|
มัจฉาเดินลากเท้าทีละก้าว ที่แท้เพียงสามารถใช้ร่างกายซีกซ้าย ขาขวากลับไร้เรี่ยวแรง แขนขวาก็ตกห้อยแนบกาย
...จูเพ่งเอ็งที่นั่งบนตั่งไม้ยังทุลักทุเลกว่า นางคราที่ต่อกรกับเล้งอิก ตอนแรกเพียงโดนทำลายมือข้างซ้าย ทว่านางภายหลังกลับใช้เล่ห์กล ยังสะกดจิตใจเขาให้เคลิบเคลิ้ม มิคาด จิตใต้สำนึกของเล้งอิกกลับเข้มแข็งกว่า คนในยามมึนงงยังสามารถใช้พลังออก กระแทกทำลายกระดูกแขนขวานาง หนำซ้ำยังฟาดใส่หัวเข่าทั้งสองด้าน กลับกลายเป็นคนพิการโดยพลัน...
ลิ้มเต็กเฮียะวันนั้นอยู่ในเหตุการณ์ ย่อมทราบว่าทั้งสองบาดเจ็บสาหัส มิอาจใช้วิชาฝีมืออีก ทว่ากับคนที่มีเล่ห์ร้ายมุ่งหมายชีวิตผู้อื่น นางพอเห็นก็ขนลุกพอง ได้แต่ภาวนาในใจ วอนเทพยดาที่สถิตในเถาวัลย์ช่วยปกป้อง อย่าให้ทั้งคู่พบเห็นนางกับลู่ตั่วกอ...
...มัจฉาพอเดินถึงต้นสมอป่า แหงนศีรษะดูผลอ่อนที่ติดเต็มต้น ยังกล่าวกับจูเพ่งเอ็งด้วยเสียงแหบแห้งว่า
"เสียดายสมอนี้ยังอ่อนนัก หาไม่เราจึงเด็ดให้ท่านรับประทาน ท่านเมื่อเยาว์วัยชมชอบอย่างยิ่ง ยังจำได้หรือไม่"
...จูเพ่งเอ็งกลับมิได้ตอบคำ มัจฉาก็ย่อกายลง ปลดตั่งไม้บนหลังออก ประคองจูเพ่งเอ็งอย่างทนุถนอม ยังจับใบหน้านางเงยขึ้น ย่อมหวังให้ชมดูผลสมอเขียวขจี จูเพ่งเอ็งกลับมีดวงตาเหม่อลอย คล้ายมิรับทราบอันใดทั้งสิ้น นางที่งดงามปานบุปผาแรกแย้ม ยามต้องละอองฝนยังชวนให้ผู้คนหัวใจหวั่นไหว ทว่าสีหน้าแววตากลับไร้ความรู้สึกโดยสิ้นเชิง...
มัจฉาหยิบกระบอกน้ำที่ข้างเอว จ่อเข้ากับริมฝีปากจูเพ่งเอ็ง ยังคล้ายต้องกรอกให้นางดื่มลงไป ลิ้มเต็กเฮียะที่หวาดกลัวพวกเขา ยามนี้กลับรู้สึกสงสารเวทนา จูโกวเนี้ยน่ากลัวบอบช้ำมากหลาย ดังนั้นกลับกล้ายเป็นคนไร้สติ กระทั่งดื่มกินยังไม่รู้สึกรู้สา นางร่วมทางกับมัจฉาที่เป็นบุรุษ อาจบางทียังมีที่ใดไม่สะดวก ลิ้มเต็กเฮียะยังครุ่นคิดสับสน หากตนเสนอตัวออกไป คิดช่วยเหลือปรนนิบัตินาง มิทราบพวกเขาใช่ยินยอมหรือไม่ ทว่าพอใคร่ครวญอีกที พวกเขาที่เป็นปรปักษ์กับเล้งจึงจู้ ย่อมถือนางเป็นศัตรูผู้หนึ่ง คนมาตรว่ามิอาจลงมือ บางทียังใช้เล่ห์กลอื่น ดังนั้นได้แต่สงบใจไว้
ลิ้มเต็กเฮียะย่อมมิทราบ จูเพ่งเอ็งเป็นบุตรีจูไต่ลุ้ยที่กำเนิดจากจูบ่ออ่วง ยังมีศักดิ์เป็นโกวโกว (อาหญิง) ของนาง ลิ้มเต็กเฮียะกระทั่งบิดายังมิเคยเห็นหน้า ย่อมมิได้รู้จักเอี้ยเอี้ย ไหนเลยสามารถสืบสาวถึงโกวโกวผู้หนึ่ง...
