|
...ท้องฟ้าสีครามสว่างสดใส
แสงอาทิตย์เพียงขับไล่ความมืดมน กลับมิอาจสลายกลิ่นไอความตาย...
ซุนเซ่งเง็กนั่งอยู่บนโขดหินริมสมุทร บนอาภรณ์ยังมีคราบโลหิตของปึงซิ่วซิ่ว เขาที่ยามปกติสำรวยสะอาดสะอ้าน บัดนี้กลับมิได้สนใจอันใด ดวงตาแดงก่ำยังมีแววชอกช้ำ
...เมื่อคืนที่เกิดเรื่องย่อมส่งข่าวออกไป เรียกผู้คนของเทียนมึ้งเก็งที่ภายนอกกลับเข้ามา ตลอดวันสาละวนกับการขนย้ายร่างผู้เสียชีวิต ยังตรวจสอบสาเหตุการตาย พบว่าเป็นพิษที่กำเริบในปอด หนำซ้ำเป็นเก้าตั๊กฮวย...
...พิษที่กำเนิดจากน่ำก่า สุดท้ายยังย้อนมาทำร้ายทายาทรุ่นหลัง...
ได้ยินเสียงผู้คนมุ่งหน้ามาทางนี้ ย่อมทราบว่าเป็นบ้วนซิงแซกับป่าซิงแซ ดังนั้นฝืนความอ่อนล้าทรงกายขึ้น ป่าซิงแซก็กล่าวอย่างห่วงใยว่า
"ยี่เก็งจู้ ท่านสมควรพักผ่อนสักครา"
ซุนเซ่งเง็กสั่นศีรษะคราหนึ่ง กล่าวว่า
"เรื่องราวยังมิเรียบร้อย เราไหนเลยข่มตาหลับลง เมื่อคืนที่พวกเราส่งข่าวออกไป เก็งจู้ย่อมได้รับทราบ ท่านยามนี้คงรีบเร่งเดินทาง อย่างช้าคงมาถึงในยามบี่ เรายังต้องอยู่รายงานเหตุการณ์"
บ้วนซิงแซพลันถามขึ้นว่า
"ข้าพเจ้ากักขังเล่งเหล็งไว้ ทาริกานางนี้มีวิชาฝีมือ ทว่าใช้ออกด้วยอารมณ์ ยังมิคำนึงถึงว่าเป็นผู้ใด ท่านเห็นว่าสมควรทำอย่างไรกับนาง"
...ซุนเซ่งเง็กถอนใจคราหนึ่ง กับเล่งเหล็งที่ยังเยาว์วัย มิทราบควรลงโทษเยี่ยงไร ป่าซิงแซพลันกล่าวว่า
"เด็กน้อยนี้ดื้อรั้นเอาแต่ใจ หากเติบใหญ่ต้องควบคุมยากยิ่ง ข้าพเจ้าคิดว่าควรทำลายวิชาฝีมือนาง"
ซุนเซ่งเง็กไตร่ตรองคราหนึ่ง กล่าวว่า
"เราก็เห็นเช่นนั้น ทว่านางถือกำเนิดในเทียนมึ้งเก็ง หากลงโทษด้วยการทำลายวิชาฝีมือ ถือเป็นเรื่องใหญ่อย่างยิ่ง ย่อมต้องให้เก็งจู้สั่งลงมา"
ป่าซิงแซก็ผงกศีรษะรับทราบ บ้วนซิงแซพลันรายงานเพิ่มเติมว่า
"เซี่ยวเก็งจู้เมื่อคืนมิยอมเข้านิทรา ข้าพเจ้าจึงให้มิ้งเช่าแก่เขา เช้านี้พอตื่นมาก็สามารถสงบสติอารมณ์ ข้าพเจ้ายังจัดผู้คนคอยเฝ้าอารักขา..."
