จูไต่ลุ้ยพอฟังถ้อยคำนาง ต้องเงยหน้าขึ้นหัวร่อกึกก้อง ในสำเนียงยังขมขื่นสุดบรรยาย ฝ่ามือทั้งสองสั่นระริก
...เขายามนี้สืบเท้าเข้ามา กล่าวด้วยน้ำเสียงคับแค้นว่า
"ท่านคิดสังหารเซี่ยวตง ฤาเขามิได้ถือกำเนิดจากโลหิตท่าน?"
...กิมแชฮูหยินพลันหลั่งน้ำตาอีกครา ซุนเซี่ยวตงที่โดนคมกริชปาดเข้าเลือดเนื้อก็หันมองนาง บาดแผลเมื่อครู่ลึกเพียงสองหุน ทว่ากรีดขวางเป็นทางยาว คนพอหอบหายใจถี่รัว โลหิตยังหลั่งไหลราวสายธาร กิมแชฮูหยินพอสบตาที่ไร้แววตัดพ้อของเขา ยังต้องร่ำร้องว่า
"...เจ้าโกรธเกลียดเราเถิด ทว่าเรามิมีทางเลือกอื่นใด"

เก็งจู้ก็ย่างเท้าเข้ามา ยังหยุดที่ข้างกายซุนเซ่งเง็ก กล่าวกับกิมแชฮูหยินว่า
"ท่านจึงปล่อยเขา"
กิมแชฮูหยินผงกศีรษะคราหนึ่ง มือขวายังจ่อกริชบนตำแหน่งหัวใจซุนเซี่ยวตง มือซ้ายล้วงเข้าอกเสื้อ หยิบตลับทองใบหนึ่งออกมา โยนส่งให้จูไต่ลุ้ย กล่าวว่า
"...ท่านรับประทานยานี้ให้หมดสิ้น"
...จูไต่ลุ้ยเปิดตลับออก เห็นข้างในมีผงละเอียดสีขาวราวน้ำนมอัดแน่นอยู่ เขาที่เชี่ยวชาญด้านตัวยา พอได้กลิ่นก็ทราบทันที นี่จึงเป็นผงซุ่งเส็ก (ตัดทอนลมปราณ) ยามนี้ชูตลับขึ้น นัยน์ตาวาววับด้วยหยาดน้ำ เอ่ยคำว่า
"ท่านคิดให้เรารับประทานทั้งหมดนี้ จากนั้นจึงยอมปล่อยเซี่ยวตง?"

กิมแชฮูหยินพยักหน้าช้าๆ จูไต่ลุ้ยก็เปล่งเสียงหัวร่ออีกครา น้ำตายังมิอาจกลั้นไว้ ซุนเซ่งเง็กย่อมมิทราบ ผงสีขาวนั้นมีฤทธิ์เยี่ยงไร ต้องละล้าละลังหันรีหันขวาง ซุนเซี่ยวตงที่หลั่งโลหิตมิขาดสายพลันข่มสติร่ำร้องว่า
"เอี้ยเอี้ย ท่านอย่าได้รับประทานยาพิษ"
...จูไต่ลุ้ยพอฟังต้องทั้งหัวร่อทั้งร่ำไห้ น้ำเสียงย่อมเจ็บช้ำสุดแสน กล่าวว่า
"เด็กเอย อย่าได้กลัวไป ผงซุ่งเส็กมิใช่ยาพิษ รับประทานแล้วมิต้องตกตาย เพียงใช้ปลายนิ้วแตะเล็กน้อย พอเข้าสู่ร่างกาย ผู้รับก็มิอาจใช้พลังหนึ่งร้อยวัน ทว่านางวันนี้บอกให้เรารับประทานหมดสิ้น ย่อมคิดให้เรากลับเป็นซุนพ้วงที่แท้ เป็นมดปลวกที่รอการบดขยี้ มิอาจใช้พลังฝีมือชั่วชีวิต"

...เต็งลั่งพอฟังต้องรู้สึกตื่นตระหนก ยาสีขาวในตลับน้อยกลับมีอานุภาพน่าหวาดหวั่น เทียนมึ้งเก็งในอดีตเป็นน่ำเทียนก่าที่เชี่ยวชาญด้านศาสตราวุธ กลับมีของเล่นร้ายแรงเช่นนี้ มิทราบน่ำตี่ก่าที่เชี่ยวชาญด้านพิษ ยังสามารถสกัดตัวยาข่มเทพสยบภูติผีอันใด ตนหากวันหน้าไปเยือนถิ่นกำเนิดของมารดา คิดสูดลมหายใจน่ากลัวยังต้องระวัง...

