|
กิมแชฮูหยินพลันย่างเท้าขึ้นมาที่หัวเรือ ส่งสายตาไปยังเก็งจู้ที่ยืนอยู่บนฝั่ง กล่าวว่า
"ท่านวันนี้ฟังเราเจรจา..."
เก็งจู้โบกมือคราหนึ่ง ยังมิได้แลมองนางแม้สักน้อย นัยน์ตายังจับจ้องอยู่ที่จูไต่ลุ้ย กล่าวว่า
"เรามิสนใจท่านที่แท้เป็นผู้แซ่จูฤาแซ่ซุน ยังมิคิดทราบท่านเกี่ยวข้องกับผู้คนของเราเยี่ยงไร ท่านเมื่อตั้งตนเป็นศัตรูกับเทียนมึ้งเก็ง เราวันนี้จึงมิปล่อยท่านไป"
...กิมแชฮูหยินพอได้ยินต้องส่ายหน้าไปมา คิดว่ากล่าวอันใดอีกครา ทว่าจูไต่ลุ้ยที่ข้างกายพลันทะยานขึ้นจากเรือ คนพอทิ้งเท้าลง ยังห่างจากเก็งจู้ที่เบื้องหน้าเพียงหนึ่งวา เห็นแววตาจูไต่ลุ้ยสั่นระริก เปลวเพลิงในใจคล้ายถูกควบคุมไว้ ดวงตาของเก็งจู้ที่มักเย็นชากลับมีควันแค้น...
ซุนเซี่ยวตงที่ด้านหลังพลันเขย่ามือเต็งลั่ง ย่อมคิดใคร่ให้เขาไกล่เกลี่ยช่วยเหลือ เต็งลั่งกลับแลไปที่กิมแชฮูหยิน เนื่องเพราะเขาคาดเดาออก ในสถานการณ์เยี่ยงนี้มีเพียงนางที่สามารถหยุดผู้หนึ่งผู้ใด
...เต็งลั่งที่มิทราบเรื่องราวแต่หนหลัง ย่อมมิอาจเข้าใจ จูไต่ลุ้ยไฉนปลอมแปลงเข้าเทียนมึ้งเก็ง ทว่าทั้งหมดที่เขากระทำลง ล้วนยากต่อการให้อภัย จูไต่ลุ้ยมาตรว่ามีเหตุจำเป็น ฤากาลก่อนมีความแค้นอันใด เก็งจู้กลับมิต้องรับฟัง เพียงสิ่งที่เกิดเมื่อชั่วค่ำคืน ก็เพียงพอให้คนลงมือ...
...เก็งจู้ยามนี้สืบเท้าขึ้น ซุนเซี่ยวตงที่ไร้ประสบการณ์ยังรู้สึกคล้ายหัวใจหล่นวูบลงในธารน้ำแข็ง ย่อมสัมผัสถึงรังสีฆ่าฟัน...
ซุนเซ่งเง็กก็เหลียวมองมารดา เขาที่ตลอดชีวิตเป็นยี่เก็งจู้ของเทียนมึ้งเก็ง วันนี้พลันทราบ บิดาบังเกิดเกล้ากลับเป็นศัตรูมุ่งประทุษร้าย จิตใจย่อมสับสนถึงที่สุด
...ยามนี้พลันแตะแขนมารดา นัยน์ตายังมีแวววิงวอน กิมแชฮูหยินก็พลิ้วกายขึ้นจากเรือ จำเพาะหยุดลงที่ด้านข้างจูไต่ลุ้ย ยังหันไปทางเก็งจู้ กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า
"พวกท่านอย่าได้ลงมือ"
จูไต่ลุ้ยก็หันมองนาง นัยน์ตาแข็งกร้าวพลันมีแววนุ่มนวล กล่าวว่า
"หากเขามิลงมือต่อเรา เราย่อมมิทำอันตรายเขา"
เก็งจู้พลันส่ายศีรษะคราหนึ่ง กล่าวว่า
"ท่านเข้าใจผิดแล้ว ท่านมิเพียงไม่สามารถทำอันตรายเรา ยังต้องตกตายในเงื้อมมือเรา"
กิมแชฮูหยินพลันสืบเท้าเข้าหาเก็งจู้ กล่าวว่า
"ท่านโปรดรับฟังเราสักครา เรามีทางเลือกที่ดีต่อทั้งสองฝ่าย"
เก็งจู้ยามนี้เพิ่งแลสบตานาง กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
"ทางเลือกต่อทั้งสองฝ่าย? ท่านทำให้เราแปลกใจนัก เราวันนี้เพียงคิดถาม ท่านที่แท้ยังเป็นคนของเทียนมึ้งเก็ง ฤาคิดเปลี่ยนแปรเป็นข้างง้วยตอก่า..."