ซุนเซ่งเง็กพยักหน้าพลางถามว่า
"เม่งไอ่ซีเล่า"
ป่าซิงแซรีบตอบคำว่า
"ข้าพเจ้าเมื่อตรวจอาการนาง พบว่าได้รับยาสลบที่เจือผงเฮี้ยงง้วย (มุกเทพอุบาย) ดังนั้นมิอาจใช้กำลังชั่วคราว"
...เขาในยามบอกเล่ายังก้มศีรษะลง มิกล้าสบตายี่เก็งจู้ หนำซ้ำยังต้องระงับน้ำเสียงให้ราบเรียบ เนื่องเพราะทุกผู้คนล้วนทราบ เฮี้ยงง้วยที่ใช้ในเทียนมึ้งเก็ง มีเพียงซุนเล่าซิงแซบิดายี่เก็งจู้จึงสามารถสกัดได้ เมื่อคืนเซี่ยวเก็งจู้ก็บ่งบอกชัดเจน ซุนเล่าซิงแซเป็นผู้นำพาเล่าฮูหยินไป อีกทั้งแพร่พิษทำร้ายผู้คน เม่งเซี่ยวก่าจู้ที่ถูกคร่ากุม ได้รับเฮี้ยงง้วยเข้าในร่าง ย่อมเป็นฝีมือซุนเล่าซิงแซเช่นกัน...
ซุนเซ่งเง็กก็รับฟังจนปวดร้าว เขาเมื่อคืนพอทราบเรื่องราวจากซุนเซี่ยวตง ต้องรีบรุดไปยังที่พำนักของบิดา ทว่าที่นั้นหามีผู้ใดไม่ กระทั่งเล่าเจียก็หายสาบสูญ ที่เห็นเต็มท้องทุ่งมีเพียงต้นอุ้งที่เริ่มเบ่งบาน ซุนเซ่งเง็กพลันฉุกคิดได้ เขาเมื่อเยาว์วัยเคยรับทราบจากบิดา เกสรดอกอุ้งสามารถกระตุ้นเลือดลมในกายผู้คน ความจริงจัดเป็นตัวยามีคุณชนิดหนึ่ง ทว่าเขาพอใคร่ครวญ ท่านผู้เฒ่าที่พลันมาเพาะต้นอุ้งมากมาย อาจบางทีมีอันใดแอบแฝง ดังนั้นเมื่อคืนสั่งผู้คนทำลายแปลงอุ้งหมดสิ้น...
...คนยิ่งคิดยิ่งสับสนว้าวุ่น ร่างกายมาตรว่าอ่อนล้า จิตใจกลับร้อนระอุดังมีเพลิงเผาผลาญ บิดายามนี้นำพามารดาไป พวกเขาที่ออกค้นหาตลอดทั้งคืน หาได้ร่องรอยแม้สักน้อย มิทราบระหว่างพวกท่านเกิดเรื่องราวใด
ยามนี้ได้ยินเสียงผู้คนจากที่ไกล ซุนเซ่งเง็กก็ตื่นตัวขึ้น พอสดับฟังพลันทราบทันที ที่แท้เก็งจู้กลับมาถึงแล้ว ประดาผู้คนที่อกสั่นขวัญแขวน ย่อมต้องรีบออกไปรับหน้า
...ซุนเซ่งเง็กก็พุ่งปราดไปยังต้นเสียง ป่าซิงแซกับบ้วนซิงแซต้องรีบติดตามที่ด้านหลัง เมื่อมาถึงชายหาดด้านที่มีหินศิลาตั้งตระหง่าน เห็นเก็งจู้กับเต็งลั่งยืนอยู่ท่ามกลางผู้คน ซุนเซ่งเง็กพอไปถึงพวกเขา เก็งจู้พลันเรียกบริวารถอยห่างไป คนพอแลมองซุนเซ่งเง็ก แววตายังมีความหนักใจ กระทั่งยังคล้ายเจือความเห็นใจ...
...ซุนเซ่งเง็กพลันก้มศีรษะลง กล่าวว่า
"เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ล้วนเป็น..."
