียงหวังวันชื่นคืนสุข ขอเพียงท่านเอ่ยปากตกลง เราจูไต่ลุ้ยย่อมมิทำให้ท่านผิดหวัง..."
เขายามเอ่ยนามจูไต่ลุ้ย สีหน้าแววตาล้วนผิดแผกไป กลับคล้ายเป็นคนละคนกับซุนพ้วงที่นุ่มนวล กิมแชฮูหยินพอแลดูยังสะท้านขึ้น ทว่าดวงตาที่จับจ้องมองเขากลับอ่อนโยนลง ถามว่า
"...ท่านแน่ใจ ตนเองสามารถกระทำเช่นนั้น?"
ซุนพ้วงยิ้มให้แก่นาง ย้อนถามว่า
"ท่านมิเชื่อถือเรา?"
กิมแชฮูหยินพลันมีแววตาครุ่นคิด กล่าวว่า
"เราย่อมเชื่อถือท่าน ในแผ่นดินไหนเลยมีคนที่มิเชื่อถือจูไต่ลุ้ย ทว่าบุตรหลานของเราเล่า หากเรามิได้อธิบายเรื่องนี้ด้วยตนเอง พวกเขาไหนเลยยินยอมกระทำตาม"
...ซุนพ้วงพอฟังก็พยักหน้าเข้าใจ กล่าวว่า
"พวกเราย่อมกลับไปอธิบายต่อเขา เราความจริงคิดพายเรือพาท่านไปยังสะพานที่พวกเราพบกันคราแรก ทว่าท่านหากคิดกลับไปตอนนี้ เรายังสามารถ..."
กิมแชฮูหยินพลันสั่นศีรษะคราหนึ่ง กล่าวว่า
"พวกเราก็มิต้องย้อนกลับไป ทว่าสามารถเรียกหาพวกเขาออกมา ยังให้พวกเขาชมดูสถานที่นั้น ต่อไปภายหน้ายังสามารถบอกเล่าต่อบุตรหลาน สะพานนั้นมีความหมายต่อพวกเราอย่างไร"
ซุนพ้วงรับฟังจนมีน้ำตารื้น เขาย่อมมิอาจคาดคิด นางกลับยินยอมเชื่อฟังโดยง่าย ยามนี้พลันรู้สึกเสียใจต่อสิ่งที่กระทำ เขาหากเมื่อสี่สิบปีก่อนมีความกล้า บอกเล่าต่อนางถึงเรื่องราวอีกด้านหนึ่งของตน อาจบางทีเรื่องราววันนี้มิได้เกิดขึ้น...
...คนพอรู้สึกหมองหม่น พลันฝืนข่มกลั้นลง มิว่าผู้ใดย่อมเคยกระทำผิดพลาด...
...ยามแลดูสตรีที่เป็นภรรยา ทั้งเป็นผู้ที่ตนรักเพียงหนึ่งเดียว พลันบอกต่อตนเอง มิว่าที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ตนล้วนลืมเลือนให้หมดสิ้น รอแสงอรุณวันใหม่ส่องทาง เบิกฟ้าแจ่มกระจ่างอีกครา...
|