...วาจาที่เปล่งออกไร้ไมตรี ถ้อยคำยังเชือดเฉือนหัวใจผู้ฟัง กิมแชฮูหยินต้องหลั่งน้ำตาลง ส่ายหน้ากล่าวว่า
"เราไหนเลยแปรเปลี่ยนอันใด ทว่าพวกท่านหากประหัตประหาร ย่อมมิเป็นผลดีต่อผู้ใดทั้งสิ้น"
เก็งจู้พลันสะบัดแขนเสื้ออย่างมีโทสะ แค่นเสียงใส่นางว่า
"ท่านว่ามิเป็นผลดี หมายถึงมิเป็นผลดีต่อผู้ใด? มิเป็นผลดีต่อซุนเซ่งเง็ก? มิเป็นผลดีต่อซุนเซี่ยวตง? ฤามิเป็นผลดีต่อท่านที่เป็นภรรยาผู้แซ่จู?"
...จูไต่ลุ้ยพลันคิดสะกิดกายเข้ามา กิมแชฮูหยินก็ยกมือห้ามไว้ ยังยืนเผชิญหน้าเก็งจู้ กล่าวขึ้นอีกว่า
"ท่านโกรธเราเถิด ทว่าเรื่องนี้เราก็มิได้ทราบมาก่อน เราตลอดทั้งคืนครุ่นคิดใคร่ครวญ พบว่าตนเองกระทำผิดไป เรายามนี้ก็คิดแก้ไข ยังหวังให้เกิดผลดีต่อทุกฝ่าย ท่านฟัง... นับแต่นี้เขามิเป็นศัตรูของพวกเราอีก ยังช่วยเหลือพวกเราทำลายฮวงจึง..."
เต็งลั่งพอฟังต้องสะดุ้งขึ้นในใจ เก็งจู้กลับตวัดฝ่ามือฟาดพลังออกใส่อากาศ ยังกระแทกกิมแชฮูหยินจนต้องสืบเท้าถอยหลัง จูไต่ลุ้ยก็สะอึกเข้ามา นัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยฤทธิ์โกรธา ตวาดว่า
"นางเป็นผู้ใหญ่ของเจ้า ยังกล้ากระทำเช่นนี้"
เก็งจู้กลับมิได้สนใจเขา ยังคงแลสบตากิมแชฮูหยิน กล่าวอย่างเน้นถ้อยคำว่า
"...ท่านเมื่อกาลก่อนบอกต่อเรา เรื่องราวทั้งสิ้นในเทียนมึ้งเก็ง ล้วนฝากฝังให้เราสะสาง วันนี้เราบอกต่อท่าน เรื่องราวทั้งสิ้นในเทียนมึ้งเก็ง ล้วนเป็นเราตัดสินใจ เทียนมึ้งเก็งสืบทอดจากบรรพชนที่ใช้แซ่เจ็ง บุตรชายของท่านที่ตกตาย ยังสะสมความแค้นมายี่สิบเจ็ดปี ก็เป็นคนแซ่เจ็งผู้หนึ่ง เราจึงมิแยแสบุคคลอื่นใดที่เกี่ยวพันกับท่าน ยังมิปรารถนาให้มาช่วยเหลือเรา ท่านยามนี้มิต้องเสียเวลาอ้อนวอน เนื่องเพราะเราหากคิดสังหารผู้ใด กระทั่งท่านก็มิอาจขัดขวาง ต่อให้ท่านร่วมกันต้านทาน เรายังกล้าลงมือ..."