เขาย่อมมิอาจว่ากล่าวโดยง่าย เก็งจู้พลันโบกมือคราหนึ่ง กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"พวกเราเมื่ออยู่ที่ภายนอก เซี่ยวเก็งจู้พบเบาะแสประการหนึ่ง ดังนั้นเร่งรีบกลับมา ระหว่างทางพลันได้รับข่าวจากท่าน ย่อมสามารถคาดเดา ที่แท้เป็นผู้ใดลงมือ"
ซุนเซ่งเง็กก็มิได้ว่ากล่าวกระไร เก็งจู้พลันเอ่ยสืบไปว่า
"...ท่านอาจบางทียังมิทราบ ผู้ที่ก่อการเมื่อคืนคือจูไต่ลุ้ย"
ซุนเซ่งเง็กพอฟังต้องสะท้านใจอย่างยิ่ง เขาเมื่อครู่ข่มกลั้นสงบอารมณ์ ทว่าพอได้ยินนามที่เก็งจู้เอ่ย ย่อมคาดเดาได้หลายส่วน จูไต่ลุ้ยที่ลงมือต่อเทียนมึ้งเก็ง กลับเป็นคนเดียวกับซุนพ้วงบิดาเขา...
...เต็งลั่งที่ยืนอยู่ด้านข้างเคยมีประสบการณ์คลับคล้าย ดังนั้นเข้าใจเขาอย่างยิ่ง ยามนี้ยังเอ่ยขึ้นว่า
"พวกเราสักครู่ค่อยปรึกษากัน เรายังต้องบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดแก่ท่าน"
...ซุนเซ่งเง็กก็ผงกศีรษะรับฟัง ในฉับพลันเหลือบเห็นสัญญาณปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าด้านทิศตะวันออก ย่อมเป็นรหัสภายในของเทียนมึ้งเก็ง ยามแลดูพบว่าเป็นสีแดงสลับเขียว ทุกผู้คนล้วนทราบ นี่เป็นรหัสประจำกายของกิมแชฮูหยิน...
เก็งจู้พลันสั่งการผู้คนโดยพลัน ที่ติดตามไปมีเพียงเต็งลั่งและยี่เก็งจู้ บ้วนซิงแซทั้งสองให้อยู่เฝ้าทางด้านนี้ พวกเขาขณะว่ากล่าว ที่ด้านในพลันมีคนผู้หนึ่งวิ่งออกมา ที่แท้เป็นซุนเซี่ยวตง...
...เขาพอมาถึงก็ตรงเข้าจับแขนบิดา กล่าวว่า
"พวกท่านหากไปพบเอี้ยเอี้ยกับเล่าฮูหยิน โปรดให้ข้าพเจ้าติดตามไปด้วย"
ซุนเซ่งเง็กปฏิเสธโดยพลัน หันไปทางบ้วนซิงแซ กล่าวว่า
"ท่านก็ดูแลเขาไว้ อย่าให้ออกมาวุ่นวาย"
บ้วนซิงแซพอขยับเข้ามา ซุนเซี่ยวตงก็รีบถอยห่าง ยังวิ่งมาที่เต็งลั่ง กล่าวว่า
"เต็งกงจื้อได้โปรดนำพาข้าพเจ้าไป ให้ข้าพเจ้าได้พบเอี้ยเอี้ยสักครา..."
