เล้งจงก้วงก้าวเท้าสู่ห้องหับด้านใน หญิงรับใช้ที่นำท่านเข้ามาผายมือพลางกล่าวว่า
"เชิญจงก้วงรอที่นี่ ฮูหยินสักครู่จึงลงมา..."
วาจายังมิทันขาดคำ เห็นเงาร่างสีขาวสายหนึ่งเคลื่อนเข้ามาอย่างแช่มช้อย หญิงรับใช้รีบหลบไปที่ด้านข้าง ที่แท้เป็นจึงจู้ฮูหยินเอง

เล้งจงก้วงก้มศีรษะทำความเคารพนาง เม่งไอ่ซีพยักหน้าทักทายตอบ นางยามนี้สวมใส่อาภรณ์ชุดใหม่ ทว่ายังคงเป็นกระโปรงผ้าฝ้ายสีขาวเช่นเดิม ผมเผ้าแม้เกล้าเป็นมวยเรียบร้อย หากแต่ไร้มุกมณีประดับโดยสิ้นเชิง
นางสาวเท้ามาที่โต๊ะเล็กทำด้วยไม้แดง พยักหน้ากับหญิงรับใช้ที่เบื้องหลังเป็นสัญญาณให้ออกไป เมื่อหญิงรับใช้คล้อยหลัง นางจึงเอ่ยถามเล้งจงก้วงว่า
"ท่านมีเรื่องสำคัญ?"
เล้งจงก้วงผงกศีรษะ กล่าวว่า
"สำคัญอย่างยิ่ง มิเช่นนั้นข้าพเจ้าย่อมไม่กล้ามารบกวนฮูหยิน"
เม่งไอ่ซีจับจ้องมองเขาครู่หนึ่ง ดวงตาพลันปรากฏแววคล้ายทราบคล้ายมิทราบ คล้ายคิดว่ากล่าวทว่ามิอาจว่ากล่าว
เล้งจงก้วงแลดูนางวูบหนึ่งก็รีบก้มศีรษะลง กล่าวว่า
"จึงจู้ให้ข้าพเจ้ามาเชิญฮูหยินไปรับประทานอาหารเย็นที่ตึกใหญ่"
เม่งไอ่ซีร้องอ้อคำหนึ่ง ทว่ามิได้รับคำหรือปฏิเสธ เล้งจงก้วงได้แต่เอ่ยวาจาต่อ
"วันนี้เต็งกงจื้อกลับมาแล้ว"

เม่งไอ่ซีคล้ายมิได้ยินวาจาท่าน ดวงตาพลันจับจ้องม่านมุกสีขาวบนหน้าต่าง ผ่านไปเนิ่นนานจึงกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าผู้นี้งดมื้อเย็นมาหลายปีแล้ว"
เล้งจงก้วงรีบกล่าวว่า
"เช่นนั้นยังอาจไปดื่มน้ำชาเจรจา"
เม่งไอ่ซียิ้มให้แก่ท่าน ยิ้มอย่างอ่อนหวานยิ่ง ทว่าดวงตากลับคล้ายทะเลยามอาทิตย์อัสดง ทั้งเศร้าสร้อย ทั้งตัดพ้อ
"พวกเขาไม่พบเจอกันเนิ่นนาน ย่อมมีเรื่องพูดคุยมากมายยิ่ง ข้าพเจ้าใช่สมควรไป?"
เล้งจงก้วงรีบผงกศีรษะโดยพลัน
"พวกท่านทั้งสามล้วนเป็นมิตรสนิทสนม หากท่านไม่ไป พวกเขาได้แต่ผิดหวังแล้ว"

เม่งไอ่ซีสาวเท้าไปที่หน้าต่าง ตลบม่านมุกไปทางหนึ่ง ดวงตาเหม่อลอยไปที่ไกลแสนไกล
"พวกเขาไม่พบพานข้าพเจ้าย่อมไม่ผิดหวังอันใด เต็งลั่งเมื่อสิบปีก่อนคิดไปก็ไป เล้งอิกแม้อยู่ที่นี้ ทว่าหาได้เหยียบย่างมาหาข้าพเจ้าไม่ เล้งจงก้วงท่านจึงว่ากล่าวผิดแล้ว"
เล้งจงก้วงกล้ำกลืนถ้อยคำ ท่านความจริงคิดกล่าวอันใด ทว่าเห็นสีหน้านางเช่นนี้ วาจากลับไม่อาจเปล่งจากปาก
เรื่องราวระหว่างพวกเขาทั้งสาม ท่านแม้พอทราบ ทว่าจะอย่างไรก็เป็นคนนอก ย่อมมิอาจชี้แนะบอกกล่าว อย่าว่าแต่... พวกเขาล้วนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ สติปัญญาก็มิใช่ชั่ว หากกระทั่งพวกเขายังมิทราบ สมควรหาทางออกอย่างไร จงก้วงชราเยี่ยงท่านยิ่งต้องสงบปากคำ