จูไต่ลุ้ยพลันถลันขึ้นมา ส่งเสียงหัวร่อในลำคอ นัยน์ตาเป็นประกายวับวาบ กล่าวว่า
"...สมเป็นบุตรหลานที่บรรพชนภูมิใจ เจ้าเมื่อตัดสินใจแน่วแน่ มิอาจอยู่ถ้ำเดียวกันกับเรา เราก็มิต้องเกรงใจผู้ใดเช่นกัน..."
...ขาดคำก็เกร็งลมปราณขึ้นทั่วร่าง รังสีดาบพลันแผ่กระจายออก กิมแชฮูหยินที่ด้านข้างยังสัมผัสถึงความกราดเกรี้ยว ซุนเซ่งเง็กที่รั้งอยู่บนเรือ ยามนี้พลันกระโจนขึ้นมา เต็งลั่งก็ส่งสายตาเป็นสัญญาณแก่เขา ย่อมหมายให้กันกิมแชฮูหยินออกไป พวกเขาทั้งคู่ย่อมทราบ บุคคลที่ยโสทรนงเช่นเก็งจู้และจูไต่ลุ้ย หากคิดต่อกรกัน ย่อมมิอาจหยุดยั้งโดยง่าย...
ซุนเซี่ยวตงร้องเรียกเอี้ยเอี้ยคำหนึ่ง เต็งลั่งก็ฉุดดึงเขาไปที่ด้านหลัง ซุนเซี่ยวตงพลันดิ้นรนไปมา กล่าวขอร้องว่า
"เต็งกงจื้อได้โปรดช่วยเหลือเอี้ยเอี้ยข้าพเจ้า"
...เขาที่มิได้เติบโตในวงนักเลง เพียงรู้จักจูไต่ลุ้ยในคราบซุนพ้วง มาตรว่าเมื่อคืนตระหนัก เอี้ยเอี้ยก็มีวิชาฝีมือ ทว่ายามคิดเปรียบเทียบกับเก็งจู้ ย่อมเข้าใจว่าเอี้ยเอี้ยเสียเปรียบมากหลาย...
...เต็งลั่งรั้งซุนเซี่ยวตงไว้ กระซิบว่า
"หากส่งเสียงออกไป เขาจึงมิอาจมีสมาธิ ท่านยามนี้ฟังเรา เอี้ยเอี้ยท่านก็เป็นมือหนึ่งของแผ่นดิน อาจบางทียัง..."
...คนความจริงคิดกล่าวปลอบโยน อาจบางทียังเอาชัยเก็งจู้ ทว่าเก็งจู้ก็เป็นกอกอตน ย่อมมีน้ำใจผูกพันต่อกัน ไหนเลยคิดให้เขาพ่ายแพ้ อย่าว่าแต่... หากเก็งจู้วันนี้เพลี่ยงพล้ำ จูไต่ลุ้ยใช่ยินยอมละเว้นชีวิต?
กิมแชฮูหยินที่แลดูอยู่ด้านข้าง พลันรู้สึกภาพเบื้องหน้าพร่ามัวยิ่งกว่าเงาในน้ำ ที่แท้มองผ่านม่านน้ำตา นางที่ส่งสัญญาณเรียกผู้คน ย่อมมิได้คาดคิด เก็งจู้กลับมิยินยอมรับฟัง ยังคล้ายสามารถลงมือต่อนาง...
...ยามส่ายศีรษะด้วยความสับสน ล้วนพบว่าที่ผิดคือนางทั้งสิ้น คนพอยกมือขึ้นปาดน้ำตา พลันได้ยินเสียงลมหวิววูบ ที่แท้ทั้งคู่ลงมือปะทะกันแล้ว...