เต็งลั่งย่อมลำบากใจยิ่ง จูไต่ลุ้ยที่นำพากิมแชฮูหยินไปที่ด้านนอก มิทราบคิดกระทำการใดต่อนาง พวกตนหากออกไปเวลานี้ ย่อมมิอาจหลีกเลี่ยงการปะทะ ซุนเซี่ยวตงที่มิเข้าใจเรื่องราว หากพบเห็นเหตุการณ์ย่อมสะเทือนใจอย่างยิ่ง ทว่ายามนี้ใคร่ครวญ ตนเมื่อกาลก่อนก็ได้รับการปกป้องจากผู้คนรอบข้าง ดังนั้นมิเข้าใจอันใดทั้งสิ้น ได้แต่ใช้ชีวิตอย่างล่องลอย พเนจรไปโดยไร้ราก ซุนเซี่ยวตงไยมิใช่เป็นเช่นตนในครั้งกระโน้น
...ยังมี จูไต่ลุ้ยในคราบเฮี่ยงเม้งเล่าเอี้ยจื้อ รักใคร่ผูกพันบุตรหลานอย่างยิ่ง หากพบเห็นซุนเซี่ยวตงกับซุนเซ่งเง็ก อาจบางทีพวกตนสามารถเจรจาโดยง่าย ที่หนักใจมีเพียงเก็งจู้ มิทราบเขาคิดจัดการอย่างไร...
...ยามนี้พลันตัดสินใจเหตุการณ์เฉพาะหน้า กล่าวแก่ผู้คนในที่นั้นว่า
"เรานำพาเซี่ยวตงไปด้วย เขาก็เป็นเซี่ยวเก็งจู้ผู้หนึ่ง ยังต้องรับทราบเรื่องราวไว้"
เก็งจู้พอฟังเพียงพยักหน้าคราหนึ่ง กลับมิได้ขัดขวางอันใด ซุนเซ่งเง็กมาตรว่าห่วงใยบุตรชาย ยังเห็นว่าเต็งลั่งว่ากล่าวมิผิด ดังนั้นจับแขนซุนเซี่ยวตงไว้ นำพาโลดแล่นติดตามเก็งจู้และเต็งลั่งที่เบื้องหน้า...
สะพานหินโค้งพาดผ่านลำธารสายน้อย...
ที่ผิวน้ำยังปรากฏภาพสะท้อน...
กิมแชฮูหยินทอดสายตามองเงาหลิวอ่อนช้อย ทิวทัศน์ในน้ำยังคล้ายงดงามกว่าบนปฐพี ย่อมเป็นเช่นเดียวกับสิ่งที่เห็นในความฝัน...
...ความจริงในโลกบางคราโหดร้าย ความฝันเลือนรางกลับงดงามเป็นพิเศษ...
สะพานหินเก่าร้างเชื่อมต่อสองหมู่บ้าน ที่ด้านหลังยังเห็นขุนเขาสีคราม เมื่อสี่สิบปีก่อนเคยเป็นเช่นไร สี่สิบปีให้หลังยังมิได้แปรเปลี่ยน...
...นางเมื่อพบพานเขาครั้งแรก ย่อมเป็นที่สะพานน้อยแห่งนี้ วันนั้นจูไต่ลุ้ยยืนเหม่อมองขุนเขา แววตายังเศร้าสร้อยกว่าแสงสายัณห์ นางพอนึกภาพ ยังแลเห็นทุกสิ่งแจ่มกระจ่างในความทรงจำ...
ยามนี้พลันเอ่ยขึ้น
"ท่านยังมิได้บอกเรา วันนั้นท่านไฉนคิดปลิดชีพตนเอง"
จูไต่ลุ้ยก็นั่งอยู่ที่ข้างนาง แววตาเมื่อครู่สงบอย่างยิ่ง ทว่าพอได้ยินคำถาม กลับมีระลอกคลื่นปรากฏเป็นริ้ว กิมแชฮูหยินย่อมสังเกตเห็น ดังนั้นเอ่ยว่า
"...ท่านหากมิสะดวกใจ ก็มิต้องบอกเล่าออกมา"
จูไต่ลุ้ยสั่นศีรษะคราหนึ่ง กล่าวว่า
"เราย่อมสามารถบอกต่อท่าน..."