พอแลดูสืบไป เห็นมัจฉานั่งลงเคียงข้างจูเพ่งเอ็ง นัยน์ตาเบิกโปนยังมีแววรักใคร่เทอดทูน ยามนี้ยกมือขึ้นเช็ดหยาดฝนบนใบหน้านาง กล่าวว่า
"...พวกเราเดินทางอีกเพียงไม่กี่วันก็ถึงง้วยตอก่า ยังได้พบซือแป๋ที่เป็นบิดาท่าน เราก่อนหน้านี้ก็ส่งข่าวกลับมา ท่านผู้เฒ่าย่อมรับทราบหมดสิ้น อาจบางทีจัดผู้คนคอยรับ..."
...มันพอกล่าวถึงตอนนี้พลันชะงักไป พวกตนหลังประมือกับเล้งอิก ส่งข่าวกลับมายังจูไต่ลุ้ยแต่แรก กลับมิมีผู้คนเดินทางมาพบ มิทราบสถานการณ์ทางด้านนี้เป็นอย่างไร ตนความจริงรู้สึกสังหรณ์ใจมิใช่น้อย ทว่าจูเพ่งเอ็งแปรเปลี่ยนเป็นซึมเซาราวผักหญ้า มิทราบยังสามารถได้ยินถ้อยคำผู้คนหรือไม่ มัจฉาที่มีใจต่อนางลึกซึ้ง ย่อมมิอาจว่ากล่าวอันใดให้กระทบกระเทือน...
...มันกลับมิได้ทราบ ง้วยตอก่าถูกเผาผลาญสูญสิ้น จูไต่ลุ้ยก็เสียชีวิตลง ถึงกับปลิดปลงชีพตนเอง มันกับจูเพ่งเอ็งที่กลับมาครานี้ กลับมิมีอันใดหลงเหลือแม้แต่น้อย...
คนพอนั่งพักสักครู่ก็แบกตั่งไม้เดินทางต่อ ลิ้มเต็กเฮียะกับลู่เช่าจื้อก็ชมดูจนลับตา พอมั่นใจว่าพวกเขาจากไปไกลจึงค่อยออกจากดงเถาวัลย์
...ลิ้มเต็กเฮียะที่จิตใจอ่อนไหวพลันมีน้ำตาซึม กล่าวว่า
"มัจฉาผู้นั้นมาตรว่าเหี้ยมโหดต่อศัตรู กับสตรีที่รักยังนุ่มนวลนัก จูโกวเนี้ยที่มีเขาคอยดูแล ถือว่ายังมีโชคประการหนึ่ง"
ลู่เช่าจื้อก็ผงกศีรษะกล่าวว่า
"เราเมื่อครู่เพิ่งบอกต่อท่าน ยามเลือกบุรุษอย่าได้ใช้ดวงตาแลมอง เนื่องเพราะดวงตาผู้คนมักลุ่มหลงง่ายดาย ท่านดู หากท่านมิอาจแลเห็นรูปร่างหน้าตามัจฉานั้น เพียงได้ยินถ้อยคำเขา หัวใจยังรับทราบน้ำใสใจจริงของเขา ย่อมตระหนักว่าบุรุษผู้นี้งดงามยิ่งกว่าเทพยดา อาจบางทียังหล่อเหลากว่าเล้งจึงจู้..."
...พอว่ากล่าวพลันได้คิดว่ามิถูกต้อง ทว่าเห็นลิ้มเต็กเฮียะก็พยักหน้ายิ้มแย้ม ต้องรู้สึกชื่นชมในใจ ดรุณีน้อยนางนี้ยังเข้มแข็งกว่าเซียงกงจู้ที่เป็นม่วยม่วยตนมากหลาย วันข้างหน้าย่อมมิคิดสถิตในอึ้งซัวตั่งชึงรอคอยผู้คน...
ฝนพอสร่างซา แสงอาทิตย์ก็สาดส่องเบิกทาง ลิ้มเต็กเฮียะกับลู่เช่าจื้อที่ออกเดินทางสืบต่อ ในใจล้วนผ่องแผ้วสดใส
...มนุษย์ในโลกมีรักมีแค้น มีสมหวังมีเสียใจ ท่านหากรู้จักปลงตก ยังเชื่อมั่นหลังเมฆฝนมีฟ้าอำไพ ย่อมประสบความสุขเป็นนิรันดร์...