เก็งจู้พอปราดเข้าใส่ ยังใช้ท่าเท้าในเซียนปวย กระบวนฝ่ามือกลับเป็นเต้าจี่จิ้งเทียน (สะบัดเกาทัณฑ์สะเทือนฟ้า)
...เซียนปวยพลิกพลิ้วดังวิญญาณ ยามนี้ใช้ผสานกับฝ่ามือที่ดุดัน หากมิได้มีท่าร่างรวดเร็ว กำลังภายในที่แข็งแกร่ง ย่อมมิสามารถใช้ออกให้เกิดอานุภาพ...
เห็นจูไต่ลุ้ยปักหลักตั้งมั่น ส่วนเท้ายังจมลงในพื้นดินเจ็ดแปดหุน ใช้พลังที่หนักแน่นดังขุนเขาต้านเซียนปวยที่อ่อนหยุ่น ฝ่ามือที่ปะทะออกยังไวว่องประหนึ่งยูไลพันกร เก็งจู้ได้แต่โจมตีทางด้านหน้า มิอาจเปลี่ยนสภาวะขึ้นลงซ้ายขวาแม้แต่น้อย...
เต็งลั่งทางหนึ่งเหนี่ยวรั้งซุนเซี่ยวตง ทางหนึ่งจับตาแลดู เห็นเก็งจู้ใช้ออกด้วยเต้าจี่จิ้งเทียน ต้องลอบถอนใจคราหนึ่ง...
เต้าจี่จิ้งเทียนเป็นหนึ่งในกระบวนฝ่ามือพื้นฐานของน่ำก่าทั้งสี่สาย มีด้วยกันทั้งสิ้นเจ็ดแขนง...
...ขิกฮวงไป้ซัว (วอนพายุถล่มขุนเขา) เน้นกระบวนท่าต้านรับ ตบพลังจู่โจมคืนกลับ
คูเฮียวเลียะง้วย (ขับอาชาชิงจันทรา) ท่าเท้าว่องไว หาช่องว่างชิงลงมือ
...ซิ่งเล้งไคไฮ้ (มังกรเทพยดาเบิกสมุทร) พลังเยียบหยุ่น พลิกพลิ้วดังระลอกคลื่น
ค้วงนั้งจ๋วงเจ็ง (คนคลั่งเคาะระฆัง) รวดเร็วพลิกแพลง จู่โจมสามทางในหนึ่งกระบวน
...ฮ่วยไล้โท่วตั่ง (พสุธาต้านเพลิง) ท่าเท้าตั้งรับ ฝ่ามือหนักหน่วง
เทียนกับจ๋อเซี้ยง (คางคกสวรรค์เข้าฌาณ) เคลื่อนไหวเชื่องช้า เดินพลังคุมจุดชีพจร
...เต้าจี่จิ้งเทียน (สะบัดเกาทัณฑ์สะเทือนฟ้า) อานุภาพรุนแรง ถั่งโถมดุดัน
เก็งจู้ยามลงมือมิได้ใช้กระบวนท่าในเซียนจี้ กลับจู่โจมออกด้วยวิชาฝีมือเก่าแก่ของสำนัก ย่อมแสดงออกด้วยธาตุทรนงที่สุด
...กระบวนวิชาทั้งเจ็ดสาย ใช้ฝึกหลังปรับพื้นฐานเบื้องต้น กระทั่งซุนเซี่ยวตงยังร่ำเรียนมา เก็งจู้ที่ประมือกับจูไต่ลุ้ยอันเป็นยอดคน ยามใช้ออกด้วยวิชาเรียบง่าย ย่อมแทรกพลังลมปราณที่กร้าวแกร่ง ยังมีนัยแสดงความหยามหยัน...