กิมแชฮูหยินข่มอารมณ์หวั่นไหว กล่าวอย่างวิงวอนว่า
"ท่านหากกลับเป็นเช่นซุนพ้วงเมื่อกาลก่อน เก็งจู้ย่อมมิคิดลงมือสืบต่อ พวกเราก็มิต้องห้ำหั่นกัน ท่านเมื่อคืนมิใช่บอกต่อเรา ขอเพียงสามารถครองคู่ เรื่องอื่นใดล้วนมิใส่ใจ..."
...จูไต่ลุ้ยส่ายศีรษะช้าๆ กล่าวว่า
"ท่านหากคิดยุติเรื่องราววันนี้ ไฉนจึงมิให้เก็งจู้เป็นผู้รับประทานยานี้เล่า เขาหากสูญสิ้นพลังฝีมือ เราก็มิคิดทำร้ายเขาเช่นกัน"
กิมแชฮูหยินต้องรู้สึกว้าวุ่นใจ ได้แต่กล่าวว่า
"ท่านขอในสิ่งที่เรามิอาจให้ เก็งจู้เป็นทายาทที่สำคัญ ตระกูลเจ็งต้องดำรงสืบต่อ หากเรากระทำเช่นนั้นต่อพวกเขา เท่ากับทรยศต่อเซ่งยิก"

นางที่เอ่ยนามสามีผู้ล่วงลับ พลันเห็นดวงตาจูไต่ลุ้ยมีแววประหลาด ทั้งเวิ้งว้าง ทั้งเจ็บปวดรวดร้าว เห็นเขาถอยกายก้าวหนึ่ง นัยน์ตาจับจ้องมองนาง กล่าวด้วยน้ำเสียงที่คล้ายอ่อนล้าอย่างยิ่ง...
"...เราเมื่อวานคิด สุดท้ายยังสามารถชนะใจสตรีที่รักบูชา ท่านที่มิได้แยแสเราตลอดสี่สิบปี กลับยังมีน้ำใจซุกซ่อนอยู่ภายใน ทว่าเราที่แท้เข้าใจผิดทั้งสิ้น ท่านเพียงระลึกถึงเจ็งเซ่งยิก เรามิว่าเป็นซุนพ้วงก็ดี เป็นจูไต่ลุ้ยก็ดี เป็นกอเซ่งซิมก็ดี ล้วนมิเคยได้หัวใจท่าน สี่สิบปีก่อนมิอาจครอบครอง สี่สิบปีให้หลังยังเป็นเช่นนี้ ต่อให้พวกเรามีชีวิตสืบต่ออีกสี่สิบปีข้างหน้า ท่านก็มิเคยเห็นเราเป็นบุรุษที่เทียบเทียมเขา บุตรหลานของเราที่เกิดกับท่าน ยังมีความสำคัญน้อยกว่าบุตรหลานของเขา ท่านที่ต้องการหยุดเรา ยังสามารถกรีดเลือดเนื้อเซี่ยวตง..."

กิมแชฮูหยินรับฟังจนหัวใจสลาย เต็งลั่งที่อ่อนไหวยังรับรสน้ำตาที่หลั่งลง จูไต่ลุ้ยกับนางความจริงสามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสงบ ทว่าผู้หนึ่งมีหัวใจแค้น ผู้หนึ่งมีทิฐิแข็งกร้าว สุดท้ายกลับทำร้ายกันและกัน คนคิดถอยกายย้อนกลับยังคล้ายสายไป...

เห็นจูไต่ลุ้ยสืบกายเข้ามาอีกครา กิมแชฮูหยินก็กระชับกริชในมือ ปลายแหลมคมยังสะกิดผ่านอาภรณ์ซุนเซี่ยวตง ถากผิวเนื้อจนโลหิตซึมเป็นจุด
...จูไต่ลุ้ยกำหมัดแนบแน่น กิมแชฮูหยินก็กล่าวว่า
"ท่านหากยังมิยอมรับประทานยาเข้าไป วันนี้จึงรอคอยดู เป็นคนแซ่เจ็งฤาแซ่ซุนที่ตกตายมากกว่า ท่านอย่าได้คิดว่าเรามิกล้า..."
ยามนี้ยกมือลูบศีรษะซุนเซี่ยวตง เอ่ยทั้งน้ำตาว่า
"...เจ้าอย่าได้กลัว เราพอลงมือกับเจ้า ยังปลิดชีวิตตนเองตามไป มิปล่อยให้เจ้าเดินทางเดียวดาย..."
...ซุนเซี่ยวตงก็ผงกศีรษะช้าๆ เขาที่มิได้เข้าใจเรื่องราวทั้งมวล ยังสามารถปลงใจ ตนยินยอมตกตายก็มิปรารถนาให้เอี้ยเอี้ยสูญสิ้นพลังฝีมือ เก็งจู้มาตรว่ามิลงมือต่อท่าน ทว่าผู้คนอื่นของเทียนมึ้งเก็งที่เจ็บแค้นยังมีมากหลาย...