เทียนไขสีขาวเผาไหม้หมดสิ้น
น้ำตาเทียนที่หยดลงยังสั่นระริก
ซุนเซี่ยวตงนั่งคุดคู้อยู่บนเตียง จากลำคอลงไปมีผ้าห่มคลุม ผ่านพ้นไปแปดวันยังมิอาจทำใจ อย่าว่าแต่เขาที่ยังเยาว์วัย กระทั่งกิมแชฮูหยินกับซุนเซ่งเง็กก็ขังตนเองในห้อง มิยินยอมให้ผู้ใดเข้าพบ
...ที่หน้าประตูพลันปรากฏร่างคนผู้หนึ่ง เป็นเต็งลั่ง...
ซุนเซี่ยวตงพอหันมอง ต้องรีบกระโดดปราดเข้าหา เห็นเต็งลั่งในมือมีของสิ่งหนึ่ง พอแลดูถนัดตาพบว่าเป็นหวีที่หักครึ่ง
...คนพอรับมา น้ำตาก็ร่วงหล่นลง นี่ย่อมเป็นหวีของเอี้ยเอี้ยตน เต็งลั่งกลับนำมามอบแก่เขา...
...นับแต่วันที่เอี้ยเอี้ยเสียชีวิต กิมแชฮูหยินกับซุนเซ่งเง็กก็คล้ายวิญญาณหลุดลอย มิอาจกระทำการอันใด เต็งลั่งพลันออกความเห็น ผู้ตายเมื่อถือกำเนิดเป็นกอเซ่งซิม หนำซ้ำเป็นเฮี่ยงเม้งเล่าเอี้ยจื้อที่ผู้คนยกย่อง ดังนั้นจึงควรส่งร่างกลับคืนตระกูลกอในเมืองจี่คุ้ย เก็งจู้ก็มิมีอันใดขัดแย้ง ยังร่วมเดินทางไปกับเต็งลั่ง พำนักอยู่ในเมืองนั้นเจ็ดวัน...
ระหว่างพิธีเจ็ดวันแรก เต็งลั่งลอบเข้าไปในเคหาสน์ตระกูลกอ เสาะหาหวีอันหนึ่งของกอเซ่งซิม หักออกครึ่งหนึ่งใส่ไว้ในหีบ อีกครึ่งนำกลับมา ตั้งใจมอบแก่ซุนเซ่งเง็ก ทว่าเขาที่โศกเศร้าขวัญหาย กลับมิยินยอมพบหน้าผู้ใด เต็งลั่งได้แต่มอบให้ซุนเซี่ยวตง
...ยามนี้ยังล้วงมือเข้าในอกเสื้อ หยิบคัมภีร์เก่าออกมาสองเล่ม เล่มหนึ่งเป็นกระบวนเพลงดาบของง้วยตอก่า อีกเล่มเป็นเพลงกระบี่ของเก้าฮุ้นเก็ง ย่อมพบในห้องอักษรของกอเซ่งซิม ถึงกับเก็บรวมกับตำราอื่นอย่างเปิดเผย...
...กอเซ่งซิมในคราบจูไต่ลุ้ย มีทายาทคือจูเพ่งเอ็งที่เคยประมือกับเล้งอิก ทว่ายามนี้สาบสูญ เหล่าผู้คนในตระกูลกอก็ล้วนเป็นบัณฑิต ย่อมมิสนใจวิชาฝีมือ ซุนเซ่งเง็กที่เติบโตในเทียนมึ้งเก็ง ยังมีศักดิ์เป็นยี่เก็งจู้ อาจบางทีลำบากใจที่จะเก็บรักษา ซุนเซี่ยวตงที่เป็นชั้นหลาน จึงมีสิทธิรับช่วงสืบทอด เต็งลั่งที่นำกลับมา มิเพียงคิดมอบแก่เขา ยังตั้งใจสั่งสอนชี้แนะ
เต็งลั่งขณะอยู่ในจี่คุ้ย พบพานผู้มีรังสีดาบมากหลาย ย่อมเป็นศิษย์และบริวารจูไต่ลุ้ยที่ทราบความลับของเขา ยังมาร่วมไว้อาลัยคารวะผู้ตาย ในจำนวนนี้ยังมีเก้าวิญญาณที่แยกกันมา จากการสังเกตฝีเท้าและท่าทาง พบว่าล้วนมีระดับฝีมือสามัญ จูไต่ลุ้ยที่บัดเดี๋ยวเป็นผู้แซ่กอ บัดเดี๋ยวเป็นผู้แซ่ซุน บัดเดี๋ยวยังใช้แซ่ชื้อ น่ากลัวมิได้ถ่ายทอดวิชาแก่ศิษย์สักเท่าใด เล้งอิกที่เคยประมือกับเก้าวิญญาณก็บอกเล่า ฝีมือพวกเขาด้อยกว่ารุ่นก่อนอย่างยิ่ง ตนยังเคยเห็นพวกเขาต่อกรกับซังแชเกี่ยมแขะ มาตรว่าเป็นสองต่อเก้ายังคู่คี่ก้ำกึ่ง
คราที่ตนแยกจากเล้งอิก ร่วมทางกับเก็งจู้เดินทางสู่เทียนมึ้งเก็ง เล้งอิกย่อมกลับคืนฮวงจึง เขายามนั้นยังห่วงใยเม่งไอ่ซีอย่างยิ่ง ทว่าตนทราบ ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน เก็งจู้ไหนเลยยินยอมให้เล้งอิกติดตาม ที่ยอมอ่อนข้อคราหนึ่ง เนื่องเพราะยังมิถึงเวลาประมือ ตนได้แต่สัญญากับสหาย หากเล้งอิกกลับถึงฮวงจึงเมื่อใด ตนจึงส่งข่าวเม่งไอ่ซีไปในทันที ยังจะนำพานางกลับคืนโดยปลอดภัย เวลานั้นย่อมคิดเจรจากับเก็งจู้สักครา มิคาด เกิดเรื่องราวสลดในเทียนมึ้งเก็ง มิมีโอกาสสนทนา...