...เขาย่อมมิได้ประมาทจูไต่ลุ้ย ทว่าคนที่ดื้อรั้น หนำซ้ำมีเพลิงโทสะในใจ ยังคิดเย้ยจูไต่ลุ้ยที่คราวก่อนหลบหนีจากง้วยจี่ไง้...
เต้าจี่จิ้งเทียนยามใช้ออก ฝ่ามือจู่โจมรวดเร็วประหนึ่งเกาทัณฑ์ร้อยสาย ยามสะบัดขึ้นยังครอบคลุมทั่วฟ้า เก็งจู้ที่ท่าร่างว่องไว คนพอปล่อยอานุภาพยังมิอาจเห็นถนัดตา ซุนเซี่ยวตงที่แตกตื่นจนอ้าปากค้าง เพียงเห็นเงาฝ่ามือพร่างพราย เอี้ยเอี้ยยังคล้ายตกอยู่ท่ามกลางมรสุม ต้องประหวั่นจนมือสั่นระริก
...เต็งลั่งที่ด้านข้างหรี่ตาแลดู ในเงาฝ่ามือสะบัดราวห่าฝน ยังเห็นจูไต่ลุ้ยสามารถพลิกตามทุกจังหวะ กับอัจฉริยะที่เป็นเลิศในแผ่นดินเช่นนี้ เก็งจู้คิดใช้เพียงวิชาสามัญ ย่อมมิง่ายดายเช่นแมวตะปบมุสิก หนำซ้ำเปลืองแรงอย่างยิ่ง ตนพลันสามารถคาดเดา หากเก็งจู้ยังมุ่งเน้นเจ็ดวิชาพื้นฐาน ภายในร้อยกระบวนสถานการณ์ต้องแปรเปลี่ยน จูไต่ลุ้ยที่ยามนี้เพียงต้านรับ อาจสามารถพลิกเป็นฝ่ายมีเปรียบ...
เขาคราวก่อนประมือกับจูไต่ลุ้ย ยามนั้นร่างกายยังบาดเจ็บ จูไต่ลุ้ยก็ทราบจุดอ่อนตน ดังนั้นเร่งปะทะด้วยพลัง เขายามมิอาจหลีกเลี่ยง ยังโดนกระแทกด้วยฝ่ามือ ย่อมต้องใช้ม่อฮ้วยชิ่วที่แฝงความพิสดารเข้าต้านทาน สุดท้ายซังแชเกี่ยมแขะยังช่วยใช้อุบาย ตนจึงมีโอกาสกำนัลจูไต่ลุ้ยกระบี่หนึ่ง
...เต็งลั่งยามนี้พลันถามตนเอง หากวันนี้ที่ประมือกับจูไต่ลุ้ยมิใช่เก็งจู้ ทว่าเป็นตัวเขาในยามสมบูรณ์พร้อม ตนใช่คิดใช้เจ็ดวิชาพื้นฐานหรือไม่...
...คนเพิ่งครุ่นคิด คำตอบก็ผุดขึ้นในศีรษะโดยพลัน ตนหากประมือกับจูไต่ลุ้ย ย่อมมิอาจใช้ออกด้วยวิชาสามัญ เนื่องเพราะเฒ่าผู้นี้ต่อให้บาดเจ็บบอบช้ำ ยังต้องยืนหยัดจนเลือดเข้าตา แม้ตายก็มิยินยอมพ่ายแพ้...
...ท่านคิดเอาชัยบุคคลที่ยโสโอหัง ไหนเลยเพียงใช้เข็มปักผ้า มาตรว่าถากผิวเนื้อเขาจนปรุพรุน เพียงกระตุ้นเพลิงโกรธาให้พวยพุ่ง กลับมิยอมคุกเข่าสยบต่อท่าน...