จูไต่ลุ้ยแหงนหน้ากู่ร้องอย่างคับแค้น เต็งลั่งกลับถอยปราดไปที่ด้านหลัง ยังหยุดลงที่ข้างกายจูไต่ลุ้ย กล่าวว่า
"...นางหากลงมือต่อหลานชายท่าน ท่านก็ลงมือต่อหลานชายนางเถิด"
จูไต่ลุ้ยหันมองเขาอย่างงุนงง เก็งจู้ที่คุ้นเคยกับนิสัยเต็งลั่ง ย่อมเดาความคิดเขาออก ยามนี้พุ่งกายเข้ามาคิดฉุดรั้ง เต็งลั่งกลับขยับมาที่ด้านหลังจูไต่ลุ้ย ยังยื่นมือให้เขาเกาะกุม กล่าวว่า
"นางพอทิ่มแทงหัวใจซุนเซี่ยวตง ท่านก็สะบั้นชีพจรเรา"
...กิมแชฮูหยินพอฟังต้องร่ำร้องออกมาอย่างปวดร้าว
"เด็กโง่ เจ้าไฉนทำเช่นนี้"
เก็งจู้ก็มีสีหน้าร้อนรุ่ม ตวาดใส่จูไต่ลุ้ยว่า
"ท่านหากทำร้ายเขาแม้เพียงขุมขน เราวันนี้จึงมิให้ผู้แซ่ซุนมีชีวิตอยู่แม้สักคน"

จูไต่ลุ้ยคว้าจับข้อมือเต็งลั่ง ปลายนิ้วยังจ่อลงที่จุดชีพจร คนพอแลสบตากันยังถามว่า
"เจ้ากลับคิดช่วยเรา?"
เต็งลั่งสั่นศีรษะคราหนึ่ง กล่าวว่า
"เรามิได้คิดช่วยท่าน ทว่ามิอาจให้นางสังหารซุนเซี่ยวตง เราย่อมมิได้คิดอุทิศชีวิต เพียงเชื่อว่านางที่ห่วงใยเรา ต้องยอมยั้งมือปลดปล่อยเขา"
จูไต่ลุ้ยพลันหัวร่อออกมาอีกครา ดวงตาแห้งผากมีแววเหี้ยมเกรียม กล่าวว่า
"ฤาเจ้ามิกลัว นางพอปล่อยเซี่ยวตง เรากลับมิยอมปล่อยเจ้า"
...เต็งลั่งก็สะท้านขึ้นในใจ กับจูไต่ลุ้ยที่ปรวนแปรมิแน่นอน ตนย่อมมิอาจมั่นใจอันใด เห็นจูไต่ลุ้ยยามนี้คล้ายกดดันถึงที่สุด หากกิมแชฮูหยินยังรั้งซุนเซี่ยวตงไว้ ตนน่ากลัวสักครู่ได้ไปเฝ้ายมบาล พลันนึกเสียดายเมื่อเที่ยงวันรับประทานน้อยไป ได้แต่หวังเล้งอิกกับเม่งไอ่ซีทำอาหารเซ่นไหว้วันละสามมื้อ...