คนแม้สงบปากคำ ในดวงตากลับคล้ายปรากฏถ้อยความมากมาย...
เม่งไอ่ซีก็แลเห็นถ้อยความนั้น ถึงกับเข้าใจถ้อยความนั้น ในที่สุดนางพลันเอ่ยว่า
"ท่านกลับไปบอกเล้งจึงจู้ ข้าพเจ้ายอมรับคำเชิญของเขา"


บ่ายคล้อย อากาศร้อนอบอ้าวยิ่ง
เต็งลั่งและเล้งอิกยังคงอยู่ในห้องหนังสือ ทว่าในห้องคล้ายบุด้วยน้ำแข็งชั้นหนึ่ง ถึงกับมีกลิ่นไอยะเยือก
กระบี่โบราณเล่มนั้นยังคงอยู่ในมือเล้งอิก เต็งลั่งแลดูคมกระบี่ ดวงตาคล้ายว่างเปล่า หยาดน้ำเมื่อครู่เหือดหายไปสิ้น
"ท่านถามข้าพเจ้า วันนั้นข้าพเจ้าใช่คิดฆ่าท่านหรือไม่"
เล้งอิกพยักหน้าช้าๆ จากนั้นหลับตาลง ในมโนภาพยังปรากฏเหตุการณ์วันนั้นชัดเจน

ในป่าใหญ่เชิงผาเมื่อสิบปีก่อน พวกเขาทั้งสามยามไม่มีใดมักควบขับอาชาไปเที่ยวเล่น ระยะหลังเม่งไอ่ซีมักปฏิเสธไม่ร่วมทาง วันนั้นจึงมีแต่เขากับเต็งลั่ง...

พวกเขาพบกระต่ายน้อยบาดเจ็บตัวหนึ่ง เล้งอิกใช้ผ้าเช็ดหน้าหุ้มห่อไว้ เก็บใส่อกเสื้อตั้งใจจะมาให้ภริยา ระหว่างที่พวกเขาเดินกลับมายังที่ผูกม้า เล้งอิกพลันรู้สึกถึงรังสีเย็นเยือกที่เบื้องหลัง
... รังสีกระบี่อันเย็นเยือก...

พริบตานั้นเล้งอิกพลันหยุดกาย เขาคิดใคร่ร้องถาม ลั่งน้อยท่านเล่นสนุกอันใด ทว่ารังสีที่คุกคามกลับทำให้มิอาจเปล่งวาจา
เล้งอิกตระหนักถึงอันตรายโดยพลัน นี่จึงเป็นรังสีฆ่าฟันที่แท้จริง...
เขาในเวลานั้นอายุย่างยี่สิบเอ็ดปี มาตรว่าเคยประมือกับผู้คนมามากหลาย รังสีที่กดดันเช่นนั้นยังมิเคยพานพบ

เต็งลั่งที่เบื้องหลังเงียบสงบอย่างยิ่ง เล้งอิกไม่ได้ยินแม้สรรพสำเนียงใด เพียงรู้สึกถึงรังสีเยือกเย็น ในที่สุดเขาหันกายกลับมาช้าๆ รู้สึกตลอดทั้งร่างขมึงเกร็ง คล้ายสามารถตกตายทุกเสี้ยวลมหายใจ
...เต็งลั่งในมือถือกระบี่โบราณ ด้ามกระบี่เก่าชราอย่างยิ่ง คมกระบี่กลับเปล่งประกายเจิดจ้า ที่แท้เป็นกระบี่เล่มเดียวกับวันนี้
ยามเล้งอิกหันกายกลับมา ปลายกระบี่จ่อที่หน้าอกเขาพอดี หากเต็งลั่งออกแรงเสือกแทง ย่อมพอดีกับตำแหน่งหัวใจ...