เต็งลั่งที่มิอาจหยั่งใจจูไต่ลุ้ย ทว่าเริ่มคุ้นเคยกับเก็งจู้ ย่อมทราบว่าเขาแข็งนอกอ่อนใน คนแสดงท่าทีเฉยชา หัวใจกลับอุ่นระอุ ตนยามนี้พลันคิด หากจูไต่ลุ้ยมีเปรียบ ผลลงเอยต้องยากแก้ไข จูไต่ลุ้ยที่คล้ายเกรงใจกิมแชฮูหยิน ยังมิแน่ว่าจะยั้งมือไว้ไมตรี เก็งจู้กลับผิดแผกแตกต่าง เขาที่เมื่อครู่ว่ากล่าว คิดให้จูไต่ลุ้ยตกตายในเงื้อมมือ ทว่าหากเขาสามารถมีชัย ยังอาจเห็นแก่ซุนเซ่งเง็ก เปิดทางรอดสายหนึ่ง...
...เห็นเก็งจู้เปลี่ยนท่าเท้าจากจู่โจมเป็นตั้งรับ ฝ่ามือที่ฟาดฟันก็เชื่องช้าลง ทว่ามีพลังกระแทกหนักหน่วง ประดุจที่เบื้องหน้ามีกำแพงหินให้ทลาย ย่อมเป็นกระบวนท่าในฮ่วยไล้โท่วตั่ง...
...เก็งจู้ใช้ฝ่ามือนี้ออก คิดยั่วยุจูไต่ลุ้ยให้วัดพลังลมปราณ เขาย่อมคำนวณด้วยปัญญา จูไต่ลุ้ยที่เคยเป็นหนึ่งไม่มีสอง มีความเชื่อมั่นตนเองเต็มเปี่ยม ไหนเลยหลีกเลี่ยงกระบวนท่าเชื้อเชิญเช่นนี้ มิคาด... จูไต่ลุ้ยที่เป็นพยัคฆ์เฒ่า หนำซ้ำวันนี้มิอาจพ่ายแพ้ กลับยอมข่มใจมิหลงกล เพียงเบี่ยงกายหลบหลีกราวกิ่งหลิวในห้วงพายุ เก็งจู้ที่คิดท้าทายกลับหมดความอดทน ร่างพอทะยานขึ้นยังตวัดเท้าลง มือซ้ายใช้พลังดรรชนีจี้ออก มือขวากลับแบ่งแยกลมปราณอีกสาย ฟาดฟันฝ่ามือลงด้วยความเร็วดุจสายฟ้า...
ซุนเซี่ยวตงที่ร่ำเรียนวิชาพื้นฐาน ย่อมรู้จักกระบวนท่าเช่นนี้ ที่แท้เป็นค้วงนั้งจ๋วงเจ็ง ผู้ใช้มิเพียงต้องรู้จักพลิกแพลง ยังต้องควบคุมลมปราณให้ทยอยออกตามท่าร่าง ในหนึ่งกระบวนจู่โจมถึงสามตำแหน่ง ยังใช้อาวุธในกายที่แตกต่าง...
...เต็งลั่งพอเห็นกระบวนท่านี้ พลันรู้สึกเก็งจู้จงใจลดความเร็ว น่ากลัวมีอันใดแอบแฝง คนเพิ่งครุ่นคิดก็ต้องสะดุ้งวาบ เห็นใบหน้าเก็งจู้มีประกายสีเขียวเรืองรอง ฝ่ามือก็เคลือบคลุมด้วยม่านหมอกมรกต กระบวนท่าพอปล่อยออกเพียงครึ่งแรก กลับติดตามด้วยอานุภาพในแชเซียนจี้ เปลี่ยนแปลงทั้งท่าเท้าและดรรชนีที่ร่ายออก ความไวยังเหนือกว่าผู้คนคาดหมาย...