คนพอมอบของแก่ซุนเซี่ยวตง ยังนั่งเป็นเพื่อนเขาสักครู่ พอกลับออกมาก็พบเม่งไอ่ซี ที่แท้นางทราบว่าเขาเดินทางมาถึง ดังนั้นมาเฝ้ารอที่ด้านนี้
...หลังจากเกิดเรื่องราวในเทียนมึ้งเก็ง พวกเขายังมิได้สนทนากันแม้สักครา เต็งลั่งเพียงทราบนางปลอดภัย นางก็เพียงทราบพวกเขาพบพานเล้งอิก...
คนพอแลสบตา ความห่วงใยคนึงหาล้วนถ่ายทอดออกไป เม่งไอ่ซีก็เอ่ยขึ้นว่า
"...ท่านหลายวันมานี้มีเรื่องให้กระทำ ยามนี้สมควรพักผ่อน"
เต็งลั่งมองนางมิวางตา กล่าวว่า
"ท่านสัญญาทำขนมชาแก่เรา หากมิได้รับประทาน เราจึงมิยอมข่มตาหลับลง"
...ยามนึกถึงห้องหับของตนในเทียนมึ้งเก็ง ต้องนึกถึงเซี่ยวช่ำโกวเนี้ยที่เคยปรนนิบัติดูแล เมื่อตอนเกิดเรื่องแพร่พิษ นางย่อมเสียชีวิตเช่นเดียวกับผู้อื่น คนพอคิดถึงท่าทีกลั้นยิ้ม ยังปิดปากมิกล้าหัวร่อ น้ำตาพลันหลั่งไหลออกมา เม่งไอ่ซีก็ทราบ เต็งลั่งตั้งแต่ปรากฏกายอีกครา มีเรื่องมากหลายประเดประดังเข้า คนยังบาดเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า มิเพียงร่างกายอ่อนล้า หัวใจยังบอบช้ำ ต้องเกาะกุมมือเขาถ่ายทอดความอบอุ่น ยังชักจูงกลับมาพักผ่อน
พอมาถึงที่ด้านใน กลับพบพานปึงซิ่วซิ่วที่เดินสวนทางมา พวกนางที่มีความในใจเช่นเดียวกัน ย่อมทราบว่าปึงซิ่วซิ่วก็ได้ยินว่าเต็งลั่งเพิ่งกลับคืน ดังนั้นคิดมาพบหน้าเขา...
...ปึงซิ่วซิ่วลอบชำเลืองแล เห็นเต็งกงจื้อดูคล้ายผอมลง ใบหน้ายังมีรอยแดดเผา ต้องรู้สึกรักเวทนา ทว่านางพอย่อกายคารวะ ก็คล้ายคิดจากไปโดยพลัน ที่แท้กริ่งเกรงตนเองมิอาจปกปิดกริยา เม่งไอ่ซีย่อมเข้าใจหัวอกสตรี จึงมิได้เรียกรั้งไว้ เต็งลั่งกลับจงใจยืนขวางนาง ถามว่า
"ข้าพเจ้าได้ยินมา ท่านคราวก่อนได้รับพิษสัตว์ร้าย ยามนี้ใช่ยังเจ็บปวด?"