ในช่วงวิกฤตมิอาจคาดเดา ซุนเซ่งเง็กพลันก้าวเข้ามา เขาที่ปกติเย่อหยิ่งทะนงตน ยามนี้สีหน้าแววตากลับคล้ายสูญสิ้นทุกสิ่ง คนพอแลมองบิดา ยังกล่าวอย่างปวดร้าวว่า
"ท่านหากลงมือต่อเต็งลั่ง ทั้งเราและเซี่ยวตงย่อมมิอาจมีชีวิตรอด..."
จูไต่ลุ้ยต้องแค่นเสียงอย่างมิยินยอม กล่าวว่า
"เจ้าอย่าได้เกรงกลัวเก็งจู้ผู้นี้ ด้วยฝีมือของเจ้ากับบิดา ย่อมสามารถเอาชัยเขา พวกเราวันนี้หากสูญเสียเซี่ยวตง เก็งจู้ก็ต้องบาดเจ็บล้มตายเช่นกัน"
...ซุนเซ่งเง็กพลันฝืนยิ้มอย่างขมขื่น กล่าวว่า
"เราไหนเลยร่วมมือกับท่านจัดการเขา ที่เรากล่าวว่ามิอาจมีชีวิตรอด กลับหมายถึงเราคิดสังหารตนเอง"
จูไต่ลุ้ยพอฟังต้องนิ่งงันไป กิมแชฮูหยินก็เอ่ยขึ้นว่า
"ประเสริฐนัก หากเทียนมึ้งเก็งวันนี้สูญเสียหนึ่งชีวิต ฝ่ายท่านกลับต้องสูญเสียถึงสามชีวิต มิเพียงเซี่ยวตง เซ่งเง็ก ยังมีเรา"

จูไต่ลุ้ยพลันแลมองนางอย่างเพ่งพินิจ ถามว่า
"ท่านกลับนับตัวท่านเป็นฝ่ายเรา?"
กิมแชฮูหยินก็ตอบคำว่า
"เราย่อมนับตนเองเป็นฝ่ายท่าน เราวันนี้หากตกตาย ยังหวังผู้คนจัดทำป้ายสถิตวิญญาณ จารึกเป็นกอฮูหยินนางหนึ่ง..."
จูไต่ลุ้ยพอฟังยังคล้ายลมหายใจขาดห้วง ถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
"ท่านเมื่อมีใจต่อเรา ไฉนจึงคิดทำร้ายบุตรหลาน ยังคิดทำร้ายตนเอง"
กิมแชฮูหยินหลั่งน้ำตาเนืองนอง กล่าวว่า
"เราสังหารตนเอง เพื่อให้ท่านเจ็บช้ำตลอดกาล มีชีวิตอยู่มิสู้ตกตาย"

จูไต่ลุ้ยคล้ายรับฟังจนงุนงง แววตายังเลื่อนลอย ยามนี้หันมาทางเต็งลั่ง กล่าวว่า
"เด็กน้อย... หนทางสวรรค์ยาวไกล หนทางสู่อเวจีกลับกระชั้นสั้น เจ้าคราวก่อนบ่งบอก หากตกตายกะทันหัน ยังยินยอมเกิดใหม่เป็นบุตรชายเรา?"
เต็งลั่งฝืนยิ้มขึ้น ในใจกลับรู้สึกหนาวเหน็บ ได้แต่ตอบคำว่า
"เคราะห์ดีที่หนทางสู่อเวจีสั้นเพียงหุนเดียว เราหากเดินมากมักปวดเมื่อย..."
จูไต่ลุ้ยหัวร่อขึ้นอีกครา คราวนี้ยังมีสำเนียงสมใจ กล่าวว่า
"เราพึงพอใจเจ้านัก เสียดายที่นับแต่นี้มิอาจพบเจออีก..."
...วาจาพอขาดคำ มือที่เกาะกุมชีพจรเต็งลั่งก็สะบัดออก ยังผลักเขาคะมำมาที่เบื้องหน้า...

เห็นโลหิตฉีดพุ่งกระเซ็น เก็งจู้พลันปราดเข้ารับร่างเต็งลั่ง ซุนเซ่งเง็กก็ร่ำร้องว่า
"บิดา..."
...โลหิตที่พร่างพรมเป็นสาย กลับทะลักจากปากจมูกจูไต่ลุ้ย คนยังยืนโงนเงน ที่แท้เมื่อครู่กลับสะบั้นชีพจรตนเอง ซุนเซ่งเง็กก็ปรี่เข้ามาอย่างแตกตื่น จูไต่ลุ้ยกลับปัดบุตรชายออก สืบเท้าก้าวมาข้างหน้า ดวงตาจับจ้องกิมแชฮูหยินที่ยืนตะลึงงัน กริชในมือยังร่วงหล่นลง...
...ในหยาดโลหิตแดงฉาน คนยังมีรอยยิ้มที่มุมปาก มือพอยื่นออกคล้ายคิดไขว่คว้านาง วาจาก็เปล่งออกมา
"...เราสังหารตนเอง เพื่อให้ท่านเจ็บช้ำตลอดกาล มีชีวิตอยู่มิสู้ตกตาย..."