จูไต่ลุ้ยย่อมรู้สึกถึงอันตราย หากเก็งจู้เพียงใช้กระบวนท่าพื้นฐาน เน้นเฉพาะพลังแกร่งกร้าวดุดัน เขากลับสามารถต้านรับเนิ่นนาน ทว่ากับแชเซียนจี้ที่เป็นสุดยอดวิชา ไหนเลยง่ายดายเช่นเมื่อครู่
...เขาเมื่อคราประมือกับเต็งลั่งรับมาหนึ่งกระบี่ ยังโดนพลังในม่อฮ้วยชิ่วกระแทกใส่ เคราะห์ดีเต็งลั่งยามนั้นยังบาดเจ็บ ลมปราณมิได้ปะติดปะต่อ พลังจู่โจมจึงมิรุนแรงเท่าใด ทว่าบาดแผลจากคมกระบี่ยังเจ็บแปลบ เลือดเนื้อที่ภายในยังมิสมานดี ย่อมมิอาจต้านรับแชเซียนจี้โดยตรง...
...คนในยามร้อนรุ่มตึงมือ พลังในกายกลับกราดเกรี้ยวพลุ่งพล่าน เห็นฝ่ามือซ้ายป้องขึ้นระดับคิ้ว ฝ่ามือขวาก็ยกเฉียงมาบรรจบ ปลายนิ้วพอสัมผัสกัน ฝ่ามือหงายออกตบฟาดลง กลับคล้ายตวัดดาบคู่ต้านลม พลังแผ่พุ่งกรีดอากาศราวในมือมีอาวุธคมกริบ
...เขาที่มิได้ใช้ดาบ ทุกสัดส่วนในร่างกายกลับเป็นเช่นคมดาบ ฝ่ามือฟาดออกถี่เร็ว เก็งจู้ที่มิยอมหลบเลี่ยง ยังสะกิดเท้าเข้าใส่จนประชิด จูไต่ลุ้ยพอเบี่ยงมาทางซ้าย ฝ่ามือขวาตวัดเฉียงไปมาราววิหคร่อนเวหา ฝ่ามือซ้ายที่ลดต่ำลงก็ปล่อยพลังกรีดออก...
ได้ยินเสียงดังควาก ชายเสื้อของเก็งจู้โดนพลังในรังสีดาบกระชากใส่ ยามนี้ขาดออกเป็นริ้ว คนพอผงะถอยหลัง พลังในแชเซียนยังสลายลง เต็งลั่งที่ด้านข้างต้องสะกิดกายเข้าไปอย่างลืมตัว
...เก็งจู้ในยามคับขันยังตวาดว่า
"...ถอยออกไป"
เต็งลั่งความจริงชะงักเท้าแต่แรก เขาย่อมมิได้คิดเข้าจู่โจม เพียงแต่เมื่อครู่กริ่งเกรงเก็งจู้เสียหลักเพลี่ยงพล้ำ เห็นจูไต่ลุ้ยยามนี้รุกไล่พัวพัน ฝ่ามือสะบัดฟาดต่อเนื่อง อานุภาพรุนแรงมิผิดอสนีบาต คนที่ในนามมีตัวอักษรลุ้ย (สายฟ้าฟาด) กลับมิได้เรียกหาเกินเลยไป...
เก็งจู้สืบเท้าถอยหลังเป็นวง ยอดฝีมือล้ำเลิศยามประมือ หากพลาดพลั้งคราหนึ่งย่อมส่งผลสุดหยั่งคาด คิดกอบกู้สถานการณ์กลับคืนยังยากยิ่ง...
...เต็งลั่งพลันคิด หากเก็งจู้ยอมสะกดใจตั้งรับอีกครู่ จูไต่ลุ้ยย่อมอ่อนกำลังลง เขาที่มิได้ใช้อาวุธ ทว่ากรีดพลังออกเป็นรังสีดาบ ต้องใช้ทั้งลมปราณแกร่งกล้าและสมาธิในใจ ย่อมมิอาจจู่โจมเช่นนี้เนิ่นนาน...