ปึงซิ่วซิ่วก้มศีรษะลง หัวใจพองโตด้วยความปีติ เต็งกงจื้อที่มีเรื่องกังวลมากหลายยังห่วงใยนาง ถามไถ่อาการออกมา ต้องรีบตอบว่า
"ยี่เก็งจู้ขจัดพิษแก่ข้าพเจ้า บาดแผลก็จวนหายแล้ว มิมีอาการอันใดอีก"
...เต็งลั่งก็ยิ้มแก่นาง ยังเอ่ยถามถึงซุนเซ่งเง็กที่เก็บตัว เขาเพิ่งทราบเรื่องราวระหว่างปึงซิ่วซิ่วกับซุนเซ่งเง็ก เนื่องเพราะตอนที่อยู่ร่วมกับเก็งจู้ บริวารผู้หนึ่งรายงานข่าวคราวทางนี้ ยังเรียกหาปึงซิ่วซิ่วเป็นยี่เก็งจู้เซี่ยวฮูหยิน ย่อมเป็นซุนเซ่งเง็กคิดยกย่องนาง ดังนั้นสั่งผู้คนเรียกหาโดยทั่วกัน...
...ตนมาตรว่ามิทราบ ปึงซิ่วซิ่วที่มักเก็บอารมณ์ความรู้สึก ใช่ยินดีปรีดาหรือไม่ ทว่าซุนเซ่งเง็กมีศักดิ์เป็นเจ่กเจ็ก จะอย่างไรก็ต้องให้ความเคารพ ตนยามปกติมักหยอกเย้าให้นางยิ้มหัว วันนี้กลับสนทนาเรียบๆ ร้อยๆ ย่อมเป็นให้เกียรติอาซิ่ม (อาสะใภ้)...
ปึงซิ่วซิ่วพอขอตัวจากไป เต็งลั่งที่กลับมาถึงห้องพัก พลันมีแววตาเหม่อลอย คล้ายครุ่นคิดเรื่องอันใด เม่งไอ่ซีย่อมสังเกตเห็น นางที่ทราบเหตุการณ์ระหว่างเขากับปึงซิ่วซิ่ว ยังรับปากปึงซิ่วซิ่วเป็นมั่นเหมาะ มิว่าอย่างไรก็มิเผยออกไป ทว่าเต็งลั่งที่ซับซ้อนมากไหวพริบ มาตรว่ายามนั้นสติมิได้อยู่กับเนื้อตัว ทั้งยังมีเรื่องทับถมมากหลาย อาจบางทีสามารถรำลึกได้ภายหลัง
...คนพอนึกหวั่นเกรง ต้องเสแสร้งถามถึงเรื่องอื่น
"ท่านหิวแล้วหรือไม่"
เต็งลั่งกลับมิได้ตอบคำ สีหน้ายังคงซึมเซา สักครู่จึงเอ่ยออกมาว่า
"นางในเวลานั้นก็อยู่ในเทียนมึ้งเก็ง เหตุใดจึงมิโดนเก้าตั๊กฮวยทำร้าย..."
...เม่งไอ่ซีพอได้ยิน ตอนแรกรู้สึกโล่งใจ ที่แท้เต็งลั่งมิได้คิดดังที่นางคาด ทว่าพอไตร่ตรองถ้อยคำเขา ต้องรู้สึกประหลาดใจเช่นเดียวกัน...
จากปากคำของกิมแชฮูหยิน จูไต่ลุ้ยแพร่พิษเก้าตั๊กฮวยกระจายในอากาศ ผู้คนในเทียนมึ้งเก็งยามนั้นรับพิษถ้วนทั่ว ทว่าเพียงเก็บกักไว้ในร่างกาย มิได้แสดงอาการ จวบจนมีแรงกระตุ้นจากเกสรดอกอุ้ง เลือดลมในกายพลุ่งพล่าน ดังนั้นพิษกำเริบทำร้ายจนเสียชีวิต...
...นางกับเต็งลั่งรับเก้าตั๊กฮวยแต่เยาว์วัย พิษย่อมมิมีผลอันใด เก็งจู้กับบริวารที่มิได้อยู่ในเทียนมึ้งเก็งช่วงนั้น ก็หาได้รับพิษไม่ อดีตงึ่นแชฮูหยินที่เป็นมารดาเขา ก่อนหน้านั้นออกไปบำเพ็ญภาวนาที่อารามเจ็งเน้ยหลังหุบเขา ยังมีบริวารของกิมแชฮูหยินคุ้มครองออกไป ย่อมรอดพ้นจากพิษร้ายเช่นกัน ปึงซิ่วซิ่วเป็นผู้เดียวที่มิได้ออกสู่ภายนอก ทั้งยังมิเคยรับยาแก้ กลับมิมีอันตรายใด เรื่องราวนี้ย่อมชวนให้ขบคิด...