ยามนี้ทอดตาแลมองขุนเขาไกลลิบ ความหลังพลันผุดขึ้นเป็นฉาก เขาเมื่อครั้งกระโน้นนัดประลองฝีมือกับเจ็ดกระบี่เทียนซัว ในเวลามิถึงครึ่งชั่วยาม คนเดียวกลับสามารถเอาชัยพวกท่าน เจ็ดกระบี่เทียนซัวที่พ่ายแพ้กลับแสดงความยินดีต่อเขา หลังจากนั้นยังฉลองรื่นเริง ที่แท้มิได้เห็นความสำคัญของการประลองแม้แต่น้อย...
...พวกท่านยามนั้นอายุกว่าห้าสิบปี ล้วนฝึกกระบี่แต่เยาว์วัยทั้งสิ้น ฝีมือทางนี้ย่อมเป็นเอกในแผ่นดิน ทว่าคนที่อุทิศตนแก่มรรคากระบี่ เพียงรู้สึกสมหวังเมื่อใช้ออก กับเรื่องแพ้ชนะกลับคล้ายผงธุลีไร้แก่นสาร...
...เขายามนั้นอายุเพียงยี่สิบเศษ ก่อนประลองคึกคักเหิมเกริม ย่อมหวังอวดศักดาแก่ผู้คน มิคาด คู่ต่อสู้กลับมิได้ใส่ใจเรื่องนี้แม้แต่น้อย เขาพอโค่นพวกท่านพ่ายแพ้หมดสิ้น คนพลันรู้สึก ชัยชนะที่กระหายใคร่ได้ ที่แท้ล้วนเป็นความว่างเปล่า...
คนพอรู้สึกอ้างว้าง พลันทำลายอาวุธคู่ใจ สาบานนับแต่นี้มิใช้ดาบอีก ยังออกเดินทางเร่ร่อน คิดใคร่หลบลี้หนีหน้าผู้คน ทว่าสุดท้ายพลันตระหนัก ตนมาตรว่าไปไกลแสนไกล หากมิอาจสงบลงด้วยตนเอง ย่อมมิมีวันปลดเปลื้องปมในใจ...
...เขาที่คิดตัดขาดจากโลก มิทราบเป็นภูติฤาเทพองค์ใดบันดาลโชคชะตา กลับมาหยุดลงที่สะพานแห่งนี้...
คนผู้หนึ่งที่เป็นอัจฉริยะทุกทาง สุดท้ายยังสามารถแก้เงื่อนในใจ ย่อมมิได้คิดสังหารชีวิตตนเอง เขาที่กระโดดดำดิ่งลงไปในน้ำ เพียงคิดชำระใจหม่นหมอง ยามทิ้งร่างลงจนถึงก้นบึ้ง พลันเห็นเงาร่างในอาภรณ์สีทองแหวกว่ายตรงมา ในแสงเงาวับวาบใต้ท้องน้ำ ยังเห็นความงามปานเทพธิดาจุติ นางพอยื่นมือ นิ้วเรียวบางก็แตะสัมผัสเขา ยังถ่ายทอดความอบอุ่นลงในหัวใจ...
...เพียงสัมผัสเดียวก็เปลี่ยนคนผู้หนึ่งได้ทั้งชีวิต...
จูไต่ลุ้ยเมื่อถ่ายทอดเรื่องราว กิมแชฮูหยินก็รับฟังอย่างสงบ กับตำนานผู้กล้าในวงนักเลง เรื่องราวของจูไต่ลุ้ยย่อมเพริดแพร้วที่สุด เนื่องเพราะเขายามนั้นทั้งเยาว์วัยทั้งหยิ่งทะนง ยามรุ่งโรจน์หามีผู้ใดเทียบเทียม ทว่าเพียงชั่วพริบตากลับสาบสูญ...