มิคาด เก็งจู้ที่เย่อหยิ่งถือดี ยามตกเป็นรองยังมิยินยอมออมพลังรอเวลา พอพลิ้วร่างหงายลงหลบฝ่ามือ ยังสะบัดกายเบี่ยงมาทางขวา เปลี่ยนกระบวนท่าเป็นเซียนไล้จี้ ส่งพลังดรรชนีเข้าปะทะ ทว่าเขาที่ยืนในตำแหน่งเสียเปรียบ มิอาจใช้กระบวนท่ากระแทกครบทุกจุด จูไต่ลุ้ยมิเพียงหลบรอดโดยง่าย ยังสามารถถีบเท้าโผพุ่งขึ้นเหนือศีรษะ
...คนพอร่อนอยู่เบื้องบน ยังหมุนกายโค้งแทบเป็นวงกลม ฝ่ามือทั้งสองสะบัดออกราวดาบใบหลิว ทั้งรวดเร็วทั้งเปล่งอานุภาพรุนแรง ที่ใช้ออกเป็นกระบวนท่าลือลั่นในฮะเล้งจิตอหวบ (เพลงดาบบินวน มังกรบรรจบ) ครอบคลุมสภาวะทั้งบนล่าง มักใช้ออกเมื่อเผชิญศัตรูกลุ้มรุม ในกระบวนท่าที่พลิกกลับไปมา สามารถรุกอ้อมถ้วนทั่วทุกทาง ยังล้อมไล่ครบแปดทิศ
...จูไต่ลุ้ยใช้กระบวนท่าที่เคยจู่โจมเจ็ดกระบี่เทียนซัว ยามนี้เก็งจู้กลับมีเพียงหนึ่ง ย่อมสามารถแผ่พลังกดดันจนเขาตึงมือ ต้องย่อกายลงต่ำ ใช้ท่าร่างในเซียนชีแม้จี้ที่ปรวนแปรมิอาจคาดเดา ย่างเท้าอยู่กลางกระแสพลังที่ถั่งโถม ราววิหคน้อยหลบการไล่ล่าของเหยี่ยวใหญ่...
เต็งลั่งพลันรู้สึกสะท้านใจ เก็งจู้ที่มีลมปราณกร้าวแกร่ง ภายหลังยังอาจพลิกสถานการณ์ ทว่าคนที่ดื้อรั้น ปล่อยโอกาสเบื้องต้นหลุดลอย วันนี้มาตรว่ามีชัย น่ากลัวยังต้องบาดเจ็บบอบช้ำ...
...ในภาวะตึงเครียดสุดหยั่งคาด พลันมีเสียงดังฉัวะที่ด้านหลัง เต็งลั่งพอหันขวับไป ต้องสะดุ้งขึ้นทั้งกาย กระทั่งมือเท้ายังเย็นเฉียบ...
...เห็นจุดโลหิตพร่างขึ้นในอากาศ เศษอาภรณ์สีขาวก็กระจายไปกับสายลม อาภรณ์ย่อมเป็นของซุนเซี่ยวตง โลหิตก็กระเซ็นออกจากทรวงอกเขา...
...ผู้ลงมือกลับเป็นกิมแชฮูหยิน...
ซุนเซ่งเง็กร้องออกมาอย่างตื่นตระหนก ยามนี้พุ่งปราดเข้ามา กิมแชฮูหยินพลันรั้งร่างซุนเซี่ยวตงไว้ มือข้างหนึ่งกดลงบนลำคอเขา กริชในมือที่แดงฉานด้วยโลหิตยังแนบอยู่บนรอยแผลนั้น...
...เต็งลั่งเบิกตามองนางอย่างงุนงง จูไต่ลุ้ยที่เหลือบเห็นต้องชะงักท่าร่างโดยพลัน กระทั่งเก็งจู้ยังสลายพลังยั้งมือ...
เห็นกิมแชฮูหยินที่ดวงตาชอกช้ำ สีหน้ายังเจ็บปวดรวดร้าว พอหันไปทางจูไต่ลุ้ยก็เค้นเสียงกล่าวว่า
"ท่านหากทำร้ายหลานชายเรา เราจึงปลิดชีวิตหลานชายท่าน..."
|