เห็นเต็งลั่งนั่งนึกตริตรอง เม่งไอ่ซีที่ห่วงใยเขาต้องเอ่ยขึ้นว่า
"เราได้ยินมา ซุนซิงแซมอบเฮ่าจูแก่บุตรหลาน อาจบางทียี่เก็งจู้ที่โปรดปรานนาง เข้าใจว่าเฮ่าจูเป็นยาอายุวัฒนะ ดังนั้นให้นางรับประทาน..."
...คนที่ว่ากล่าวเช่นนั้น เพียงคิดให้เต็งลั่งปล่อยวางเรื่องในใจลง ย่อมมิทราบความนัยที่แท้ เห็นเต็งลั่งยามนี้ถอดเสื้อตัวนอกออก ล้มกายลงนอนหลับตา เม่งไอ่ซีก็คลี่ผ้าห่มคลุมให้เขา ยังนั่งเฝ้าคอยดูแลจนเขาหลับไป นางความจริงคิดออกไปที่ด้านนอก พูดคุยเรื่องราวกับปึงซิ่วซิ่วให้กระจ่าง ทว่าเทียนมึ้งเก็งยามนี้สูญเสียผู้คน ที่ภายในยังมิได้เรียบร้อย ย่อมมิอาจหาบ่าวไพร่มาคอยปรนนิบัติเขา กับเต็งลั่งที่ยังอ่อนล้าอิดโรย ตนพลันมิอาจผละจากไป ได้แต่นั่งเฝ้าอยู่ที่ด้านข้างนั้น...
ที่ห้องหับอีกฟากหนึ่งมีผู้คนเฝ้าอยู่ภายนอก ซุนเซ่งเง็กกักตนเองอยู่ในนั้นอย่างโดดเดี่ยว มีเพียงปึงซิ่วซิ่วที่เขาอนุญาตให้เข้าไป...
นางพอผละจากเต็งลั่งกับเม่งไอ่ซีก็ลงไปในครัว ตระเตรียมอาหารยกขึ้นมาให้เขา ยังดูแลเขาเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์ ซุนเซ่งเง็กที่สำอางหล่อเหลา ยามนี้มีหนวดเคราขึ้นเป็นไร ผิวกายก็ซูบซีดไร้สีเลือด มาตรว่ายอมรับการปรนนิบัติจากนาง กลับมิได้ว่ากล่าวอันใดแม้สักคำ
...ปึงซิ่วซิ่วช่วยประคองเขานอนลง ยังนั่งอยู่กับเขาครู่หนึ่ง พอยกถาดอาหารกลับมาที่ภายนอก คนพลันใจสั่นระรัว ที่ยืนอยู่เบื้องหน้ากลับเป็นกิมแชฮูหยิน...
นางตั้งแต่เกิดเรื่องก็เก็บตัวอยู่ที่ภายใน กระทั่งเก็งจู้ยังมิเรียกหา ยามนี้กลับออกมาที่ด้านนอก ยังแต่งกายด้วยอาภรณ์สีทองเฉิดฉาย บนศีรษะประดับด้วยอัญมณีงดงาม มีเพียงสีหน้าแววตาที่บ่งบอกความเจ็บช้ำ ทว่ายังมีราศรีสูงส่งให้ผู้คนยำเกรง
...ปึงซิ่วซิ่วรีบย่อกายคารวะ กิมแชฮูหยินก็ก้มศีรษะคราหนึ่ง เอ่ยคำว่า
"เจ้าติดตามเราไปที่ห้อง"
ปึงซิ่วซิ่วต้องรู้สึกประหวั่นพรั่นใจอย่างยิ่ง รีบส่งถาดอาหารให้บ่าวรับใช้ ตนเองก็ตามติดกิมแชฮูหยินที่ด้านหลัง พอเข้ามาถึงที่พักนาง กิมแชฮูหยินพลันเรียกสตรีรับใช้ที่เฝ้าอยู่ออกไป ยังเชื้อเชิญปึงซิ่วซิ่วนั่งลงร่วมโต๊ะ ถามไถ่ถึงอาการซุนเซ่งเง็ก ปึงซิ่วซิ่วได้แต่บอกกล่าวตามตรง กิมแชฮูหยินพอฟังก็ถอนใจหลายครา สักครู่จึงกล่าวว่า
"...ล้วนเป็นความผิดของเราทั้งสิ้น..."