เล้งอิกยามนี้ตวัดกระบี่ในมืออีกครั้ง บรรยากาศภายในห้องหนังสือยิ่งมายิ่งตึงเครียด...
"ท่านตอบ วันนั้นท่านใช่คิดฆ่าข้าพเจ้าหรือไม่"
เต็งลั่งกลับเป็นฝ่ายจ้องมองเล้งอิก แววตาพลันสงบเยือกเย็นอีกครา กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"ท่านถามตัวเอง วันนี้ท่านใช่มีชีวิตอยู่หรือไม่"
เล้งอิกชะงักวูบ กระบี่ในมือสั่นไหวนิดหนึ่ง...
... ท่านถามตัวเอง วันนี้ท่านใช่มีชีวิตอยู่หรือไม่...
เขาย่อมมีชีวิตอยู่ วันนั้นเต็งลั่งแม้สามารถสังหารเขาโดยง่ายดาย ทว่าจนบัดนี้เขายังคงมีชีวิตอยู่
คำถามนี้เขาย่อมสามารถตอบด้วยตนเอง...
หากเต็งลั่งเมื่อสิบปีที่แล้วคิดสังหารเขา วันนี้เขาย่อมไม่มีชีวิตอยู่...

ในโลกมักมีเรื่องราวเช่นนี้ ท่านแม้รู้คำตอบอยู่แก่ใจ ทว่ายังคงอยากถามไถ่...
ที่ถามไถ่มิใช่เพียงเพื่อได้ยินคำนั้น กลับคล้ายเตือนอีกผู้หนึ่งให้ระลึกถึง...
...คำถามที่คล้ายเข็มทิ่มแทง ผู้ตอบย่อมรู้สึกเจ็บปวด ผู้ถามอาจบางทีรวดร้าวกว่า
ที่รวดร้าวเพราะไม่ทราบเหตุใดตนจึงคิดถามไถ่ ทว่าไม่ถามก็ไม่ได้...

เต็งลั่งพลันทรุดกายลงนั่งที่พื้นห้อง กล่าวอย่างอ่อนล้าว่า
"ที่นี้ไม่สะดวกกับการสนทนาอย่างยิ่ง"
เล้งอิกมองดูเขา ถามว่า
"ท่านต้องการไปสนทนาที่ใด"
เต็งลั่งเงยหน้ามองเล้งอิก ประกายในดวงตากลับคล้ายเมื่อเยาว์วัย
"ข้าพเจ้าเหนื่อยอย่างยิ่ง หิวอย่างยิ่ง"
เล้งอิกชะงัก คำว่าเหนื่อยอย่างยิ่ง หิวอย่างยิ่ง เขาย่อมมิเคยว่ากล่าวมาก่อน...
เขาเมื่อถือกำเนิดก็คล้ายคาบช้อนเงินช้อนทองออกมา เมื่อไปอยู่กับโฮ้ยเกี่ยมแขะ มาตรว่าไม่มีผู้คนห้อมล้อมเท่าที่บ้าน ทว่าก็มิได้ลำบากยากเข็ญอันใด ข้าวของเครื่องใช้ล้วนส่งไปจากฮวงจึง ทุกวันปีใหม่เล้งจงก้วงยังไปรับเขากลับมาเที่ยวเล่น...
เล้งอิกพลันตระหนัก เขาปีนี้อายุสามสิบเอ็ดปี กลับยังมีเรื่องราวมากหลายที่มิเคยประสบพบพาน...
...กับเต็งลั่งที่เบื้องหน้า มาตรว่าสนิทสนมกันแต่เยาว์วัย หากแต่มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เขามิเข้าใจ...
นี่เป็นเพราะเขาหยาบกร้านเกินไป หรือเพราะเต็งลั่งละเอียดอ่อนเกินไป...

อาหารถูกยกเข้ามาแล้ว บ่าวไพร่ที่ยกเข้ามาล้วนรีบมารีบไป มาตรว่าในห้องเงียบงันยิ่ง ทว่าผู้คนล้วนรู้สึกถึงความกดดัน
เต็งลั่งยังคงนั่งที่พื้นห้อง ลงมือรับประทานอย่างหิวโหย ดวงตาจึงเป็นเด็กชายที่นั่งตากน้ำค้างอดข้าวผู้นั้น เล้งอิกชมดูจนรู้สึกคล้ายเลือดลมพลุ่งพล่าน กล่าวว่า
"พวกท่านทั้งสองใช่ครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา ข้าพเจ้าผู้นี้โง่เขลาอย่างยิ่ง ถึงกับไม่ทราบความในใจของพวกท่าน..."
เต็งลั่งสั่นศีรษะน้อยๆ เล้งอิกกล่าวอีกว่า
"วันนั้นเมื่อข้าพเจ้ากลับมาถึงฮวงจึง ในใจสับสนอย่างยิ่ง มิทราบตนเองทำเรื่องราวใดผิดใจท่าน มิทราบเหตุใดท่านจึงลุโทสะคิดฆ่าข้าพเจ้า จวบจนข้าพเจ้ากลับมา ณ ที่นี้ เห็นนางนั่งอยู่ที่ห้องนี้ เห็นแววตาของนาง กริยาท่าทีของนาง บัดนั้นข้าพเจ้าจึงทราบ..."