พอสิ้นเสียงร่างพลันกระตุกขึ้น ล้มคว่ำมาข้างหน้า กิมแชฮูหยินก็ทรุดลงราวดินเหลวกองหนึ่ง ซุนเซ่งเง็กกับซุนเซี่ยวตงปราดเข้าประคองร่างจูไต่ลุ้ย เก็งจู้กับเต็งลั่งยังชะงักค้างกับภาพเบื้องหน้า
...ถ้อยคำสุดท้ายของจูไต่ลุ้ย กลับเป็นถ้อยคำที่กิมแชฮูหยินว่ากล่าวต่อเขา...

จูไต่ลุ้ยมิได้มีดาบ กิมแชฮูหยินก็มิเคยใช้ดาบ วาจานางจึงเป็นดาบเล่มหนึ่ง จูไต่ลุ้ยพอรับฟังก็มิคิดมีชีวิตสืบต่อ เขาในห้วงเวลาสุดท้ายยังคำนวณออก ตนวันนี้หากอยู่รอด บุตรชายและหลานชายย่อมตกตายหมดสิ้น กระทั่งสตรีที่รักยังคิดใช้ชีวิตตนเองตอกย้ำบาดแผลแก่เขา ดังนั้นได้แต่เลือกหนทางสายหนึ่ง...

...เราสังหารตนเอง เพื่อให้ท่านเจ็บช้ำตลอดกาล มีชีวิตอยู่มิสู้ตกตาย...


ยามเช้าแสงแดดเจิดจ้า พอบ่ายคล้อยกลับมีเมฆฝน...

ลิ้มเต็กเฮียะนั่งอยู่กลางดงดอกฮ้วยเหลืองละออ นัยน์ตาหงส์ที่เป็นประกายกลับมีแววหม่นหมอง นางเองยังมิทราบเป็นเรื่องราวใด พลันรู้สึกในใจหดหู่อย่างยิ่ง...
...เมฆดำลอยต่ำบดบังดวงอาทิตย์ หยาดพิรุณก็เริ่มโปรยปราย ลู่เช่าจื้อพลันร่อนหมวกสานปีกกว้างมาที่ด้านข้างนาง ยังร้องบอกว่า
"อย่าได้เปียกปอนจนเป็นหวัดไป พวกเรายังต้องเดินทางอีกหลายวัน"

ลิ้มเต็กเฮียะก็คว้าหมวกมาสวมไว้ ลุกขึ้นยืนหลบฝนที่ใต้ร่มสมอป่า นางกับลู่เช่าจื้อเดินทางออกจากเทียนไล้กัง แวะส่งเซียงกงจู้ที่อึ้งซัวตั่งชึง จากนั้นมุ่งหน้าสู่ดินแดนตงง้วน ย่อมคิดไปที่ฮวงจึงเสาะหาเล้งอิก...
...นางทีแรกคิดพำนักในเทียนไล้กังหลายวัน ทว่าพอเล้งจึงจู้จากไป คนพลันรู้สึกอ้างว้าง ยังคิดถึงมารดาที่พลัดพราก โหงอกอกอกับซาเจ้เจ๊ก็ยังอยู่ในเทียนมึ้งเก็ง ต้องรู้สึกตนเองโดดเดี่ยวเดียวดาย ดังนั้นคิดเดินทางสู่ฮวงจึง วิงวอนเล้งจึงจู้ปลดปล่อยมารดาออกมา จากนั้นยินดีจากไปสุดหล้า สัญญามิให้มารดากลับมารบกวนผู้คนอีก...
...นางที่มิได้ทราบเรื่องราวใดทั้งสิ้น เพียงครุ่นคิดอย่างไร้เดียงสา ลู่เช่าจื้อที่ห่วงใยก็รับปากส่งนางถึงสถานที่นั้น เซียงกงจู้ที่เห็นใจนาง ยังฝากฝังถ้อยคำรับประกันมายังเล้งอิก คิดส่งผู้คนคอยจับตามารดาของลิ้มเต็กเฮียะ มิให้กระทำอันตรายต่อผู้ใด