นางพอเอ่ยคำ ในดวงตายังมีหยาดน้ำวาววับ ปึงซิ่วซิ่วก็ก้มศีรษะลง มิกล้าแลมองนาง กิมแชฮูหยินคล้ายครุ่นคิดอันใดอยู่เนิ่นนาน ในฉับพลันกลับเพ่งเล็งแลปึงซิ่วซิ่ว กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"ยี่เก็งจู้โปรดปรานเจ้ามากหลาย ยังให้ผู้คนเรียกหาเป็นเซี่ยวฮูหยิน หากเขามิได้มีภรรยาอยู่ก่อน เจ้าน่ากลัวยังมีศักดิ์เป็นงึ่นแชฮูหยิน..."
ปึงซิ่วซิ่วได้แต่กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าจึงมิกล้า..."
กิมแชฮูหยินมิได้ละสายตาจากนาง ยังเอ่ยสืบไปว่า
"...เรากาลก่อนกระทำตามใจตน มิได้คิดถึงผู้คนรอบข้าง ยังไร้น้ำใจต่อบุตรหลาน วันนี้ได้คิดก็คล้ายสายไป ทว่ากับวันเวลาที่เหลืออยู่ ยังหวังตนเองมิได้กระทำผิดอีกครา ยี่เก็งจู้เมื่อรักใคร่พอใจเจ้า เราก็ยินดีส่งเสริม..."
ยามนี้ลุกขึ้นไปที่ตู้ด้านข้าง เปิดประตูหยิบกล่องอัญมณีออกมา ยื่นส่งให้ปึงซิ่วซิ่วเลือกเฟ้น ยังกล่าวว่า
"เจ้าพอใจชิ้นใดก็หยิบไป ถือเป็นของกำนัลจากเรา..."
ปึงซิ่วซิ่วรีบกล่าวขอบคุณนาง ตนไหนเลยปรารถนาสิ่งของอันใด ทว่ายามนี้ย่อมมิอาจขัดใจนาง ได้แต่หยิบออกมาส่วนหนึ่ง กิมแชฮูหยินก็หากล่องทองว่างเปล่ามาบรรจุให้ ยังจับตาปึงซิ่วซิ่วทุกอากัปกริยา สักครู่พลันกล่าวว่า
"...เจ้าพักนี้มีอาการมิใคร่สบายหรือไม่"
ปึงซิ่วซิ่วพอฟังต้องรู้สึกงุนงง นางที่บาดเจ็บจากสัตว์พิษของเล่งเหล็งคราก่อน ย่อมมิได้มีเรื่องราวใดอีก มิทราบกิมแชฮูหยินไฉนพลันถามขึ้น ดังนั้นได้แต่ปฏิเสธไป
กิมแชฮูหยินก็พยักหน้ารับทราบ สีหน้ามาตรว่าข่มจนเรียบเฉย ปึงซิ่วซิ่วที่อ่อนไหวยังสามารถรู้สึกถึงสิ่งที่ซ่อนเร้น
...เห็นนางยามนี้ยื่นมือมา ยังกล่าวว่า
"ให้เราตรวจชีพจรเจ้า"
ปึงซิ่วซิ่วได้แต่พยักหน้าคราหนึ่ง กิมแชฮูหยินพอสัมผัสข้อมือนาง สักครู่จึงกล่าวว่า
"...พวกเราที่ประสบเคราะห์กรรม สุดท้ายยังมีสิ่งปลอบใจให้สร่างเศร้า เจ้าต่อไปต้องดูแลตนเองให้ดี ยี่เก็งจู้หากทราบว่าเจ้าตั้งครรภ์ทายาทเขา ย่อมมีกำลังใจขึ้นอีกครา..."
ปึงซิ่วซิ่วพลันสะท้านใจวูบ นางที่พักหลังมีเรื่องกลัดกลุ้ม ดังนั้นมิได้ใส่ใจตนเอง กลับยังมิทราบ ตนยามนี้ตั้งครรภ์แล้ว...
...กิมแชฮูหยินลุกขึ้นเดินไปที่ตู้ด้านข้างอีกครา หยิบกล่องงาช้างที่อยู่ด้านในสุดออกมา เปิดให้ปึงซิ่วซิ่วชมดู เห็นข้างในจัดวางกำไลทองวงน้อย ย่อมเป็นกำไลข้อเท้าของทารก...