นางยามนี้เอ่ยถามว่า
"ท่านที่เป็นจูไต่ลุ้ยผู้หนึ่ง ยังเป็นกอเซ่งซิมผู้หนึ่ง อีกทั้งเป็นสามีเราซุนพ้วง ที่แท้ถือกำเนิดในชื่อแซ่ใด"
...จูไต่ลุ้ยพลันส่งเสียงหัวร่อเบาๆ กล่าวว่า
"ท่านยังตกไปนามหนึ่ง เรานอกจากเป็นจูไต่ลุ้ย เป็นกอเซ่งซิม เป็นซุนพ้วง ยังเป็นชื้อฮุยที่เป็นเก็งจู้ของเก้าวิญญาณ"
กิมแชฮูหยินก็รับฟังจนงงงัน อุทานว่า
"ท่านไฉนพาลไปเกี่ยวข้องกับเก้าฮุ้นเก็ง"
จูไต่ลุ้ยก็อธิบายว่า
"...เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อเราอายุเพียงสิบเก้าปี ได้รับคำสั่งซือแป๋ให้ไปเยี่ยมเยียนชื้อเก็งจู้ผู้นั้น มิคาด ยามที่เราไปถึง เขาที่มุมานะฝึกกระบี่ขั้นสูงสุด กลับร้อนรนจนโลหิตตกที่ภายใน กลายเป็นอัมพาตในชั่วข้ามคืน ชื้อฮุยเวลานั้นยังมิได้รับศิษย์ เขาย่อมเกรงวิชาของเก้าฮุ้นเก็งไร้ผู้สืบทอด อีกทั้งมิปรารถนาให้เรื่องราวนี้รั่วไหลออกมา เนื่องเพราะรู้สึกอัปยศอดสู ดังนั้นจึงขอให้เราปกปิด ยังมอบตำราให้เราศึกษาวิชาของเขา เสาะหาศิษย์แทนเขา..."
กิมแชฮูหยินยามนี้อดมิได้ ต้องหันมองจูไต่ลุ้ยเต็มตา กล่าวว่า
"ท่านที่เป็นเลิศในวิชาดาบ ยังศึกษากระบี่จนแตกฉาน?"
...จูไต่ลุ้ยก็ยิ้มให้นาง กล่าวว่า
"เรายามนั้นรับปากชื้อฮุย ย่อมมิอาจทำให้เขาผิดหวัง ภายหลังยังรับศิษย์จนครบเก้าคน ย่อมเป็นดังเก้าฮุ้นเก็งเมื่อกาลก่อน"
กิมแชฮูหยินพยักหน้าช้าๆ จูไต่ลุ้ยก็กล่าวสืบไปว่า
"...ท่านเมื่อครู่ถามไถ่ เราที่แท้ถือกำเนิดเป็นผู้ใด ยามนี้เราบอกต่อท่าน เรากำเนิดในตระกูลกอแห่งเมืองจี่คุ้ย บิดาเป็นนักศึกษาผู้หนึ่ง เมื่อเยาว์วัยเรากลับพบเห็นผู้คนของง้วยตอก่าประมือกับศัตรู ย่อมรู้สึกตื่นตายิ่ง ยังสามารถจดจำได้ทุกกระบวนท่า ถึงกับสามารถคิดค้นกระบวนแก้ไข ทว่าครอบครัวเรารับราชการสืบต่อกันมาหลายทอด ย่อมมิปรารถนาให้บุตรหลานเข้าสู่เส้นทางนี้ เราที่ดื้อรั้นมิเชื่อฟัง กลับลอบขึ้นง้วยตอก่า เขียนหนังสือฉบับหนึ่งส่งให้จูก่าจู้ ที่ด้านในย่อมเป็นกระบวนท่าทำลายเพลงดาบ จูก่าจู้พอเรียกเราเข้าพบก็ตะลึงงัน เนื่องเพราะเรายามนั้นอายุเพียงสิบปี ท่านเห็นเรามีสัดส่วนที่เหมาะสม ยังมีสติปัญญา ดังนั้นรับเราเป็นศิษย์ เราที่มิต้องการให้บิดามารดาทราบ พลันต่อรองกับท่าน หากคิดสอนวิชาแก่เรา ยังคงลงจากเขาในยามดึก นัดพบกับเราที่สุสานหมู่บ้าน จูก่าจู้ถูกใจเราปานนั้น ย่อมตกลงตามเราทุกประการ ท่านที่มิได้มีบุตรชาย ยังขอให้เราใช้แซ่จู อีกทั้งตั้งนามให้ว่าไต่ลุ้ย..."