ลู่เช่าจื้อระหว่างทางยังเก็บตัวอย่างสมุนไพร คนตระเตรียมถุงผ้าใบน้อยมามากหลาย เมื่อวานปรุงน้ำแกงในกระบอกไม้ไผ่ ใช้หญ้าเฮียที่มีกลิ่นหอม ยังสอนวิธีเลือกเก็บแก่นาง ลิ้มเต็กเฮียะที่จิตใจเศร้าสร้อย ยามร่วมทางกับลู่ตั่วกอต้องรู้สึกสดชื่นขึ้น เห็นเขายามนี้ยังนั่งอยู่อีกด้านหนึ่ง ง่วนตรวจนับถุงผ้าที่ใส่สมุนไพร นางก็สาวเท้าเข้าไป ยกปีกหมวกทางด้านหน้าขึ้น นั่งคุกเข่าลงถามว่า
"ลู่ตั่วกอ ถึงวันนี้ได้ตัวยากี่ชนิด"
ลู่เช่าจื้อชูนิ้วขึ้นเจ็ดนิ้ว เขาเมื่อครู่เห็นลิ้มเต็กเฮียะพลันสลดหดหู่ ย่อมทราบที่ห่างไกลอาจเกิดเรื่องราวใด...
...กระแสจิตของผู้คนก็เป็นเช่นเกสรบุปผาที่ร่วงปลิว ที่แตกต่างคือมิอาจแลเห็นด้วยสายตา ที่คล้ายคือล่องลอยสู่สถานที่ซึ่งสวรรค์กำหนด...
...ท่านหากตื่นเช้าก็รู้สึกจิตใจหม่นหมอง ยามดื่มน้ำยังทำถ้วยเคลือบหล่นแตก วิหคที่เคยมาเยือนกลับหลบลี้หนีหาย กระทั่งแลมองท้องฟ้ายังรู้สึกเศร้าสร้อย นั่นย่อมเป็นลางสังหรณ์ประเภทหนึ่ง...

ลู่เช่าจื้อย่อมทราบ ลิ้มเต็กเฮียะมีความเป็นมาพิสดาร นางที่มิได้รู้เรื่องอันใด กลับเกี่ยวข้องกับเงื่อนปมมากหลาย หากนับโดยชาติกำเนิด ยังต้องเป็นศัตรูกับเล้งอิก ทว่าทางฝ่ายเทียนมึ้งเก็งกลับมิรับเป็นพวกพ้อง ต้องระเหเร่ร่อนออกมา
...เขาเพียงหวัง มารดานางยังอยู่รอดปลอดภัย ยังมีกอกอเจ้เจ๊ที่นางรักผูกพัน...
ยามนี้เห็นนางเข้ามาพูดคุย ต้องหยิบก้านต้นฉิบออกจากถุงผ้า ยื่นส่งให้นางชมดู ลิ้มเต็กเฮียะเห็นหญ้านี้มีปล้องยาว ดอกขาวกะจิดริดติดกันเป็นพวง พอยกขึ้นดมกลิ่น คนพลันร่ำร้องออกมา
"หญ้าชนิดนี้เหม็นคาวอย่างยิ่ง ยังคล้ายกลิ่นปลาที่โหงวกอกอจับขังเนิ่นนาน"
ลู่เช่าจื้อก็หัวร่อฮาฮา กล่าวว่า
"ต้นฉิบนี้รูปไม่งาม กลิ่นยังชวนผู้คนสะอิดสะเอียน ทว่ามีคุณอย่างยิ่ง ท่านดู...ไยมิใช่เป็นเช่นเรา ทั้งผอมเล็กมิมีผู้ใดแลมอง กลิ่นก็มิหอมเท่าไร ทว่ามีจิตใจใสสะอาดยิ่ง..."
...คนพอว่ากล่าวไปมา ยังย้อนกลับมาชมตนเอง ลิ้มเต็กเฮียะก็หัวร่อคิกคิก ลู่ตั่วกอย่อมมิได้เจรจาผิดไป ยามนี้เพ่งมองดูท่าน ถามว่า
"ลู่ตั่วกอ ท่านใช่มีสตรีที่ชมชอบ?"