นางพอยื่นส่งเข้ามาในมือปึงซิ่วซิ่วยังกล่าวว่า
"นี่เป็นของกำนัลแก่ทารก เจ้าก็เก็บรักษาไว้ให้ดี กำไลวงนี้มีตัวอักษรยิก (ตะวัน) เป็นของสามีเราที่ตกทอดมา เจ็งไฮ้บุตรชายเราก็เคยสวมใส่ ต่อมาสืบทอดแก่เก็งจู้ รุ่นนี้จึงตกเป็นของเด็กในครรภ์เจ้า"
...ปึงซิ่วซิ่วพอฟังต้องสะดุ้งขึ้นในใจ กำไลทองนี้เป็นของตกทอดในตระกูลเจ็ง ยี่เก็งจู้ที่ใช้แซ่ซุน ไหนเลยรับของนี้สืบทอด ยามครุ่นคิดต้องเงยศีรษะขึ้น มองดูกิมแชฮูหยินอย่างงุนงง ทว่าคนพอเห็นแววตานางก็ตระหนักได้ทันที...
...นางย่อมทราบเรื่องราวทั้งสิ้นแล้ว...
ยามร้อนรุ่มวิตกกังวล กิมแชฮูหยินพลันยื่นมือมาแตะแขนนาง กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า
"พวกเราที่เป็นสตรี ผู้คนมักเข้าใจว่าอ่อนแอกว่าบุรุษ ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เราวันนี้บอกต่อเจ้า สตรีตั้งแต่อดีตกาลล้วนเป็นเช่นเดียวกัน ยอมทนทุกข์เพื่อสุขของผู้เป็นสามี เรื่องราวบางอย่างหากพวกเราบอกออกไป บุรุษมิเพียงไม่สามารถยอมรับ ยังอาจขื่นขมมิเป็นผู้เป็นคน..."
...พวกนางยามนี้แลสบตา กิมแชฮูหยินก็เอ่ยสืบไปว่า
"...กับเรื่องราวที่บีบคั้นหัวใจพวกเขา พวกเรายังคงเก็บซ่อนเป็นความลับไว้ตลอดกาล เจ้าก็เห็นด้วยหรือไม่..."
ปึงซิ่วซิ่วมิอาจตอบรับอันใด มือที่ถือกล่องกำไลทองยังสั่นระริก กิมแชฮูหยินก็กล่าวว่า
"เจ้ายามนี้รีบไปบอกเล่าต่อยี่เก็งจู้ เขาเมื่อมอบความรักแก่เจ้าจนหมดหัวใจ อย่าได้สร้างความผิดหวังแก่เขา"
ปึงซิ่วซิ่วพอออกพ้นห้องหับ กิมแชฮูหยินพลันปิดหน้าต่างลง จุดเทียนไขขึ้นที่โต๊ะกลางห้อง ย่อมเป็นเทียนสีขาวเล่มหนึ่ง...
...คนแลดูเปลวเทียนพวยพุ่ง นัยน์ตาที่หลายวันก่อนมีหยาดน้ำรวยริน บัดนี้แห้งผากหมดสิ้น...
นางในยามระทมหม่นหมอง ยังห่วงใยซุนเซ่งเง็กที่เก็บตัวมิพบพานผู้คน ดังนั้นคิดไปปลอบโยนเขา ทว่าพอพบเห็นปึงซิ่วซิ่ว กลับฉุกคิดอันใดได้...
...ปึงซิ่วซิ่วที่มิได้ถูกพิษเก้าตั๊กฮวยทำร้าย อาจบางทีมีความนัยอื่น นางเมื่อครู่เพียงตั้งข้อสมมุติแรก กลับพบเห็นท่าทีพิรุธ ที่แท้เป็นจริงดังคาด...
บุคคลที่ฝึกม้อฮ้วยชิ่ว ในร่างมีเก้าตั๊กฮวย พิษนี้ยังถ่ายทอดแก่บุตร ปึงซิ่วซิ่วอยู่ในเทียนมึ้งเก็งตลอดเวลา ย่อมต้องรับพิษที่จูไต่ลุ้ยแพร่เข้า ทว่านางที่มิได้เกิดเรื่องอันใด แสดงว่ามีเลือดเนื้อเชื้อไขของผู้ฝึกวิชานั้น...
...เรื่องราวที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนมากหลาย ย่อมมิอาจเผยแพร่ออกไป กิมแชฮูหยินที่เมื่อครู่กำนัลกำไลทองของตระกูลเจ็ง ปึงซิ่วซิ่วย่อมทราบความนัย...
นางแม้ตระหนัก เรื่องเช่นนี้ย่อมมิถูกต้อง ทว่ากาลก่อนตนทำร้ายบุตรหลานโดยมิตั้งใจ วันนี้กลับต้องการปกป้องพวกเขา มิยินยอมให้มีเรื่องราวกระทบอีกแม้แต่น้อย...
...นางแม้ตายก็มิอนุญาตซุนเซ่งเง็กทราบเรื่องนี้...
...ยิ่งมิอาจให้เต็งลั่งทราบเรื่องนี้...
|