กิมแชฮูหยินพอฟังย่อมรู้สึก จูไต่ลุ้ยเป็นอัจฉริยะในรอบร้อยปียากพบพาน มิเพียงรุ่งโรจน์โดดเด่นในเส้นทางนักเลง ยามเข้ารับราชการยังมีบรรดาศักดิ์สูง
...นางยามนี้ถามขึ้นอีกว่า
"อย่างนั้นซุนพ้วงเล่า เขาที่แท้เป็นผู้ใด เราก่อนตกแต่งท่านยังสืบประวัติเขา พบว่าเป็นนักศึกษาไร้ญาติขาดมิตรผู้หนึ่ง..."
จูไต่ลุ้ยก็ตอบคำว่า
"ซุนพ้วงที่แท้ย่อมเป็นดังที่ท่านทราบ เราเมื่อรับราชการ เคยพบพานเขาคราหนึ่ง คนผู้นี้ความจริงมีความสามารถ ทว่าจิตใจอ่อนแอ ยามประสบความผิดหวังกลับมิอาจทานรับ ดังนั้นดื่มสุราจนเสียชีวิต เขาที่ไร้ญาติทางใด เราจึงว่าจ้างผู้คนช่วยทำศพ ทว่าพอดีมีเรื่องราวทางง้วยตอก่า ดังนั้นยังมิทันแจ้งกรมเมืองคัดชื่อเขาออก..."
...คนพลันแลสบตากิมแชฮูหยินที่ข้างกาย เอ่ยสืบไปว่า
"เราที่มีชื่อแซ่มากหลาย ล้วนเป็นเรื่องมิได้ตั้งใจ ที่ต้องปกปิดยามพบพานท่าน เนื่องเพราะเรารู้สึก ท่านมีความเป็นมามิธรรมดา ยังมีวิชาฝีมือสูงส่ง ดังนั้นใช้นามซุนพ้วงแสดงต่อท่าน ทว่าเราก็บอกต่อท่านแล้ว เรายินยอมเป็นซุนพ้วงที่ไร้วิชาฝีมือตลอดกาล ขอเพียงท่านคิดครองคู่กับเรา เห็นเราเป็นสามีผู้หนึ่ง..."
กิมแชฮูหยินก็รับฟังจนรู้สึกตื้นตัน จูไต่ลุ้ยที่เกรียงไกรกระเดื่องดัง ยามกล่าววาจาเช่นนี้ออกมา ไยมิใช่สามารถหลอมละลายหัวใจผู้คน...
...ในฉับพลันรู้สึกมีสิ่งใดตกสู่พื้นเรือ พอก้มหน้าแลมอง เห็นจี้ดาวทองที่สวมอยู่ร่วงหล่นลง มิทราบหลุดขาดจากตัวสร้อยเมื่อใด นางยามนี้สะท้านขึ้นทั้งกาย จูไต่ลุ้ยย่อมสังเกตเห็นเหตุการณ์ ต้องรีบเก็บกลับคืนมาให้นาง ยังกล่าวว่า
"พวกเราพอกลับถึงเทียนมึ้งเก็ง เราจึงซ่อมแซมให้แก่ท่าน"
กิมแชฮูหยินได้แต่ผงกศีรษะ นางที่สวมใส่ดาวทองติดกาย ย่อมเป็นเครื่องเตือนให้ระลึกถึงเจ็งเซ่งยิก จูไต่ลุ้ยกลับมิเคยตัดพ้อแม้สักคำ...
...ทว่านางที่มีนิสัยระแวงระไว จิตใจพลันสับสนวูบวาบ ดาวทองสวมใส่มาเนิ่นนาน มิเคยพรากจากนางสักครา วันนี้ไฉนจึงร่วงหล่นลง ใช่คิดบอกลางสังหรณ์อันใด...