ลู่เช่าจื้อจุ๊ปากถี่ๆ กล่าวว่า
"ท่านเห็นเราเป็นหินศิลา? เราปีนี้อายุมิใช่น้อย ย่อมมีสตรีที่ชมชอบ หนำซ้ำเป็นสตรีรูปงามอย่างยิ่ง ยังมิด้อยกว่าอานั้มแม้สักน้อย"
ลิ้มเต็กเฮียะรู้สึกเหนือความคาดหมาย ต้องร้องอ้ออย่างสงสัย ถามว่า
"ใช่เป็นคนที่ข้าพเจ้าเคยพบเห็นมาในเทียนไล้กัง"
...ลู่เช่าจื้อแย้มยิ้มเบิกบาน กล่าวว่า
"นางก็เป็นคนของเทียนไล้กัง ทว่ายามที่พวกเราอยู่ในสถานที่นั้น นางมีธุระต้องจัดการที่ด้านนอก ท่านจึงมิได้พบเห็น"
ลิ้มเต็กเฮียะพลันถามว่า
"นางที่แท้เป็นผู้ใด สตรีในเทียนไล้กังล้วนงดงามปานบุปผา ทว่าที่งามเทียมเท่าเซียงกงจู้ น่ากลัวมีเพียงเพ็กกงจู้"
ลู่เช่าจื้อพลันมีนัยน์ตาเหม่อลอย คล้ายครุ่นคิดถึงใบหน้านางในดวงใจ ลิ้มเต็กเฮียะก็เขย่าแขนเขา ถามอย่างใคร่ทราบว่า
"ท่านบอกต่อข้าพเจ้า นางเรียกว่ากระไร ยังมี... นางใช่ทราบหรือไม่ว่าท่านพอใจนาง"
ลู่เช่าจื้อสะดุ้งจากภวังค์ หัวร่อใส่ลิ้มเต็กเฮียะที่อยากรู้อีกครา ตอบคำว่า
"นางย่อมทราบว่าเราพอใจนาง เนื่องเพราะนางก็พอใจเรา ยังเป็นฝ่ายต้องตาต้องใจเราก่อน..."
...เห็นลิ้มเต็กเฮียะขมวดคิ้วคราหนึ่ง กลับคิดว่าเขากล่าวล้อเล่น ต้องแสร้งแค่นเสียงดุนาง กล่าวสืบไปว่า
"นางในดวงใจของเราแซ่ลก เรียกว่าลกฮวงฮุย (บุปผาหอมหวน) ผู้คนในเทียนมึ้งเก็งล้วนเรียกนางเป็นฮวงกงจู้ (กงจู้หอมกรุ่น)"

ลิ้มเต็กเฮียะพอฟังต้องเบิกตากว้าง กงจู้ท่านปัจจุบันของเทียนไล้กังไยมิใช่เรียกว่าฮวงกงจู้เช่นกัน นางมาตรว่ามิเคยพบเห็นมา ยังได้ยินผู้คนกล่าวถึง...
...ยามนี้เขม้นมองลู่ตั่วกอที่ทั้งผอมทั้งเล็ก เห็นท่านแย้มยิ้มจนหน้าแดง ต้องทราบว่ามิได้กล่าวหยอกล้อ ลิ้มเต็กเฮียะย่อมคาดมิถึง ลู่ตั่วกอที่คล้ายต้นฉิบต้นหนึ่ง กลับเป็นบุรุษที่กงจู้แห่งเทียนไล้กังมอบดวงใจให้...
...นางย่อมทราบเรื่องราวบางประการของเซียงกงจู้กับเต็งลั่ง ยังสามารถเข้าใจ เต็งกงจื้อที่นางเคยพบเห็นมา รูปโฉมต้องตาผู้คน บุคลิกก็ปราดเปรียวน่าชื่นชม สตรีนางหนึ่งหากพึงใจเขา ยังยินยอมอยู่อย่างอ้างว้างเพื่อรอคอย ย่อมสามารถเข้าใจได้ ทว่าลู่ตั่วกอที่เรียบๆ ร้อยๆ มิมีอันใดสะดุดตา กลับสามารถไขว่คว้าบุปผางาม นางที่เยาว์วัยไร้ประสบการณ์ต้องรู้สึกคล้ายประหลาดอยู่บ้าง...