เล้งอิกพลันชะงักวาจา สีหน้าปรากฏแววรวดร้าว เต็งลั่งก็หยุดรับประทาน กล่าวเบาๆ ว่า
"ท่านทราบอันใด"
เล้งอิกเงียบงันเนิ่นนาน สักครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า
"เมื่อข้าพเจ้าก้าวเข้ามาในห้อง นางกำลังอ่านตำราอยู่ที่โต๊ะ ทว่ามิได้หันหน้ามาทางประตู... นางย่อมทราบว่ามีผู้คนเข้ามา แต่นางมิได้เหลียวมาดู ถึงกับยังมิได้ถามว่าเป็นผู้ใด..."
เต็งลั่งจ้องมองเล้งอิกนิ่ง เรื่องราวนี้เขาย่อมต้องการทราบ ถึงกับแทบกลั้นลมหายใจฟัง
เล้งอิกก็จับจ้องมองเขา พลางกล่าวต่อว่า
"ข้าพเจ้าในที่สุดยังคงเอ่ยขึ้นก่อน ทว่านางเมื่อได้ยินเสียงข้าพเจ้า ตำราในมือถึงกับหล่นลงที่พื้น..."

เล้งอิกเงยศีรษะขึ้นน้อยๆ พยายามข่มกลั้นความรู้สึกที่พรั่งพรู... ภาพเหตุการณ์ในวันนั้น ฝังอยู่ในใจเขามิเคยจางหาย
... ในวันนั้น ข้าพเจ้าเอ่ยทักทายนาง... ไอ่ซี... ท่านอ่านตำราใด...
... ด้านหลังนางคล้ายสั่นสะท้าน ตำราในมือกลับพลัดหล่นลง...
... เมื่อนางหันกายมา ดวงตาที่จ้องมองข้าพเจ้ามีแววประหลาด... คล้ายผิดหวัง... คล้ายมิเชื่อสายตาตนเอง...
... นางถึงกับมิเอ่ยวาจาตอบ ได้แต่ก้มลงเก็บตำราบนพื้น พลันหมุนกายเดินผ่านข้าพเจ้าออกจากห้องไป...

กล่าวถึงตอนนี้ เล้งอิกพลันมีสายตาแข็งกร้าว เขาเขม้นมองเต็งลั่ง ถามว่า
"คำถามประการที่สองของข้าพเจ้า... นางใช่ทราบอยู่ก่อน ท่านวันนั้นคิดลงมือ?"


ภายในห้องหับหลังม่านมุก เล้งจงก้วงยังคงยืนอยู่กลางห้องอย่างสงบสำรวม เม่งไอ่ซีก็ยังคงทอดสายตาอยู่ที่หน้าต่าง
เม่งไอ่ซีมิได้ขยับกาย เล้งจงก้วงก็มิกล้าเคลื่อนไหว เขามาตรว่ารู้สึก จิตใจนางมิได้อยู่ ณ ที่นี้แล้ว ทว่ากลับมิอาจบอกลานางไปในลักษณะนี้
...ผ่านไปเนิ่นนาน เม่งไอ่ซีพลันหันมามองท่าน กล่าวอย่างแผ่วเบาว่า
"ท่านเคยได้ยินคำพูดประการหนึ่งหรือไม่... ในโลกมีเรื่องราวลำบากใจประเภทหนึ่ง มิว่าผู้ใดก็ไม่อาจตัดสินใจแก้ไข..."
เล้งจงก้วงผงกศีรษะน้อยๆ กล่าวอย่างสำรวมยิ่งว่า
"หากไตร่ตรองให้รอบคอบ คำนึงถึงผลดีผลเสียทุกทาง หรือว่ายังมิอาจตัดสินใจ"
เม่งไอ่ซีส่ายหน้าช้าๆ กล่าวว่า
"เรื่องราวประเภทนี้ กระทั่งนักปราชญ์ราชบัณฑิตร่วมกันไตร่ตรอง ยังคงมิอาจตัดสินใจ"
เล้งจงก้วงเอ่ยถามว่า
"เยี่ยงนี้ต้องทำอย่างไร"
เม่งไอ่ซีมองออกนอกหน้าต่างอีกครั้ง คำพูดทางหนึ่งคล้ายว่ากล่าวแก่เล้งจงก้วง ทางหนึ่งคล้ายว่ากล่าวแก่ตนเอง
"เรื่องที่ผู้คนธรรมดาไม่อาจตัดสินใจ มีแต่สวรรค์จึงสามารถลงมือ...