นางพอซึมเซาเหม่อลอย จูไต่ลุ้ยพลันตื่นตัวขึ้น แตะแขนนางพลางกล่าวว่า
"...พวกเขามาแล้ว"
กิมแชฮูหยินคล้ายสติมิได้อยู่กับตัว จูไต่ลุ้ยต้องบอกกล่าวซ้ำอีกครา นางจึงได้ยินถ้อยคำ...
...นางก่อนสิ้นยามโง่วส่งสัญญาณออกไป ผู้คนของเทียนมึ้งเก็งสามารถพบเห็นถ้วนทั่ว เมื่อคืนเกิดเรื่องราวสะเทือนขวัญ คนในสังกัดที่อยู่ภายนอกย่อมถูกเรียกกลับหมดสิ้น กิมแชฮูหยินมาตรว่ามิทราบ เก็งจู้กับเต็งลั่งใช่มาถึงแล้วหรือไม่ ทว่ายังมั่นใจ ซุนเซ่งเง็กย่อมต้องกลับคืนก่อนผู้อื่น เนื่องเพราะเขามีห่วงเรื่องเม่งไอ่ซี...
...จูไต่ลุ้ยเมื่อคืนบอกต่อนาง เป็นเขาที่คุมตัวเม่งไอ่ซีไว้ เนื่องเพราะคนยังบาดเจ็บ มิได้มั่นใจว่าสามารถรับมือทุกทาง ดังนั้นคิดใช้เม่งไอ่ซีเป็นตัวต่อรองกับเล้งอิกเต็งลั่ง ทว่าพอกลับมาถึงยามค่ำ กลับพบว่ามีผู้คนช่วยนางออกไป กิมแชฮูหยินพอไถ่ถาม เขาใช่ทราบหรือไม่ คนผู้นั้นเป็นผู้ใด จูไต่ลุ้ยกลับมิได้บอกออกมา ต้องรู้สึกน่าสงสัยนัก...
ยามนี้พลันลุกขึ้นยืน เห็นที่ไกลตามีเงาร่างสี่สาย จากท่วงท่าที่โลดแล่น ย่อมจดจำออกว่าที่ด้านหน้าเป็นเก็งจู้ พอใกล้เข้ามาจึงเห็นเต็งลั่งกับซุนเซ่งเง็ก ทว่าที่ชวนให้พวกตนประหลาดใจ ย่อมเป็นซุนเซี่ยวตงที่ติดตามมา
...กิมแชฮูหยินยังกำดาวทองดวงน้อยไว้ในมือ คล้ายคิดหาสิ่งใดยึดเหนี่ยว จูไต่ลุ้ยก็ประคองนางไว้ เขาที่เพิ่งเผชิญหน้าเก็งจู้กับเต็งลั่ง จะอย่างไรก็มิอาจวางใจ มิทราบกิมแชฮูหยินที่เป็นภรรยา สามารถว่ากล่าวยุติเรื่องบาดหมางได้หรือไม่...
...คนพอสืบเท้าออกมาข้างหน้า ผู้มาก็ยืนหยัดลงบนพื้น ซุนเซ่งเง็กที่ร้อนใจกว่าผู้ใด ยังปราดเข้ามาที่หัวเรือ เขาพอแลดูบิดา ในดวงตายังมีหยาดน้ำ จูไต่ลุ้ยก็ยื่นมือจับไหล่บุตรชาย กล่าวว่า
"...เราก่อเรื่องลำบากแก่เจ้า"
คนกล่าววาจาทางหนึ่ง นัยน์ตากลับจับจ้องอีกทางหนึ่ง ย่อมมองไปที่เก็งจู้กับเต็งลั่ง
...เห็นเต็งลั่งเหลียวหลังแลดูสะพานน้อย เก็งจู้กลับสบตาเขาแน่นิ่ง น้ำเสียงที่กล่าวยังเยียบเย็น
"...ท่านวันนี้หมดหนทางแล้ว"
|