ลู่เช่าจื้อย่อมเข้าใจความคิดนาง ดังนั้นกล่าวว่า
"...ท่านในภายภาคหน้าหากคิดมอบใจแก่บุรุษผู้หนึ่ง ยังคงอย่าใช้ดวงตาแลมอง ทว่าต้องใช้หูฟัง ยังใช้วิจารณญาณ"
ลิ้มเต็กเฮียะพลันรู้สึกคล้ายยุ่งยากยิ่ง ถามว่า
"ห้ามมิให้ใช้ดวงตาแลมอง ยังต้องใช้วิจารณญาณ เรื่องนี้กลับมิง่าย พวกท่านเหล่าบุรุษเล่า หากชมชอบสตรีนางหนึ่ง ใช่ต้องคิดมากปานนี้"
ลู่เช่าจื้อสั่นศีรษะถี่รัว กล่าวว่า
"บุรุษสตรีมีข้อแตกต่าง เราบอกต่อท่านตามความสัตย์ สตรียามรักคิดมอบทุกสรรพสิ่ง บุรุษยามรักเพียงอุทิศบางสิ่ง ยังมี... บุรุษหากวันใดมิพึงใจภรรยา ยังสามารถเสาะหาสตรีอื่น สตรีกลับมิอาจกระทำเช่นนี้ พวกท่านที่เป็นสตรีมีข้อเสียเปรียบมากหลาย ดังนั้นจึงต้องใคร่ครวญเนิ่นนาน..."

ลิ้มเต็กเฮียะพอฟังต้องรู้สึกมีเหตุผล เซี่ยวมั่งซาเจ้เจ๊ก็เคยบอก บิดานางมีสตรีปรนนิบัติรอบกาย มารดานางที่มักหงุดหงิด มิทราบมีสาเหตุจากเรื่องนี้หรือไม่...
...ยามนี้อดมิได้ยังต้องนึกถึงเล้งจึงจู้ เขาเป็นผู้ที่นางยกย่องชื่นชม จิตใจก็ดีงาม หนำซ้ำยังมีภรรยานางหนึ่ง ทว่าคืนนั้นยัง...
คนพอครุ่นคิดพลันรู้สึก ที่ลู่ตั่วกอว่ากล่าวจึงถูกต้องทุกประการ นางต่อไปยามพบพานบุรุษพึงใจ ต้องรู้จักปิดตาลง เพียงฟังถ้อยคำให้มาก ยังต้องไตร่ตรองสักหลายๆ ปี...

ลิ้มเต็กเฮียะที่ใคร่ครวญตก พลันคิดขอบคุณลู่เช่าจื้อ ทว่าคนพอขยับกายก็รีบชะงักท่าที ที่แท้ลู่เช่าจื้อยกนิ้วชี้ขึ้นจรดริมฝีปาก ส่งสัญญาณมิให้ว่ากล่าว ยังห้ามมิให้เคลื่อนไหว...
...เห็นลู่เช่าจื้อนิ่งเงียบคล้ายสดับฟังเสียง ดวงตายังสงบราวรูปปั้นพระโพธิสัตว์ คนพอผุดลุกขึ้นยืนก็ฉุดดึงนางเข้าไปในดงเถาวัลย์หนาทึบ ยังกระซิบที่ข้างหูว่า
"มีผู้คนผ่านมา..."
...ลิ้มเต็กเฮียะก็กระซิบตอบอย่างสงสัยว่า
"ไฉนจึงต้องหลบซ่อน"
ลู่เช่าจื้อส่ายหน้าช้าๆ คล้ายมิได้แน่ใจ กระซิบตอบมาว่า
"ผู้มามีกลิ่นอายมิธรรมดา"
...ลิ้มเต็กเฮียะย่อมเคยเห็นเล้งอิกสามารถสดับฟังเสียงจากที่ไกล ทว่าเล้งจึงจู้มีฝีมือร้ายกาจ โสตประสาทปราดเปรียว ลู่ตั่วกอของนางมิทราบมีส่วนใดพิเศษ กลับสามารถสัมผัสถึงกลิ่นอายผู้คน...

คนพอแลลอดม่านเถาวัลย์ นัยน์ตาพลันเบิกค้าง อากัปกริยาก็ชะงักงันราวหุ่นปั้น...
ที่เบื้องหน้านางมีแนวต้นกื้อเรียงราย ยามนี้พลันมีคนผู้หนึ่งลากเท้ามาตามทางอย่างเชื่องช้า ยังแบกหามตั่งไม้ตัวหนึ่ง บนตั่งไม้ก็นั่งไว้ด้วยผู้คน...
...เห็นผู้มามีร่างกายผอมยาว หลังคู้งอ ศีรษะล้านโล่งไร้เส้นผม จมูกยังยุบหายเข้าไปในใบหน้า สารรูปกลับชวนให้ผู้คนสยิวกายหนาวเหน็บ...
...ที่แท้เป็นมัจฉาที่เคยประมือกับเล้งอิก บนหลังที่แบกไว้ย่อมเป็นจูเพ่งเอ็งแล้ว...